ตอนที่แล้วเล่ม 1 ตอนที่ 2: ตราประทับสายฟ้า (2)
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปเล่ม 1 ตอนที่ 4: เล่ยหลวนลี่ กงล้อสายฟ้า (2)

เล่ม 1 ตอนที่ 3: เล่ยหลวนลี่ กงล้อสายฟ้า (1)


Facebook Fanpage กดเลย

••••••••••••••••••••

นิยายอื่นที่ทางค่ายแปล

สารบัญ ARK [จบแล้ว]

สารบัญ จอมเวทอหังการ

สารบัญ ราชันเทพเก้าสุริยัน

••••••••••••••••••••

เล่ม 1 ตอนที่ 3: เล่ยหลวนลี่ กงล้อสายฟ้า (1)

 

ชายชราระเบิดเสียงหัวเราะอย่างมีความสุข “เยี่ยม! ยอดเยี่ยม!”

ใบหน้าเฟิงแสดงความขุ่นเคืองใจพร้อมกล่าว “เยี่ยมงั้นหรือขอรับ? ข้าขยับตัวไม่ได้เลยแม้แต่กระดิกนิ้ว แต่ปู่กลับบอกว่ามันยอดเยี่ยม... นี่ปู่ยังเป็นปู่ของข้าหรือไม่!” เฟิงไม่รู้ตัวเลยว่าเขาเพิ่งได้รับการยอมรับจากอสนีบาตอย่างแท้จริง แล้วเขาจะรู้ได้อย่างไรกันล่ะ? ตราประทับสายฟ้ามีพลังที่ไม่สามารถจะคาดเดาได้ ขณะนี้มันอยู่ในร่างกายของเด็กหนุ่ม! แม้เฟิงสามารถเปิดใช้พลังได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ถึงอย่างไรเขาก็อยู่เหนือผู้คนอื่น ๆ มากโข สิ่งนี้สร้างความได้เปรียบอย่างมากในการต่อสู้ แม้เขาจะไม่รู้ตัวเลยทว่าชายชรากลับรู้ดีทุกอย่าง

ร่องรอยแห่งความสุขปรากฏขึ้นบนใบหน้าชายชราราวดอกไม้บานสะพรั่ง ในที่สุดเขาสามารถวางก้อนหินใหญ่แสนหนักอึ้งลงจากบ่าได้เสียที ความรู้สึกโล่งอกนี้ทำให้รู้สึกราวกับอายุลดลงไปหลายสิบปีเลยทีเดียว

เด็กหญิงวิ่งปรี่หาพี่ชายอย่างพยายามที่จะช่วยเหลือเขา ทว่าเธอต้องหยุดมือทันทีเมื่อชายชราดุ “อย่าแตะต้องพี่ชายของเจ้า!”

“ตะ-แต่พี่เฟิงของข้านอนอยู่บนพื้น...”

แม้เฟิงจะถูกสายฟ้าเล่นงานราวกับตายไปแล้วครึ่งร่าง สายตาพลันเห็นความกังวลใจบนใบหน้าของเด็กหญิง หัวใจเขาบีบรัดอย่างเจ็บปวดพร้อมกำหมัดแน่น “เหยาเหยาไม่ต้องกลัวนะ ตอนนี้พี่สบายดี... เมื่อครู่พี่ชายของเจ้าระบำสายฟ้าได้ยอดเยี่ยมเลยใช่ไหม?”

เด็กหญิงถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อเห็นท่าทีของเขา หลังจากนั้นพลันส่งเสียงหัวเราะคิกคักชอบใจขึ้นมาเมื่อนึกถึงภาพพี่ชายเต้นระบำก่อนหน้า มันตลกเกินไป เธอไม่เคยเห็นเขาทำอะไรเยี่ยงนี้มาก่อน

เห็นเหยาเหยายิ้มได้ หัวใจเขาก็คลายกังวลพร้อมถามออกไป “ปู่ขอรับ เมื่อไหร่ข้าจะขยับตัวได้กันล่ะ? ต้องทำอะไรอีกหรือไม่?”

“ตอนนี้เจ้าเพียงแค่นอนอยู่เฉย ๆ ก็เพียงพอ ห้ามใครแตะต้องร่างกายของเฟิงเด็ดขาด หากใครทำเช่นนั้นข้าจะโบยให้หลังลาย! ร่างกายของเจ้ากำลังทำความคุ้นเคยกับตราประทับสายฟ้าอยู่ อืม… คงใช้เวลาสักหนึ่งหรือสามวัน มันขึ้นอยู่กับร่างกายของเจ้าด้วยน่ะนะ ทว่าร่างกายของเจ้าทำให้ข้ารู้สึกประหลาดใจระคนตื่นเต้นยิ่งนัก ถ้าสามารถทำมันอีกรอบได้ ฮี่ฮี่ ข้าว่ามันจะต้องยอดเยี่ยมที่สุดเลยล่ะ!”

เฟิงเผยรอยยิ้มขมขื่น “ศักยภาพงั้นหรือ... เฮ้อ!”

เด็กหญิงวิ่งเข้าไปในถ้ำพร้อมกลับมาอย่างรวดเร็ว “ปู่! เราใช้สิ่งนี้เป็นผ้าห่มให้กับพี่เฟิงได้ไหม?”

เฟิงรู้สึกอบอุ่นใจกับการกระทำของเด็กหญิงตรงหน้า ในโลกก่อนหน้านี้เขาเป็นเด็กเหลือขออายุหกขวบที่ไม่เคยรู้อะไรเลย ไม่มีการดูแลจากใครสักคนและไม่คิดจะดูแลใครด้วยเช่นกัน สิ่งที่เด็กหญิงทำให้เขาในโลกนี้ช่างแตกต่าง เขาตื่นเช้ามาเพื่อดูแลเธอเป็นเวลาเนิ่นนาน จวบถึงวันนี้เธอมีความรู้สึกห่วงใยและเริ่มดูแลเขา…

ชายชราหยิบผ้าห่มคลุมร่างกายของเฟิงอย่างแผ่วเบา “เจ้าไม่ต้องกังวลสิ่งใดเลย หลังจากตราประทับทำงานเสร็จสิ้นแล้ว เราจะเริ่มฝึกกันได้ ก่อนหน้านี้เจ้าฝึกฝนร่างกายอย่างหนักในทุกวัน ตอนนี้เจ้าได้ก้าวเข้าสู่อาณาจักรใหม่แล้วล่ะ”

เฟิงรีบร้องอย่างตื่นเต้น “ถ้าข้าใช้เล่ยหลวนลี่ได้อย่างเชี่ยวชาญแล้ว หมายความว่าจะสามารถออกจากหน้าผาแห่งนี้ไปพบเจอกับโลกภายนอกได้ใช่หรือไม่?”

“ฮ่าฮ่า ย่อมเป็นเช่นนั้น! หากเจ้าไม่ต้องการจะแก่ชราและแห้งเหี่ยวตายในสถานที่แห่งนี้เช่นเดียวกับข้า ย่อมได้แน่นอน!” เมื่อได้ยินเช่นนี้ เฟิงเข้าใจทันทีว่าชายชราคนนี้ไม่ใช่คนที่ใครจะสามารถดูแคลนได้ เขาคือชายที่เต็มไปด้วยเรื่องราวมากมาย

หลังจากผ่านสถานการณ์ยุ่งเหยิง เด็กหญิงเริ่มอ่อนล้า ร่างเล็กแอบอิ่งกับปู่อย่างเหนื่อยอ่อน เฟิงเห็นภาพนั้นอดยิ้มไม่ได้พร้อมกล่าว “ปู่พาเหยาเหยาไปนอนเถิด เราจะได้พูดคุยกันต่อ” เด็กหนุ่มจำเป็นต้องกล่าวเช่นนี้เพราะเขาไม่สามารถขยับตัวได้

ชายชราพยักหน้ารับพร้อมอุ้มเหยาเหยาเข้าไปในถ้ำ หลังจากนั้นเขากลับมานั่งข้างเฟิงพร้อมถามออกมา “เจ้ามีสิ่งใดจะถามงั้นหรือ?”

“ปู่ครอบครองพลังที่แข็งแกร่งอย่างหลุนริด้วยหรือไม่?”

ลมหายใจยาวถูกพ่นออกมาอย่างเชื่องช้า “ข้ามิเคยได้ครอบครองหลวนลี่หรอก เพียงแค่เคยมีพลังประทับเท่านั้น... อย่างไรตอนนี้ข้าเป็นเพียงชายชราทั่วไป”

“พลังประทับงั้นหรือ? มันคืออะไรขอรับ?”

“เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้ อืม สมมุติว่าอย่างนี้แล้วกันว่ามันเป็นสิ่งไกลตัวและอยู่ในสถานที่ที่ห่างไกลอย่างมากจนเจ้าไม่มีความจำเป็นใดต้องรู้เกี่ยวกับมัน”

“แล้วพลังของปู่หายไปไหนแล้วงั้นหรือ?”

ความขมขื่นปรากฏในแววตาชายชรา “ทำไมหายไปน่ะเหรอ... ข้าทำลายมันเอง ฮ่าฮ่า จากนั้นข้าก็อาศัยหลบซ่อนตัวที่นี่ พยายามสร้างลูกหลานให้แข็งแกร่งเพื่อข้าจะได้หมดหวัง ส่วนเรื่องศัตรูของข้าน่ะ...หากวันหนึ่งเจ้าสามารถไปถึงจุดนั้นได้ เอ่อ แต่คงจะเป็นไปไม่ได้หรอก ข้าหมดหวังเรื่องแก้แค้นแล้วล่ะ ไม่ได้คาดหวังอีกแล้ว...”

เฟิงนิ่งไปชั่วขณะพร้อมถามต่อ “พลังเล่ยหลวนลี่... จริง ๆ แล้วมันคืออะไรหรือ?”

ชายชราอึ้งเมื่อได้ยิน เคล็ดกงล้อสายฟ้าเป็นสิ่งที่บุคคลนั้น ๆ จะต้องฝึกฝนเพื่อให้ได้มา แต่สำหรับเขาแล้ว มันไม่เคยจำเป็นเลยแม้แต่น้อย หลังจากไตร่ตรองครู่หนึ่งเขาตอบกลับด้วยความสัตย์จริง “อะไรคือเล่ยหลวนลี่น่ะหรือ... ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน แต่... ที่ข้ารู้คือหลังจากฝึกฝนจนผ่านระดับที่หนึ่งไปได้ เจ้าจะค่อย ๆ เข้าใจความหมายของมันเอง”

เฟิงหัวเราะออกมาอย่างขื่นขม แล้วระดับแรกของเล่ยหลวนลี่คืออะไร เมื่อไหร่งั้นเหรอ? “กงล้อระดับที่หนึ่งคือหมุนได้หนึ่งรอบ? จากนั้นก็ระดับที่สอง หมุนได้สองรอบ? จนไปถึงระดับที่สิบ หมุนไปสิบรอบ อย่างงั้นเหรอปู่?”

“เจ้าเข้าใจมันจริง ๆ หรือเปล่า? ระดับที่หนึ่งเป็นเพียงการใช้งานพื้นฐานของกงล้อสายฟ้าเท่านั้นเอง หลังจากนั้นเจ้าจะควบคุมมันได้มากขึ้นตามลำดับ ระดับของมันสูงมากตั้งแต่ระดับร้อยถึงพันหรือหมื่น... ฮ่าฮ่า ถ้าถึงวันนั้นเจ้าจะอยู่ในระดับว่านหลวน ขั้นต่อจากนั้นคือระดับตันหลวน”

ใบหน้าเด็กหนุ่มตื่นตระหนก จนถึงระดับหนึ่งหมื่นงั้นหรือ? แล้วระดับที่หนึ่งจะสำเร็จเมื่อไหร่กัน? อะไรคือการไปให้ถึงระดับพัน? วิญญาณของเฟิงแทบจะหลุดลอยออกจากร่างกายในบันดล...

“จนถึงระดับตันหลวนงั้นหรือ...”

ชายชราพยักหน้า “ถ้าเจ้าไปถึงระดับนั้นได้ การเดินออกไปจากหน้าผานี้ง่ายดายยิ่งกว่าปลอกกล้วย… เจ้าจะได้สำรวจโลกภายนอก!”

“ระ-เรื่องนั้น… ต้องใช้เวลาเท่าไหร่หรือขอรับปู่? ตอนนี้ข้าเพียงแค่เริ่มฝึกขั้นพื้นฐานของเล่ยหลวนลี่เท่านั้น นี่เพียงอยู่ในการฝึกของระดับหนึ่ง… จะต้องใช้เวลาสักเท่าไหร่งั้นหรือ?” เฟิงพูดเปรย ๆ อย่างหดหู่และไม่มั่นใจ

“มิใช่เรื่องยากเย็นอะไร โดยเฉพาะกับผู้ที่ขยันหมั่นเพียร เพียงแค่ฝึกฝนอย่างถูกต้อง เจ้าจะสามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว ข้าคิดว่าการที่เจ้าจะไปถึงระดับที่ร้อยไม่ใช่เรื่องยากเลย วันนั้นเจ้าจะได้รู้จักความยิ่งใหญ่ของกงล้อสายฟ้าและสามารถเข้าสู่ระดับไป่หลวนเมื่อผ่านพ้นระดับที่ร้อยน่ะ”

เฟิงทำอะไรไม่ได้นอกจากจำเป็นต้องฝึกฝนมันเท่านั้น เขาเอ่ยปากอย่างหมดหนทาง “ขอรับ หลังจากที่ข้าเคลื่อนไหวได้ ข้าจะเริ่มฝึกทันที”

“พักผ่อนเถิด ข้าเหนื่อยแล้วจะขอตัวกลับถ้ำก่อน” ชายชรากล่าวพร้อมกับลุกออกไป

ร่างกายของเด็กหนุ่มเหยียดอยู่บนพื้นไม้ ผ้าห่มหนาปกคลุมร่างน้อยไว้แนบแน่น ความเหนื่อยล้าถาโถมเขาด้วยเช่นกัน เพียงไม่นานดวงตาพลันมืดมิด

เด็กหนุ่มนอนหลับไปนานกว่าสองวัน ท้ายที่สุดเขาตื่นขึ้นมาพลันเปลือกตาเปิดออกก็ได้พบกับร่างเล็ก ดวงตากลมโตบริสุทธิ์จับจ้องเขาอย่างเฝ้ารอ เฟิงหัวเราะเบา ๆ พร้อมกล่าว “เหยาเหยา ทำไมเจ้าถึงอยู่ที่นี่?”

เด็กหญิงกระโดดเข้ามากอดเฟิงพร้อมร้องไห้ออกมาเสียงดัง “พี่เฟิง… พี่เฟิงหลับไปนานถึงสองวัน… ข้ากลัว...”

เฟิงลูบหลังเด็กหญิงเบา ๆ พร้อมปลอบประโลม “ไม่ต้องกลัวนะ นี่ เห็นไหม ตอนนี้ข้าตื่นแล้วใช่ไหม? ฮ่าฮ่า”

เด็กหญิงไม่ตอบอะไรนอกจากกอดเขาไว้แน่น

“เฟิง… เจ้าตื่นแล้วงั้นหรือ ลุกขึ้นมากินอาหารเถิด ฉันปรุงสตูว์เนื้อไว้น่ะ จะได้เริ่มฝึกกันเลย ส่วนเหยาเหยาอย่าได้กวนพี่ชายเจ้านักเลย”

เหยาเหยาพยักหน้ารับ “พี่เฟิงลุกขึ้นมาเถิด ฉันจะไปตระเตรียมอาหารและน้ำให้” เธอก้าวเท้าออกไป การเดินกึ่งกระโดดแสดงให้เห็นว่าเธออารมณ์ดีมากเพียงใดที่เฟิงตื่นขึ้นมาแล้ว

เฟิงลุกนั่ง ความรู้สึกนั้นสดชื่นเกินกว่าบรรยาย ตราประทับสายฟ้าก่อนหน้านี้หายไปจนหมดสิ้นแล้ว พลังไร้ขีดจำกัดไหลเวียนอยู่ในร่างกายอย่างรู้สึกได้ ความตื่นเต้นกำลังเขย่าหัวใจของเขาอย่างรุนแรงโดยที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เด็กหนุ่มยืนขึ้นพร้อมเหยียดร่างกายคลายขี้เกียจ ข้อทุกข้อเปล่งเสียงแตกหักอย่างสนุกสนาน เฟิงอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจยาว ก่อนหน้านี้เขาฝึกฝนทุกวันอย่างหนักหน่วงแต่มันก็ไม่เคยทำให้เขารู้สึกถึงพลังมากมายเช่นนี้มาก่อน

ณ ลานบ้าน เขาเห็นชายชรายืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ผู้กำลังส่งยิ้มอบอุ่นให้เขาพร้อมเรียกอย่างใจเย็น “มานี่สิเฟิง มากินข้าวเถิด”

โต๊ะหินอ่อนขนาดกลางใต้ต้นไม้มีหม้อวางอยู่ เด็กหญิงกำลังตักอาหารใส่ถ้วยพร้อมวางแพนเค้กมันสำปะหลัง มันคืออาหารพื้นบ้านของหน้าผาแห่งนี้ รสชาติของมันมิได้เลวร้ายมากนัก เฟิงกลับรู้สึกว่ามันยอดเยี่ยมยิ่งกว่าในโลกใบเก่าของเขาด้วยซ้ำ

เมื่อนั่งลงบนโต๊ะอาหาร เฟิงไม่สามารถหยุดยั้งปากของตนเองได้อีกต่อไป เขาเริ่มเคี้ยวอาหารและรู้สึกว่าความหิวนั้นมากมายเหลือเกิน ไม่มีสิ่งใดตกถึงท้องเป็นเวลากว่าสองวัน ขณะนี้ปากของเขาไม่สามารถหยุดได้ ทั้งน้ำและอาหารเป็นสิ่งที่สุดแสนจะโหยหา

เสียงหนึ่งดังมาจากนอกลาน “เหยาเหยา... เหยาเหยา...”

เหยาเหยาวิ่งไปที่ประตูพร้อมกับเห็นเด็กหญิงอายุสิบปีคนหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มถามออกไป “พี่เซียงเซียง มาได้อย่างไรงั้นหรือ?”

เซียงเซียงเป็นเพื่อนบ้านเพียงคนเดียวในปราสาทผาพยัคฆ์แห่งนี้ เหยาเหยามองกลับไปที่ปู่และพี่ชายของตน ทั้งสองส่งสัญญาณให้เธอไปได้ รอยยิ้มสดใสเปล่งประกายออกมาอีกครั้ง “ปู่ พี่เฟิง ข้าจะไปเล่นกับพี่เซียงเซียงนะ...” จากนั้นเสียงหัวเราะของเด็กหญิงทั้งสองดังขึ้นตลอดทางจนจางหายไป

ทั้งสองเดินจับมือกันออกไป

เฟิงถอนหายใจ “เด็กหญิงที่นี่ไม่เล่นกับเหยาเหยาเลย ทำไมกันนะ...”

ชายชราไม่ได้ตอบกลับสิ่งใด

พลันเฟิงกลับนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขาโพล่งออกไปทันที “ปู่ เหยาเหยาสามารถฝึกหลวนลี่ได้ไหม?”

ชายชราพยักหน้า “ข้าทดสอบเธอแล้ว แน่นอนว่าเธอสามารถฝึกมันได้ ทว่าตอนนี้เธอยังเด็กเกินกว่าจะเริ่มต้น ช่วงเวลาที่เหมาะสมคืออายุสิบหก ก่อนหน้านั้นเธอจะต้องฝึกฝนร่างกายให้พร้อมไว้ด้วยเช่นกัน”

“แล้วเธอจำเป็นจะต้องใช้ตราประทับสายฟ้าหรือไม่?”

ชายชราได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าเขาเผยรอยยิ้มอย่างไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี “เจ้าคิดว่าการได้รับการยอมรับจากตราประทับสายฟ้านั้นง่ายมากงั้นหรือ? อีกอย่างหนึ่งคือทักษะของเหยาเหยาต่างจากเจ้า สิ่งที่เจ้ากำลังฝึกคือเล่ยหลวนลี่ กงล้อสายฟ้า! ส่วนเธอนั้นต้องฝึกฝนลู่หลวน มิใช่สายฟ้า!”

“ลู่หลวน? คืออะไรงั้นหรือ?”

“มันคือกงล้อขจี เป็นสิ่งที่หาได้ยากเย็นยิ่งและแตกต่างจากเจ้าโดยสิ้นเชิง”

“ปู่ แล้วกงล้อนั้นแบ่งออกเป็นกี่ชนิด?”

“มากมายอย่างนับไม่ถ้วนเลยล่ะ อย่างเช่น กงล้ออัคคี วารี สีเงิน ทองคำ วาโย แสงสว่างและความมืด ส่วนกงล้อชนิดหายากนั้นมีกงล้อน้ำแข็ง ขจี สายฟ้า จันทราและสำหรับเจ้าก็คือเล่ยหลวนลี่เป็นสายฟ้าที่พิเศษกว่าใคร!”

“โอ้ มากมายหลายอย่างเหลือเกิน บ้าจริง ข้าคิดว่าทุกคนจะครอบครองเล่ยหลวนลี่ไปซะหมด!”

••••••••••••••••••••

Facebook Fanpage กดเลย

••••••••••••••••••••

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด