ตอนที่แล้วตอนที่ 5 วิธีการขุดหลุมฝังศิษย์ที่ถูกต้อง
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 7 ดวงชะตา : จะถูกฆ่า.......

ตอนที่ 6

ลูกกระจ๊อกตัวนี้ไม่ไหวเอาเสียเลย

 

เฉินหมิงเดินทางกลับมายังภูผาราชันย์พิสุทธิ์อย่างเอ้อระเหย ตามที่เขาได้ทราบมา แม่หนูน้อยกำลังฝึกปรือกระบี่อยู่บนเขา ดูเหมือนว่าบนสำนักกลับยังหาได้มีลูกกระจ๊อกมาท้าทายอะไรไม่ เฉินหมิงเดินมาจนถึงห้องของแม่หนูน้อย บนโต๊ะยังวางเอาไว้ด้วยเคล็ดสามภพเร้นลับอยู่เล่มหนึ่ง

 

เฉินหมิงกวาดตามอง ได้ยินได้ฟังมาว่าเคล็ดวิชาเล่มนี้ตามปกติจะทำให้ผู้ฝึกต้องสิ้นชีวาวาย ถึงแม้จะกล่าวว่าเขานั้นรู้สึกว่าแม่หนูน้อยฝึกปรือแล้วจะไม่เกิดปัญหาอะไร แต่ก็ยังเกิดความกังวลอยู่บ้าง ยังไงก็บรรลุเคล็ดสามภพเร้นลับเล่มนี้สักรอบหน่อยก็แล้วกัน ยังไงเสียด้วยคุณสมบัติของเขาในตอนนี้ อย่างน้อยก็น่าจะสามารถฝึกปรือเคล็ดวิชาได้กว่าสามพันเล่ม

 

เฉินหมิงที่ครุ่นคิดในใจ : บรรลุเคล็ดสามภพเร้นลับ ! 

 

“ติ่ง บรรลุเคล็ดสามภพเร้นลับแปดสิบเอ็ดขั้นจำเป็นต้องใช้คะแนนจริยธรรมหนึ่งหมื่นแต้ม ก่อนหน้านี้ผู้อุปถัมภ์ได้มีคะแนนจริยธรรมเก้าสิบห้าแต้ม จะสามารถบรรลุเคล็ดสามภพเร้นลับได้ยี่สิบสี่ขั้น ต้องการที่จะบรรลุหรือไม่? ” 

 

“บรรลุ ! บรรลุทันที ! ”

 

ทว่าเมื่อเวลาได้ผ่านพ้นไปภายในชั่วพริบตาเดียว เฉินหมิงสัมผัสได้ว่าร่างกายของตนเองนั้นได้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่างไปไม่เหมือนเดิมจนเห็นได้อย่างชัดเจน พลังที่เกิดจากร่างกายของตัวเองมีมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า ! 

 

“เดิมทีการฝึกปรือของเคล็ดสามภพเร้นลับนี้ก็คือการฝึกฝนร่างกายนี่เอง! ดูเหมือนว่าคงต้องหาโสมยาอะไรให้กับแม่หนูน้อยมากหน่อย ไม่อย่างไรสมบัติในคลังคงจะต้องถูกแม่หนูน้อยคนนี้ล้างผลาญไปจนหมดสิ้นกันแล้ว”

 

เฉินหมิงในตอนนี้ในเมื่อไม่ต้องใช้เคล็ดวิชาสายกำลัง พึ่งพาแต่เพียงกายเนื้อ ก็สามารถที่จะสู้กับผู้ฝึกตนที่อยู่ในขอบเขตสู่วิถีขั้นที่สองที่ลงมือด้วยพลังทั้งหมดได้อย่างทัดเทียม

 

ทว่าเคล็ดสามภพเร้นลับนี้หากคิดที่จะบรรลุทั้งหมดคงจะเป็นเป็นไปได้ยาก ถึงขั้นที่ต้องใช้คะแนนจริยธรรมทั้งหมดหนึ่งหมื่นแต้ม ไม่แปลกใจเลยที่จะเป็นสิ่งที่เมื่อไม่ใช่ตัวละครเอกก็จะไม่สามารถฝึกปรือได้

 

เมื่อเฉินหมิงได้ฝึกปรือเคล็ดสามภพเร้นลับนี้จึงพบว่า เคล็ดสามภพเร้นลับนี้คงจะไม่ใช่เคล็ดวิชาที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่ขอบเขตกลิ่นอายวิถี พลังแห่งสามภพ ก้าว[1]แต่สู่ความเป็นหนึ่ง ! ก็หมายความว่าหากฝึกไปจนถึงขั้นที่แปดสิบเอ็ด ก็จะสามารถที่จะทะลวงเข้าสู่เอกะได้ ที่แท้ก็คือสิ่งที่มีแต่เพียงตัวละครเอกเท่านั้นจึงจะพบพานได้

 

เฉินหมิงนึกไปนึกมา ก็หยิบพู่กันทิ้งความเข้าใจที่ตัวเองมีไว้ที่ด้านข้างเคล็ดสามภพเร้นลับ เช่นนี้เมื่อแม่หนูน้อยฝึกปรือก็จะสามารถรุดหน้าได้ไวขึ้น 

 

สำนักหมื่นกระบี่ 

 

กลุ่มศิษย์หญิงที่พึ่งจะเข้าสำนักต่างก็กำลังวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ : “พวกเจ้าได้ยินกันแล้วหรือไม่ ? มีข่าวลือว่าผู้อาวุโสเฉินไม่ชอบจ้าวชิงเหยาอย่างสิ้นเชิง ขอเพียงสามารถโค่นล้มจ้าวชิงเหยาลงได้ก็จะเป็นที่ต้องตาของผู้อาวุโสเฉิน ! ”

 

“ได้ยินมาเหมือนกัน อีกทั้งยังได้ยินมาว่าผู้อาวุโสเฉินได้กลับไปที่จวนผู้สำเร็จราชการแล้ว บัดนี้บนภูผาราชันย์พิสุทธิ์มีแค่จ้าวชิงเหยาเพียงคนเดียว”

 

“มิสู้พวกเราปลอมตัวกันสักหน่อย สวมหน้ากากขึ้นเขาไป ทำการสั่งสอนเจ้าสวะอย่างจ้าวชิงเหยากันสักรอบ ให้นางได้ทราบว่านางไม่ได้คู่ควรที่จะเป็นศิษย์ของผู้อาวุโสเฉิน! ”

 

“น้องสาวท่านนี้ช่างมีความเห็นที่สูงส่งนัก! ”

 

“เมื่อต้องนึกถึงจ้าวชิงเหยากับผู้อาวุโสเฉินต้องอยู่ร่วมกันทุกวัน ยังไม่แน่เลยว่าเจ้าโจรน้อยผู้นั้นจะปีนขึ้นเตียงของผู้อาวุโสเฉินเมื่อไหร่กัน! ”

 

“เหอะ ความงาม พูดเหมือนกับว่าผู้ใดไม่มีกัน ผู้อาวุโสเฉินเป็นถึงบุคคลที่มีความสง่างามเช่นนี้ มีหรือที่จะคู่ควรกับเด็กสาวที่ไม่น่าไว้ใจเช่นนั้นได้! ”

 

“ก็ใช่ไง ผู้อาวุโสเฉินบัดนี้กำลังอยู่ในวัยกระฉับกระเฉง โจรน้อยผู้นั้นคงคิดที่จะฉวยโอกาสคิดว่าเป็นหอริมน้ำย่อมเห็นพระจันทร์ขึ้นก่อนคนอื่น[2] ! ”

 

ภูผาราชันย์พิสุทธิ์ 

 

ในที่สุดเฉินหมิงก็ได้เขียนความเข้าใจของตนเองจนเสร็จ พร้อมทั้งกระตุ้นเคล็ดวิชาซ่อนร่างของตนเองเดินเล่นอยู่ภายในภูผาราชันย์พิสุทธิ์ ทว่าพึ่งจะขึ้นไปถึงเนินเขาก็ได้ยินเสียงร้องของหญิงสาวนางหนึ่ง : “จ้าวชิงเหยา เจ้าจงใจที่จะใกล้ชิดผู้อาวุโสเฉิน ไม่ว่าจะทำเพื่อทรัพย์สินเงินทองหรือไม่ ตรงนี้ก็คือหมื่นตำลึงทอง จงออกไปให้ห่างจากผู้อาวุโสเฉินซะ ! ”

 

เฉินหมิงที่นั่งอยู่ด้านบนต้นไม้เก่าแก่ที่สูงเสียดฟ้าต้นหนึ่ง มองไปตรงพื้นดินด้วยความเสนาะสนใจ ที่เผชิญหน้าอยู่กับจ้าวชิงเหยา เป็นหญิงสาวที่ดูมั่งคั่งผู้หนึ่ง ซึ่งมีนามว่าหลี่ชิงเอ๋อ ทั้งยังมีชาติตระกูลที่ร่ำรวย หลี่ชิงเอ๋อผู้นี้ที่ดูไปแล้วคล้ายกับอยู่ในวัยสิบแปดสิบเก้าปี สวมอาภรณ์ด้วยชุดกระโปรงยาวสีเขียวอ่อน ซึ่งยิ่งขับเน้นความงดงามของนางขึ้นมาได้อีกหลายส่วน

 

จ้าวชิงเหยาหยิบโสมหิมะต้นหนึ่งออกมาจากภายในอกเสื้อพร้อมกับยัดเข้าไปในปากกัดเข้าไปคำหนึ่ง โพล่งขึ้นด้วยความตกใจ : “ว้าว หมื่นตำลึงทอง ! ”

 

หลี่ชิงเอ๋อจึงเผยอาการเหยียดหยามออกมา : “เหอะ ที่แท้ก็ไม่เคยเห็นมาก่อน หมื่นตำลึงทองยังตะโกนโหวกเหวกโวยวายออกมา ! ”

 

จ้าวชิงเหยาถามขึ้นด้วยความขลาดเขลา : “เมื่อก่อนยังเคยได้ยินได้ฟังมาบ้าง แต่กลับไม่เคยได้เห็นมาก่อนจริง หมื่นตำลึงทองนั้นมากแค่ไหน มีค่ามากเลยงั้นหรือ ? ”

 

หลี่ชิงเอ๋อแสดงสีหน้าเหยียดหยามออกมา พร้อมกล่าว : “ที่แท้ก็เป็นพวกบ้านนอก กระทั่งมูลค่าของหมื่นตำลึงทองก็ยังไม่ทราบ ข้าจะบอกเจ้าให้ หมื่นตำลึงทอง สามารถที่จะซื้อตลาดร้านรวงได้ทั้งสายอย่างง่ายดาย สามารถที่จะทำให้พันครัวเรือนดื่มกินได้ถึงหนึ่งปีเต็ม เห็นโสมหิมะต้นนี้ในมือของเจ้าหรือไม่ หมื่นตำลึงทอง เพียงพอที่จะซื้อโสมสักต้น………”

 

เพียงพอที่จะซื้อ โสมสักต้น……..

 

หลังจากที่จ้าวชิงเหยาเคี้ยวโสมหิมะต้นนี้ไปกว่าครึ่งดังกร๊อบกร๊อบ เสียงของหลี่ชิงเอ๋อก็ได้สั่นเครือขึ้นเล็กน้อย : “ในปากเจ้า อย่างน้อยก็ห้าหมื่นตำลึงทอง…….”

 

ครอบครัวของหลี่ชิงเอ๋อเองก็ถือว่าร่ำรวย แต่ก็ยังไม่เคยเห็นใครเอาโสมหิมะทำเหมือนกับเป็นหัวไชเท้าเช่นนี้มาก่อน ! 

 

ทันใดนั้นหลี่ชิงเอ๋อก็รู้สึกว่าตนทำไม่ถูกต้องอยู่บ้าง หากคิดที่จะเทียบว่าใครมีเงินมากกว่ากันกับเฉินหมิง เกรงว่าคงจะมีแต่คนเหยียดหยามตัวเองเท่านั้น

 

เฉินหมิงเผยสีหน้ารังเกียจออกมา : “อุ้ย ตอนนี้มีลูกกระจ๊อกมาแล้ว ช่างไม่ไหวเอาซะเลย คุณภาพแย่เกินไป ! ไม่มีแม้แต่ความทะเยอทะยานที่จะให้ผู้คนคิดที่จะลงมือเลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกันกลับทำให้ข้าบังเกิดความเห็นใจ คาดว่าน่าจะเป็นเพียงแค่กระสอบทรายที่โผล่มาในฉากให้ตัวละครเอกทุบตีจนตาย”

 

เฉินหมิงรู้สึกผิดหวังอย่างแรง ถึงอย่างนั้นก็ยังคงพูดขึ้นว่า : “กระนั้นก็ล้วนแต่เป็นคุณประโยชน์เพื่อทำให้ตัวละครเอกทุบตีจนผงาดขึ้นได้ อีกทั้งยังมีความเป็นไปได้ที่จะสร้างคุณประโยชน์อย่างใหญ่หลวงที่อาจจะเกิดขึ้นในชีวิตเลยก็เป็นได้ ตัวกระจ๊อกเช่นนี้ ย่อมควรค่าแก่การนับถือ หลี่ชิงเอ๋อผู้นี้ นางไม่แต่เพียงเป็นลูกกระจ๊อกเท่านั้น นางยังถือเป็นวีรสตรีคนหนึ่งเลยทีเดียว ! ”

 

หลี่ชิงเอ๋อเผยสีหน้าแค้นเคืองออกมา : “ทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะให้ได้อยู่ในความดูแลของผู้อาวุโสเฉิน ที่แท้ก็ทำเพื่อสมบัติของผู้อาวุโสเฉิน ตัวข้าจะเป็นผู้กำจัดเจ้าแทนผู้อาวุโสเฉินเอง ! ”

 

หลี่ชิงเอ๋อผู้นี้ที่ถือได้ว่าอยู่ในขอบเขตกลิ่นอายวิถีขั้นที่เจ็ด สามารถโค่นล้มจ้าวชิงเหยาจนยากที่จะมีชีวิตอยู่รอดได้ กระนั้นผ่านไปสักพัก จ้าวชิงเหยาก็ได้ถูกหลี่ชิงเอ๋อทุบตีจนมีบาดแผลเต็มร่าง จ้าวชิงเหยาเองก็ทราบดีว่าตนมิใช่คู่ต่อสู้ของหลี่ชิงเอ๋อ จึงคิดหลบหนี หลี่ชิงเอ๋อไล่ตามจ้าวชิงเหยาจนทั้งคู่ไปถึงผาสำนึกตน

 

ในเวลาเช่นนี้ คุณคงจะไม่ถามมาหรอกนะว่า เหตุใดเฉินหมิงถึงไม่ไปช่วยจ้าวชิงเหยา ? ไม่ ไม่ ไม่ เวลานี้แหละที่สมควรจะดูเนื้อเรื่องกันอย่างสบายใจกันก่อน ไม่อย่างนั้นก็จะกลายเป็นการทำลายวาสนาของตัวละครเอกไปเสีย

 

ผาสำนึกตน ความหมายก็ตามชื่อว่าต้องเป็นหน้าผาสูงแห่งหนึ่ง เฉินหมิงอดไม่ได้ที่จะกล่าวขึ้นมาว่า : “ข้าเกือบลืมไปแล้ว หากพลังฝึกปรือไม่รุดหน้า ยังสามารถให้ชิงเหยาไปกระโดดหน้าผาสูงได้ ! ”

 

ขึ้นชื่อว่าเป็นตัวละครเอกตัวหนึ่ง เมื่อไม่มีอะไรจะทำได้ก็ใช้การกระโดดลงหน้าผาสูงแก้ไขได้แล้ว ! ถ้าหากยังไม่รุดหน้าก็กระโดดลงสักสองรอบ ! หากไม่มีสมบัติวิเศษ ข้างใต้หน้าผาสูงก็คงจะมีสมบัติที่สุดยอดผู้ฝึกตนขอบเขตบรรลุวิถีทิ้งเอาไว้ หากว่าไม่มีเคล็ดวิชา ใต้หน้าผาสูงก็อาจมีเคล็ดวิชาของเซียนทิ้งเอาไว้ เมื่อไม่มีมนต์ตราเซียน ใต้หน้าผาสูงก็จะมีเซียนช่วยให้บรรลุ เมื่อไม่มีสาวๆ ใต้หน้าผาสูงก็จะหญิงสาวเปี่ยมเสน่ห์ที่น่ารัก ไร้เดียงสา! 

 

ใต้ล่างหน้าผาสูง สิ่งที่ควรมีก็ล้วนแต่มี ! 

 

ระหว่างที่ครุ่นคิด จ้าวชิงเหยาได้ถูกหลี่ชิงเอ๋อฟาดจนตกหน้าผาสูงไปในหนึ่งฝ่ามือ เฉินหมิงที่ซ่อนเร้นตัวตนอยู่ภายในใจกลางเมฆหมอก กระโดดลงติดตามไป ผลลัพธ์กลับเป็นเช่นนั้นจริงๆ จ้าวชิงเหยาหลังจากที่ร่วงลงสู่หน้าผาสูง ก็ได้คว้าเถาวัลย์เอาไว้เส้นหนึ่ง นางจึงร่วงเข้าไปยังภายในถ้ำแห่งหนึ่งที่อยู่ตามหน้าผาสูงซึ่งถูกไม้เลื้อยปกปิดเอาไว้

 

เสียงตกใจระคนยินดีดังจากจ้าวชิงเหยา : “เอ๊ะ นี่มันเห็ดหลิงจือหยก ท่านอาจารย์ได้บอกมาว่า สิ่งนี้ถือเป็นยาอายุวัฒนะที่หาได้ยาก แทบจะเป็นสิ่งที่โสมหิมะไม่อาจเทียบเคียงได้ เมื่อได้เห็ดหลิงจือหยกต้นนี้มาเพื่อสมานแผล ข้าไม่เพียงแต่จะสามารถฟื้นคืนจากอาการบาดเจ็บ ทั้งยังมีความสามารถทำให้มีพลังในการรุดหน้าได้เป็นอย่างมาก ! หลี่ชิงเอ๋อ รอข้าก่อนเถอะ เมื่อข้าออกไปจากผาสำนึกตนแห่งนี้ได้ จะต้องคืนความเป็นธรรมให้กับเจ้าแน่ ! ”

 

เมื่อได้ยินเสียงของจ้าวชิงเหยา เฉินหมิงจึงค่อยวางใจลง พังเพยเก่าแก่ย่อมไม่หลอกลวงผู้ใด เมื่อพบว่าจ้าวชิงเหยาไม่เป็นไร เฉินหมิงเองก็วางใจ จึงกระโดดขึ้นไปถึงบนหน้าผาสูงในครั้งเดียว ในเวลานี้ หลี่ชิงเอ๋อเองได้เดินจากไปไกลแล้ว แต่กลับมีชายชุดดำผู้หนึ่งอยู่ทางด้านบนหน้าผาสูงที่สูงตระหง่าน ชายชุดดำผู้นั้นหันไปมองเฉินหมิง ยิ้มแล้วกล่าว : “ผู้คนในใต้หล้าต่างก็ลือกันว่าผู้มีพรสวรรค์ของแคว้นเหยียนเฉินหมิงได้รับศิษย์แล้ว คิดไม่ถึงมาก่อนเลยว่าองค์ผู้สืบทอดที่อยู่ในวัยเพียงแค่นี้ จะถึงกับมองวิถีทางของขอบเขตบรรลุวิถีได้อย่างทะลุปรุโปร่ง หากว่าปล่อยให้เจ้าสำเร็จจนกลายเป็นสุดยอดผู้ฝึกตน นั่นกลับมิใช่ยิ่งจะทำให้แคว้นเหยียนเสมือนเสือติดปีก ! ”

 

เฉินหมิงมองไปทางชายชุดดำ ยื่นมือลูบไปที่คาง : “ให้ตายเถอะ ยังมีเบื้องหลังของเรื่อง ! ”

 

ชายชุดดำตัวสั่นสะท้าน : “เบื้องหลังของเรื่องอะไรกัน ? ”

 

เฉินหมิงกล่าว : “สิ่งที่เรียกกันว่าเบื้องหลังเรื่อง ก็คือเรื่องใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในเวลาที่ตัวละครเอกยังอ่อนแออยู่ หรือก็คือบุญคุณความแค้นระหว่างNPCอย่างพวกเราเหล่านี้ หากว่าไม่มีสิ่งเหล่านี้ ทุกคนก็จะอยู่ร่วมกันอย่างสันติเสมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน มีหรือที่จะเกิดการแบ่งแยกกันได้ แล้วตัวละครเอกจะไปเก็บเลเวลที่ไหนกัน ? ”

 

ชายชุดดำที่ชุ่มโชกเหงื่อไปทั้งศีรษะ : “ไม่แน่ว่า องค์ผู้สืบทอดสติฟั่นเฟือนแล้วหรือ ? ”

 

เฉินหมิงชักกระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ออกจากแผ่นหลัง หันกระบี่ชี้ไปทางชายชุดดำ สองสุดยอดฝีมือสบตามองกันอยู่ข้างใต้หน้าผาสูง คล้ายกับเป็นศึกตัดสินภายในพริบตาของเหล่ายอดคน เพียงได้ยินเสียงของเฉินหมิงถอนหายใจออกมายาวๆ : “อย่าได้มัวแต่พิรี้พิไร รีบมาดำเนินเนื้อเรื่องกันเถอะ ! ”

.

.

.

.

 

 

[1]มาจากชื่อ เก้าเก้ารวมหนึ่ง ซึ่งอธิบายจาก ภพสวรรค์ ภพมนุษย์ ภพนรกภูมิ รวมทั้งสิ้นเป็น 81ส่วน

 

[2] อุปมา ใครมาก่อนได้ก่อน

ติดตามเพจได้ที่>>https://bit.ly/2U7XmLR

ติดตามอ่านรายตอนได้ก่อนใคร >> https://novelrealm.com/detail/185

คะแนน 5.0
กรุณารอสักครู่...