ตอนที่แล้วตอนที่ 6 ชนพื้นเมืองอาริกาเซียสู่สงคราม! (Natives Aricassia to war!)
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 8 ข้อมูลต้องมาก่อน (Information First) (1)

นิยาย ชาติที่แล้วผู้นําฉ้อโกง ชาตินี้ขอเป็นผู้นําที่ดีแทนบ้าง

ตอนที่ 7 จินตนาการ (Imagination)


จินตนาการ

(Imagination)

ชายแดนตะวันออกเฉียงใต้ เมืองกิวเบก อาณานิคมที่ 6

หิมะที่ตกค่อนข้างจะหนาแน่น เมืองกิวเบกเมืองขนาดเล็กไม่ใหญ่มาก ติดกับทะเลแม้ว่าจะมีนํ้าแข็งเกาะเป็นส่วนมาก แต่ก็ยังสามารถตกปลาทำมาหากินได้อย่างน่าแปลกใจ มีการนําเข้าและส่งออกสินค้าทุกช่วงเวลาเช้าถึงกลางคืน อาจสามารถบอกได้ว่าถ้าไม่ติดเรื่องอากาศที่หนาวแหน็บและความเย็นของนํ้าแข็ง เมืองแห่งนี้คงกลายเป็นเมืองท่าที่ใหญ่เกือบที่สุดของอณานิคมไปแล้ว แต่คงติดเรื่องการขยายบ้านเรือนแถมยังมีปัญหาบ่อยครั้งเกียวกับสภาวะอากาศที่ไม่คงตัว แถมยังอยู่ห่างไกลจากเมืองหลวงของอาณานิคมอีก

วันนี้ควรจะเป็นวันที่ปกติที่ชาวบ้านชาวประมงหรือนักเดินเรือทั้งหลายจะออกมาทำกิจวัตรประจําวันหากินตามทั่วไป แต่กลับไม่มีวี่แววของชาวบ้านเลยสักนิด มีเพียงเหล่าทหารเสื้อแดงและเสื้อนํ้าเงินวางกําลังเต็มไปหมด ซึ่งก็น่าจะมีเหตุร้ายบ้างอย่างเกินขึ้นอย่างแน่นอน

ความจริงแล้วที่คนในเมืองค่อนข้างน้อยก็เพราะว่า พวกเขาเริ่มที่จะอพยพย้ายออกจากเมืองไปเหมือนหลายสัปดาห์ที่แล้ว เหตุเพราะมีข่าวคราวว่า พวกชนพื้นเมืองบุกเผา หมู่บ้านในหลายๆพื้นที่ แถมยังประกาศว่าจะบุกแบบเต็มกําลังเพือขับไล่พวกเขาออกไปจากทวีปนี้ให้ได้ การเผาหมู่บ้านเริ่มจากตะวันตกเฉียงเหนือลงมาตกวันออกเฉียงใต้ตามชายแดน มีประชาชนชาวอาณานิคมสูญเสียทรัพย์สินจํานวนมากจากการถูกจู่โจมของชนพื้นเมือง

ซึ่งทำให้เกิดการตอบโต้แบบจริงจังจากทางผู้ว่าราชการอาณานิคม แถมประเทศแม่ยังบอกอีกว่าหากชนะพวกชนเผ่า พวกเขาจะกลายเป็นเขตปกครองพิเศษที่มีอิสระขั้นสูงสุด แน่นอนว่าทางด้านผู้นําเขตก็คงยิ้มแป้น แถมดูเจ้าตัวเองคงจะมีแผนรับมืออยู่แล้วคงจะเข้าทางผู้นําเขตเห็นๆ มีแต่ได้กับได้ สหจักรวรรดิที่ไม่สามารถส่งกําลังมาปราบปรามได้ในขณะนี้ เหตุผลเพราะสงคราม รีโอเนีย-ทูเลีย จึงเหมือนบอกเป็นในๆว่า ให้จัดการปัญหาด้วยตัวเองไปก่อน

อย่างไรก็ตามกระแสลมบ้างครั้งก็ไม่ได้มาดีเสมอ

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

ท่าเรือแบล็คโฟล์ค เมืองบอสตัน ‘ เมืองหลวงอณานิคมที่ 6 ’

เรือเล็กใหญ่จอบเทียบท่าและยังเข้ามาอีกเลื่อยๆไม่หยุดไม่ย่อน ชาวบ้านเริ่มตั้งร้านค้าตามส่วนที่ตนเองจับจอง แต่สิ่งอื่นใดชาวบ้านบ้างส่วนและเด็กๆ วิ่งออกมาจุดๆหนึ่งจะเริ่มเห็นแล้วว่าคนเริ่มจะเต็มไปหมด แต่ก่อนจะเลวร้ายมากกว่านี้ ก็มีทหารยามเข้ามาช่วยเคลียร์พื้นที่ให้ ก่อนที่ผู้นําเขตจะเดินผ่านพร้อมคนคุมกันบ้างส่วน มายืนต้อนรับบางคน

ซึ่งข้างหน้าของพวกเขาก็คือเรือเหล็กกล้าที่มีควันสีดําโชยออกมา ไม่มีแม้กระทั้งเสากระดง แต่มันกับทำความเร็วมากกว่าเรือปกติหลายเท่าตัว ถ้ามองขนาดกับเรือที่เทียบท่าอยู่ก็บอกได้เลยว่า เจ้าเรือเหล็กน่ากลัวกว่าเป็นอย่างมากเสียงของเรือตอนเข้าเทียบท่าทำให้ชาวเมืองรอบๆตื่นตกใจอย่างมาก

ในขณะที่เรือกําลังทอดสมอเรืออยู่นั้น บนเรือที่เต็มไปด้วยเหล่าทหารมากมายเรียงแถวกันเป็นหน้ากระดานอย่างเป็นระเบียบเรียกความสนใจชาวเมืองได้อย่างมาก บนเรือนั้นมีชายที่ดูแล้วมียศสูงกว่าเหล่าทหารรอบข้างกําลังพูดคุยกันอยู่ เขาเริ่มที่หันไปพบเจอเด็กที่ดูอดอยากที่กําลังจ้องพวกพวกของเขาก็ได้เอ่ยขึ้น

“ช่างน่าขํายิ่งนัก สหจักรวรรดิใหญ่ จักรวรรดิที่เคยปกป้องผู้คนจากข้าศึกที่คอยจะจับพวกเขาไปเป็นทาส กลับกําลังทำร้ายประชาชนของตัวเอง หยิ่งในอํานาจทางทะเลอันกว้างใหญ่ ไล่ประกาศอ้างและขยายไปทั่วทั้งอองโทราน อณาจักรของพวกข้ามิได้ผนวกกับลีโอเนียเพื่อที่จะทำร้ายประชาชนด้วยกันเองสักหน่อย หึ!” ชายผู้ใส่ชุดทหารที่ดูมียศสูงพอสมควร พูดขึ้นอย่างหัวเสียระหว่างบ่นอยู่คนเดี่ยวก็มีทหารชั้นผู้น้อย แต่ดูท่าจะสนิทจนแปลกกว่าที่จะเรียกว่าผู้ที่มียศน้อยกว่า

“ว่าท่านพันเอก ทำไมทางสภาสูงถึงให้แต่อาวุธยุโธปกรเก่าๆมาใช้ปราบปามพวก ชนพื้นเมืองด้วยละครับ?” แต่ที่แปลกคือการพูดจาของทั้งสองช่างแตกต่างกันอย่างมาก มากซะจนคิดว่ามาจากคนละยุค

“พวกนั้นเป็นแค่ชนพื้นเมืองจะใช้ของใหม่ให้เปรืองทำไม พวกนั้นคงคิดแบบนั้นอยู่แน่ๆ แถมที่นี้คืออาณานิคม พวกเขาต้องล้าหลังเราเสมอ” ถึงจะพูดว่าล้าหลังก็เถอะ แต่พวกเขาก็คือประชาชนที่พวกเราควรจะปกป้องไม่ใช่หรอ? หรือเพราะเป็นว่าพวกเขาคือชนชั้นอณานิคม เราจะทำอะไรก็ได้หรอ แม้ว่าคิดอะไรไปก็ไม่ช่วยอะไร แต่นี้มันก็เกินไปนะบ้าง อาวุธรุ่นทวดของทวดเนี่ย “แถมยังปกครองแบบสมัยก่อน แบบนี่มันจะไม่ล้าเกินไปหน่อยหรอ..” ชายผู้มียศพันเอกพูดเบาๆ

“แล้วก็เตรียมเปลี่ยนคําพูด้วย ที่นี้เขาไม่ได้ใช้ภาษาสมัยใหม่แบบเรา เข้าใจนะ” “ทราบ!” เอาเถอะสู้ไปจนตัวตายก็ไม่สามารถรู้ความคิดพวกชนชั้นสูงพวกนั้นหรอก แม้จะคิดอย่างไรพันเอกคนนี้ก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างแรง

เมื่อเรือทอดสมอ ทหารก็ค่อยๆทยอยลงจากเรือ ซึ่งทางผู้นําเขต ก็รีบสวมบทเป็นเหมือนสุนัขที่มาค่อยต้อนหรับเจ้าของ โดยเปิดด้วยการพูดอย่างรวดเร็วพร้อมชวนเชิญให้ไปด้วยกันกับเจ้าตัว

“โอ้ว! ช่างดีอะไรเช่นนี้! ในที่สุดพวกท่านก็มา อ้าา! เชิญๆท่านนายพล พวกเราเตรียมที่พักให้ท่านเรียบรอยแล้วขอรับ เชิญ---”

“ขออภัยแต่ ข้ามิได้ยศนายพล เพราะมีปัญหาเรื่องขาดผู้บังคับบัญชาที่แนวหน้า ทางสภาจึงได้ส่งข้ามาแทน” ทางด้านเจ้าตัวก็สะดุงเล็กน้อยแต่ก็พอเก็บอาการที่ตัวเองหน้าเสียเล็กน้อย “อ้าา อภัยๆ อภัยอย่างยิ่ง แล้วนามของท่านคือ?”

พันเอก เซอร์ กาย ดิ ดับลินท์

เม็ดเหงื่อผุดออกมาจากใบหน้าของผู้นําเขตสเหมือนแช่บ่อนํ้าร้อนเป็นเวลานาน ชื่อเซอร์นําหน้า บงบอกได้ว่าเป็นชั้นชนสูงหรือขุนนาง แต่มีดิก่อนนามสกุล นั้นหมายความว่าเป็นเจ้าชายในดินแดนลีโอเนีย หรือก็คือตระกูลที่ปกครองเมืองที่อยู่ภายในประเทศแม่หรือสหจักรวรรดิ สหจักรวรรดินั้นปกครองโดย จักรพรรดิ รองลงมาคือเหล่าวุฒิสภาที่มาจากขุ่นนาง(lord)ที่ปกครองแต่เมืองในจักรวรรดิ และสุดท้ายคือเหล่าข้าราชการที่มาจากประชนในจักรวรรดิ  แน่นอนว่า นามสกุลที่เอ่ยมานั้นถึงไม่รู้ว่าเป็นเมืองใหญ่หรือไม่ แต่ขอขึ้นว่าเป็นตระกูลที่ปกครองเมือง ก็เท่ากับว่ามีอํานาจทางการเมืองอยู่ส่วนหนึ่งอย่างแน่นอน

‘ อย่างน้อยท่ายคนนี้ก็ควรค่าแก่การผูกมิตรกระชับชิดด้วย ‘ ผู้นําเขตคิดได้ก็ยิ้มเจ้าเล่ห์เหมือนจิ้งจอกเฒ่า ถ้าให้พูดก็เหมือนสมัยก่อนที่เชื่อมความสัมพันธ์เพราะเรื่องผลประโยชน์ส่วนตนอะไรทำนองนั้น อย่างเช่นการจัดงานเลี้ยงกระชับมตริ

“เรื่องที่พักข้ายังไม่ได้การตอนนี้ พาข้าไป ค่ายทหารเดี่ยวนี้ เราจะเริ่มประชุมกันทันที เป็นไปได้ส่งม้าเร็วไปบอกผู้ที่มียศสูงมาประชุมที่ค่ายหลัก..” พันเอกกายเดินสะบัดผ้าคุม พร้อมเดินผ่านอย่างไม่ใยดีเหมือนผู้ว่าเขตเป็นแค่ธาตุอากาศไม่จําเป็นต้องมองเห็น ทำให้ผู้ว่ากลายเป็นตัวตลกทันที แน่นอนว่าในใจคงโกรธเป็นฝืนเป็นไฟแต่ก็คงสีหน้าและหัวเหราะแห้งๆแก้ขัดได้อย่างเดียว

เมื่อพันเอกและทหารคนสนิทมาถึงอณานิคมพวกเขาก็เห็น บ้านเมืองที่ไม่ค่อยจะดูดีนักหากเทียบกับดินแดนแม่ ถ้าเปรียบเทียบแล้วก็เหมือน…..เขตสลัมเก่าๆเสียมากกว่า สายตาของชาวบ้านที่ไม่ค่อยมีความสุข แท้จริงแล้ว พวกที่อยู่ตรงตลาดคงเป็นพวกชนชั้นกลางและเหล่าพ่อค้าที่มีเงินทองและสามารถหาเงินเลี้ยงตัวเองได้เลื่อยๆ ส่วนพวกเขาเหล่านี้คงจะเป็นประชาชนหลักของที่นี้ แม้ใจจะหวั่นไหวแต่เขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เขามีหน้าที่แค่ จัดการกับงานที่ได้รับมอบหมายเท่านั้น…

เฮ้อออ เสีงถอนหายใจของพันเอกหนุ่มที่นั่งอยู่ในห้องพักของตน พร้อมทหารคนสนิทที่ น่าจะเรียกได้ว่าเป็นเพื่อนกันเสียกว่าที่จะมาเรียกว่าทหารคนสนิท เพราะขนาดตัวเขาเองก็ดูจะไม่ค่อยเคร่งครัดอะไรมากเวลาอยู่พูดคุยด้วยกัน

“ไหนว่าจะเตรียมจัดประชุมกันไงครับ แค่นี้เหนื่อยแล้วหรอ? คิ…”

“ให้ตายสิ ก็เห็นสภาพบ้านเมืองอย่างนี้แล้วรู้สึก ไม่ชอบแค่นั้นเอง” ทั่งสองเปลี่ยนการใช้คําพูดให้ดูสมัยใหม่แทนคําพูดที่ดูเป็นพวกโบราณหลังจากอยู่กันแค่สองคน ก่อนจะพูดคุยเรื่องบ้านเมืองที่พวกเขาเจอระหว่างทาง

“แล้ว? หลังจบงานนี้คุณจะกลับบ้านไหม กลับไปช่วยพวกเขาสู้ หรือจะอยู่และทำตามฝันที่ตัวเองเคยวาดไว้?” ทหารคนสนิทถามกับเพื่อนของเขาที่ยศสูงกว่าอย่างไม่ถือตัว แลดูจะเลยเถิดเสียมากกว่า

“ไม่รู้สิ.. ไม่มีใครรู้หรอก.. อนาคตข้างหน้าน่ะ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็น่าตื่นเต้นไม่ใช่หรอ? ช่างเรื่องพวกนี้เถอะ ขอพักสักหน่อยแล้วจะตามไป ฝากเรื่องเอกสารด้วยละกัน...” พันเอกกายกล่าวอย่างส่งๆ ผู้ถามเองก็คงจะไม่ถามมาก เขาจึงขอตัวออกไปเตรียมตัวข้างนอก ปล่อยให้เพื่อนของเขานั่งจมในหวงความคิดอย่างโดดเดี่ยว เพราะมันอาจจะเป็นสิ่งเดียวที่เขาทำได้ณตอนนี้….

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

กลับมาที่การเดินทางของลาสและผู้ร่วมเดินทางทั้งหลาย ระหว่างการเดินทางก็ได้ผ่านร่วงเลยมาเดือนกว่าๆ พวกเขาได้รับข่าวคราวจากชาวบ้านข้างทางและพ่อค้าเร่ที่เดินทางไปมาระหว่างเมืองต่อเมือง ไม่ว่าจะเรื่อง สงคราม และ เมืองกิวเบกที่กลายเป็นเถ้าธุลีจากการจู่โจมอย่างรุนแรงของชนพื้นเมือง แต่โชคยังดีที่ชาวบ้านได้อพยพไปก่อนหน้านี้แล้ว มีเพียงทหารที่ตายเพื่อปกป้องเมืองกิวเบกเท่านั้น หลายต่อหลายคนบอกว่า พวกเขาส่งข้อความขอความช่วยเหลือไปยังเมืองหลวงแล้ว แต่กลับไม่มีวี่แววของทัพหลักของอาณานิคมเลยแม้แต่น้อย สุดท้ายก็ถูกปิดล้อมโดยชนพื้นเมือง ก่อนจะสู้รบกันชาวเมืองที่หลบหนีตายออกมาว่ากันว่าพวกเขาบอกว่า ชนพืมเมืองทำศึกโดยการลักรอบเข้ามาในแนวป้องกันของอีกฝั่ง แม้พวกเขาตื่นตัวตลาดเวลาเพราะถูกปิดล้อมแต่ การที่สามารถลักลอบเข้ามาก่อความวุนวายได้ถือว่ายากมาก ซึ่งการกระทำของชนพื้นเมืองเหล่านี้สําเร็จจนสามารถบุกเข้าสังหารเหล่าทหารและชาวเมืองที่ยังติดอยู่ข้างในจนไม่มีใครรอด

หลายกลุ่มที่เป็นชนพื้นเมืองแรกเริ่มหรือผู้อาศัยก่อนทีชาวอัลชลาฟไวส์จะค้นพบ พวกเขาเหล่านั้นได้เข้าร่วมกับซู หรือชนเผ่าซูซึ่งเป็นชนเผ่านักรบที่อยู่มนานทสุด เพื่อที่จะสู้กับอณานิคมที่ 6 และ ผู้ที่เข้ามาอาศัยใหม่ แถมจํานวนที่ค่อยๆเข้าร่วมกันมากขึ้นเลื่อยๆและดูเหมือนว่าจะมากกว่าทหารที่ประจําการทั้งหมดในอณานิคมเสียอีก แม้ว่าหลายคนเริ่มจะกลัวว่าพวกชนเผ่าอาจจะชนะพวกเขา และพวกเขาจะถูกขับไล่ให้กลับไปอัลชลาฟไวส์หรือทวีปอื่นๆท่จากมา แต่กลุ่มที่น่าเป็นห่วงคงเป็นพวกเชื้อส่าย อาริกาเซีย หรือชาวอาณานิคมที่เกิดในทวีปอาริกาเซีย เสียมากกว่า

ความกลัวเริ่มปกคุมเหมือนพายุที่โหมกระหนํ่าเรือสินค้า หลายคนเริ่มกระสับกระส่ายและตื่นตัวอย้่างมาก แต่มันไม่ใช่กับลาส ลาสมองออกว่าอะไรจะเกิดขึ้นแม้โอกาศมันกลางๆ อาจจะหรือไม่เกิดขึ้นก็เป็นได้ เขารู้ว่า ต่อให้ ชนพื้นเมืองที่มีแค่ธนูและลูกดอกรวมตัวกันสู้กับทหารที่มีปืน ก็มิอาจจะชนะได้ ยกเว้นเสียแต่จะเป็นเหมือน ยุทธการที่ลิตเติลบิกฮอร์น

แต่ในเวลานี้ลาสไม่ค่อยจะสนใจ อะไรนอกจากข่าวจากโลกภายนอก เป็นข่าวที่ใหญ่กว่าเรื่องที่อาริกาเซีย มันพอที่จะให้ลาสเริ่มคิดอะไรที่ไม่ควรคิดในชีวิตของเขา สิ่งที่ลาสคิดคือเรื่อง สงครามครั้งใหญ่ของลีโอเนียและการพ่ายแพ้ครั้งแรกที่ยุทธการอิสตัน ที่แม้ว่าจะไม่รู้ว่าข้อมูลที่ได้มาจริงหรือป่าว อย่างไรก็ตามเพราะข้อมูลที่ได้มานั้นน้อยนิด เป็นแค่การพูดปากต่อปากของพ่อค้าต่างแดนที่เดินทางเข้าในทวีป แต่หากเป็นจริงแแล้ว การที่คิดว่าตัวเองนั้นแข็งแกร่งจนสามารถสู้ได้ สุดท้ายอาจจะตายโดยสิ่งที่ไม่ขาดคิดก็เป็นได้ จงระวังศัตรูของตนให้ดีๆ ควรจะศึกษาก่อนจะสู้ และ

อย่าเถลิงในอํานาจของตนจนมิได้ดูบ้านเมือง

เพราะมันจะนำพาไปซึ่งความวิบัติของตนเอง

แต่ระหว่างคิดอะไรไป ลาสก็รู้สึกว่าสิ่งที่ตัวเองคิดมันไม่ถูกต้องซะทีเดียว จะด่วนสรุปอะไรไม่ได้ สุดท้ายก็ได้แต่คิดไปเลื่อย จนเผลอหลุดเข้าไปอยู่ในห้วงนิทรา ดวงตาค่อยปิดลงพร้อมภาพที่มืดมิด เมื่อมีแต่เสียงลมหายใจของรางบาง ก็เสียงดังขึ้นอย่างเบาๆ

“ลาสหลับไปแล้วค่ะ… ไม่ต้องห่วงแล้วมาพูดคุยสักหน่อย พวกเรา” ไวส์ที่นั่งมองลาสหลับจนสนิทก็ได้กล่าวกับลุงสมชายที่นั่งบังคับม้าอยู่

“ตั้งแต่พวกเราเจอลาสและเดินทางมาด้วยกันนานหลายเดือนนี้ ความรู้สึกของทุกคนที่ผ่านและความคิดณตอนนี้ เป็นยังไง?”

ทุกคนที่ได้ยินกลับเลือกที่จะเงียบและไม่พูดอะไร พวกเขาหลายคนที่เดินทางมานั้นเริ่มที่มองลาสไหนทางที่แปลก เพราะระหว่างการเดินทางระยาวนี้ พวกเขาได้ฟังและเรียนรู้ตัวตนของลาสไปที่ละนิด ลาสนั้นเป็นคนที่มองแต่สิ่งที่เรียกว่า เสรีภาพ และ อํานาจอธิปไตยที่มาจากประชาชน แทนที่จะสืบทอดทางครอบครัว ไม่เคยมีใครคิดว่าอํานาจการปกครองควรเป็นของพลเมือง จนกระทั้งได้มาเจอกับลาส มันเป็นเรื่องที่แปลก

“เรื่องอะไรเล่า? ถ้าพูดเรื่อง ก่อกบฎฉันขอผ่านล่ะนะ ฉันไม่ยอมเอานัทสึมิไปเสี่ยงเด็ดขาด!”

“ฉันรู้แจ็ค แต่นี้อาจจะเป็นระบอบการปกครองครองที่เปลี่ยนแปลงอองโทรานได้เลยนะ!” แจ็คที่กลัว ความปลอดภัยของผู้เป็นรักของตนก็ ปล่าวปฏิเสธอย่างรวดเร็ว จนไวส์พยายามบอกความหวังแม้มันจะน้อยนิด ทั้งสองมีปากเสียงกันเล็กน้อยจน ลุงสมชายต้องให้นัทสึมิ มาช่วยไกล่เกลี่ยให้

“ เอาเถอะน้า อย่าพึ่งไปคิดเรื่องน่าปวดหัวเลย เพราะ

ยังไงโลกแบบนั้นก็เป็นเพียงแค่ความฝันเท่านั้นละ

-----------------------------------------------------------------------------------------------

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด