ตอนที่แล้วเคียวที่ 31 : ศัตรูปรากฏตัว
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปเคียวที่ 33 : ดวงวิญญาณสุดท้าย

เคียวที่ 32 : ดวงวิญญาณที่สูญหาย


ภาพที่เห็นตรงหน้าผม คือเศษซากความเละเทะมากมายที่เกิดขึ้นจากการต่อสู้ภายในเวลาไม่กี่นาที

ทุกอย่างมันไวเสียจนผมตั้งตัวแทบไม่ทัน ทั้งเรื่องพี่เชนคือยมทูตตาสีฟ้า เรื่องท่านพญายมราชก็เป็นอีกคนที่กลืนกินดวงวิญญาณ เรื่องแพท รวมถึงเรื่องฟองที่พี่เชนได้ขู่ไว้ก่อนจะจากไป ตอนนี้ทุกอย่างมันตีกันมั่วไปหมดแล้ว

“พวกเราต้องรีบไปแล้ว” ท่านพญายมราชพูดขึ้น

“ผมต้องออกไปช่วยฟอง”

ทันทีที่บาเรียของท่านพญายมราชหายไป ผมก็ทำท่าจะรีบวิ่งออกไปจากห้องนี้ทันที แต่ถูกมือของท่านพญายมราชยื่นมาจับไหล่ผมไว้แน่น

“นายไปไม่ได้ คนเริ่มแห่กันมาดูแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น ถ้ามีคนเห็นนายออกมาจากห้องนี้ เรื่องมันจะยิ่งไปกันใหญ่” ท่านพญายมราชพูด แต่ ณ ตอนนี้ผมไม่สนใจอะไรอีกต่อไปแล้ว นึกถึงแต่ความปลอดภัยของฟอง

“ผมไม่สน !” ผมพูดไปอย่างร้อนรน พลางดึงมือที่เกาะไหล่ผมออก

“แต่ฉันสน มากับฉัน”

“ผมไม่ไป !” ผมหันกลับไปตะคอก เมื่อมือของท่านพญายมราชยังพยายามดึงตัวผมไว้อยู่

ตู้ม ! ร่างกายผมถูกแรงลมมหาศาลอัดตรงท้องจนกระเด็นไปกองรวมกับพี่สิงห์และพี่ศรีที่นอนอยู่ที่พื้น มันทั้งเจ็บและจุก แต่มันก็ช่วยให้สติผมเริ่มกลับมา

“เป็นบ้าไปแล้วหรือยังไง ! นายทำอะไรไม่ได้หรอก ไม่เห็นสิ่งที่มันทำเหรอ !”

ผมค่อย ๆ ยันตัวลุกขึ้นมาจากพื้น เอามือกุมท้องตัวเอง เงยหน้าขึ้นไปมองคนที่ดูเหมือนเด็กมัธยมต้นตรงหน้า ดวงตาสีแดงจ้องกลับมาที่ผม สายตาบ่งบอกถึงความเหนื่อยล้าและหมดแรง เหมือนคนที่ผ่านโลกมาแล้วมากมาย

“ผม...ผมไม่รู้ ผมไม่รู้ว่าควรจะทำอะไรต่อแล้ว” ผมพูดออกไป ใครไม่อยู่ในจุดนี้ก็คงไม่เข้าใจหรอก มันกดดัน มันอึดอัด อยากจะช่วยคนที่เรารักแต่ก็ทำอะไรไม่ได้

“ฟังนะคีย์ มีสติ ฉันรู้ว่านายเป็นห่วงผู้หญิงคนนั้น แต่ตอนนี้สิ่งสำคัญไม่ใช่เรื่องนั้น เราจะให้คนอื่นรู้ตัวตนของเราไม่ได้” ท่านพญายมราชพูดก่อนเดินเข้ามาใกล้ผม

“เราต้องกลับไปตั้งหลักก่อน”

วงแหวนสีแดงขนาดใหญ่เกิดขึ้นใต้เท้าผมหลังจากท่านพญายมราชพูดจบ รวมถึงพี่สิงห์และพี่ศรีด้วย ก่อนพวกเราจะค่อย ๆ หายไป

“นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันคะ ทำไมสิงห์กับศรีเจ็บหนักขนาดนี้”

เสียงทักจากพี่ขวัญที่อยู่แผนกประชาสัมพันธ์ดังขึ้นทันที เมื่อเห็นพวกเราเดินเข้าไปในตึกนรก เจ้าตัวรีบกระวีกระวาดรีบมาช่วยพยุงพี่ศรี ส่วนผมกำลังพยุงตัวพี่สิงห์อยู่

“ขวัญ วันนี้ไม่มีการพิพากษานะ กักตัววิญญาณทั้งหมดไว้ที่ชั้นหก เตรียมเรียกประชุมยมทูตทุกคนด่วนคืนนี้” ท่านพญายมราชพูดกับพี่ขวัญ

“ค่ะท่าน”

“คีย์นายช่วยพาสองคนนี้ไปส่งที่ห้องของพวกเขาที ขวัญเอากุญแจห้องสองคนนี้ให้คีย์ด้วย เสร็จแล้วตามฉันไปที่ห้องสมุดนะ”

คนพูดสั่งงานเสร็จก็เดินออกไป ผมวางตัวพี่สิงห์ไว้ที่โซฟา ก่อนเดินตามพี่ขวัญไปเอากุญแจห้องของพี่ทั้งสอง ในใจตอนนี้กังวลก็แต่เรื่องของฟอง ป่านนี้ไม่รู้จะเป็นยังไงบ้าง แพทไม่น่าไปร่วมมือกับพี่เชนเลย

“ไปกันคีย์” เสียงพี่ขวัญดังขึ้น ทำให้ผมหยุดคิดเรื่องฟองแล้วพยุงร่างของพี่สิงห์ให้ลุกจากโซฟา ก่อนพวกเราจะขึ้นลิฟต์ไปยังชั้นห้า ซึ่งเป็นที่พักของเจ้าหน้าที่ในนรก

“เราจะปล่อยพวกพี่สองคนไว้แบบนี้เหรอครับ” ผมถามพี่ขวัญหลังจากวางร่างของพี่สิงห์และพี่ศรีไว้บนเตียง

“เดี๋ยวก็คงจะหายเองนั่นแหละ อย่าลืมสิ สองคนนี้เป็นยมทูตนะ แต่คงต้องใช้เวลาหน่อยแหละ” พี่ขวัญตอบ

หลังจากส่งพี่สิงห์และพี่ศรีที่ห้องพักของพวกเขาเสร็จ ผมก็ลงลิฟต์ไปยังชั้นของห้องสมุดในตึกนรก ตามที่ท่านพญายมราชได้บอกเอาไว้ พอเดินเข้าไปภายในห้องสมุด ก็เห็นท่านพญายมราชนั่งรออยู่แล้ว ผมเลยเดินเข้าไปใกล้ก่อนเลื่อนเก้าอี้มานั่งฝั่งตรงกันข้าม

“ฉันรู้ว่านายมีคำถามมากมายอยู่ในใจ ถามมาสิ” ท่านพญายมราชพูดขึ้นทันทีที่ผมนั่งลงบนเก้าอี้

คำถามงั้นเหรอ ผมมีเยอะเลยแหละ ...

“พี่เชนบอกว่าท่านเองก็กลืนกินดวงวิญญาณ เรื่องนี้มันยังไงครับ” ผมถามคำถามแรกออกไป เพราะข้อมูลที่ผมเคยได้จากท่านพญายมราชก่อนหน้านี้บอกว่า การกลืนกินดวงวิญญาณเป็นการทำผิดกฎและหลังจากหมดอายุขัยต้องได้รับโทษ ในขณะเดียวกันเจ้าตัวกลับกลืนกินดวงวิญญาณเอง มันยังไงกันแน่

“เป็นเรื่องจริง” เจ้าตัวตอบ

“ฉันตายตอนอายุ 14 อย่างที่นายเห็น ร่างกายฉันเลยเป็นแบบนี้ เมื่อสองร้อยปีก่อน ฉันก็เคยทำหน้าที่เหมือนกับนาย เป็นยมทูต เป็นทางผ่านของดวงวิญญาณมาสู่ที่นี่ แต่บางครั้ง ที่ฉันเจอดวงวิญญาณที่แข็งแกร่งกว่า ฉันไม่สามารถสู้ได้ เนื่องจากสภาพทางกายภาพของร่างกายมันส่งผลด้วย แล้วเมื่อก่อน จำนวนยมทูตน้อยกว่าตอนนี้มากในแต่ละพื้นที่ ทำให้การร่วมมือกันมีความลำบาก พญายมราชคนก่อนเลยแนะนำวิธีให้ฉัน เขารักฉันเหมือนลูก คอยดูแล ...สอนงานฉัน”

ผมมองไปที่คนพูดที่กำลังยิ้มอยู่ ดูท่าทางจะมีความสุขเมื่อได้พูดถึงเรื่องพญายมราชคนก่อน

“ดวงวิญญาณที่มีความอาฆาตแค้นจ้องแต่จะทำร้ายมนุษย์ แม้ว่าจะเกลี้ยกล่อมยังไงก็ไม่ยอมมายมโลก อย่างที่นายรู้มาจากคู่มือคือต้องทำลาย แต่อีกวิธีหนึ่งคือการกลืนกิน หรือกักขังดวงวิญญาณเหล่านั้นไว้ในตัวของยมทูตเอง วิธีนี้จะทำให้ยมทูตมีอายุขัยและพลังเพิ่มขึ้น ไม่ค่อยมีใครรู้วิธีที่สองหรอก เพราะถ้ามียมทูตเอาไปใช้ในทางที่ผิด มันก็เป็นเหมือนที่นายเห็นนั่นแหละ เพื่อเป็นการตัดปัญหาทั้งหมดฉันเลยบอกทุกคนว่ามันผิดกฎของยมทูต” ท่านพญายมราชพูดจบก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะเริ่มพูดต่อ

“สำหรับชรินทร์หรือพี่เชนของนาย เขาไม่ได้แค่กลืนกินแค่เฉพาะดวงวิญญาณที่ไม่สงบอย่างเดียว เขายังกลืนกินดวงวิญญาณที่หมดห่วงและพร้อมจะมายังนรกด้วย สีตาของเขาเลยแตกต่างจากฉันที่เป็นสีแดงไง”

ในที่สุดผมก็เข้าใจเรื่องนี้สักที แต่ที่ยังสงสัยคือพี่เชนมีแรงจูงใจอะไรนักหนาในการอยากมีพลังและอำนาจในนรกแห่งนี้ถึงขนาดทำเรื่องเลวร้ายได้มากมายขนาดนั้น

“ผมไม่เข้าใจความคิดพี่เชนเลย ทำไมเขาถึงต้องทำแบบนี้ล่ะครับ” ผมถามต่อ

“ตอนเชนเป็นยมทูตใหม่ ๆ เขาเป็นคนที่มีความขยันและหลงใหลในการเป็นยมทูตมาก ว่างเมื่อไรก็ลงมานรกขลุกตัวอยู่ในห้องสมุด ฝึกฝนตัวเอง ฉันยังเคยคิดเลยว่าเมื่อหมดอายุขัยของฉัน ฉันจะให้เชนทำหน้าที่พญายมราชคนต่อไป และเพราะเหตุผลนั้น ฉันเลยบอกวิธีเพิ่มพลังยมทูตให้กับเชน ทุกอย่างน่าจะไปได้ดี แต่เรื่องมันก็เกิดขึ้นเมื่อเชนมีคนรักเป็นมนุษย์ ทั้งคู่คบกันอยู่หลายปี จนถึงขึ้นจะแต่งงานเมื่อสามสิบปีก่อน...” ท่านพญายมราชนิ่งไปสักพักก่อนเริ่มเล่าต่อ เหมือนกับเรื่องที่จะเกิดต่อไปเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้พี่เชนกลายมาเป็นแบบนี้

“เจ้าสาวของเชนตายในวันแต่งงานของเขา เขาไม่ยอมปล่อยดวงวิญญาณของเจ้าสาวตัวเองมานรก ไล่ยมทูตทุกคนที่เข้าไปหา จนในที่สุด เป็นฉันเองที่ต้องขึ้นไปตามเอาดวงวิญญาณนั้นมา หลังจากนั้นเขาก็เปลี่ยนไป เชนโทษทุกสิ่งทุกอย่างที่มันเกิดขึ้นมา เกลียดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ในนรก ลักลอบกลืนกินดวงวิญญาณบริสุทธิ์อยู่หลายครั้ง แล้วในที่สุด เขาก็หนีไป”

เรื่องมันเป็นแบบนี้นี่เอง ความรัก ... เปลี่ยนแปลงคนคนหนึ่งได้มากถึงขนาดนี้ อีกประเด็นหนึ่งที่ผมฉุกคิดขึ้นมาได้ คือตอนที่พี่เชนบอกว่าเหลือวิญญาณอีกแค่ดวงเดียวเขาก็มีพลังเท่ากับท่านพญายมราช

“ที่เขาบอกว่าเหลือดวงวิญญาณอีกดวงเดียว เขาก็มีพลังเท่าท่าน มันหมายความว่ายังไงครับ” ผมพูดออกไป

“พญายมราชคือยมทูตที่กลืนกินดวงวิญญาณครบ 999 ดวง โดยที่ดวงวิญญาณเหล่านั้นคือดวงวิญญาณที่มีความอาฆาตแค้นและไม่สงบ หลังจากพญายมราชคนปัจจุบันหมดอายุขัย คนคนนั้นจะขึ้นมาทำหน้าที่แทนคนปัจจุบัน”

“แต่สำหรับพี่เชน มันไม่ใช่นี่ครับ”

“อื้ม ก็อย่างที่นายเห็น เขาใช้เวลาแค่ 30 ปีเอง สำหรับดวงวิญญาณ 999 ดวง เพราะเขากลืนกินดวงวิญญาณบริสุทธิ์ไปด้วย แต่ยังไง มันก็เพิ่มพลังให้เขาอยู่ดี”

“แล้วพวกเราจะกำจัดเขายังไงครับ” ผมถามออกไป คำถามนี้น่าจะเป็นคำถามที่สำคัญที่สุดแล้วมั้งในตอนนี้ ประเด็นคือจะล้มคนที่มีพลังเท่าท่านพญายมราชได้ยังไง

“ยอมรับตามตรง คือฉันไม่สามารถสู้เขาได้หรอก เนื่องจากสภาพร่างกาย ต่อให้มีพลังเท่ากันก็เถอะ ยังไงก็เสียเปรียบ” ท่านพญายมราชถอนหายใจมาอีกเฮือกใหญ่

“อีกไม่นาน เขากับสาวกต้องลงมาที่นี่ เพื่อยึดนรกแน่”

“แล้วเราจะเอายังไงกันต่อครับ” ผมถามต่อ

“ฉันก็ไม่รู้ คืนนี้เราจะประชุมกัน เตรียมตั้งรับ”

ผมกับท่านพญายมราชไม่ได้พูดอะไรกันต่อ ต่างคนต่างนั่งจมอยู่ในความคิดของตนเอง ผมว่าท่านพญายมราชก็คงเครียดมาก ๆ เหมือนกันนั่นแหละ อาจจะยิ่งกว่าผมด้วยซ้ำเพราะตำแหน่งที่ตัวเองเป็นอยู่ในตอนนี้ แต่ในเมื่อเรื่องมันมาถึงขนาดนี้แล้ว ก็คงต้องรอยมทูตคนอื่นช่วยกันแก้ปัญหานั่นแหละ หลายหัวย่อมดีกว่าหัวเดียวอยู่แล้ว

“ผมเป็นห่วงฟอง” ผมพูดออกไป หลังจากพวกเรานิ่งกันไปสักพัก

“ฉันเชื่อว่าคนของนายยังปลอดภัย ที่พวกมันจับตัวไปต้องมีเหตุผลอะไรบางอย่างแน่ ๆ” ท่านพญายมราชละสายตาจากที่ชั้นหนังสือด้านหลังหันมาพูดกับผม

“นายรู้ดีใช่ไหมคีย์ ว่าในอนาคต ระหว่างนายกับผู้หญิงคนนั้นจะเป็นยังไงถ้าพวกเราผ่านเรื่องนี้ไปได้ ในขณะที่เขาแก่และตายไป นายจะยังคงอยู่ในสภาพแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนหมดอายุขัย”

“ผมรู้” ผมตอบออกไป ทำไมผมจะไม่รู้ล่ะ ก็ในเมื่อผมเลือกที่จะเดินบนเส้นทางนี้แล้ว ผมก็จะต้องยอมรับมันให้ได้

“รู้แล้วทำไมถึงยังยอมมีความรักกับมนุษย์ ที่เชนกลายเป็นแบบนี้ก็เพราะรักกับมนุษย์นี่แหละ ความเจ็บปวด ความเสียใจ นายไม่เห็นมันรออยู่ข้างหน้าเหรอ”

“สำหรับคนอื่นผมไม่รู้หรอกนะ แต่สำหรับผม ถ้าสิ่งเหล่านั้นมันเกิดขึ้นมา ผมก็จะยอมรับ และเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันเพราะมันเป็นสิ่งที่ผมเลือกแล้ว” ผมพูด ผมว่ามันไม่ผิดหรอกนะ ที่จะรักใครสักคน มันอยู่ที่ว่าเราจะยอมรับผลลัพธ์ที่ตามมาได้หรือเปล่า ... ก็เท่านั้น

แต่สำหรับพี่เชน ... เขายอมรับผลลัพธ์ที่มันเกิดขึ้นไม่ได้

ท่านพญายมราชบอกให้ผมขึ้นมาพักผ่อนบนโลกก่อน เลิกคิดเรื่องฟอง แล้วค่อยกลับมาประชุมกันในตอนกลางคืน ร่างของผมถูกท่านพญายมราชส่งกลับมาที่ระเบียงของหอพักตัวเอง ทันทีที่เท้าผมเหยียบลงบนพื้น เสียงข้อความเข้าก็ดังรัว ๆ จนผมต้องหยิบมือถือออกจากกระเป๋ากางเกงมาเปิดดู

ยี่สิบสายไม่ได้รับจากชาบู

ยี่สิบสองสายไม่ได้รับจากอิฐ

ยี่สิบเอ็ดสายไม่ได้รับจากใยไหม

และ ... ห้าสิบสายไม่ได้รับจากพี่เต้

ผมว่าตอนนี้ข่าวเรื่องของห้องชมรมขนหัวลุกระเบิดคงดังไปทั่วมหาวิทยาลัยแล้วล่ะ ส่วนเพื่อน ๆ คงจะรู้ข่าวแล้ว เลยรีบโทรจิกหาผม

นี่คงเป็นอีกหนึ่งเหตุผล ที่ผมยังคงมีแรงสู้กับปัญหาต่อล่ะมั้ง ผมยังรู้ว่ามีเพื่อน ๆ คอยตาม คอยเป็นห่วง อย่างน้อยก็มีพวกมันที่คอยอยู่ข้าง ๆ

แต่ห้าสิบสายสุดท้ายที่โทรมา ... ผมว่าห่วงน้องสาวมากกว่า แล้วผมจะตอบพี่เต้ยังไงดีล่ะเนี่ย คิดแล้วก็ปวดหัว

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด