ตอนที่แล้วChapter 98 - 100: ที่ดิน, เกี๊ยว,พวกนางเอาเงินมาจากที่ใด?
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปChapter 104 - 106: ร้องเรียน, เมิ่งหนาน, ลูกชายท่านผู้พิพากษามณฑล

Chapter 101: เจ้าขโมยเงินข้า

 

หูชางหลินพยักหน้ารับ และเข้าไปในห้องของเขาเพื่อไปเอาเงิน

 

ไป๋จื่อหันหน้ามาพูดกับหูเฟิงว่า “เจ้าออกไปข้างนอก บอกให้พวกเขาเข้ามา” จากนั้นนางก็มองไปยังอาหารหน้าตาน่ารับประทานบนโต๊ะ และยิ้ม

 

“ข้าโกรธมากจริงๆ ข้าจะทำให้พวกเขาเห็นว่า ข้ากับท่านแม่ใช้ชีวิตอย่างไรเมื่อแยกตัวออกมาจากพวกเขา”

 

หูเฟิงขมวดคิ้ว เด็กคนนี้คิดว่าเขาเป็นคนรับใช้ของนางหรือ?

 

ถึงแม้ภายในใจของเขาจะไม่พอใจ หูเฟิงก็ทำตามคำสั่ง เขาลุกขึ้นเดินออกจากห้องทานข้าว

 

หูเฟิงยืนอยู่ในลานบ้าน และกวาดสายตามองไปที่สมาชิกสกุลไป๋ จากนั้นเขาพูดขึ้นว่า “เข้ามาคุยข้างใน” หลังจากเอ่ยถ้อยคำธรรมดาๆ เขาก็หันหลังกลับเข้าไปข้างใน เขาต้องการกินเกี๊ยว เขาไม่ชอบกินอาหารที่เย็นชืด

 

เมื่อเขากลับเข้าไปข้างใน เขาเห็นไปจื่อเทน้ำส้มสายชูหมักสีเข้มในถ้วยเล็กๆ จากนั้นก็วางข้างจานเกี๊ยว

 

ไป๋จื่อเอ่ยยิ้มๆ “เกี๊ยวกับน้ำส้มสายชูหมักเข้าคู่กันนัก”

 

“อย่างนั้นหรือ?” หูเฟิงนั่งลง ยกตะเกียบคีบเกี๊ยวขึ้นมา จากนั้นก็จุ่มลงไปในน้ำส้มสายชูหมัก และเอาเข้าปาก

 

ในขณะที่ฟันของเขากำลังบดเคี้ยว ปลายลิ้นของเขาก็สัมผัสถึงรสชาติผสมผสานของเนื้อหมู เขาไม่รู้จะอธิบายมันออกมาอย่างไร แต่มันเป็นรสชาติที่ลืมไม่ลง

 

เมื่อเห็นหูเฟิงทำสีหน้างงงวยขณะมองไปที่เกี๊ยว จ้าวหลันก็อดถามไม่ได้

 

“รสชาติแย่มากหรือ?”

 

หูเฟิงส่ายหน้า “ไม่ รสชาติดีมาก ดีกว่าที่ข้าเคยมากินมาทั้งหมด”

 

จ้าวหลันที่รอลิ้มลองรสชาติของเกี๊ยว เมื่อเห็นหูเฟิงกินเกี๊ยวคำใหญ่เต็มปากเต็มคำ นางก็กลืนน้ำลายลงคอ นางยังไม่ทันจะคีบเกี๊ยว คนสกุลไป๋ก็โผล่เข้ามาในตัวเรือน

 

ไป๋จื่อคีบกับข้าว และเกี๊ยวสองสามชิ้นมาวางไว้ในถ้วยจ้าวหลัน จากนั้นก็เอ่ยยิ้มๆ “ท่านแม่ รีบกินเถอะ ข้าจะจัดการพวกเขาเอง ข้าคนเดียวก็เหลือเฟือสำหรับพวกเขาแล้ว ท่านไม่จำเป็นต้องเล่นละครร่วมกับพวกเรา”

 

จ้าวหลันรู้ว่าไป๋จื่อสามารถต่อกรกับสกุลไป๋ได้ ถ้านางบอกว่านางทำได้ นางต้องคิดคำนวณมาอย่างดีแล้ว ดังนั้นจ้าวหลันจึงกล่าวด้วยความพอใจ

 

“ดี แม่จะฟังเจ้า”

 

จ้าวหลันคีบเกี๊ยวขึ้นมากัดไปคำหนึ่ง นางกัดไปครึ่งคำแต่ลิ้นของนางก็รับรสชาติอร่อยได้

 

สมาชิกสกุลไป๋เข้าไปในห้องกินข้าว เมื่อพวกเขาเข้ามา พวกเขาก็เห็นอาหารมากมายวางไว้บนโต๊ะ โดยเฉพาะอาหารกว่าครึ่งอยู่ในตะเกียบของจ้าวหลัน ผักสีเขียว เนื้อดูน่าอร่อย ส่งกลิ่นหอมราวกับจะดึงดูดจิตวิญญาณของผู้คนได้

 

สมาชิกสกุลไป๋กลืนน้ำลายลงคอ นี่มันชีวิตแบบไหนกัน? พวกเขามีปลาและเนื้อให้กิน! แม้แต่วันปีใหม่คนสกุลไป๋ยังไม่เคยกินของน่าอร่อยแบบนี้มาก่อนในชีวิต

 

เดิมทีพวกเขาคิดว่า หลังจากจ้าวหลันและไป๋จื่อแยกบ้านออกไป พวกนางต้องมีชีวิตที่น่าสังเวช พวกนางไม่มีบ้านให้อยู่ ไม่มีอาหารให้กิน พวกนางจะกลายเป็นเรื่องตลกขบขันในหมู่บ้าน และหายออกไปจากสายตาของพวกเขา

 

แต่ใครจะไปคิดว่าพวกนางจะไม่น่าสังเวช เหมือนที่พวกเขาคิดเอาไว้

 

พวกนางมีบ้านคุ้มกะลาหัว และในอีกไม่ช้าก็จะมีที่ทางเป็นของตัวเอง พวกนางได้กินของดีมากกว่าร้อยเท่าที่สกุลไป๋ได้กิน

 

แม่เฒ่าไป๋แปลกใจในตอนแรก และก็เปลี่ยนเป็นโกรธเกรี้ยว “นังเด็กน่าตาย บอกข้ามาเดี๋ยวนี้! เจ้าขโมยเงินข้าใช่หรือไม่?”

 

ไป๋จื่อคีบเกี๊ยวเข้าปาก จากนั้นก็หันหน้ามายิ้มให้แม่เฒ่าไป๋ “ท่านย่า ท่านทำเงินหายหรือ?”

 

แม่เฒ่าไป๋เชิดคางขึ้นและกล่าวว่า “ใช่แล้ว ข้าถึงมาที่นี่อย่างไรล่ะ เจ้าอย่าได้คิดปฏิเสธเชียว”

 

ไป๋จื่อเปิดปากพูดขึ้นอีกครั้งและถามกลับไปว่า “ท่านทำเงินหายเท่าไหร่?”

 

แม่เฒ่าไป๋กวาดสายตามองไปยังอาหารบนโต๊ะ คิดคำนวณราคาอาหารเหล่านั้น อย่างน้อยน่าจะหนึ่งหรือสองตำลึง รวมราคาที่ดิน อย่างน้อยไม่ต่ำกว่ายี่สิบตำลึง

 

“สามสิบ เงินข้าหายไปสามสิบตำลึง” แม่เฒ่าไป๋คิดคำนวณอยู่ในใจ ในเมื่อพวกนางซื้อที่ พวกนางก็ต้องปลูกบ้าน

 

Chapter 102: พรุ่งนี้

 

ไป๋จื่อมองมาอย่างแปลกใจ “ว้าว ท่านทำเงินหายจำนวนไม่ใช่น้อย ไม่น่าเชื่อ!แล้วทำไมท่านไปแจ้งทางการ? ถ้าท่านแจ้งเจ้าหน้าที่ ท่านจะได้ไม่ต้องหาเงินที่หายไปด้วยตัวเอง”

 

แม่เฒ่าไป๋ตอบกลับทันควันว่า “เจ้าหน้าที่อะไร? เจ้าขโมยเงินข้าไป ข้ายังต้องแจ้งทางการอย่างนั้นหรือ? อย่าได้คิดปฏิเสธเชียวนะ!”

 

ไป๋จื่อวางตะเกียบลง และค่อยๆยืนขึ้นอย่างช้าๆ เพราะนางตัวเล็กกว่าแม่เฒ่าไป๋มาก นางจึงทำได้เพียงเงยหน้าขึ้น

 

“ท่านพูดว่าข้าขโมยเงินท่านไป ท่านมีหลักฐานหรือไม่ หรือแค่พูดออกมาลอยๆ? ท่านไม่ใช่พระเจ้าจากสวรรค์เบื้องบน ข้าเกรงว่าท่านจะไม่สามารถตัดสินเรื่องนี้เองได้”

 

แม่เฒ่าไป๋โบกมือไปมา “เจ้าต้องการหลักฐานอะไรกัน? นี่ยังเห็นไม่ชัดอีกหรือ? ตอนที่เจ้าแยกบ้านออกไป เจ้าออกไปตัวเปล่า ทุกคนในหมู่บ้านรู้เรื่องนี้กันทั้งนั้น ผ่านไปวันเดียว เจ้ากลับมีเงินซื้อที่ดิน อาหารพวกนี้อีก ไหนบอกข้ามาสิ เจ้าเอาเงินมาจากไหน? ถ้าไม่ใช่ขโมยข้ามา เจ้าจะมีเงินมากมายขนาดนี้อย่างนั้นรึ?”

 

หูชางหลินเดินออกมาจากห้องของเขา จากนั้นก็พูดเยาะเย้ย “นี่คือบ้านสกุลหู ไม่ใช่บ้านสกุลไป๋ของพวกเจ้า พวกข้าจะกินอาหารแบบไหน จะราคาเท่าไหร่ ก็ไม่ใช่เรื่องของพวกเจ้าสกุลไป๋ ไม่ใช่หรือ?”

 

นางหลิ่วได้ทีขัดขึ้น “ทำไมจะไม่เกี่ยวกับพวกข้า? สกุลหูของเจ้าไม่เคยร่ำรวยมีเงินทองมาก่อน อย่าบอกข้านะ ว่าเจ้าหลันกับไป๋จื่อรู้ว่าเจ้ารวยเลยตัดสินใจมาอาศัยและกินอยู่ที่นี่? เห็นได้ชัดว่านี่มันเงินที่ได้จากจ้าวหลันกับไป๋จื่อ ไม่ใช่หรือ? นอกจากขโมยเงินพวกข้าแล้ว พวกเจ้าคิดว่าคนเหลือขออย่างพวกนางจะเอาเงินมาจากที่ใดได้อีก?”

 

ไป๋จื่อมองไปที่ท้องฟ้าด้านนอก จากนั้นก็เอ่ยว่า “ตอนนี้ก็มืดค่ำแล้ว เรื่องนี้ติดเอาไว้ก่อน พรุ่งนี้พวกเราค่อยมาคุยกันใหม่”

 

หัวใจนางหลิ่วกระโดดโลดเต้น “ติดเอาไว้ก่อน? นี่เจ้ายอมรับแล้วใช่ไหมว่าขโมยเงินพวกข้าสกุลไป๋?”

 

ไป๋จื่อยิ้มเยาะ “พรุ่งนี้ ข้าจะคุยเรื่องนี้กับเจ้าอีกที ดังนั้นตอนนี้ช่วยลืมๆและกลับไปเถอะ ตอนนี้พวกข้าหิวข้าวแล้ว พวกข้าต้องการกินข้าวอย่างสงบๆ ทางที่ดีพวกเจ้ากลับไปก่อนจะดีกว่า ข้าเกรงว่าแม้แต่น้ำมันตะเกียงที่เอาไว้ใช้กินซุบข้าวจืดๆ พวกท่านก็ยังไม่มี” นี่ไม่ใช่คำกล่าวเกินจริง หยางซีเก๋อทำลายข้าวของเครื่องใช้สกุลไป๋ไปหมด ไม่มีอะไรเหลือรอด

 

ถึงอย่างนั้น มีหรือคนอย่างแม่เฒ่าไป๋จะเต็มใจจากไปง่ายๆ? ดูเหมือนว่านางยังไม่เข้าใจสถานการณ์ในตอนนี้นัก

 

แม่เฒ่าไป๋ที่กำลังจะอ้าปากพูด หูเฟิงก็ตบตะเกียบบนโต๊ะเสียงดัง จากนั้นคิ้วเรียวงามของเขาก็ขมวดมุ่นเป็นปม

 

“ยังไม่พากันกลับไปอีก?”

 

เสียงของหูเฟิงไม่ดัง แต่มีความเย็นเยือกอยู่ในน้ำเสียง เขาเปรียบประหนึ่งภูเขาสูงใหญ่ ดังนั้นหญิงชราจึงกลืนถ้อยคำลงคอและถอยไปข้างหลัง

 

นางหลิ่วจำได้ว่าเขาหักข้อมือไป๋ต้าซื่ออย่างไร ดังนั้นนางจึงเกิดประหม่าขึ้นมา และรีบคว้าแขนเสื้อแม่สามี “ท่านแม่ นังเด็กน่าตายบอกว่าพวกเราค่อยจัดการเรื่องนี้ทีหลัง ข้าว่าพวกเรารอจนกว่าจะถึงพรุ่งนี้กันดีกว่า”

 

เมื่อแม่เฒ่าไป๋เห็นว่าคำพูดของนางหลิ่วฟังดูมีน้ำหนัก นางจึงพูดว่า “เอ่อ ถ้าอย่างนั้น ข้าจะคุยเรื่องนี้อีกทีพรุ่งนี้ แต่ข้าขอเตือนเจ้าสองคนไว้ก่อนว่าอย่าได้คิดหลบหนีเชียว ข้าจะตามล่าพวกเจ้าและถลกหนังพวกเจ้าทั้งๆที่ยังมีชีวิต”

 

ไป๋จื่อก็มองไปที่หญิงชราอย่างเย็นชา และพูดด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “ข้าเองก็ขอแนะนำท่านแบบเดียวกัน อย่าปอดแหกหนีไปเสียก่อนล่ะ ไม่อย่างนั้นข้าจะไปตามจับพวกท่าน และจะตีขาให้หัก”

 

แม่เฒ่าไป๋โกรธจัด แต่นางไม่กล้าขยับตัวต่อหน้าหูเฟิง สุดท้ายนางจึงกลืนคำพูดลงคอ และพาสมาชิกสกุลไป๋ออกจากบ้านสกุลหู

 

เมื่อเขาจากไปแล้ว หูชางหลินก็เอ่ยถามว่า “จื่อเอ๋อร์ เจ้าหมายความว่าอย่างไร? ติดไว้ก่อนอะไรกัน พรุ่งนี้ค่อยสะสางอะไร?”

 

ไป๋จื่อตอบกลับว่า “ไม่ใช่นางกล่าวหาว่าข้าขโมยเงินของนางไปหรอกหรือ? ข้าจะทำให้นางสมปรารถนาเอง พรุ่งนี้ข้าจะไปหาเจ้าหน้าที่และร้องเรียนเรื่องนี้ ข้าจะขอให้พวกเขาสอบสวนเรื่องนี้และหาว่า ใครกันแน่ที่เป็นหัวขโมยตัวจริง”

 

Chapter 13: ผู้พิพากษาท้องถิ่น

 

เช้าวันถัดมา หลังจากรุ่งสาง ไป๋จื่อล้างหน้าล้างตาเสร็จเรียบร้อยแล้ว และเกวียนวัวของผู้ใหญ่บ้านหลี่ก็จอดรอนางที่ด้านนอกบ้านสกุลหู

 

จ้าวหลันที่ยังเป็นกังวล สถานที่ที่ไป๋จื่อจะไปค่อนข้างเข้มงวด และนางก็เป็นเพียงเด็กหญิงตัวเล็ก ถ้าหากนางถูกรังแกเล่า ใครจะช่วยนางได้?

 

จ้าวหลันหันมามองหูเฟิง และขอให้เขาไปเป็นเพื่อนไป๋จื่อ

 

หูเฟิงตกลง เมื่อเขากำลังจะปีนขึ้นเกวียน ไป๋จื่อก็ดึงเขาให้ลงมา “ข้าไม่ต้องการให้เจ้าไปด้วย ข้าไปเองได้”

 

หูเฟิงเลิกคิ้ว ในขณะที่มองนางเงียบๆ

 

ไป๋จื่อจึงพูดขึ้นอีกว่า “ถ้าพวกเราไม่อยู่ที่และคนสกุลไป๋มา พวกเขาต้องก่อเรื่องอีกครั้งแน่ แต่ถ้าเจ้าอยู่ที่นี่ พวกเขากลัวเจ้าจนไม่กล้าก่อเรื่อง ช่วยปกป้องแม่ข้าแทนข้าด้วย”

 

ก็ฟังดูมีเหตุผล หูเฟิงพยักหน้าและพูดว่า “อืม”

 

ผู้ใหญ่บ้านหลี่ที่เป็นคนบังคับเกวียนก็พูดขึ้นบ้างว่า “สกุลไป๋นี่มันชั่วช้าจริงๆ เจ้าแยกบ้านออกมาแล้ว แต่พวกเขาก็ยังตามราวีเจ้าไม่หยุดหย่อน ข้าเองก็ต้องให้บทเรียนพวกเขาให้รู้สำนึกเสียบ้าง พวกเขาจะได้ไม่กล้าทำอีก”

 

ไป๋จื่อพยักหน้า “ถ้าพวกเราไม่สู้ พวกเขาก็คิดว่าสามารถรังแกพวกเราได้ง่ายๆ พวกเราต้องใช้กำปั้นเหล็กสำหรับคนแบบพวกเขา ไม่อย่างนั้นพวกเขาจะก่อปัญหาไม่สิ้นสุด” ยิ่งพวกนางมีชีวิตที่ดีขึ้นไปข้างหน้า ด้วยนิสัยของคนสกุลไป๋ ถ้าหากพวกนางไม่ปราบพวกเขาไว้ พวกเขาต้องสร้างปัญหาให้พวกนางไม่เว้นแต่ละวัน

 

เกวียนพาไป๋จื่อเข้าไปในเมือง ผู้ใหญ่บ้านหลี่รู้ว่านางรีบ ดังนั้นเขาจึงไม่ได้สนใจที่จะดื่มน้ำ เขาเร่งวัวให้เดินเร็วขึ้น

 

ถึงแม้พวกเขาจะออกจากหมู่บ้านตั้งแต่รุ่งสาง แต่ด้วยระยะทางระหว่างหมู่บ้านฮวงเต๋าและที่ว่าการนั้นไกลกันมาก ต่อให้พวกเขาออกตีสามในตอนเช้า ก็จะถึงประมาณเก้าโมงเช้า

 

หลังจากคิดไปคิดมา ไป๋จื่ออยากจะซื้อม้าไว้ใช้งาน มันลำบากมากที่ใช้วัวลากเกวียน ถ้าหากพวกเขาเจอกับสถานการณ์ฉุกเฉิน นางมั่นใจได้เลยว่าคนไข้คงตายก่อนเนื่องจากความล่าช้า

 

เหมือนกับที่ไป๋จื่อเคยเห็นในทีวี มีเจ้าหน้าที่สองคนสวมชุดสีแดงคาดสายสีดำ กำลังยืนอยู่หน้าที่ว่าการอย่างสง่าผ่าเผย

 

“เจ้าต้องการอะไร?” เจ้าที่ที่ถือดาบในมือข้างหนึ่ง และมืออีกข้างอยู่ที่เอว มองไป๋จื่ออย่างเย็นชา

 

ไป๋จื่อไม่รู้ขั้นตอน ดังนั้นนางจึงยิ้มเรียบง่ายและกล่าวว่า “ต้าเหริน ข้ามาจากหมู่บ้านฮวงเต๋า มีคนในหมู่บ้านกล่าวหาท่านแม่กับข้า ว่าขโมยเงินสามสิบตำลึง ข้าต้องการร้องเรียนเพื่อหาความเป็นธรรม แต่ข้าไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร?”

 

เจ้าหน้าที่มองดูไป๋จื่อตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า  นางสวมชุดผ้าเนื้อหยาบสีน้ำเงิน ถึงแม้ผ้าชนิดนี้คนจนจะสวมใส่ แต่มันก็เข้ากันดีกับไป๋จื่ออย่างพอเหมาะ ชุดของนางดูใหม่และสะอาดตา นางดูไม่เหมือนหัวขโมย

 

อีกอย่าง ขโมยหรือจะกล้ามาร้องเรียน?

 

เจ้าหน้าที่จึงเปิดปากพูดขึ้นว่า “เจ้ามากับข้า ข้าจะพาไปพบท่านผู้พิพากษา”

 

ไป๋จื่อกล่าวขอบคุณเขาอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็เดินเข้าประตูตามเจ้าหน้าที่เข้าไป

 

สถานที่แห่งนี้ไม่กว้างใหญ่ แบ่งออกเป็นลานด้านหน้าและด้านหลัง ด้านหน้าเป็นที่ตั้งของที่ทำงาน ในขณะที่ด้านหลังเป็นที่พักอาศัยของท่านผู้พิพากษา ในลานด้านหน้ายังมีสถานที่ส่วนตัวแยกออกมาอีกด้วย น่าจะเป็นลานส่วนตัว

 

มีชายคนหนึ่งพร้อมดาบในมือกำลังยืนในลาน และมองไปยังท้องฟ้า เมื่อเขาได้ยินเสียงฝีเท้า เขาก็หันมามองตรงประตูทางเข้า

 

“มีอะไรหรือ?” ผู้คุ้มกันเอ่ยถามเจ้าหน้าที่เฝ้าประตู

 

เจ้าหน้าที่เฝ้าประตูจึงตอบว่า “ท่านจิ่นจื่อเว่ย เด็กคนนี้มาร้องเรียนขอรับ”

 

จิ่นจื่อเว่ยเลิกคิ้ว และแสดงสีหน้าไม่พอใจ “เจ้ายังไม่เข้าใจหรือว่าควรจะร้องเรียนกับใคร? ทำไมเจ้าถึงพามาที่นี่?”

 

เจ้าหน้าที่เฝ้าประตูตอบกลับไปว่า “เมื่อวาน กู้ต้าเหรินกล่าวว่า นอกเหนือจากคดีเร่งด่วน คดีที่เหลือให้ส่งมายังท่านผู้พิพากษา ดังนั้นข้าน้อยจึง…”

 

 

คะแนน 4.5
กรุณารอสักครู่...