ตอนที่แล้วตอนที่ 7 ดวงชะตา : จะถูกฆ่า.......
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 9 อย่าว่าแต่เขาไม่เข้าใจ กระทั่งข้าเองก็ยังไม่เข้าใจ

 

เฉินหมิงสวมหมวกงอบควบพยัคฆ์ตนหนึ่งพร้อมกับหันไปมองเอกสารของตำหนักคร่าชีวิตที่ทางองครักษ์ฮู่ฉางเหว่ยได้รวบรวมเอาไว้ : ตำหนักคร่าชีวิต ถือเป็นองค์กรมือสังหารที่แฝงตัวอยู่ในความมืด มีการบันทึกเอาไว้ว่ามีมือสังหารประมาณสามพันคน ในส่วนนั้น ยังมีขอบเขตสู่วิถีเกินกว่าสิบคน จ้าวตำหนักของตำหนักคร่าชีวิตมีการฝึกปรืออยู่ในขอบเขตสู่วิถีขั้นที่สาม ฝึกปรือเคล็ดวิชาคร่าสังหาร ครั้งหนึ่งหน่วยล่าสังหารได้เคยมีผู้ฝึกตนขอบเขตสู่วิถีเกินกว่าสิบคน ในหมู่นั้นยังมีขอบเขตสู่วิถีขั้นที่สามถึงสองคน ศูนย์บัญชาการตำหนักคร่าชีวิต สุสานเจียงหวัง 

 

เหตุที่ได้รับเอกสารข้อมูลชัดเจนถึงเพียงนี้ ย่อมมิใช่เพราะเหตุผลอื่นใด เพียงแต่เป็นเพราะภายในตำหนักคร่าชีวิตนั้นมีคนของจวนผู้สำเร็จราชการแฝงตัวอยู่

 

เฉินหมิงมองอยู่แวบหนึ่ง จากนั้นจึงหันไปมองหวังเหมิงที่อยู่บนหลังพยัคฆ์ที่อยู่ข้างกายตน : “หวังเหมิง แจ้งต่อสายลับภายในตำหนักคร่าชีวิต คิดหาวิธีทำให้จ้าวตำหนักคร่าชีวิตทั้งหมดไปรวมตัวกันที่ศูนย์บัญชาการตำหนักคร่าชีวิต”

 

หวังเหมิงตอบ : “นี่ยากอยู่นะท่าน”

 

เฉินหมิงยิ้มแล้วกล่าว : “จะยากสักแค่ไหน นั่นเป็นเรื่องของเจ้า ข้าเพียงต้องการผลลัพธ์ และข้าถามเจ้าว่าสามารถทำได้หรือไม่ ? ”

 

หวังเหมิงก้มคารวะแล้วกล่าว : “ย่อมสามารถทำได้”

 

เฉินหมิงพยักหน้า แล้วกล่าว : “เช่นนั้นก็ดี อีกเรื่องตอนนี้ข้าต้องการที่จะทราบว่าภายในทัพพยัคฆ์เหินถ่ายโอนกำลังรบได้มากน้อยเท่าไหร่? ”

 

หวังเหมิงตอบ : “อย่างมากสามหมื่นนาย”

 

เฉินหมิงพิจารณาดูอยู่รอบหนึ่ง จากนั้นกล่าวว่า: “ปรับเปลี่ยนการป้องกันให้อิสระมากขึ้น จากทัพพยัคฆ์เหินที่มีนายทัพสิบคนให้แต่ละคนคอยดูแลทหารกันคนละสามพันนาย แยกย้ายกันดำเนินการ เมื่อแน่ใจแล้วว่าหลังจากที่ไม่ได้ถูกจับตามองให้เปลี่ยนชุดอาภรณ์เป็นพ่อค้า แล้วไปรวมพลกันอยู่ในสถานที่ใกล้เคียงกับสุสานเจียงหวัง อีกด้าน ให้คอยจับตาดูข่าวสารจากราชวงศ์แคว้นเหยียนเอาไว้ แล้วแจ้งต่อเหล่าฟังที่กำลังยกธงกลับไปยังจวนผู้สำเร็จราชการ ทั้งยังจำเป็นต้องทำให้ผู้คนทั้งหมดเชื่อว่าข้านั้นกลับไปยังจวนผู้สำเร็จราชการแล้ว นับจากนี้เป็นต้นไป ทุกความเคลื่อนไหวทั้งหมดของข้าจะต้องเอิกเกริกให้มากที่สุด จะมีแต่เพียงท่านปู่และบิดาข้าที่จะทราบเรื่องภายในได้”

 

องครักษ์ฮู่ฉางเหว่ย ซึ่งเป็นขุมกำลังที่ขึ้นตรงต่อจวนผู้สำเร็จราชการ ดำเนินภารกิจลับ แต่ละคนล้วนแต่อยู่ในขอบเขตสู่วิถี และในครั้งนี้ เฉินหมิงยังได้ปรับเปลี่ยนองครักษ์ฮู่ฉางเหว่ยไปกว่าครึ่ง ที่มีมากถึงสามพันนาย

 

ถ้าหากเทียบกันเพียงแค่พลังฝีมือ ตำหนักคร่าชีวิตแทบจะไม่มีโอกาสที่จะชนะได้เลยด้วยซ้ำ ทว่าภารกิจในตอนนี้ของเฉินหมิงคือการทำลายล้างตำหนักคร่าชีวิต ทำลายล้างมิใช่โค่นล้ม ความหมายของทำลายล้างก็คือนับจากนี้เป็นต้นไปจะไม่มีกากเดนอย่างตำหนักคร่าชีวิตออกมาก่อความวุ่นวายได้อีกต่อไป เขาจำต้องจัดการสังหารบุคคลที่สำคัญของตำหนักคร่าชีวิตให้หมดสิ้น เมื่อแน่ใจได้ว่าตำหนักคร่าชีวิตจะไม่มีพลังลุกขึ้นมาอีกได้ ยิ่งระดับความสำเร็จภารกิจสูงขึ้น ก็จะได้รับรางวัลมหาศาลมากยิ่งขึ้น

 

ที่ตำหนักคร่าชีวิตยังมีชีวิตอยู่รอดในในเงามืดของแคว้นเหยียนได้มานานนับปี ย่อมมีเบื้องหลังซ่อนอยู่แน่ 

 

เมื่อได้จัดการเรื่องเหล่านี้แล้วเสร็จ เฉินหมิงจึงลงมาจากหลังพยัคฆ์ พยัคฆ์แห่งแคว้นเหยียน เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของจวนผู้สำเร็จราชการ ซึ่งเป็นกองทัพที่มีพยัคฆ์เป็นพาหนะ เฉินหมิงและองครักษ์ฮู่ฉางเหว่ยสามสิบนายจึงได้เปลี่ยนอาภรณ์เป็นคณะพ่อค้าเพื่อมุ่งสู่สุสานเจียงหวัง

 

ณ ห้องโถงใหญ่ในจวนผู้สำเร็จราชการ

 

แม้จะเป็นจวนผู้สำเร็จราชการ ความจริงกลับหาได้มีความแตกต่างจากตำหนักทรงงานในวังหลวงอะไรไม่ ขุนนางทั้งบู๊บุ๋นในแคว้นเหยียนจำเป็นที่จะต้องทำการรายงานกันสองครั้ง หนึ่งครั้งอยู่ในตำหนักประชุมในวังหลวงแคว้นเหยียนคอยรายงานเรื่องเล็กน้อยอย่างขนไก่เปลือกกระเทียม[1] ส่วนอีกด้านหนึ่งก็คือการหารือเรื่องสำคัญซึ่งอยู่ภายในจวนผู้สำเร็จราชการ

    

อ๋องเฒ่ามีผมหงอกขาวที่ขมับทั้งสองข้างซึ่งถือเป็นผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ในมือ ใต้หล้าแคว้นเหยียน กว่าครึ่งล้วนแต่ได้อยู่ในการปกครองของเขา นามเรียกขานของเขาก็คือเฉินหวัง[2] ช่างเป็นนามที่หาได้มีการปกปิดความในใจเลยแม้แต่น้อย

    

บัดนี้เขาได้รับสารลับฉบับหนึ่ง จึงเปิดสารลับออกพร้อมกับอ่านดู ภายในห้องโถงใหญ่จวนผู้สำเร็จราชการซึ่งมีเพียงคนสองคน ก็คือผู้มีอำนาจมากที่สุดแห่งแคว้นเหยียนสองท่าน ผู้เป็นผู้สำเร็จราชการอ๋องเฒ่าเฉินหวัง แล้วก็บุตรชายคนโตของอ๋องเฒ่าแม่ทัพใหญ่ผู้บัญชาการ-เฉินยวีหู่

 

เฉินยวีหู่เป็นชายวัยกลางคนหน้าเหลี่ยม สวมใส่ด้วยชุดขุนนางขั้นเก้าสีทอง เปี่ยมด้วยอำนาจเหนือธรรมดา เขาหันไปมองยังสารลับในมือของอ๋องเฒ่า แล้วหัวเราะออกมาอย่างอับจนปัญญา : “เป็นเจ้าลูกเต่าน้อยอีกแล้วที่ใช้การส่งสารลับปฏิบัติการระดับสูงถึงเพียงนี้ จะว่าไปแล้วเจ้าลูกเต่าน้อยผู้นี้ทำไมถึงต้องใช้ปฏิบัติการระดับสูงเช่นนี้ในการจัดการกับเรื่องเล็กน้อย ? มิใช่เพียงแค่การรับศิษย์หรอกหรือ จำเป็นที่จะต้องใช้อำนาจของทั้งแคว้นเลยหรือไง กลัวว่าจะไม่มีผู้ใดรู้กันหรือ ? แล้วยังทำให้เมืองชิงซานถูกเปลี่ยนชื่อเป็นชิงเหยา หรือว่าเขาจะชอบศิษย์หญิงผู้นี้ขึ้นมา ไม่ทราบว่าครานี้จะใช้ปฏิบัติการระดับสูงก่อความวุ่นวายอะไรกันอีก ! ”

 

อ๋องเฒ่ามองไปที่สารลับอยู่ครู่หนึ่ง คิ้วทีขมวดจนติดกันอยู่ได้คลายออกในทันที : “ครั้งนี้เป็นเรื่องจริงจัง”

 

สีหน้าของเฉินยวีหู่ทันใดนั้นก็เคร่งขรึมขึ้น : “เจ้าลูกเต่าน้อยผู้นี้แท้จริงกำลังทำอะไรอยู่ ? ”

 

อ๋องเฒ่ากล่าว : “หากเป็นไปตามที่หมิงเอ๋อบอกมาทั้งหมด ตำหนักคร่าชีวิตสมควรที่จะเป็นเขี้ยวเล็บของราชวงศ์แคว้นเหยียน อีกทั้งยังได้ลงมือต่อหมิงเอ๋อแล้ว หมิงเอ๋อจึงได้เตรียมที่จะลงมือกับตำหนักคร่าชีวิต”

 

เฉินยวีหู่หรี่นัยน์ตาทั้งคู่ลง คล้ายกับพยัคฆ์ร้ายที่เยือกเย็นตัวหนึ่ง : “ไม่แปลกใจเลยที่ต่อให้พวกเราปิดกั้นรายรับของตำหนักคร่าชีวิตไปพวกเขาก็ยังสามารถยืนหยัดต่อไปได้ ที่แท้ก็ราชวงศ์แคว้นเหยียนเป็นผู้ถ่ายเลือดให้นี้เอง กระนั้นตำหนักคร่าชีวิตกลับไม่อาจสะสางได้ง่ายดายถึงเพียงนั้น หากว่าเป็นศึกต่อสู้กันซึ่งหน้า ต่อให้เป็นตำหนักคร่าชีวิตนับสิบแห่งข้าก็สามารถลบล้างได้ เจ้าพวกฝูงมุสิกเจาะรูอยู่แต่ในโพรง มักกระทำการอย่างลึกลับซับซ้อน ดังนั้นพวกเราจึงยังหาได้เคยแสดงออกถึงความตั้งใจที่จะทำการชำระตำหนักคร่าชีวิตให้สิ้นซาก เพราะทันทีที่แหวกหญ้าให้งูตื่น ก็จะไม่ง่ายเลยที่จะทำการเคลื่อนไหวเพื่อจัดการกับพวกเขากันแล้ว”

 

อ๋องเฒ่าพยักหน้า : “ดังนั้นจึงได้บอกว่า ก่อนหน้านี้ที่หมิงเอ๋อประกาศจะรับศิษย์อย่างครึกโครม ก็มิใช่ว่าไม่มีเหตุผล เขาเพียงแต่คิดที่จะทำให้ดวงตาของตำหนักคร่าชีวิตมืดบอดไปทั้งสองข้าง ใช้กลยุทธ์ซ่อมไม้กระดานในที่แจ้ง[3]ลอบจู่โจมทางด้านข้าง ยังถือเป็นกระดานหมากรุกที่ยอดเยี่ยม ถึงกับได้เริ่มวางแผนมาตั้งแต่ก่อนหน้านั้นกันแล้ว อีกทั้งกระทั่งพวกเราก็ยังไม่ทราบ ดูเหมือนว่าหมิงเอ๋อในระยะนี้ จะเติบโตขึ้นมาบ้างแล้ว”

 

เฉินยวีหู่ยิ้มขึ้น แล้วกล่าว : “เมื่อไม่เคลื่อนไหวก็แล้วไป แต่เมื่อเคลื่อนไหวก็ดุจดั่งพายุอัสนี เจ้าหนูผู้นี้อยู่สุขสบายมานาน ผู้ใดจะไปคิดได้ว่า จะเป็นเขากันที่เป็นผู้ลงมือ ในเมื่อเจ้าลูกเต่าน้อยเริ่มเคลื่อนไหว พวกเราก็มาเล่นลูกไม้ตบตากันสักรอบเถอะ ทำให้จุดสนใจของตำหนักคร่าชีวิตทั้งหมดมารวมกันอยู่ที่ตัวพวกเรา หมิงเอ๋อเองก็สามารถที่จะดำเนินการได้สะดวกขึ้น! ”

 

อ๋องเฒ่าหัวเราะ กล่าว : “เมื่อลบล้างตำหนักคร่าชีวิตไปแล้ว ราชวงศ์แคว้นเหยียนก็เหมือนแขนขาดไปอีกข้าง โอกาสที่ดีถึงเพียงนี้ อ๋องอย่างข้ามีหรือที่จะพลาดได้ ทหารเอ่ย ถ่ายทอดคำสั่งข้า ข้าจะไปออกตรวจชายแดน ! ”

 

เฉินยวีหู่หัวเราะเสียงดังเหอะเหอะ : “พระบิดา ในเมื่อท่านต้องการที่จะออกตรวจตราชายแดน เช่นนั้นข้าก็คงต้องก่อกบฏต่อท่าน ! ”

 

อ๋องเฒ่าหาได้ใส่ใจไม่ แล้วกล่าว : “จำไว้ด้วยว่าต้องทำให้เอิกเกริกให้มากหน่อย ระหว่างนั้นก็นำกองทัพเจ้าแทรกแซงเข้าจัดการภายในราชวงศ์แคว้นเหยียน”

 

สามวันให้หลัง

 

บุตรโทนของผู้สำเร็จราชการเฉินยวีหู่ได้ยกตนขึ้นเพื่อก่อการกบฏในขณะที่อ๋องเฒ่ากำลังออกตรวจชายแดน โดยนำทัพใหญ่นับสิบหมื่นเผชิญหน้ากับอ๋องเฒ่าที่เมืองหลวงแห่งแคว้นเหยียน ข่าวลือเองก็ได้แพร่สะพัดไปทั่วทั้งแคว้นเหยียนอย่างรวดเร็ว

 

“ได้ยินแล้วบ้างหรือไม่ ? แม่ทัพใหญ่เจิ้นกว่อก่อกบฏต่อผู้สำเร็จราชการ ! ”

 

“บัดนี้ในมือท่านผู้สำเร็จราชการมีอำนาจอย่างชัดเจน ผู้ใดมีหรือที่จะไม่หวั่นไหว อีกทั้งตำแหน่งของผู้สืบทอดนั้นกลับยังไปอยู่ที่หลานชายของท่านผู้สำเร็จราชการ กลับมิใช่อยู่ที่แม่ทัพใหญ่ แม่ทัพใหญ่ย่อมต้องไม่ยอมแพ้แน่นอน ! ”

 

“แต่เกรงว่าสองพ่อลูกคู่นี้จะจงใจแสดงละครตบตา ! ”

 

“แสดงละครตบตาอะไรกัน ที่นอกเมืองเองได้เกิดการต่อสู้ขึ้นแล้ว อีกทั้งยังตายกันไปกว่าหมื่นคน! ”

 

“อะไรนะ ถึงกับเปิดศึกกันจริง ดูเหมือนว่าท่านแม่ทัพใหญ่คงคิดที่จะก่อกบฏขึ้นมาอย่างแท้จริงแล้ว”

 

ณ วังหลวงแคว้นเหยียน

 

จักรพรรดิของแคว้นเหยียนถึงกับอยู่ไม่สุข เขาเองก็เป็นเพียงแค่จักรพรรดิหุ่นเชิดของเฉินหวังเท่านั้น แม้ขึ้นชื่อว่าเป็นจักรพรรดิ แต่ที่เขาสามารถควบคุมได้ก็มีแต่เพียงรอบวังหลวงเท่านั้น แม้จะต้องอยู่ในสภาพหน้านิ่วคิ้วขมวด กระนั้นก็ยังต้องแสร้งยิ้มเป็นเพื่อนกับเฉินหวังอยู่ดี

 

แต่ว่าวันนี้ องค์จักรพรรดิผู้ชรากลับมีความสุขเป็นอย่างยิ่ง เพราะเขาได้ทราบข่าวเรื่องหนึ่ง

 

ที่ด้านบนบัลลังก์ที่มีองค์จักรพรรดิผู้ชราประทับอยู่ได้หัวเราะออกมาเสียงดังแล้วกล่าว : “เฉินหวัง เจ้าเองก็มีวันนี้ได้ ! ข้ารอคอยมานานหลายปี ในที่สุดวันนี้ที่รอคอยก็มาถึง ! ออกคำสั่งต่อขุมกำลังหน่วยสอดแนมในทางลับทั้งหมด สอดแนมความเคลื่อนไหวของเฉินหวังและเฉินยวีหู่มารายงานให้หมด แล้วรวมพลเตรียมออกเดินทาง ครั้งนี้ สองพยัคฆ์เข้าห้ำหั่น จะต้องมีหนึ่งที่บาดเจ็บ อีกทั้งยังไม่แน่ว่าอาจบาดเจ็บล้มตายกันไปทั้งสองฝ่าย แจ้งต่อหน่วยสอดแนมให้เข้าไปแฝงตัวอยู่ในทัพของเฉินยวีหู่ จะต้องยั่วยุให้พวกเขาสู้กันเอง ! ส่วนตัวข้าจะคอยชมพยัคฆ์ห้ำหั่น เป็นชาวประมงคอยรับประโยชน์เอง ! ”

 

ทันใดนั้นก็ได้มีองครักษ์เดินเข้ามาห้องโถงพร้อมกล่าวรายงาน : “ที่ด้านนอกโถงใหญ่ได้มีสิบสามอมาตย์มาขอเข้าเฝ้า ! ”

 

องค์จักรพรรดิผู้ชราเผยรอยยิ้มออกมา ภายในดวงตาทั้งคู่สาดเป็นประกายขึ้นวูบหนึ่ง คล้ายกับได้เห็นทั้งใต้หล้ากลับมาอยู่ในมือของตนอีกครั้ง : “รีบไปแจ้งโดยเร็ว ว่าข้าจะหารือการใหญ่กับพวกเขา ! ”

 

ภายในโรงเตี้ยมแห่งหนึ่งที่อยู่ในเมืองเล็กๆใกล้กับสุสานเจียงหวัง เฉินหมิงที่สวมไว้ด้วยหมวกงอบได้ใช้มือเช็ดคราบดินที่เปื้อนชาม ดื่มชาเข้าไปอึกใหญ่ คอยฟังบทสนทนาที่เกี่ยวข้องกับท่านปู่และบิดาเขาอยู่ตามถนนหนทาง เมื่อวางชามใส่ชาลง ก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย : “ตาแก่ทั้งสองคนนี้ก็เล่นลูกไม้ไม่รู้จักจบจักสิ้นเลยจริงๆ ! ”

 

ตามความเข้าใจของเขาที่มีต่อบิดาและท่านปู่ บิดาจะก่อกบฏงั้นหรือ ? พูดเป็นเล่นไป ท่านปู่อย่างไรก็มีบิดาเป็นบุตรชายเพียงคนเดียว มีหรือที่จะไม่สามารถมอบตำแหน่งใหญ่โตให้แก่บิดาได้ มีคนถามกันว่า จะใช่เป็นเพราะบิดามีชีวิตนานเท่าท่านปู่ไม่ได้ ดังนั้นตอนนี้จึงได้คิดชิงตำแหน่ง เรื่องเช่นนี้กลับมีอยู่ในตามประวัติศาสตร์อยู่ไม่น้อย องค์รัชทายาทมีชีวิตอยู่ไม่ได้นานเท่าจักรพรรดิ กระทั่งสิ้นใจไปก็ยังไม่อาจขึ้นเป็นจักรพรรดิได้ ใต้หล้านี้มีอย่างที่ไหนที่จะเป็นได้เพียงแค่ผู้สืบทอดตลอดหกสิบปีกัน ยิ่งไปกว่านั้นตัวบิดาเองก็ยังมิใช่ผู้สืบทอด ดังนั้นบิดาอาจจะสมองมีน้ำเข้า[4] จึงได้คิดที่จะยกตนให้สูงขึ้นก่อการกบฏอย่างงั้นหรือ ? 

 

แต่ว่าท่านปู่แทบจะไม่มีการฝึกปรือมาก่อนเลยด้วยซ้ำ แต่ท่านพ่อก็ยังอยู่ในขอบเขตสู่วิถี มีอายุขัยถึงสามร้อยปี มีหรือที่จะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้นานกว่าท่านปู่กัน

ยามนี้ หวังเหมิงได้เดินเข้ามาจากภายนอก นั่งลงที่ด้านข้างของเฉินหมิง กล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา : “สายลับจากตำหนักคร่าชีวิตได้ส่งข่าวมา ตอนนี้ภายในตำหนักคร่าชีวิตมีผู้ต้องการชิงตำแหน่งจ้าวตำหนักกัน จึงจะรวมตัวกันที่สุสาน    เจียงหวัง ทางสายลับได้ยื่นข้อเสนอเพื่อเข้าท้าชิงกับจ้าวตำหนักของตำหนักคร่าชีวิต อีกทั้งจ้าวตำหนักคร่าชีวิตยังได้ออกคำสั่งให้สมาชิกของสาขาย่อยตำหนักคร่าชีวิตทั้งหมดมุ่งหน้ากันมายังสุสานเจียงหวัง”

 

เฉินหมิงหัวเราะ แล้วกล่าว : “ที่แท้นี้ก็คือแผนการของตาแก่ทั้งสอง ทว่าก็แค่ตำหนักคร่าชีวิตมิใช่หรอกหรือ ? การสร้างกระแสเช่นนี้มิใช่ว่าทำเกินเลยไปบ้างหรอกหรือ อีกทั้งยังต้องมีการตายไปมากกว่าหมื่นคนไปแล้ว

 

หวังเหมิงตอบกลับ : “ผู้สืบทอดคงจะไม่ทราบถึงเรื่องทั้งหมด แม่ทัพใหญ่และ  ท่านอ๋องเพียงแค่เผชิญหน้ากันเท่านั้น กลับหาได้ออกคำสั่งออกศึก และที่ตายในศึกเหล่านั้น ล้วนแต่ออกศึกโดยพลการหาใช่ทำตามคำสั่งของแม่ทัพใหญ่และคำสั่งของท่านอ๋องไม่ คนเหล่านี้ คงจะกลัวว่าท่านแม่ทัพใหญ่และท่านอ๋องจะไม่เปิดศึกกันขึ้นมา และข้าเกรงว่าคนพวกนี้คงจะเป็นคนของทางราชสำนัก”

 

เฉินหมิงสูดลมหายใจแล้วบ่นออกมา : “ตาแก่ทั้งสองคนนี้ ถึงกับทำให้ทางราชสำนักถูกเล่นงานจนหัวหมุนไปมา ในใจกลับร่ำร้องว่าย่ำแย่แล้ว ย่ำแย่แล้ว ! ”

 

หวังเหมิงยิ้มแล้วกล่าว : “หากว่าทางราชสำนักหลักแหลมแล้วละก็ เช่นนั้นท่านอ๋องมีอย่างที่จะไหนที่จะก้าวมาถึงเช่นวันนี้ได้ ทว่าตำหนักคร่าชีวิตไม่ได้มีเพียงแค่สามพันคน ตามที่สายลับได้รายงาน ทั้งสามพันคนนี้ยังมีขุมกำลังที่ตนเองชุบเลี้ยงเอาไว้ เมื่อถึงเวลาคงจะมีกองกำลังอยู่นับสิบหมื่นคนที่ไปรวมตัวกันอยู่ที่ทางด้านของสุสานเจียงหวัง เกรงว่านี่คงเป็นขุมกำลังที่ราชวงศ์แคว้นเหยียนซุกซ่อนเอาไว้ เพื่อเตรียมการไว้หลังจากที่ท่านอ๋องและแม่ทัพใหญ่บาดเจ็บกันทั้งสองฝ่าย รอจังหวะตลบหลังขุมกำลังของท่านอ๋องและแม่ทัพใหญ่ อีกทั้งหากเป็นไปตามที่สายลับได้รายงานมา ภายในใจกลางสุสานเจียงหวัง เขายังได้พบว่ามีเส้นทางอีกสายหนึ่ง ซึ่งเป็นเส้นทางใช้เพื่อหลบหนีเมื่อตำหนักคร่าชีวิตถูกพบเจอ ด้วยขุมกำลังของพวกเราในขณะนี้ ยังหาใช่เป็นคู่ต่อสู้ของตำหนักคร่าชีวิตไม่ หากว่ารวมทัพใหญ่ จะอย่างไรก็คงต้องถูกคนของตำหนักคร่าชีวิตพบเข้าอย่างแน่นอน”

 

เฉินหมิงวางถ้วยชาในมือลงเอ่ยถามขึ้นอย่างเรียบเฉย : “ในหมู่สิบหมื่นคน   มีผู้ฝึกตนมากน้อยเท่าไหร่ ? ”

 

หวังเหมิงกล่าว : “ประมาณสามพันนาย เพียงหยิบมือของตำหนักคร่าชีวิตเท่านั้น”

 

เฉินหมิงวางถ้วยชาลง กล่าว : “ไป กลับไปที่ห้องของข้าเพื่อดูแผนที่”

.

.

.

.

 

 

[1]  เรื่องเล็กน้อย ที่เบาบางเหมือนขนไก่ ไม่ได้สำคัญเหมือนเปลือกกระเทียม ที่ปลอกออกมาแล้วทิ้ง

[2]  ราชันย์แซ่เฉิน

[3]  หนึ่งในกลยุทธ์ ในการศึกที่ถูกใช้ในกลยุทธ์หมากรุก โดยการล่อลวงศัตรูให้เข้ามา แล้วโจมตีจากทางด้านหลังหรือในมุมที่คาดไม่ถึง

 

[4]อุปมาว่า สมองมีปัญหา โง่ สมองปลาทอง

ติดตามเพจได้ที่>>https://bit.ly/2U7XmLR

ติดตามอ่านรายตอนได้ก่อนใคร >> https://novelrealm.com/detail/185

คะแนน 5.0
กรุณารอสักครู่...