ตอนที่แล้วคาถาที่ 24 : คนทรยศ
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปคาถาที่ 26 : จิตวิญญาณซาตาน

คาถาที่ 25 : ถูกทรมาน


 

คืนนี้เป็นคืนพระจันทร์เต็มดวง

ท่ามกลางความมืดมิดยามราตรีที่มีเพียงแสงจันทร์ส่องให้ความสว่าง กองเพลิงหนึ่งกองกำลังลุกโชน รอบกองไฟมีกลุ่มคนเปลือยกายทั้งสิ้นสิบสามคนในสภาพเปียกโชกไปด้วยเลือดของสัตว์นานาชนิด บริเวณรอบ ๆ มีเศษซากและเครื่องในของสัตว์ที่ตายไปแล้ววางเกลื่อนหลายสิบตัว พื้นดินแถวนั้นชุ่มไปด้วยเลือดสีแดงที่ไหลย้อยไปทั่ว บนหัวของแต่ละคนที่อยู่บริเวณนั้นถูกสวมไว้ด้วยหัวของสัตว์ใหญ่หลายชนิด สิ่งที่เห็นบนใบหน้าคนเหล่านั้นมีเพียงดวงตาที่สะท้อนแววออกมาให้เห็นว่าภายในยังคงเป็นดวงตาของมนุษย์อยู่ ภาพตรงหน้าช่างเป็นภาพที่ชวนสยดสยองเหนือคำบรรยาย

เสียงบทสวดที่คนทั่วไปไม่สามารถฟังรู้เรื่องได้ยังคงดังก้องกังวานไปทั่ว พร้อมกับร่างของคนเหล่านั้นที่เต้นรำรอบกองไฟเหมือนบูชา สรรเสริญอะไรบางอย่าง จนในที่สุดเสียงบทสวดนั้นก็หยุดลง

ร่างเปลือยของหญิงสาวที่มีหัวเป็นแพะ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นผู้นำของกลุ่มค่อย ๆ เดินเข้ามาใกล้กองไฟ มีดที่อยู่ในมือข้างขวาค่อย ๆ บรรจงกรีดไปที่ข้อมือข้างซ้ายของตนเอง ก่อนเลือดสีแดงจะค่อย ๆ ไหลรินลงบนกองเพลิง ร่างนั้นกระตุกเฮือกใหญ่ ดวงตาภายใต้หัวของแพะกลอกตาขึ้นจนเห็นเพียงแต่ตาสีขาว มีดของเจ้าตัวหลุดออกจากมือ มือไม้แขนขาหงิกงอจนผิดรูปเหมือนแมงมุม ร่างทั้งร่างค่อย ๆ ลอยขึ้นมาในสภาพเหมือนนอนอยู่บนเตียงที่เป็นกองเพลิง

เปลวเพลิงที่อยู่ด้านล่างของเจ้าตัว ค่อย ๆ ปรากฏเป็นภาพขึ้นมาให้คนที่อยู่รอบได้มองเห็น ร่างของเด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังถูกพันธนาการไว้กับเตียงพร้อมกับเครื่องไม้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์อีกมากมายหลายอย่างรอบตัวถูกสะท้อนออกมาจากกองเพลิง รอบห้องนั้นเต็มไปด้วยกลุ่มคนในชุดสีขาวเหมือนนักวิทยาศาสตร์ ภาพดำเนินไปเรื่อย ๆ จนเกือบนาที ในที่สุดภาพเหล่านั้นก็ค่อย ๆ หายไปกับกองเพลิง ร่างที่ลอยอยู่ค่อย ๆ กลับกลายสภาพเป็นอย่างเดิมพร้อมกับลอยลงมาที่พื้นอย่างช้า ๆ

เสียงกรีดร้องอย่างเดือดดาลดังลั่นไปทั่วป่า ทันทีที่เท้าทั้งสองข้างแตะลงบนพื้น มือทั้งสองข้างดึงหัวของแพะออกจากหัวของตัวเองก่อนโยนเข้าไปในกองไฟ เผยให้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของเจ้าตัว ภาพที่เห็นคือใบหน้าของหญิงแก่ชราที่แก้มด้านซ้ายเป็นรูเหมือนรังผึ้งจนเห็นเนื้อสีแดงอยู่ภายใน บนหัวเหลือเพียงเส้นผมสีขาวหงิกงอเป็นหย่อม ๆ บางส่วนของศีรษะยุบลงไปจนเห็นกะโหลกสีขาวโผล่ออกมา แต่ร่างกายตั้งแต่ลำคอลงมากลับอยู่ในสภาพสมบูรณ์ของหญิงสาววัยยี่สิบต้น ๆ

หนึ่งในกลุ่มคนที่หัวเป็นสัตว์เดินเข้ามาหาร่างนั้นพร้อมกับเหยือกใสที่บรรจุของเหลวสีแดงอยู่ภายในจนเต็ม เลือดสีแดงค่อย ๆ ถูกเทราดลงบนหัวของหญิงชรา ไม่นาน ทุกบริเวณที่สัมผัสกับเลือดก็ค่อย ๆ สมานตัวกลับกลายเป็นใบหน้าของสาวงามคนหนึ่งที่เต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด

“ไอ้พวกนักล่าแม่มด มันไม่รู้จักจบ มันล้ำเส้นข้ามากเกินไปแล้ว !” ร่างนั้นพูดออกมา

“เราจะเอายังไงต่อไปดีท่าน หลายปีมานี้พวกมันฆ่าพวกเราไปเยอะเหลือเกิน” หนึ่งในคนที่ยืนอยู่รอบกองไฟพูดต่อด้วยน้ำเสียงเป็นกังวลปนหวาดกลัว

“เจ้ากลัวงั้นรึ ?” คนที่ถูกเรียกว่าท่านพูดกลับมาด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ ดวงตางามหรี่มองร่างคนพูดเหมือนจะไม่พอใจเท่าไรนัก บรรยากาศรอบ ๆ เงียบสนิทราวกับจงใจให้คนถูกถามตอบกลับมา แต่ก็ไม่มีเสียงใด ๆ เล็ดลอดออกมาทั้งนั้น คนถามค่อย ๆ เดินเยื้องย่างเข้าไปหาคนที่ยืนนิ่งเงียบ

“ทะ ท่านจะ ทะ ทำ อะไร”

เสียงนั้นสั่นและเบาจนแทบจะไม่ได้ยิน ร่างที่หัวเป็นหมูค่อย ๆ ขยับตัวถอยห่างร่างที่เดินเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ

แต่ดูเหมือนจะช้าไป ...

“เจ้าไม่เหมาะจะเป็นแม่มด”

ฉับ !

สิ้นคำพูดก็เกิดรอยบาดลึกที่บริเวณลำคอของคนที่ถูกบอกว่าไม่เหมาะจะเป็นแม่มด พร้อมกับเลือดค่อย ๆ ไหลซึมออกมา ไม่นานทั้งหัวหมูและหัวคนที่อยู่ข้างในก็ค่อย ๆ ไหลออกจากลำคอ ก่อนมันจะหล่นลงบนพื้น พร้อมกับเลือดที่พุ่งออกมาสาดกระเซ็นไปทั่ว ไม่นาน ร่างที่ไร้ศีรษะก็ล้มตามลงไปกองกับพื้น

“มีใครกลัวอีกไหม ?”

เงียบสนิทเป็นคำตอบจากคนที่เหลือ …

“สิ่งที่อยู่ในตัวมันสำคัญกับข้ามากพวกเจ้าก็รู้ ข้ารอเวลานี้มานาน ข้าจะไม่ยอมให้ใคร หรืออะไรมาขัดขวางข้าอีกเด็ดขาด”

“ถึงเวลาที่ข้าจะล่าบ้าง พวกมันจะได้รู้สักที ว่าใครกันแน่ ที่มันจะต้องกลัว ...”

“น้าทำแบบนี้ทำไม นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน”

ผมอึ้งอยู่นานกว่าจะเปล่งเสียงพูดออกมาได้ หลังจากเห็นภาพของคนที่ชะโงกหน้ามามองที่ได้ชื่อว่าเป็นโปรเฟสเซอร์ตามที่เด็กสาวที่ยืนข้างผมเรียกขึ้น เมื่อคืนว่าแปลกใจแล้ว ที่อยู่ ๆ ซิลเวียก็พาคนบุกเข้ามาแล้วจับตัวผมไว้ พอมาวันนี้กลับได้รู้อีกว่าคนตรงหน้าเป็นพวกเดียวกันกับนักล่าแม่มด แถมยังเป็นนักวิทยาศาสตร์ให้กลุ่มคนพวกนี้อีก มันมึนจนเหมือนถูกตีหัวด้วยของแข็งหลายที ๆ

“เฮ้อ ... จะเริ่มตรงไหนดีนะ แกโชคร้ายเอง ที่เข้ามายุ่งวุ่นวายเรื่องนี้ รู้ไหม กว่าฉันจะทำให้หนังสือเล่มนั้นพ้นจากมือนังพี่สาวตัวดีได้ มันต้องแลกด้วยอะไรไปบ้าง ! แต่แกกลับเอาไปเผา !” ซิลเวียพูดกลับมาด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดเหมือนคนไม่มีสติ

ตอนนี้ผมจับต้นชนปลายแทบไม่ถูก คนตรงหน้าแทบจะกลายเป็นอีกคนที่ผมไม่เคยรู้จัก ทั้งน้ำเสียง ทั้งท่าทาง ผมจำได้ว่าซิลเวียที่เป็นน้าไอ้แมท แม้จะเจอกันไม่กี่ครั้ง แต่ก็ดูแตกต่างจากภาพที่เห็นตอนนี้มาก สภาพเยือกเย็น สุขุมดูเป็นผู้ใหญ่หายไปหมด มีแต่นักวิทยาศาสตร์ที่ดูใกล้จะบ้าเต็มที

“ฉันเกลียดไง ! เกลียดตัวประหลาดแบบพวกแก พ่อมดแม่มดงั้นเหรอ เหอะ ! พวกแกมันก็แค่สิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์ที่น่าขยะแขยงควรกำจัดไปให้หมดโลกก็เท่านั้นแหละ”

ผมแทบพูดไม่ออกกับคำพูดแต่ละคำของน้าซิลเวีย มันช่างต่างจากคนที่ผมเคยเคารพเพราะเป็นน้าของเพื่อนเหลือเกิน

“น้าทำแบบนี้กับไอ้แมทได้ไง น้าเป็นครอบครัวคนเดียวที่มันเหลืออยู่นะ”

ผมถามออกไป รู้สึกโมโหแทนเพื่อน ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าไอ้แมทรู้เรื่องนี้เข้าจะเป็นยังไง ครอบครัวที่มันคิดว่าเหลืออยู่เพียงคนเดียวคงไม่มีอีกต่อไป มันคงจะเสียใจน่าดู

“ไอ้เด็กโง่นั่นมันไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าฉันเคยอยากจะฆ่ามันทิ้ง ทั้งมัน ทั้งแม่มัน ถ้าไม่ติดว่ามันเป็นเครื่องมือให้ฉันทำอะไรได้หลายอย่าง”  พูดจบริมฝีปากสีแดงก็แสยะยิ้มออกมา พลางเอื้อมมือมาลูบหัวผมอย่างอ่อนโยน ก่อนเข้ามากระซิบที่ข้างหูผม นี่มันโรคจิตชัด ๆ เป็นบ้าไปแล้วแน่ ๆ

“แกรู้ไหมว่าฉันเกลียดพวกแกอย่างที่สุด พวกแกควรจะหมดไปจากโลกได้แล้ว จำเรื่องเทียนล้มได้ไหม ฝีมือของฉันเองแหละ เรื่องที่ส่งคนไปตามเก็บแกก็ฉันเองที่เป็นคนจ้าง แต่หน้าเสียดายที่แกรอดไปได้ทุกครั้ง”

“โอ๊ย !”

ประโยคหลังอารมณ์ของคนพูดเต็มไปด้วยความหงุดหงิดจนเผลอกระชากผมของผมอย่างแรงจนต้องร้องโอดโอย ยัยบ้านี่มันเป็นโรคจิต !

“อุ๊ย โทษที อินไปหน่อย แต่ไม่ตายก็ดี  ฉันต้องรู้ให้ได้ ว่าสิ่งที่ทำให้แกกลายเป็นแบบนี้มันคืออะไรกันแน่ ฉันคงได้รางวัลโนเบลแน่ ๆ ถ้าฉันทำเรื่องนี้สำเร็จ”

ผมแทบหมดคำพูด ... คนเรามันจะบ้าได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ

“แล้วมาทำดีกับผมตั้งแต่แรกทำไม ทำไมต้องให้แมทมาสอนนู่นนี่นั่นกับผม”

“เล่นละครไง ยังไงซะ ฉันก็ต้องตีสนิทกับพวกแกไว้ ทั้ง ๆ ที่ในใจเกลียดใจจะขาด อีกอย่างแกก็เป็นตัวล่อพวกแม่มดดำอย่างดีซะด้วย”

“ยิงปืนนัดเดียวได้นกถึงสองตัว ได้ฆ่าล้างบาง คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม พวกแกจะได้หมดไปจากโลกสักที”

ผมไม่รู้หรอกว่าพวกแม่มดเคยไปทำอะไรไว้ให้ซิลเวียโกรธแค้นมากมายขนาดนี้ แต่สิ่งที่เจ้าตัวทำมันก็ช่างน่าขยะแขยงเหลือเกิน ทรยศได้ลงแม้กระทั่งกับพี่สาว และหลานชายแท้ ๆ ของตัวเอง สายเลือดเดียวกันแท้ ๆ ไม่รู้จิตใจทำด้วยอะไร

เพียะ !

ฝ่ามือของคนที่ยืนอยู่เหนือกว่าตบลงมาที่ใบหน้าของผมอย่างแรง จนหน้าผมสะบัดไปตามแรงตบ แก้มซ้ายผมรู้สึกชาไปครึ่งหน้า เลือดออกซิบที่มุมปากด้วย ไม่รู้ผีบ้าอะไรเข้าสิงอีกถึงมาลงไม้ลงมือกับผม

“อย่ามามองฉันด้วยสายตาแบบนั้น !”

มือเรียวคว้าคางผมแล้วบีบอย่างแรง เขาว่ากันว่าคนบ้าแรงเยอะท่าทางจะจริง เพราะตอนนี้ผมแทบจะสะบัดหน้าให้พ้นจากคนตรงหน้าไม่ได้เลย

“แกรู้ไหมว่าเด็กดื้อต้องเจอกับอะไรบ้าง”

ผมไม่ตอบ นิ่งมองคนตรงหน้า ใบหน้าสวยยิ้มออกมาเหมือนคนโรคจิต ก่อนเสื้อยืดบาง ๆ ที่ผมใส่ไปเล่นน้ำสงกรานต์เมื่อคืนจะถูกคนที่อยู่ตรงหน้าฉีกกระฉากออกแบบรุนแรง

“รู้ไหมว่ายุคกลางเขาทรมานพวกแม่มดให้สารภาพยังไง ...”

ผมขนลุกไปทั้งตัวไม่รู้ว่าต้องเจอกับอะไร คนมากมายที่อยู่รอบห้องดูไม่ได้สนใจซิลเวียแม้แต่น้อยว่าจะทำอะไรกับตัวผม ต่างคนต่างทำงานของตัวเองที่คนละมุมบนจอคอมพิวเตอร์ รวมถึงเด็กสาวที่ผมเจอตอนลืมตาขึ้นมาครั้งแรกกลับมองมาที่ผมด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแสนสดใส ราวกับนี่คือเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ในทุกวัน

นี่มันนรกอะไรกันเนี่ย ! คนพวกนี้มันเป็นบ้า !

ผมกลืนน้ำลายอึกใหญ่ สิ่งที่เห็นข้างตัวคือถาดสแตนเลสที่ด้านในมีอุปกรณ์การผ่าตัดครบชุดวางอยู่

“ริต้าเตรียมตัววัดค่าทุกอย่าง แล้วบันทึกข้อมูลลงไปด้วย” ซิลเวียหันไปพูดกับเด็กสาวที่ผมเจอตอนตื่นขึ้นมา

“ได้ค่ะโปรเฟสเซอร์”

คมมีดอันเล็กที่ดูไม่อันตรายถูกหยิบขึ้นมาโดยมือเรียว ผมจะรู้สึกแย่น้อยกว่านี้ ถ้านั่นมันไม่ใช่มีดผ่าตัด !

“อ๊าก !”

“อุ๊ปซ์ กดพลาดไปเปิดกระแสไฟฟ้าแทนน่ะ so sorry นะ”

ไอ้คีย์ ! ไอ้แมท ! ไอ้อิฐ ! ช่วยกูด้วย !

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด