ความรักเป็นสิ่งที่มีอยู่มากมายบนโลกบนนี้ ราวกับว่าจะไม่มีวันหมด ความรักเป็นเพียงเยื่อบาง ๆ ที่ถูกหล่อหลอมขึ้นมาจากความผูกพัน  ใกล้ชิด สนิท รวมถึงความห่วงใย  ห่วงหา จนกลายเป็นเชือกเส้นหนาใหญ่ ที่ผูกติด ยึดคนสองคนเข้าไว้ด้วยกันเพื่อไม่ให้พรากออกจากกัน

แต่ไม่มีใครที่จะสมหวังกับความปรารถนา จากรักได้ทั้งหมดทุกครั้ง เรามักมองว่าความรักเป็นสิ่งสวยงาม ความรักเป็นสิ่งที่เข้ามาเติมเต็มให้กับชีวิต แต่บ่อยครั้งที่ความรักมักทำให้เราเจ็บ เจ็บจนไม่อยากรักใคร เจ็บจนไม่อยากอยู่บนโลกใบนี้อีกแล้วแล้ว คิดสั้น ๆ แบบว่าไม่มีเขาเราอยู่ไม่ได้

ด้วยพลังและอำนาจแห่งความรัก ทำให้เราทำอะไรลงไปได้โดยไม่รู้ตัว ทำให้เขาเกลียดเราก็เพราะรัก ทำให้เขารักเราก็เพราะรัก อย่างที่เขาว่าความรักทำให้คนตาบอด ยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ซึ่งรักนั้นมา จนหลงลืมคิดไปว่า…

สิ่งที่ทำอยู่มันเรียกว่ารักหรือแค่ความต้องการ !

 

วันนั้นผมต้องทำงานที่คลั่งค้างอยู่บนโต๊ะให้เสร็จก่อนการประชุมเช้าวันพรุ่งนี้ ผมเป็นพนักงานบริษัทตามแบบพนักงานออฟฟิศทั่วไป เป็นมนุษย์เงินเดือน  ชีวิตผมก็วนเวียนอยู่กับงานแบบนี้มาตลอดระยะเวลาหลังจากที่ผมเรียนจบมาได้ ๕ ปี  งานบัญชีเป็นงานที่ผมรัก เป็นงานที่ผมถนัดและผูกพัน เพราะที่บ้านผมเปิดร้านขายของชำเล็ก ๆ เล็กมาก ๆ เพื่อเลี้ยงชีพเอาตัวรอดไปวัน ๆ

 ครอบครัวผมเป็นคนไทยเชื้อสายจีน ผมอาศัยอยู่กับแม่สองคน พ่อผมทิ้งแม่ผมไปตั้งแต่รู้ว่าแม่ผมท้อง เพราะครอบครัวของพ่อรับไม่ได้ที่แม่ผมจน แม่เลี้ยงผมมาโดยลำพัง ชีวิตที่ผ่านมาของผมไม่ได้ลำบากแต่ก็ไม่ได้สบาย  ผมจึงตั้งใจเรียนและสอบเข้ามหาลัยที่มีชื่อเสียงให้ได้ และเมื่อจบมาผมจะหางานดี ๆ ที่ได้เงินเดือนเยอะ ๆ เลี้ยงแม่

แต่แล้วก็เหมือนถูกฟ้ากลั่นแกล้งเหมือนชีวิตผมต้องอาญาจากสวรรค์ เมื่อทุกอย่างกำลังจะไปได้ด้วยดี แม่ผมเกิดล้มป่วยด้วยโรคมะเร็งสมองระยะสุดท้าย เมื่อได้ยินคำว่ามะเร็งก็ทำให้ผมแทบล้มทั้งยืน สิ่งที่ผมทำมันกำลังจะสูญเปล่า ผมตั้งใจเรียนจนเรียนได้เกียรตินิยมคณะบัญชี จากมหาวิทยาลัยชื่อดังของรัฐบาล ที่เป็นที่ใฝ่ฝันของใครหลายคน  

ผมได้งานที่ดีทำจากบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นของมหาเศรษฐีอันดับต้น ๆ ของประเทศไทย ผมเป็นคนขยันทำงาน ผมเก็บเงินทุกบาททุกสตางค์ และผมกำลังจะซื้อบ้าน  ซื้อรถให้แม่ เพราะแม่ผมเหนื่อยมามากพอแล้ว แม่ผมกำลังจะสบาย แต่แล้วสวรรค์ก็ขีดเขียนให้เป็นแบบนี้

ทำไม…ทำไมฟ้าช่างใจร้ายกับผมเหลือเกิน !

 

ในวันที่ผมกำลังหาหนทางรักษาแม่ทั้ง ๆ ที่รู้ว่า ที่รักษาอยู่ตอนนี้หมอก็ทำอย่างสุดความสามารถแล้ว แม่ผมนอนอยู่ในห้อง ไอซียู เกือบสามอาทิตย์ หมออนุญาตให้เข้าเยี่ยมเป็นเวลา ผมต้องกลั้นน้ำตาทุกครั้งที่เข้าเยี่ยมแม่ เพราะภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้าคือ ผู้หญิงที่นอนอยู่บนเตียงนั้น ไม่เหมือนแม่ผมเลยแม้แต่น้อย หน้าบวมจากการผ่าตัดสมอง บนศีรษะมีผ้าสีขาวพันไว้จนไม่เห็นศีรษะ มีสายระโยงระยางไปทั่ว

 

ผมมาทำงานทุกวันและทำเป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนหลายคนมองว่าผมเป็นคนเข้มแข็ง แต่ความจริงแล้วเปล่าเลย…เปล่าเลยแม้แต่น้อย แท้ที่จริงแล้วผมก็แค่คนอ่อนแอคนหนึ่ง แค่ผมไม่ต้องการแสดงให้ใครเห็นเท่านั้นเอง แล้ว    จู่ ๆ เสียงโทรศัพท์ของผมก็ดังขึ้น

“สวัสดีครับ ตะวันพูดพูดสาย”

“ดิฉันโทรมาจากโรงพยาบาลตอนนี้แม่ของคุณตะวัน…” เสียงปลายสายแผ่วเบา ก่อนจะพูดขึ้นอีก “อาการแย่แล้วค่ะ”

เมื่อเสียงนั้นพูดเสร็จผมรีบขับรถไปโรงพยาบาลทันที สภาพที่ผมมาเห็นแม่ตอนนี้ แม่ผมนอนแน่นิ่งอยู่บนเตียง   เครื่องวัดระดับการเต้นของหัวใจต่ำลงเรื่อย ๆ ต่ำลงเรื่อย ๆ สุดท้ายแล้วเครื่องนั้นก็ไม่สามารถวัดระดับการเต้นของหัวใจได้อีกเลย

“แม่ ! แม่ ! อย่าทิ้งผมไป อย่าทิ้งผมไป”

ผมร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างไม่อายใคร เพราะแม่เป็นทุกอย่างในชีวิตผม

“ถ้าไม่มีแม่ผมจะอยู่อย่างไร แม่เลี้ยงผมมาอย่างลำบาก เราอดมื้อกินมื้อด้วยกัน แต่วันนี้เรากำลังจะสบาย เรากำลังจะมีบ้าน มีรถ ทำไมแม่ไม่อยู่กับผมแม่ทิ้งผมให้อยู่คนเดียวทำไม”

น้ำตาที่มันไหลออกมาเป็นสาย เป็นน้ำตาแห่งความเสียใจ เป็นน้ำตาแห่งความน้อยเนื้อต่ำใจในโชคชะตา ทำไมฟ้าข้างบนต้องบัญชาให้เป็นอย่างนี้ด้วย

“เดี๋ยวญาติคนไข้ออกไปรอข้างนอกก่อนนะคะ”

“ผมขออยู่กับแม่ผมอีกสักพักได้ไหมครับ”

พยาบาลพยักหน้ารับคำที่ผมร้องขอ เธอจึงเดินออกไป และอีก ๒๐ นาทีต่อมาเธอก็เดินข้ามาทำหน้าที่ของเธอ

 ผมได้แต่คิดว่าหรือนี่คือสิ่งที่สบายที่สุดของชีวิต เพราะคนที่ตายไปแล้วเหลือแต่ร่างที่ไร้วิญญาณ ไม่มีความรู้สึกอะไร…แต่คนที่มีร่างและมีวิญญาณอย่างเรา ๆ นี่สิ ต้องดำเดินชีวิตอยู่ไปด้วยความสุขและปะปนไปด้วยความทุกข์

 

หลังจากเสร็จสิ้นงานศพแม่ไปได้เจ็ดวัน สิ่งที่หลงเหลืออยู่ในหัวใจผมตอนนี้ก็คือความเศร้า ความเหงา ความปวดร้าวหัวใจ ทั้งความเหงาและความเศร้าที่ผมมีอยู่ตอนนี้ มันไม่มีตัวตน  แต่มันบั่นทอนและทำลายจิตใจของผมมากเสียยิ่งกว่าการกินยาฆ่าตัวตาย เพราะกิยาฆ่าตัวตายทรมานแป๊บเดียวเดี๋ยวก็ไม่รู้สึกอะไรแล้ว แต่ความเศร้าความเหงานิสิ มันกัดกินหัวใจผมไม่เลิก มันทรมานยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด

ระหว่างที่ผมกำลังเศร้าและหาหนทางออกของชีวิตยังไม่เจอนั้น ก็มีใครคนหนึ่งยื่นมือเข้ามาปลอบผม ใช่แล้วครับ…มีใครคนหนึ่งยื่นมือเข้ามาปลอบผมในวันที่ผมไม่เหลือใคร เขาทำให้ผมกลับมาสดใสขึ้นบ้าง เขาทำให้ผมหัวเราะ  มีความสุขเวลาที่ผมอยู่ใกล้เขา เขาเป็นเพื่อนที่ทำงานของผม

ผมกับนภาเราเข้ามาทำงานที่บริษัทนี้พร้อม ๆ กัน และผมก็ไม่ได้คิดอะไรกับเธอนอกจากเพื่อร่วมงาน จนกระทั่งวันที่ผมเสียแม่ผมไป เธอก็เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตผม 

ผมกับนภาคบหาดูใจกันได้ ๓ ปี นับจากวันที่แม่ผมเสีย เราตกลงที่จะแต่งงานกัน โดยผมวางแผนงานทุกอย่างไว้หมดแล้ว และผมตั้งใจจะใช้ชีวิตคู่กับนภาตลอดไป แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดคิด และผมไม่เคยคิดว่ามันจะเกิดขึ้น…มันก็เกิดขึ้นกับชีวิตผมจนได้

วันนั้นเป็นวันที่ผมต้องเคลียร์งานทั้งหมดให้เสร็จเพราะพรุ่งนี้มีสรุปบัญชีประจำปี และต้องเข้าประชุมแต่เช้า ผมเลยบอกให้นภากลับบ้านไปก่อน และวันนี้คงกลับดึกประมาณเที่ยงคืนเห็นจะได้  อันที่จริงผมก็รู้ว่าช่วงหลัง ๆ มานี้นภาแปลกไปไม่เหมือนตอนแรก ๆ ที่เราคบกัน แต่ผมก็ไม่ได้คิดอะไรเพราะคิดว่าคงเป็นเรื่องปกติของคนที่อยู่ด้วยกันอย่างเข้าใจกัน  ผมนั่งเคลียร์งานจนถึงสามทุ่มเศษ งานเสร็จไวกว่าที่ผมคาดคิดไว้ ผมจึงรีบกลับบ้านเพราะกลัวนภารอ

 

เมื่อผมเปิดประตูเข้ามาในบ้าน…ในบ้านนั้นมืดสนิทเหลือเพียงไฟห้องนอนด้านร่างที่สาดส่องเล็ดลอดผ่านประตูออกมา เพราะว่าคนที่อยู่ในห้องนั้นปิดประตูไม่สนิท  ปกติห้องนี้เอาไว้รับแขกแต่ทำไมวันนี้ถึงมีคนอยู่ เพราะปกตินภาก็ไม่นอนห้องนี้อยู่แล้ว เมื่อผมเดินเข้าไปแล้วค่อย ๆ ผลักประเปิดประตูให้เปิดออกอย่างช้า ๆ  สิ่งที่ผมเห็นอยู่ตรงหน้าทำเอาผมแทบล้มทั้งยืน

นภาผู้หญิงที่เข้ามาทำให้ชีวิตผมหายเหงา หายเศร้า หายเสียใจ หลังจากที่ผมเสียแม่ไป นภาผู้หญิงที่ทำให้ผมหัวเราะ ทำให้ผมมีความสุขเวลาอยู่กับเขา แต่วันนี้ภาพที่ผมเห็นอยู่ตรงหน้ามันลบล้างสิ่งที่เขาทำไว้ทั้งหมดโดยสิ้นเชิง ภาพที่ผมเห็นเป็นภาพที่เขากำลังนอนเปลือยกาย ร่างเปลือยเปล่าอยู่บนเตียงกับผู้ชาย ที่ซึ่งผมไม่รู้ว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใคร

“นภา”

ผมพูดออกไปเบา ๆ มือผมกำหมัดแน่น ตอนนั้นถ้าผมฆ่าเธอได้ผมคงฆ่าเธอไปแล้ว แต่ผมก็ฉุกคิดขึ้นมาว่าถ้าผมทำอย่างนั้นผมได้อะไร ระหว่างที่ผมกำลังคิดอะไรอยู่ในหัว เธอก็ลืมตาขึ้นมา แล้วตกใจเข้าอย่างจัง เพราะเธอไม่คิดว่าผมจะกลับมาเร็วกว่าปกติ เพราะผมบอกเธอว่าจะกลับบ้านตอนเที่ยงคืน

“ตะ…ตะวัน คุณกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่”

เธอถามผมออกมาด้วยความตกใจ น้ำเสียงสั้นเครือ ใบหน้าซีดเผือด ก่อนที่คู่นอน ที่นอนอยู่เคียงข้างกายเธอจะตื่นขึ้นมา แต่ทว่าเขาไม่ได้เกรงกลัวต่อผมที่เป็นสามีของนภาเลยแม้แต่น้อย

“อ้าวนี่เหรอสามีคุณ”

เขาชี้มาทางผมพร้อมกับหันไปมองหน้านภา ผมได้แต่ยืนนิ่งเฉยไม่พูดอะไรแล้วเดินออกจากห้องนั้นไป ตอนนี้นภารีบใส่เสื้อผ้าแล้วเดินตามผมมา

“ตะวันคะคือ…เรื่องทั้งหมดฉันอธิบายได้นะคะ”

“ผมรักคุณมากนะนภา แต่คุณกลับทำลายความรักความซื่อสัตย์ที่ผมมีให้คุณ”

“ตะวันคะนภาไม่ได้ตั้งใจค่ะ นภารักคุณคนเดียวนะคะ”

เธอพูดพร้อมเข้ามากอดตัวผมไว้ แล้วร้องไห้สะอึกสะอื้นเครื่องสำอางเลอะเต็มหน้าเธอไปหมด แต่ผมกลับไม่เห็นใจ หรือสงสารต่อคำแก้ตัวของเธอแม้แต่น้อย

“คนที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อความรัก  คุณคิดว่าเขาสมควรได้รับการให้อภัยใช่ ไหม ?”

ผมพูดออกไปด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ ในแววตาและใบหน้าของผมนั้นมีแต่ความโกรธ ความเกลียด และเธอเองก็รู้ว่าผมเป็นคนที่พูดคำไหนคำนั้น

“ได้โปรดให้ฉันแก้ตัวอีกสักครั้งนะคะตะวัน”

เธอพูดขอร้องอ้อนวอน ขอความเห็นใจจากผม เธอร้องไห้ตาบวมแดง แต่ผมกลับไม่รู้สึกอะไร…ราวกับตอนนี้หัวใจมันด้านชาจนไม่รู้สึกว่าเจ็บปวด  มีเพียงสิ่งเดียวที่ผมรู้สึกในตอนนี้คือ ผมเสียเวลากับที่ผู้หญิงไม่รู้จักพอ ที่อยู่ตรงหน้าผมนี้เท่านั้น

“คนอย่างคุณไม่มีค่าพอที่จะได้รับความเห็นใจจากผม ต่อให้คุณคุกเข่าขอร้องอ้อนวอนอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหน ก็ย่าหวังว่าผมจะสงสารหรือให้โอกาสคุณ ผู้หญิงอย่างคุณ ไม่สมควรได้รับการให้โอกาสจากผม หัวใจผมมีดวงเดียว ความเชื่อใจ ความไว้ใจผมก็มีให้แค่ครั้งเดียว และให้ได้คนละครั้งเท่านั้น คุณออกจากบ้านผมไปเถอะ ก่อนที่ผมจะเกลียดคุณไปมากกว่านี้”

“ไม่นะคะ นภาไม่ไปจากคุณ นภารักคุณ”

“สิ่งที่คุณทำเขาเรียกว่าความรักแล้วหรือ คุณมันเห็นแก่ตัว คุณมันก็แค่ผู้หญิงไม่รู้จัก…” ผมทอดเสียงต่ำลง กดความรู้สึกโกรธทั้งหมดเอาไว้ “เก็บข้าวเก็บของ แล้วออกจากบ้านผมซะ !”

“แต่เรากำลังจะแต่งงานกันนะคะ”

“ยกเลิกได้”

อันที่จริงแล้วผมไม่ได้ใจเข็งเหมือนที่ปากผมพูดเลย แต่เมื่อคนเราอยู่ด้วยด้วยกันแล้ว เราก็ควรรักและซื่อสัตย์ต่อความรักนั้น ถ้าผมให้อภัยนภา แล้วคิดหรือว่านภาจะไม่ทำครั้งต่อไป ฉะนั้นผู้หญิงอย่างนี้ไม่สมควรได้รับการให้อภัย เหตุผลข้อเดียวที่สำคัญที่สุดคือเขาไม่ซื่อสัตย์ต่อผม และไม่ให้เกียรติผม ทั้ง ๆ ที่ผมเป็นสามีเขาและเรากำลังจะแต่งงาน

“ตะวันคะ”

“ผมบอกให้ออกไป”

                ผมตวาดเสียงและหันหลังให้เธอ เพราะน้ำตาลูกผู้ชายอย่างผมเริ่มไหลรินออกมา…

ก็เพราะผมรักเธอจนสุดหัวใจมันยากที่จะทำใจได้เหมือนกัน

                “ภาไม่ออกไปค่ะ ภาจะอยู่ที่นี่ อยู่กับคุณ ภาขอโทษนะคะตะวัน”

                เธอเข้ามาสวดกอดผมจากด้านหลัง

                “คุณคิดว่าผู้หญิงที่นอนกับชายอื่นที่ไม่ใช่สามีตัวเอง สมควรที่จะเป็นแม่ที่ดีของลูกอย่างนั้นหรือนภา ลูกของผมต้องการแม่ที่ดีไม่ใช่แม่ที่…”

                ผมทอดเสียงต่ำลงอีกครั้งเพราะไม่อยากจะพูดคำ ๆ นี้ออกไป เพราะอย่างไรนภาก็เป็นผู้หญิง มันก็คงจะแรงเกินไปถ้าผมจะพูด

                “ออกไปจากบ้านผมได้แล้ว ขอให้เรื่องของเราจบแค่นี้ เราเลิกกัน”

                สิ้นเสียงพูดผมก็เข้าห้องไป ส่วนนภาก็นั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่หน้าห้อง

                นภาเป็นผู้หญิงที่ผมรักมากที่สุดลองลงมาจากแม่บังเกิดเกล้าของผม เพราะเธอเข้ามาในชีวิตผมในวันที่ผมกำลังมีความทุกข์อย่างที่สุด เพราะมีเธอผมจึงมีความสุขได้อีกครั้ง เธอแสนดีกับผมทุกอย่างจนผมหลงเชื่ออย่างลงรักปักใจว่าเธอรักผมจริง ๆ

 

                โลกที่เราอยู่ทุกวันนี้ดูเหมือนเป็นสถานที่ ที่มีความสมบูรณ์ที่สุด เพราะมันหมุนเคลื่อนไหวไปอย่างงดงามด้วยตัวของมันเอง มันทำให้เรารู้ว่าชีวิตเราไม่ได้ด้อยค่าเพราะด้วยเหตุผลที่ว่า

“มันหมุนเคลื่อนไปรอบ ๆ ตัวเธอ”

แต่เพราะว่าบางครั้ง เรามองว่าโลกมันสวยงามเกินไป หากความจริงแล้วมันแฝงไว้ด้วยความโหดร้ายที่พร้อมจะพรากชีวิตเราเมื่อไหร่ก็ได้

                ผมตัดสินใจเลิกกับนภาอย่างเด็ดขาด เราไม่มีอะไรต้องข้องเกี่ยวกันอีกต่อไป เพราะผมมีอุดมการณ์เรื่องความรักอย่างแรงกล้า ถ้าคิดจะมีใหม่ก็ควรที่จะเลิก ไม่ใช้คบซ้อนกันไป มันดูเห็นแก่ตัว  ไม่ให้เกียรติและเหยียดหยามกันเกินไป

                ผมเสียใจอยู่นานพอสมควรกว่าจะลืมเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ทั้งหมด แต่แล้วเมื่อเลิกรัก ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีรักใหม่ไม่ได้ ตราบใดที่ฟ้ายังไม่สิ้นไร้แสงตะวันมนุษย์อย่างเรา ๆ ก็มีรักใหม่ได้เสมอ

 

ความรักก็เหมือนกับการรอรถเมล์ รอบนี้เต็มเดี๋ยวรอบต่อ ๆ ไปก็มา เมื่อขึ้นผิดสายก็กลับลงมาตั้งหลักขึ้นใหม่เท่านั้นเอง แต่ไม่ควรที่จะตั้งหลักนานเกินไปเพราะคานมันรอเราอยู่…

ผมไม่ถึงขั้นมองโลกในแง่ดี แต่ผมก็ไม่เคยเก็บเรื่องร้าย ๆ มาคิดให้หนักหัว มันบั่นทอดสุขภาพจิตเปล่า ๆ

ยังไม่มีการให้คะแนน
กรุณารอสักครู่...