ตอนที่แล้วเล่มที่ 1 บทที่ 4 หนึ่งหมัด, หนึ่งหักจมูก  
ทั้งหมดรายชื่อตอน

 

ง่ายๆ, ตรงๆ, เหมือนกับลูกศรที่พุ่งอัดหน้าของชายวัยกลางคนกล้ามโต

 

ความดุร้ายที่ปะทุขึ้นอย่างกระทันหันของชายชราอิดโรยนั้นทำให้คนหนุ่มสาวส่วนใหญ่ถึงกับทำตาโต ตอนนี้ในสายตาของพวกเขา, ภาพของผู้แพ้และชายชราได้เปลี่ยนไปอย่างสมบูรณ์

 

“แค่ชายชราจากพรมแดนยังปล่อยการโจมตีรูปแบบนี้ออกมาได้แถมยังจิตสังหารนั่นอีก จอมยุทธระดับนี้จริงๆแล้วเป็นแค่คนขับรถม้าเนี่ยนะ…ดูเหมือนว่าพื้นเพของเด็กหนุ่มนั่นจะไม่ธรรมดาซะแล้ว

 

ในสถานที่ที่รถม้านับพันมารวมกัน, มีชายวัยกลางคนผมสั้นคนนึงที่สวมชุดคลุมยาวสีเขียวที่ทำมาจากผ้าไหม, ดวงตาของเขานั้นคมเหมือนเหยี่ยว, และตอนนี้ก็กำลังยืนอยู่ข้างหน้ารถม้าสีดำสนิท ในตอนที่ชายกล้ามโตถูกชก, เขาก็พูดประโยคเมื่อสักครู่นี้กับคนขับรถม้าที่อยู่ใกล้ๆเขา

 

ชายตัวใหญ่สองคนที่อยู่บนรถม้าถัดจากเขาเองก็สวมชุดคลุมยาวสีเขียวที่ทำมาจากผ้าไหมเหมือนกัน, ผิวหนังที่เผยออกมาของพวกเขานั้นเป็นสีทองอร่าม, พวกมันสะท้อนกับแสงราวกับว่าถูกฉาบน้ำมันเอาไว้ พวกเขาทุกคนนั้นต่างก็นั่งตัวตรงเป็นสง่า, การแสดงออกของพวกไม่ใช่ธรรมดาเลย, อย่างไรก็ตามในตอนที่ได้ยินคำพูดของชายวัยกลางคนที่มีสายตาเหมือนเหยี่ยว, ทั้งสองคนนี้ก็โค้งให้เล็กน้อย, และข้างในดวงตาของพวกเขาก็แสดงความเคารพและความนอบน้อมออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ

 

“นั่นสินะครับ, ท่านใต้เท้า”

 

“การส่งเสียงรบกวนมากเกินไปและการทะเลาะวิวาทนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ได้รับอนุญาติในบริเวณค่ายพักแรมแห่งนี้”

 

ในเวลานี้เอง, เซี่ย หยางปิงที่เงียบมาตลอดเวลาตั้งแต่ที่เกิดเรื่องก็พูดขึ้นมากระทันหัน หลังจากที่พูดจบ, เขาก็ไม่สนใจหลิน ฉี, ชายชรา, หรือชายวัยกลางคนกล้ามโตที่ล้มฟุบอยู่กับพื้นโดยที่ปากและจมูกของเขาเต็มไปด้วยเลือดอีก เขาเดินผ่านฝูงหิงห้อยที่ส่องแสงระยิบระยับตรงไปทางกลุ่มเต็นท์ขนาดยักษ์ริมทะเลสาบที่อยู่ไกลๆ, ในขณะที่ถือตะเกียงอยู่

 

จากนั้นพวกหนุ่มสาวที่อยู่ข้างทะเลสาบนั้นก็ตกอยู่ในความวุ่นวายในทันที

 

ก่อนที่จะเกิดเรื่องเขาไม่ได้พูดอะไรออกมาเลย, แต่ในตอนที่การทะเลาะวิวาทจบเขาก็พูดขึ้นมา, การทำแบบนี้มันเป็นการแสดงความลำเอียงออกมาอย่างชัดเจน

 

“การที่มองความแข็งแกร่งของอีกฝ่ายไม่ออกมันก็อีกเรื่องนึง, แต่ทั้งๆที่คนของสำนักอยู่แถวนี้กันหมดกลับไม่มีใครออกมาห้ามเลย, นี่มันดูเหมือนตั้งใจจะให้เกิดเรื่องเลยไม่ใช่รึไง?” แม้กระทั่งในกลุ่มหนุ่มสาวที่อยู่ริมทะเลสาบก็ยังมีคนเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น ในตอนที่สายตาของพวกเขามองชายหนุ่มที่สวมชุดปักลายสีทอง, พวกเขาจะแสดงความดูถูกออกมา แต่ในตอนที่มองผ่านหลิน ฉี, สายตาของพวกเขาจะแสดงความสนใจออกมาเล็กน้อย

 

ในอีกด้านนึง, คนที่มีบทบาทสำคัญในการทะเลาวิวาทนี้, ชายชราที่หลิน ฉีเรียกว่าลุงหลิวนั้นดูมีท่าทีไม่ทุกร้อนเลย มันเหมือนกับว่าสำหรับเขามันไม่เคยมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น เขาขับรถม้าตรงไปข้างหน้าอย่างใจเย็น, และส่งหลิน ฉีลงที่หน้าแท่นศิลา ในตอนที่เขากลับรถม้าและกำลังจะแยกออกไป, เขาก็ชี้ตรงไปยังจุดที่รถม้านับพันรวมตัวกันอยู่, แล้วพูดกับหลิน ฉีอย่างเงียบๆ “ถ้าเจ้าสอบตก, ข้าจะรอเจ้าอยู่ตรงนั้นนะ”

 

“เข้าใจแล้วครับ, ลุงหลิว” หลิน ฉียิ้มกว้าง จากนั้นโดยไม่แม้แต่จะชายตามองชายหนุ่มชุดคลุมปักลายสีทองที่ตัวแข็งทื่ออยู่, เขาก็มุ่งหน้าตรงไปยังสถานที่ที่เต็มไปด้วยแสงสดใสจากกองไฟ, สำหรับเขานั้น, สถานที่ที่อยู่เบื้องหน้านี้, มันให้ความรู้สึกเหมือนกับเวทมนตร์, มันเหมือนกับว่าเต็นท์ริมทะเลสาบนั้นคือจุดรวมตัวสำหรับการแข่งขันควิดดิชเวิลด์คัพ

 

ในขณะที่เขามองดูรอยยิ้มบริสุทธิ์ที่หลิน ฉีแสดงออกมา, ชายชราก็หวนนึกถึงความสบายๆและความเรื่อยๆตามธรรมชาติของหลิน ฉี ซึ่งนี่มันทำให้ชายชรารู้สึกว่าหลิน ฉีนั้นทำตัวน่ารักกว่าพวกหนุ่มสาวคนอื่นๆที่อยู่ที่นี่เยอะเลย แล้วพอมานึกถึงการกระทำของเขาเมื่อซักครู่นี้, เขาก็กังวลว่ามันจะทำให้หลิน ฉีไม่สบายใจ, และมันก็ส่งผลให้เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย

 

 

 หลิน ฉี เดินไปรอบๆในขณะที่ประเมินสภาพแวดล้อมรอบตัวไปด้วย

 

เต็นท์ทั้งหลายนั้นทำมาจากผ้าฝ้ายหนาสีขาว, ระยะห่างระหว่างเต็นท์จะอยู่ที่ประมาณห้าหรือหกก้าว ตอนนี้, ผู้เข้าสอบส่วนใหญ่ได้ไปรวมตัวกันที่เต็นท์ใกล้ๆกับแท่นศิลา มีบางคนมองหลิน ฉีโดยไม่พูดอะไรหรือขยับไปไหน, บางคนก็สงวนท่าทีและเลือกที่จะระวังตัวเอง,  ด้วยการแยกตัวเข้าไปอยู่ในเต็นท์ของตัวเองแล้ว, ในขณะที่มีหนุ่มสาวบางส่วนที่รวมตัวพูดคุยกันราวกับว่าไม่มีใครอยู่ที่นี่

 

“เห้อ, เจ้านั่นสวนกลับไม่ได้ด้วยซ้ำ ข้าอุตส่าห์คิดว่าจะได้ดูอะไรที่น่าสนใจนะเนี่ย” ในตอนที่หลิน ฉีเดินผ่านกองไฟกองแรก, เขาก็ได้ยินชายหน้ากลมคนนึงพูดพร้อมถอนหายใจ

 

“มันไม่ใช่ว่าเขาสวนไม่ได้หรอก, แต่น่าจะเป็นเพราะชายชราคนนั้นแข็งแกร่งเกินไปต่างหากหล่ะ! เจ้ากล้ามนั่นฝึกฝนจนถึงขั้นกระจายพลังฉีแล้ว, แต่เขาก็ยังถูกอัดจมูกด้วยหมัดเดียว, ข้าคิดว่าชายชราคนนั้นอย่างน้อยคงจะอยู่ในขั้นเพิ่มพูนแล้วหล่ะ” ชายหนุ่มตัวสูงที่มีผมยาวสีน้ำตาลธรรมชาติพูดในขณะที่มองชายหนุ่มหน้ากลม

 

“เจ้ามาจากชายแดนหรอ?” ในตอนที่หลิน ฉีมองสองคนนี้ด้วยความสงสัยอยู่นั้นเอง, ก็มีคนจำนวนหนึ่งเดินมาถามคำถามนี้กับเขา

 

“จากพรมแดนหรอ?” หลิน ฉีมองอย่างเหม่อลอยเป็นเวลาพักนึง กลุ่มคนที่เดินเข้ามานั้นทุกคนดูค่อนข้างซูบผอมและไว้ผมสั้น, แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ให้ความรู้สึกที่ดูกล้าหาญและมีความสามารถอย่างไม่ธรรมดา ยิ่งไปกว่านั้น, พวกเขาทุกคนดูแก่กว่าคนอื่นๆ, และสองคนในนั้นก็แบกปลอกดาบยาวสีดำเอาไว้ด้วย

 

“เจ้าเกิดที่กองทัพชายแดนใช่ไหม?” ในตอนที่พวกเขาเห็นว่า หลิน ฉี ดูเหมือนจะไม่เข้าใจคำถาม, ชายหนุ่มผอมบางที่มีแผลเป็นจากการโดนมีดฟันที่คิ้วซ้ายก็ขมวดคิ้ว, แล้วถามอีกครั้ง

 

พอถูกถามซ้ำหลิน ฉีก็ส่ายหัวแล้วพูดออกมา “ไม่ใช่หรอก”

 

ในตอนที่พวกเขาเดินเข้ามานั้นใบหน้าของกลุ่มชายหนุ่มที่ดูกล้าหาญและมีความสามารถพวกนี้ยังมีความเป็นมิตรอยู่, แต่ในตอนที่ได้ฟังคำตอบของหลิน ฉี, สีหน้าของพวกเขาทุกคนก็เปลี่ยนไปในทันที ชายหนุ่มคนนึงที่อยู่ในกลุ่มนั้นที่มีรอยสักรูปหมาป่าที่กลางหลังพูดออกมาอย่างเย็นชาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “เห็นไหมข้าบอกแล้วว่าเขาดูไม่เหมือนหนึ่งในพวกเราเลย คนจากชายแดนอย่างพวกเรา, จะมีท่าทีอ้อนแอ้นบอบบางแบบนี้ได้ยังไงกัน?”

 

“ไปกันเถอะ” หัวหน้ากลุ่มคนผอมที่มีแผลเป็นจากการโดนมีดฟันที่คิ้วซ้ายไม่สนใจหลิน ฉีอีกต่อไป, เขาหันหลังแล้วเดินจากไปในทันที

 

“ถ้าเจ้าไม่ใช่พวกป่าเถื่อนแถวชายแดน, ก็แสดงว่าเป็นพวกคาบช้อนทองมาเกิดหรือไม่ก็พวกบ้านนอกหน่ะสิ?”ชายท้วมคนนึงเดินเข้ามาหา หลิน ฉี ที่ถูกพวกชายหนุ่มเมื่อสักครู่นี้ทิ้งให้อยู่ในสถานการณ์ที่น่าอึดอัด

 

“อะไรคือพวกป่าเถื่อนแถวชายแดน, พวกคาบช้อนทองมาเกิด, หรือพวกบ้านนอกหรอ?” หลิน ฉี มองชายร่างท้วมที่ดูน่าจะมีอายุพอๆกับเขา, แต่สูงประมาณครึ่งศรีษะของเขา, พร้อมกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยกระ, แล้วตอบกลับด้วยคำถาม

 

ชายร่างท้วมดูเหมือนจะตื่นเต้นขึ้นมาในทันที, เขาทำหน้าจริงจังแล้วพูดออกมา “เจ้าไม่รู้แม้กระทั่งเรื่องพวกนี้ก็แสดงว่าเจ้าเป็นเหมือนกับข้าสินะ, ข้าหมายถึงพวกบ้านนอกหน้ะ! เกือบลืม, ข้าชื่อว่าเหมิง ไป่, ข้ามาจากเมืองทางผ่านสุริยาที่อยู่แคว้นด่านทักษิณ”

 

“ข้าชื่อหลิน ฉี, ข้ามาจากเมืองกวางตะวันออกแคว้นป่าบูรพา” หลิน ฉียื่นมือออกมาตามนิสัย, แต่ในตอนนั้นเองเขาก็นึกขึ้นมาได้ว่ามันไม่ใช่วัฒนธรรมของโลกนี้, อย่างไรก็ตามเหมิง ไป่คิดว่านี่คงเป็นวัฒนธรรมของกวางตะวันออก, ก็เลยเอามือเช็ดเสื้อผ้าไหมสีเขียวของเขาอย่างมีความสุข, แล้วจับมือกับหลิน ฉี

 

“ข้ารู้มาว่าแคว้นป่าบูรพานั้นอยู่ทางฝั่งตะวันออกที้ห่างไกล, แต่ข้าไม่เคยได้ยินชื่อเมืองกวางตะวันออกเลย” หลังจากที่เหมิง ไป่กับหลิน ฉีจับมือกัน, เขาก็พูดออกมาตรงๆ

 

“เจ้ายังรู้เยอะกว่าข้านะ พูดตามตรง, ข้าไม่เคยได้ยินชื่อแคว้นด่านทักษิณด้วยซ้ำ ว่าแต่มันอยู่ทางใต้ใช่ไหม?” หลิน ฉี ถาม

 

“555” ในตอนนั้นเองทั้ง, หลิน ฉีและเหมิง ไป่ก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้

 

“สรุปแล้วพวกป่าเถื่อนแถวชายแดน, พวกคาบช้อนทองมาเกิด, และพวกบ้านนอกคืออะไรหรอ?” หลังจากหัวเราะไปได้ซักพัก, หลิน ฉี ก็ถามชายร่างท้วมคนนี้ด้วยความสนิทสนมที่เพิ่มขึ้นมาก

 

“มันเป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายมากเลยหล่ะ พวกป่าเถื่อนแถวชายแดนก็คือคนที่ได้รับการแนะนำมาจากกองทัพชายแดนที่มีแต้มบุญหรืออำนาจมากพอที่จะทำให้ถูกแนะนำ, ส่วนพวกคาบช้อนทองมาเกิดก็คือลูกของขุนนางที่มีสิทธิเข้าร่วมการสอบนี้จากชาติตระกูล, และสุดท้ายพวกบ้านนอกก็คือพวกชาวบ้านชาวเมืองที่ถูกแนะนำ คนอย่างพวกเรานั้นถ้าไม่ใช่ตระกูลค้าขายที่มีเงินหนาพอ, ก็คงเป็นพวกกระเป๋าเงินของประเทศที่ใช้เงินซื้อคำแนะนำมา แต่ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหน, คนอย่างพวกเราก็มีพื้นเพไม่โดดเด่นอะไรนักหรอก” เหมิง ไป่ตอบ

 

“ชาวบ้านที่ถูกแนะนำ…พวกบ้านนอกหรอ? นี่มันก็เหมือนกับพวกมักเกิ้ลเลยหน่ะสิ?” หลิน ฉีรู้สึกสนใจขึ้นมาในทันที เขาพูดพลางหัวเราะ “ดูเหมือนชื่อเรียกทั้งสามนี้จะไม่ได้ทำให้รู้สึกดีเลยนะ”

 

“ก็ใช่หน่ะสิ มันไม่ได้เป็นคำที่ฟังแล้วระรื่นหูซักหน่อย, ชื่อเรียกพวกนี้ก็แค่เรื่องที่ทุกคนจะเลิกพูดกันไปเองหลังจากที่ผ่านไปซักพักนึง “เหมิง ไป่ยิ้ม “พวกคาบช้อนทองมาเกิดกับพวกบ้านนอกนั้นจะรู้สึกว่าพวกที่มาจากกองทัพชายแดนเป็นพวกป่าเถื่อน, ในขณะที่พวกที่มาจากกองทัพชายแดนจะรู้สึกว่าพวกคาบช้อนทองมาเกิดกับพวกบ้านนอกนั้นดูหยิ่งและดูเหมือนกับพวกคุณหนูที่ชอบทำตัวกร่างทั้งๆที่ไม่ได้มีความสามารถอะไร และในด้านของพวกบ้านนอกนั้นจะรู้สึกว่าพวกคาบช้อนทองดูหยิ่งและเอาแต่ใจ คนที่เพิ่งจะมีเรื่องกับเจ้าน่าจะถูกพิจารณาว่าเป็นพวกคาบช้อนทองมาเกิดนะ…ว่าแต่, เจ้าเป็นพวกบ้านนอกจริงๆหรอ? แล้วเจ้าไปหาคนคุ้มกันที่เก่งระดับนั้นมาได้ยังไงเนี่ย?”

 

หลิน ฉีคิดในใจอยู่พักนึงแล้วตอบ “ข้าน่าจะเป็นพวกบ้านนอกนั่นแหล่ะ, พ่อแม่ของข้ามีร้านค้าอยู่นิดหน่อย, ส่วนลุงหลิวนั้นไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกับตระกูลของข้าหรอก ดูเหมือนว่าเจ้าเมืองจะอยากให้ข้ามาเข้าสอบที่นี่หน่ะ”

 

“ถ้างั้นก็แสดงว่าเจ้าเป็นพวกบ้านนอกที่เป็นอัจฉริยะหน่ะสิ! นี่ก็แสดงว่าพรสวรรค์ของเจ้าคงจะสูงมากเลยสินะ!” เหมิง ไป่พูดโพล่งออกมาด้วยความประหลาดใจ

 

หลิน ฉี รู้สึกได้ในทันทีว่าสายตาของพวกหนุ่มสาวรอบตัวที่จับจ้องมาที่เขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย

 

“อะไรคือพวกบ้านนอกอัจฉริยะหรอ?” หลิน ฉีลดเสียงลง, แล้วถามด้วยความเขินเล็กน้อย

 

“จริงๆแล้วมันก็คือการที่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่มีอำนาจแนะนำยกสิทธิให้กับพวกบ้านนอกธรรมดาที่เขาชื่นชอบมากกว่าลูกของตัวเองหน่ะ, และในตอนที่สิทธิถูกมอบไปแล้ว, ถ้าอยากมอบให้คนอื่นอีก, ก็ต้องทำคุณประโยชน์กับกองทัพหรือต้องสั่งสมความดีความชอบอื่นๆใหม่” เหมิง ไป่พึมพำเบาๆ “โดยปกติแล้ว, สิ่งดีๆแบบนี้ก็ควรจะมอบให้กับคนของตัวเอง, ไม่ใช่เอาไปให้คนอื่น เว้นเสียแต่ว่าเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นจะเจอกับพวกอัจฉริยะที่มีพรสวรรค์พิเศษ, และตัดสินใจแนะนำพวกอัจฉริยะที่มีความโดดเด่นเป็นพิเศษนี้, เพื่อหวังผลตอบแทนอันมหาศาลจากการยกสิทธิแนะนำของพวกเขาให้”

 

เจ้าหน่ะรึพวกบ้านนอกอัจฉริยะ? ตรงกองเพลิงที่อยู่ห่างออกไปข้างหน้า, มีชายหนุ่มผมดำที่ดูเย็นชาคนนึงมองมาที่หลิน ฉีกับเหมิง ไป่ ณ ตอนนี้, เขากำลังเย้ยหยันและกำลังคิดอยู่ในใจ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเจ้ามีพรสวรรค์เหนือกว่าข้า, เหวิน เสวียนอวี่ผู้นี้

 

“เจ้ากำลังเคี้ยวอะไรอยู่หรอ เห็นเคี้ยวอยู่ตลอดเลย?” หลิน ฉีค่อนข้างสับสน เขาไม่รู้จริงๆว่าทำไมถึงถูกส่งมาที่นี่ ในเรื่องของพรสวรรค์เอง, ตัวเขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเขามีดีอะไร, ซึ่งมันทำให้เขานึกคำพูดไม่ออกเป็นเวลาพักนึง ดังนั้นในตอนที่เห็นเหมิง ไป่กำลังเคี้ยวอะไรบางอย่างอยู่, เขาจึงตัดสินใจถามแบบนี้ออกมาก่อน

 

“มีพวกบ้านนอกตรงนั้นที่มาจากเมืองจินโจวหน่ะ เนื้ออบแห้งของจินโจวรสชาติดีมากเลย, แต่มันเหนียวไปหน่อย เหมิง ไป่ที่เคี้ยวเนื้อเป็นพักๆชี้ไปยังจุดๆนึง, แล้วจากนั้นหลิน ฉีก็เห็นชายหนุ่มเงียบขรึมที่มีโครงหน้าสี่เหลี่ยมคนนึงพยักหน้าให้เขาด้วยความเขินอายอย่างบอกไม่ถูก, ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นคนที่ค่อนข้างซื่อ “พวกเราไปคุยกันตรงนั้นไหม? มีพวกบ้านนอกอยู่ตรงนั้นอีกส่วนนึง, ข้าจะแนะนำเจ้าให้พวกเขาเอง และถึงยังไง, พวกเราจะมายืนคุยตรงนี้ไปตลอดไม่ได้หรอกนะ”

 

“ข้าชื่อเซียง หลิน, ข้ามาจากเมืองจินโจวแคว้นรุ่งเรือง”

 

“ข้าชื่อหลี่ ไค่ยุ่น, มาจากเมืองพิสุทธิ์เบ่งบานแคว้นแดนอุดร”

 

“เจ้าจะเรียกข้าว่าจาง ปิงก็ได้, ข้ามาจากเมืองมังกรวารีแคว้นเหินทะยาน”

 

นาทีต่อมา, หลิน ฉี และพวกบ้านนอกทั้งสี่คนก็เข้าไปนั่งในเต็นท์, และจับกลุ่มพูดคุยกันพลางเคี้ยวเนื้ออบแห้งที่เซียง หลิน เอามาจากจินโจว

 

หลี่ ไค่ยุ่นนั้นเป็นชายหนุ่มผอมบาง, ผมของเขาเป็นสีเหลืองอ่อน จาง ปิงเป็นคนที่แก่ที่สุดในหมู่พวกเขา, และเป็นคนที่จริงจังที่สุดด้วย จากที่เหมิง ไป่พูด, ร้านโอสถอย่างน้อยครึ่งนึงในแคว้นเหินทะยานนั้นเป็นของตระกูลของจาง ปิง

 

“หลิน ฉี, เจ้ายากเข้าสาขาไหนในสำนักหลวนขจีมากที่สุดหรอ?”

 

หลังจากที่ทำความรู้จักกันเรียบร้อยแล้ว, จาง ปิงที่เป็นคนจริงจังที่สุดในกลุ่มก็ถามขึ้นมา

 

ซึ่งมันก็ทำให้หลิน ฉีสำลักเนื้ออบแห้งที่เขากำลังเคี้ยวอยู่ในทันที, เขาไอออกมาในขณะที่พูด “สำนักหลวนขจีมีแบ่งสาขาด้วยหรอ?”

 

คะแนน 5.0
กรุณารอสักครู่...