ตอนที่แล้วเคียวที่ 13 : ตัวตายตัวแทน
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปเคียวที่ 15 : วันปล่อยผี

เคียวที่ 14 : การฝึกของยมทูต


หลังจากผ่านพ้นเหตุการณ์เมื่อวานไป …

วันถัดมา ผมต้องส่งวิญญาณไปนรกเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว เนื่องจากถ้าวันไหนผมไม่ได้ส่งวิญญาณ วันถัดมาจำนวนวิญญาณที่รออยู่จะมาเพิ่มขึ้นจากวันที่แล้ว มันก็เหมือนกับว่าเป็นการดองงานไว้ทำทีเดียวอะไรทำนองนั้นเลยครับ

ไอ้อิฐตอนนี้อาการดีขึ้นมากแล้ว หมอให้อยู่ดูอาการอีกหนึ่งถึงสองวันก็กลับจากโรงพยาบาลได้ จะมีก็แต่ที่แขนข้างขวาของมันที่ต้องเข้าเฝือกเพราะตอนรถชน แขนมันดันอยู่ผิดท่าโดนอะไรกระแทกสักอย่างจนหักไป ผมกับไอ้ชาบูจึงผลัดเวรกันไปนอนเฝ้ามันที่โรงพยาบาล เนื่องจากมันไม่อยากบอกครอบครัวตัวเองให้ต้องเป็นห่วง เพราะไม่ได้เป็นอะไรมาก พวกเราก็เลยทำตามนั้น

“เอ้า คิทแคทของโปรดมึง” ผมพูด

แกล้งโยนคิทแคทจากในถุงไปให้คนป่วยขณะที่มาถึง พร้อมหอบขนมถุงใหญ่จากร้านสะดวกซื้อมาเผื่อเพื่อน ๆ ที่มาเยี่ยมไอ้อิฐ ตอนนี้มีใยไหม กับชาบูที่นั่งอยู่ในห้องตรงโซฟา ผมมาถึงโรงพยาบาลในตอนบ่ายเนื่องจากเมื่อคืนรู้สึกเพลียมากหลังจากส่งวิญญาณไปสองเท่าจากปกติ เลยเผลอหลับไปจนเกือบเที่ยงวัน วันนี้เป็นวันเสาร์พอดี พวกรวมเลยมารวมตัวกันที่โรงพยาบาลเพื่อไม่ให้คนป่วยต้องนอนเหงาอยู่คนเดียว

“กูจะกินไงเนี่ยไอ้คีย์ ไอ้ชามึงป้อนกูหน่อยดิ๊” ไอ้อิฐพูด หันไปหาไอ้ชาที่นั่งกดเกมมือถือเล่นอยู่บนโซฟา

“ไม่ต้องกินหรอก คนป่วยอย่างมึงอะ”

พูดจบ เจ้าตัวก็เดินมาหยิบคิทแคทที่วางอยู่บนอกไอ้อิฐไปแกะกินเองหน้าตาเฉย ทำเอาคนป่วยยกแขนข้างที่ไม่ได้เข้าเฝือกชูนิ้วกลางส่งให้

ผมขำที่พวกมันเล่นกันเป็นเด็กทั้งที่โตขนาดนี้แล้ว แต่ก็เถอะ ... มีเพื่อนแบบนี้มันก็สบายใจดีนะ

“แล้วครีมไม่มาเหรอไหม” ผมหันไปถามไหม เมื่อไม่เห็นเพื่อนใหม่อีกคนที่กลายเป็นคนในกลุ่มเราไปแล้ว

“เห็นครีมบอกว่ากลับไปทำธุระที่บ้านสองวันอ่ะ แต่ฝากของมาเยี่ยมแล้ว นั่นไง” ใยไหมพูด พร้อมกับชี้ไปทางโต๊ะด้านหน้าโซฟาที่มีเปลือกส้มวางอยู่ ดูท่าของเยี่ยมจะหมดไปเสียแล้ว

“ไอ้คีย์ ไอ้ชามันแย่งกูกินหมดเลย มึงต้องจัดการมันนะ”

ไอ้อิฐฟ้องขึ้นมาทันที ผมส่ายหัวกึ่งขำกึ่งระอา สงสารคนป่วย เลยหยิบคิทแคทจากถุงมาหนึ่งแท่งแกะออกแล้วยัดปากคนป่วยไป

“พวกเรานี่เข้าโรงพยาบาลกันบ่อยมากเลยนะช่วงนี้เนี่ย เดือนที่แล้วก็คีย์ มาเดือนนี้ก็อิฐ เดือนหน้าต้องเป็นแกแน่เลยชา” ไหมพูดขึ้นมา

“อย่ามาแช่งกันนะเจ๊ เขาไม่อยากไปนอน แขนใช้การไม่ได้แบบไอ้อิฐนะ” ไอ้ชาพูด

พวกเรานั่งคุยเล่นอยู่เป็นเพื่อนอิฐมันเกือบห้าโมงเย็น ผมกับไหมจึงขอตัวกลับจากโรงพยาบาลก่อน วันนี้ไอ้ชาบูรับหน้าที่เป็นคนเฝ้าคนป่วยอีกหนึ่งวัน ผมเลยกลับไปนอนที่หอ ผมว่าวันนี้ผมจะลงไปหาพี่สิงห์กับพี่ศรีในนรกสักหน่อย อยากจะคุยเกี่ยวกับเรื่องที่สงสัย แล้วก็เรื่องยมทูตตาสีฟ้าผู้ลึกลับนั่นด้วย

หลังจากผมกลับไปที่ห้อง ก็นั่งลงบนเตียง ก่อนทำตามที่ท่านพญายมราชเคยบอก เพียงนึกถึงนรกผมก็จะสามารถไปที่นั่นได้ ผมหลับตาลงนึกถึงภาพตึกนรกที่ผมเคยไปมาก่อนหน้านี้ นับหนึ่งถึงสิบแล้วลืมตาอีกครั้ง

พอลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ภาพรอบห้องก็เปลี่ยนไปอยากรวดเร็ว จนกลายเป็นว่า ผมกำลังนั่งอยู่กับพื้นทางด้านหน้าของตึกนรก เมื่อเห็นว่าตัวเองมาถึงที่หมายแล้วผมก็เดินเข้าไปภายใน

“คีย์ เป็นไงบ้าง ไม่เจอกันพักใหญ่เลย” เสียงพี่ขวัญเรียกทักทายมาจากเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ เจ้าตัวยังคงแต่งตัวเปรี้ยวจี๊ดเหมือนเดิม ผมงี้แทบจะหยุดความคิดตัวเองไม่ทัน เพราะรู้ว่าคนที่นี่ต่อให้คิดในใจยังไงเขาก็ได้ยิน

“สบายดีครับ พี่ล่ะเป็นไงบ้าง” ผมยิ้มทักทายพี่ขวัญ

“ก็สบายดี แต่น่าเบื่อ วัน ๆ ก็นั่งอยู่แค่ตรงนี้แหละ” เจ้าตัวพูด พูดจบก็เอามือเท้าคางอยู่หน้าเคาน์เตอร์ดูท่าทางจะเบื่อเอามาก ๆ กับงานที่ทำอยู่

“แล้วคนอื่นยังทำงานอยู่เหรอครับ”

“ใช่แล้ว เดี๋ยวก็หมดเวลาทำงานแล้วแหละ คีย์ไปนั่งรอที่ชั้นสี่ไหมล่ะ เดี๋ยวพวกเราก็คงจะไปกินข้าวที่นั่นแหละ”

ชั้นสี่เป็นห้องอาหารสำหรับตึกนรก มีอาหารมากมาย หลากหลายเชื้อชาติมาให้ลองชิม แต่รอบที่แล้วที่มา ผมดันไปอ้วกทิ้งไว้ที่นรกชั้นล่างจนหมดไส้หมดพุงเลย

“เดี๋ยวผมอยู่นั่งคุยกับพี่ก็ได้ครับ ไม่อยากไปนั่งคนเดียว น่าเบื่อแย่” ผมบอกพี่ขวัญไป

ผมกับพี่ขวัญนั่งคุยอะไรกันไปเรื่อยจนกระทั่งถึงเวลาเลิกงานของเหล่าเจ้าหน้าที่ในนรก ผมกับพี่ขวัญจึงเดินไปที่ลิฟต์เพื่อขึ้นไปยั้งชั้นสี่ของตึกนรก

หลังจากที่พวกเราเดินไปตักอาหารมานั่งบนโต๊ะไม่นาน ร่างคุ้นตาทั้งสามร่างก็เดินตรงเข้ามาในห้องอาหาร ดูราวกับเป็นพ่อแม่ลูกเลย พี่สิงห์ พี่ศรี ท่านพญายมราช ผมคิดขึ้นมา จนทำให้พี่ขวัญที่กำลังเอาเส้นสปาเกตตีเข้าปากถึงกับหลุดขำออกมา

เอ่อ ... ผมเผลอคิดในใจอีกแล้ว

“พี่ว่าก็ได้อยู่นะคีย์” พี่ขวัญหันมากระซิบเบา ๆ ข้างหูผม เมื่อทั้งสามคนเดินถือจานอาหารตรงมานั่งโต๊ะเดียวกันกับพวกเรา

“ว่าไงไอ้น้อง นึกว่าจะไม่โผล่หน้ามาเยี่ยมพวกพี่ซะแล้ว” พี่สิงห์เดินมาตบบ่าผมก่อนนั่งลงตรงเก้าอี้ตัวข้าง ๆ

“แหะ ๆ พอดีช่วงนี้เรียนหนักน่ะครับ เลยไม่ได้ลงมาหาเลย”

“เริ่มชินกับงานหรือยังล่ะคีย์ เดือนกว่าแล้ว” ผมพยักหน้าให้กับพี่ศรี ทุกอย่างก็พอเข้าที่เข้าทางแล้วแหละ เวลาช่วยทำให้อะไรต่าง ๆ ง่ายขึ้นเยอะ

“แล้วงานล่าสุดเป็นไงบ้างล่ะ ได้ข่าวรายงานมาว่าเกือบไม่รอดนี่” ท่านพญายมราชตัวน้อยถามผมขณะตัวเองกำลังจิ้มคอหมูย่างใส่ปาก

“ใช่ครับ ถ้าไม่ได้แพทช่วยไว้คงแย่” ผมบอกไปตามความจริง

“เฮ้อ พูดถึงแพทขึ้นมาพี่ก็อดห่วงไม่ได้ ไม่รู้จะเป็นแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน” พี่ศรีพูดออกมา

“ใช่ คีย์รู้ปะ มียมทูตไม่กี่คนหรอก ที่มาทัวร์นรกแล้วทำให้มุมมองการใช้ชีวิตเปลี่ยนไปขนาดนี้ แต่แพทก็ถือว่าเป็นยมทูตที่มีฝีมือระดับต้น ๆ ของประเทศเราเลยแหละ ทั้งที่ใช้เวลาเพียงแค่หนึ่งปีเอง” พี่สิงห์พูดเสริม

“อย่างว่าแหละ แต่ละคนเป็นคนเลือกทางของตัวเอง เรากำหนดไม่ได้หรอกว่าจะใช้ชีวิตแบบไหน ว่าแต่นายเถอะ คิดจะพัฒนาฝีมือตัวเองบ้างไหม”

หืม ... พัฒนาฝีมือ

“ใช่ ฉันก็เคยบอกแล้วไง มีอะไรก็ให้ถามคู่มือยมทูต”

และแล้วก็โดนจัดไปหนึ่งชุดใหญ่

“เดี๋ยวทานอาหารเสร็จแล้ว สิงห์กับศรีพาเจ้านี่มันไปสอนงานเพิ่ม ให้อัปเกรดทักษะตัวเองหน่อยนะ”

ว่าแล้วท่านพญายมราชก็สั่งงานลูกน้องตนเองให้มาสอนงานผมต่อ

หลังจากทานอาหารเย็นเสร็จ พี่สิงห์ พี่ศรีและผมก็ลงไปยังห้องสมุดของตึกนรก ก่อนเดินเข้าไปในห้องห้องหนึ่งด้านหลังของห้องสมุด ห้องนั้นเป็นห้องสีขาว มีความกว้างเป็นอนันต์เหมือนตอนที่ผมตายแล้วพบกับพญายมราชครั้งแรก ห้องนี้เป็นเหมือนมิติว่าง ๆ ห้องหนึ่งนั่นเอง

รอบ ๆ ห้องมีคนอยู่สี่ห้าคนเหมือนกำลังฝึกต่อสู้อยู่กับร่างโคลนของวิญญาณ หลังจากการสอบถามพี่สิงห์ ผมก็ทราบว่าคนพวกนี้ก็เป็นยมทูตเช่นเดียวกันกับผม พี่สิงห์กับพี่ศรีจึงพาไปแนะนำให้รู้จักแต่ละคน ทำให้ผมทราบว่าห้องนี้เป็นห้องที่ใช้ฝึกทักษะการต่อสู้สำหรับยมทูต ซึ่งก็แล้วแต่ ว่าใครจะมาหรือไม่มาก็ได้

“รอบที่แล้วพวกพี่ไม่ได้พาคีย์มาห้องนี้ เพราะคิดว่าช่วงแรก ๆ จะให้ฝึกงานยมทูตธรรมดาให้ชินเสียก่อน” พี่ศรีพูดขึ้น

“ใช่ พี่คิดว่าแรก ๆ มันยังคงไม่มีเคสอะไรที่ยาก ๆ สำหรับเรา ยมทูตส่วนใหญ่สบายจะตาย แค่ตื่นมาส่งวิญญาณตอนตีสาม” พี่สิงห์หัวเราะขึ้นมา

“แต่เราโชคร้ายเองคีย์ แค่เดือนเดียวเจอไปสองเคสซะแล้ว”

“แหะ ๆ ครับ แต่พอผ่านเคสที่แล้วมา ผมรู้เลยครับ ว่าผมต้องฝึกอีกเยอะ” ผมบอกพวกพี่เขาไป

หลังจากนั้นพี่สิงห์ก็ชี้ไปที่ยมทูตอีกคนหนึ่งที่กำลังทำท่าเหมือนสอนการใช้เคียวให้กับคนอื่นอยู่ พี่ศรีบอกว่าก่อนตายชายคนนั้นมีอาชีพเป็นนักกีฬาฟันดาบที่เก่งมาก ปัจจุบันจึงกลายมาทำหน้าที่ทั้งยมทูตและครูสอนการใช้เคียว ในตอนแรก ๆ ก็ไม่มีคนสอนใช้เคียวหรอก ต่างคนต่างฝึกเอง แต่เมื่อสามปีก่อนยมทูตคนนี้ก็อาสามาเป็นคนฝึกสอนสำหรับยมทูตที่ไม่ถนัดหรือฝึกด้วยตัวเองไม่คล่อง

“จริง ๆ ทักษะการต่อสู้เราจะเลือกฝึกอะไรก็ได้ ที่สามารถต่อสู้กับวิญญาณได้ แต่ถ้าให้แนะนำ การฟันดาบนี่แหละ น่าจะคล้ายกับการใช้เคียวมากที่สุด มาฝึกสักสองเดือนพี่ว่าก็น่าจะโอเคแล้วแหละ ส่วนอีกเรื่องคือการฝึกจิต การทำสมาธิ อย่างที่คีย์รู้ ยมทูตสามารถควบคุมธาตุทั้งสี่ได้ด้วยการนึกคิด ยิ่งถ้าเราสามารถฝึกสมาธิได้มากเรายิ่งสามารถควบคุมพลังเหล่านั้นได้เสถียรยิ่งขึ้น”

พี่สิงห์กับพี่ศรีพาผมเดินไปหาผู้ชายที่กำลังสอนคนอื่นใช้เคียวอยู่พร้อมกับแนะนำผมให้คนอื่นรู้จัก

“สวัสดีครับ ผมชื่อคีย์ เพิ่งมาเป็นยมทูตเมื่อเดือนที่แล้วครับ” ผมพูด เข้าไปแนะนำตัวให้กับคนที่ฝึกสอนการใช้เคียว ดูอายุราวสามสิบต้น ๆ สูงพอ ๆ กับผม ท่าทางจะเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น

“สวัสดี พี่ชื่อเคนตะนะ”

พี่เคนตะดูเป็นคนสบาย ๆ ง่าย ๆ เป็นกันเองดี พี่เขาบอกว่าจะลงมาสอนการใช้เคียวให้กับยมทูตมือใหม่ ทุก ๆ วันเสาร์อาทิตย์ ถ้าผมว่างก็ลงมาให้พี่เขาสอนได้ หลังจากแนะนำตัวสักพัก พี่เคนตะก็เริ่มสอนทักษะการฟัน การหลบหลีกต่าง ๆ ให้กับผม

“เอาล่ะ คีย์พอแค่นี้ก่อนละกันวันนี้” พี่เคนตะพูดขึ้นมา หลังจากผมถือเคียวแกว่งไปแกว่งมาเกือบสองชั่วโมง เหนื่อยชะมัด เห็นท่าทางใจดีแบบนั้นเวลาสอนพี่แกโคตรจะจริงจัง ไม่รู้จะดุไปไหน

พี่ศรียื่นขวดน้ำส่งให้ผม เมื่อผมเดินเข้าไปหาทั้งสองคนที่กำลังนั่งคุยกันอยู่บริเวณหนึ่งในห้องนั้น

“เป็นไงวันแรก” พี่สิงห์ถาม

“สนุกดีครับ ได้เทคนิคอะไรบางอย่างเพิ่ม แต่ก็เหนื่อย ตอนแรกที่ท่านพญายมราชบอกไม่มีคนสอนใช้เคียวต้องฝึกเอง แบบนี้ก็เท่ากับหลอกผมนี่นา จริง ๆ คนสอนก็มี” ผมพูด

“ท่านคงอยากให้คีย์ลองผิดลองถูกเองก่อนมั้ง ดีแล้ว ค่อย ๆ ฝึกไป เดี๋ยวก็เก่ง” พี่ศรีพูดต่อ

“ผมมีเรื่องหนึ่งอยากจะถามน่ะครับ”

ผมเก็บเรื่องที่ค้างคาใจไว้มานานพอแล้ว ถึงเวลาที่ต้องถามสักที

“หืม เรื่องอะไรอ่ะคีย์”

“พี่สิงห์กับพี่ศรีรู้จักยมทูตทุกคนหรือเปล่าครับ”

“คิดว่าน่าจะรู้จักหมดนะ”

“พี่รู้จักยมทูตที่มีดวงตาสีฟ้าไหมครับ”

ทันทีที่ผมถามออกไปพี่สิงห์กับพี่ศรีก็หันหน้าไปหากันก่อนถามผมขึ้นมาอย่างตกใจ

“คีย์ไปเอาเรื่องนี้มาจากไหน”

“ก่อนที่แพทจะมาช่วยผมไว้ ผมได้สัมผัสมือของวิญญาณเข้า ทำให้ผมเห็นภาพความรู้สึกสุดท้ายก่อนจะหมดลมหายใจของดวงวิญญาณ ผมเห็นยมทูตคนนั้น” ผมพูดออกไป

“คงถึงเวลาต้องเล่าแล้วสินะ”

พี่สิงห์ถอนหายใจออกมาก่อนพูดขึ้น

“เมื่อสามสิบปีก่อน เราได้รับสมาชิกยมทูตใหม่มาคนหนึ่ง เขาหลงใหลกับพลังของการเป็นยมทูตมาก ๆ วันวันก็คลุกตัวอยู่แต่ในห้องสมุดที่นี่แหละ จนเขาพบกับหนังสือเล่มหนึ่ง ที่บอกวิธีช่วยเพิ่มพลังอำนาจของยมทูตได้ พี่ก็ไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไร แต่หลังจากนั้น ดวงวิญญาณที่ตายในพื้นที่ของเขาก็ไม่เคยถูกส่งมาที่นรกอีกเลย ปกติถ้าดวงวิญญาณถูกทำลายเหมือนกรณีที่แพททำ แพทก็จะต้องทำรายงานส่งถึงท่านพญายมราช แต่กับคนคนนั้น เขาไม่เคยส่งรายงานเลยสักฉบับ พวกเราจึงขึ้นไปตามหาเขาบนโลกแต่คนคนนั้นก็หลบหนีไปแล้ว มีข่าวเป็นระยะ ๆ จากยมทูตที่ได้รับเคสพิเศษว่าเคยเห็นภาพผ่านทางดวงวิญญาณเหมือนคีย์”

“เรื่องนี้ที่พวกพี่เคยปิดไว้ ก็เพราะว่าท่านพญายมราชได้ขอให้เป็นความลับ กลัวว่าจะมีพวกยมทูตมือใหม่หลงไปกับพลังตัวเอง แล้วดำเนินรอยตามคนคนนั้น ตลอดเวลาที่ผ่านมา 30 ปี มียมทูตสูญหายไปเกือบ 50 คน ซึ่งทางพวกเรามั่นใจว่าต้องกลายเป็นสาวกของคนคนนั้นแน่ การที่พวกเรามีการฝึกอย่างที่คีย์เห็นไม่ใช่เพราะต่อสู้กับวิญญาณเท่านั้นนะ เรายังเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้กับยมทูตพวกนั้นด้วยเหมือนกัน”

ผมไม่อยากจะเชื่อเลยว่ามีเรื่องอะไรแบบนี้ในนรกด้วย นี่ขนาดตายไปแล้วนะ

“คีย์อย่าลืมนะ ยมทูตอย่างพวกเราก็ถือว่าเป็นกึ่งมนุษย์ มันไม่แปลกหรอกที่จะมีทั้งคนเลว และคนดีอยู่รวมกัน” พี่ศรีพูด

“แล้วพวกเราไม่คิดจะจับพวกเขามาลงโทษเหรอครับ” ผมถามด้วยความสงสัย ในเมื่อมียมทูตที่ทำผิดก็ต้องจับมาลงโทษสิ

“เราลองมาหลายครั้งแล้ว แต่ยมทูตเหล่านี้หาตัวยากมาก พวกเราเคยจับมาได้เกือบสิบคน แต่ก็หาตัวยมทูตตาสีฟ้าที่เป็นหัวหน้าไม่ได้สักที ล่าสุดก็เพิ่งจับคนที่เป็นยมทูตก่อนคีย์มาได้อีกคน เวลาผ่านไปนานจนพวกพี่แทบจะจำหน้าตาของคนคนนั้นไม่ได้แล้ว ฐานข้อมูลอะไรในระบบก็ถูกลบออกจนเกลี้ยง” พี่สิงห์พูด

“แต่พวกเราก็ไม่ได้นิ่งนอนใจหรอกนะ ถ้ามีใครพบเบาะแส พวกเราจะมีการประชุมกันเพื่อตามสืบหาอีกครั้ง วันจันทร์หน้าพี่แนะนำให้เอาเรื่องนี้ไปคุยกับท่านพญายมราช” พี่ศรีพูดเสริม

“พี่ว่าพอเถอะ เราอย่ามาคุยเรื่องเครียด ๆ กันเลย พรุ่งนี้ก็วันหยุดแล้ว พวกพี่คิดว่าจะขึ้นไปเที่ยวเล่นบนโลก คีย์ว่างไหม เป็นไกด์ให้พวกพี่หน่อย” พี่สิงห์ขอให้ยุติบทสนทนาแค่นั้นก่อนเปิดประเด็นใหม่

“วันหยุดอะไรเหรอครับ” ผมถามออกไป เพราะนึกว่ายมทูตเขาทำงานกันทุกวันซะอีก ไม่มีวันหยุด เพราะคนตายก็ตายกันทุกวัน

“วันปล่อยผีไง มันถือเป็นวันหยุดของพวกเรา ทุกวันขึ้น 15 ค่ำของเดือน แต่ไม่ได้ปล่อยดวงวิญญาณในนรกออกไปไหนนะ แค่หยุดทรมานเฉย ๆ วันนั้นพวกพี่ก็ไม่ต้องไปห้องพิพากษา ส่วนพวกยมบาลก็ไม่ต้องลงโทษดวงวิญญาณ และยมทูตอย่างคีย์ก็ไม่ต้องตื่นมาทำงานตอนตีสามหนึ่งวัน วิญญาณที่ตายวันนั้นก็มีเวลาอยู่บนโลกเพิ่มอีกหนึ่งวันเช่นกัน”

อ๋อ อย่างนี้เอง ผมพยักหน้าเข้าใจที่พี่สิงห์พูด เดือนที่แล้วที่ผมไม่เจอวันหยุด อาจเป็นเพราะเกิดจากเป็นยมทูตหลังจากผ่านวันนั้นไปแล้วก็ได้

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด