ตอนที่แล้วตอนที่ 1 รับศิษย์
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 3 เคล็ดสามภพเร้นลับ

ตอนที่ 2

อาจารย์ข้าเป็นบ้าไปแล้ว

 

ขณะนี้เสียงของระบบพี่สาวแสนสวยก็ได้ดังขึ้น : “ติ่ง การรับศิษย์เสร็จสมบูรณ์ ได้รับรางวัลคะแนนจริยธรรม 10 แต้ม ! ”

 

ภูผาราชันย์พิสุทธิ์ 

 

จ้าวชิงเหยาที่ได้ติดตามเฉินหมิงเดินมาตลอดทางจนมาถึงยอดเขาของ         ภูผาราชันย์พิสุทธิ์ เดินจนขาที่มีกล้ามเนื้อเพียงน้อยนิดของนางเจ็บแสบขึ้นมาบ้าง จ้าวชิงเหยาถึงกับตำหนิขึ้นในใจว่า : ท่านอาจารย์มิใช่เซียนหรอกหรือไง ? เหตุใดถึงไม่เหาะเหินเหยียบกระบี่ เพียงแต่เดินด้วยเท้ามาทำไมกัน ?

 

เฉินหมิงหันกลับไปมองยังทางด้านของจ้าวชิงเหยา ทราบดีว่าการที่ตนเองไม่เหาะเหินเหยียบกระบี่เดินทางมาย่อมน่าแปลกใจอยู่บ้าง จึงได้กล่าวขึ้นมาว่า :      “สิ่งที่เรียกกันว่าเป็นฝึกปรือ ก็คือการบรรลุวิถีฟ้าดินอันยิ่งใหญ่ทุกยามทุกขณะ การเดินตามเส้นทางที่ข้าเดิน เจ้ากลับหาได้พร่ำบ่นออกมาแม้เพียงครึ่งคำ ย่อมเห็นได้ว่าเจ้านั้นถือเป็นคนที่มีจิตใจอันเข้มแข็งที่ไม่เลว”

 

พูดเป็นเล่นไป เฉินหมิงมีหรือที่จะบอกนางว่าเขากลัวว่ายามที่เหยียบกระบี่จะไม่ทันระวังถ่มน้ำลายทับบุพการีตัวเอกจนได้ ? 

 

 

 

ในใจจ้าวชิงเหยาก็ได้บังเกิดความเลื่อมใสขึ้นมากยิ่งขึ้น ที่แท้ท่านอาจารย์ได้บรรลุเข้าถึงวิถีอันยิ่งใหญ่แห่งฟ้าดิน อีกทั้งยังกำลังทดสอบจิตใจของข้าอยู่ ท่านอาจารย์ช่างถือเป็นผู้สูงส่งยิ่งนัก ! 

 

แล้วก็ได้นำพาจ้าวชิงเหยามาจนถึงภายในเรือนที่พักสำหรับฝึกปรือของตนเอง เฉินหมิงหันไปมองจ้าวชิงเหยา แล้วกล่าว : “รู้จักการกราบไหว้อาจารย์หรือไม่ ? ”

 

จ้าวชิงเหยาพยักหน้าอย่างน่าเอ็นดู

 

เฉินหมิงจึงได้บอกต่อจ้าวชิงเหยาว่าใบชาและกาน้ำชาวางอยู่ตรงส่วนใด พร้อมกับไปนั่งพิงอยู่บนเก้าอี้หวายด้วยท่าทางสบาย พร้อมกับมองไปที่จ้าวชิงเหยาที่ไปชงชาอย่างไม่ใส่ใจ พลางขบคิดว่า นังหนูผู้นี้ดูไปแล้วก็ถือว่าน่ารักน่าชังเลยทีเดียว ทั้งมีผิวพรรณที่เนียนนุ่มจนสามารถที่จนดูมีน้ำมีนวล ผิวขาวผุดผ่อง คิ้วที่เรียวได้รูปดุจใบหลิวทั้งสองข้าง แววตาที่คล้ายกับหยาดน้ำที่หยดลงอย่างไร้สุ้มเสียง

 

 

ช้าก่อน ! 

 

เหตุใดถึงได้เป็นเด็กสาวกันเล่า ! 

 

แท้จริงแล้วนี่ก็คือนิยายที่มีตัวเอกเป็นสตรีเล่มหนึ่งหรอกหรือ ? 

 

จบสิ้นแล้วจบสิ้นแล้ว ตัวเอกเป็นสตรีกลับมิใช่ชมชอบมีความรักกับอาจารย์อะไรกันหรอกหรือ ที่ดีกว่าก็คงจะเป็นสามชาติสามภพกระไรนั้นงั้นหรือ ? จากนั้นตัวเองก็ให้จ้าวชิงเหยากลายเป็นหนึ่งในนางสนมในวัง จนกลายเป็นปฐมบทในตำนานไป ! 

 

ในเวลาที่เฉินหมิงกำลังครุ่นคิดวุ่นวาย จ้าวชิงเหยาก็ได้ยกชาด้วยมือทั้งสองข้าง คุกเข่าลงทั้งสองข้างลงที่เบื้องหน้าของเฉินหมิง กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงนับถือเลื่อมใสว่า : “ท่านอาจารย์โปรดดื่มน้ำชา”

 

เฉินหมิงจิบชาเข้าไปคำหนึ่ง พร้อมกับหันไปมองจ้าวชิงเหยาที่อยู่เบื้องหน้า แล้วกล่าว : “ชิงเหยาเอ่ย เจ้าคิดว่านามหลงอ้าวเทียน[1] นี้เป็นอย่างไรบ้าง ? ”

 

จ้าวชิงเหยาที่มีเส้นผมสีดำเงางาม อาจารย์เหตุใดถึงได้ถามถึงคำถามที่ประหลาดพิสดารเช่นนี้กัน : “ฟังดูแล้วน่าเกรงขาม”

 

เฉินหมิงเมื่อได้สาดแววตามองไปที่จ้าวชิงเหยา เด็กสาวหากเปลี่ยนชื่อเป็นหลงอ้าวเทียนคงจะไม่เหมาะสมอยู่บ้าง ช่างเถอะช่างเถอะ : “ชิงเหยา ยังมีคนในครอบครัวอยู่หรือไม่ ? ”

 

จ้าวชิงเหยากล่าว : “ศิษย์ยังมีน้องชายอยู่คน ได้ถูกเจ้าเมืองจับตัวไปเป็นทาส”

 

เฉินหมิงกลับไม่ได้มีสีหน้าเปลี่ยนแปลงไม่ แต่ในใจกลับรู้สึกเบิกบาน นี้จึงถือเป็นแบบฉบับที่พึงจะเรียบเรียงแล้ว คนในครอบครัวของหญิงสาวตายกันจนสิ้น คงเหลือแต่เพียงน้องชายที่ถูกเจ้าเมืองจับตัวไปเป็นทาส สาวน้อยจึงต้องร่อนเร่ข้ามพันเขาหมื่นธาร มาเพื่อฝากตัวเข้าสู่สำนักเซียน เมื่อฝึกปรือหวนกลับไป ต้องเปิดศึกการฆ่าไปทุกสารทิศ เข่นฆ่าศัตรูจนวอดวาย ! 

 

เมื่อได้ดื่มชาไปอีกคำ เฉินหมิงก็ได้กล่าวว่า : “เอาละ ข้าได้ดื่มชาของเจ้าแล้ว และบัดนี้ข้าได้เป็นอาจารย์ของเจ้า”

 

จ้าวชิงเหยาจึงหันไปมองเฉินหมิง แล้วกล่าว : “ท่านอาจารย์ พรสวรรค์ของข้านั้นด้อยยิ่งนัก เกรงจะทำให้ท่านอาจารย์ขายหน้าได้”

 

เฉินหมิงยิ้มแล้วกล่าว : “ไม่ ไม่ ไม่ ในสายตาของข้า เจ้ากลับเป็นผู้มีพรสวรรค์ในระดับสัตว์ประหลาดเลยล่ะ”

 

จ้าวชิงเหยา : “อา ? ”

 

เฉินหมิงกระแอ้มไออยู่ในลำคออยู่สองครา พร้อมกับกล่าวว่า : “สภาวะร่างกายของทุกคนล้วนแต่แตกต่างกัน มีความเป็นไปได้ที่เจ้ายังไม่ได้กรุยเส้นลมปราณหลักของตัวเอง ดังนั้นตอนนี้จึงยังหาได้มีประกายความเป็นตัวเอกอันเจิดจรัสให้เห็นได้ชัดเจน”

 

จ้าวชิงเหยาแสดงเครื่องหมายสงสัยอยู่เต็มใบหน้า “กรุยเส้นลมปราณหลัก ? ประกายเจิดจรัสตัวเอก ? แต่ว่าท่านอาจารย์ ข้าได้ฝึกปรือมาเจ็ดปีแล้ว ยังอยู่เพียงแค่ขอบเขตกลิ่นอายวิถีขั้นที่หนึ่งเท่านั้น”

 

เฉินหมิงกล่าว : “สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย เจ้าลองฝึกปรือมาสักรอบให้อาจารย์ดูหน่อย”

 

จ้าวชิงเหยานั่งขัดสมาธิบนหินอ่อนก้อนหนึ่งภายในใจกลางสวน เริ่มต้นฝึกปรือ สิ่งที่เรียกกันว่าขอบเขตกลิ่นอายวิถี หรือก็คือการดูดซับปราณบริสุทธิ์เข้าสู่เส้นโลหิตภายในร่าง เมื่อเลือดที่ดูดซับปราณบริสุทธิ์ไหลเวียนอยู่ภายในร่าง ทำให้ร่างกายแข็งแกร่งขึ้น คงมีแต่ต้องมีร่างกายที่แข็งแกร่ง จึงจะสามารถแบกรับลมปราณขอบเขตสู่วิถีเข้าสู่ร่างกายได้ ถึงจะสำเร็จจนกลายเป็นบ่อปราณภายในร่าง

 

ผู้ฝึกปรือโดยทั่วไป ภายในร่างกายจะมีด้วยกันทั้งหมดสิบเส้นโลหิต ในทุกๆ เส้นโลหิตเมื่อได้กรุยออกมาก็จะเพิ่มพูนระดับขึ้นหนึ่งขั้น

 

จ้าวชิงเหยาเมื่อเริ่มที่จะเชื่อมต่อลมปราณระหว่างฟ้าดิน เฉินหมิงเองในขณะที่ยังไม่ทันตั้งตัวก็ได้มีสายลมคลั่งหอบหนึ่งพัดเข้ามา ลมปราณระหว่างฟ้าดินก็ได้รวมตัวกันขึ้นมาจนกลายเป็นเกลียวคลื่นพุ่งรวมกันที่จ้าวชิงเหยา หนังตาของ   เฉินหมิงเองกระตุกไปมา ที่แท้ก็สมกับเป็นตัวเอก ทว่าขอบเขตกลิ่นอายวิถีขั้นที่หนึ่ง สภาวะการฝึกปรือยังเหนือกว่าขอบเขตกลิ่นอายวิถีขั้นที่เจ็ดกันไปแล้ว ด้วยปริมาณลมปราณเช่นนี้ แทบจะเรียกได้ว่าเป็นระดับสัตว์ประหลาดเลยก็ว่าได้

 

เฉินหมิงหันไปมองจ้าวชิงเหยา พร้อมกับยื่นมือไปว่างทาบบนแผ่นหลังของ     จ้าวชิงเหยา สัมผัสลมปราณบริสุทธิ์ที่อยู่ในเส้นโลหิตภายในร่างกายของจ้าวชิงเหยา พริบตานั้นก็ได้เกิดคำถามขึ้น ไม่ถูกต้อง ผู้อื่นล้วนแต่มีความบริสุทธิ์อยู่ภายในเส้นโลหิต เหตุใดเจ้าถึงได้มีความบริสุทธิ์อยู่ทั้งร่างกัน ! 

 

ไม่แปลกใจเลยที่หลายปีมานี้เจ้ายังอยู่ในขอบเขตกลิ่นอายวิถีขั้นที่หนึ่ง ผู้อื่นที่ฝึกปรือต่างมีเพียงความบริสุทธิ์ในเส้นเลือดทั้งหมดสิบสาย เจ้ากลับมีความบริสุทธิ์อยู่ทั่วร่าง นี่ช่างเป็นคุณสมบัติที่มหัศจรรย์อะไรเยี่ยงนี้ หรือจะบอกได้ว่า นี่มิใช่คุณสมบัติในตำนานที่ใช้เพื่อฝึกปรือขอบเขตกลิ่นอายวิถีทั้งหมดแปดสิบเอ็ดขั้นอย่างงั้นหรอกหรือ ? 

 

จำได้ว่าคุณสมบัติชนิดนี้หากคิดที่จะปลุกให้ตื่นขึ้นมานั้นเป็นเรื่องที่ยุ่งยากเป็นอย่างยิ่ง เนื่องด้วยต้องใช้ศิลาปราณจำนวนมาก และศิลาปราณนี้ยังถือว่าเป็นเสมือนดั่งสมบัติล้ำค่าในขอบเขตสู่วิถี ซึ่งก็คือสมบัติที่มีเพียงผู้อยู่ในขอบเขตสู่วิถีจึงจะสามารถใช้ได้ ย่อมเป็นตัวเอกเท่านั้น ที่เมื่อฝึกปรืออยู่ในขอบเขตกลิ่นอายวิถีแต่ยังสามารถใช้สิ่งของที่ผู้อยู่ในขอบเขตสู่วิถีใช้

 

เฉินหมิงปลุกจ้าวชิงเหยา พร้อมกับหยิบศิลาปราณออกมาจากภายในอกเสื้อ แล้วกล่าวว่า : “เจ้าทดลองใช้สิ่งนี้ฝึกปรือดู”

 

จ้าวชิงเหยาหันไปมองเฉินหมิง พร้อมกับแสดงสีหน้าหวาดกลัวขึ้นเล็กน้อย “ท่านอาจารย์ นี้ก็คือศิลาปราณที่มีเฉพาะขอบเขตสู่วิถีเท่านั้นจึงมีคุณสมบัติที่จะใช้ได้ ในหมู่ขอบเขตกลิ่นอายวิถี มีแต่เพียงต้องเข้าถึงขั้นที่สิบเท่านั้นจึงจะสามารถใช้ได้ มิเช่นนั้นร่างจะระเบิดแหลกลาญและตกตายไป”

 

เฉินหมิงส่ายหน้าอย่างไม่ถือสา แล้วกล่าว : “วางใจข้าเถอะ เจ้าใช้ได้ตามสะดวก มีท่านอาจารย์อย่างข้าคอยดูอยู่ อย่าได้ไปเกรงกลัวต่อสิ่งใด”

 

จ้าวชิงเหยาเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งหยิบศิลาปราณมาก้อนหนึ่งเริ่มต้นดูดซับลมปราณ แล้วต้องตกใจเมื่อพบว่า ตัวเองกลับไม่รู้สึกถึงการถูกเติมเต็มลมปราณจนมากเกินไป หรือกระทั่งไม่รู้สึกถึงร่างที่จะแตกระเบิด ท่านอาจารย์ช่างสมกับเป็นยอดคนอย่างแท้จริง ! 

 

ภายใต้ความยินดี จ้าวชิงเหยาจึงเริ่มทุ่มเทดูดซับศิลาปราณเหล่านี้อย่างสุดกำลัง เฉินหมิงกวาดตามองวูบหนึ่ง เมื่อแน่ใจว่าไม่มีปัญหา จึงเดินออกไปจากสวน บ่าวรับใช้เฒ่าผู้หนึ่งก็ได้เดินเข้ามา ถามว่า : “คุณชายมีเรื่องใดให้ข้ารับใช้ ? ”

 

เฉินหมิงชี้ไปยังจ้าวชิงเหยาที่อยู่ภายในสวน จากนั้นก็ได้กล่าวขึ้นมาว่า :   “เหล่าฟัง นี้เป็นลูกศิษย์ข้า เห็นแล้วหรือไม่ นางยังมีน้องชายอยู่อีกคน ได้ถูกเจ้าเมืองจับตัวไปเป็นทาสแล้ว เจ้าเข้าใจแล้วหรือไม่”

 

เหล่าฟังเผยสีหน้ากระจ่างแจ้งแจ่มชัด แล้วกล่าว : “บ่าวเข้าใจแล้ว บ่าวจะจัดการส่งทหารสามพันนายไปทำลายจวนเจ้าเมืองผู้นั้น รับรองได้ว่ากระทั่งหญ้าสักตนก็จะไม่มีชีวิตรอดไปได้ จากนั้นจะพาตัวน้องชายของคุณหนูชิงเหยากลับมา!   เมื่อเป็นเช่นนี้ คุณหนูชิงเหยาก็จะสามารถฝึกปรือได้อย่างสบายใจ ไม่จำเป็นที่จะต้องไปพะวงถึงอื่นใดอีก”

 

เฉินหมิงตบเข้าไปที่ศีรษะของเหล่าฟังไปหนึ่งฝ่ามือ แล้วด่าทอว่า : “เจ้าเข้าใจกับผีสิ! ส่งผู้อยู่ในขอบเขตสู่วิถีสักคนออกไป”

 

เหล่าฟังเดิมยังคิดว่ากองทัพสามพันนายก็โหดร้ายพอแล้ว ผู้ใดจะไปทราบว่าเฉินหมิงกลับโหดร้ายยิ่งกว่า ถึงกับให้ส่งผู้อยู่ในขอบเขตสู่วิถีไปฆ่าเจ้าเมืองผู้นั้น

 

“บ่าวเข้าใจแล้ว ข้าจะให้ท่านอ๋องส่งข้ารับใช้ที่อยู่ในขอบเขตสู่วิถีไปฆ่าเจ้าเมืองผู้นั้น แล้วช่วยน้องชายของคุณหนูชิงเหยาออกมา! ”

 

เฉินหมิงตบบ่าของเหล่าฟัง แล้วกล่าว : “ไม่ใช่ เหล่าฟัง เจ้าที่ฉลาดหลักแหลมก่อนหน้านี้ไปหาความสุขในหอแดงแล้วไม่จ่ายเงินไปไหนกันแล้ว? หากว่าเจ้าฆ่าเจ้าเมืองผู้นั้นแล้ว เช่นนั้นด่านทดสอบของศิษย์ข้าจะไปหามาจากไหน จะไปหาบอสให้สู้จากไหนอีก? หากเจ้าทำให้แผนการของข้าไม่สัมฤทธิผลขึ้นมาเล่า? ถ้าข้ามด่านนี้ไปจะไปต่อได้อย่างไร? แค่ส่งขอบเขตสู่วิถีไปสักคน คอยจับตาดูน้องชายของศิษย์ข้า ขอเพียงไม่เกิดเรื่องที่อันตรายถึงแก่ชีวิตหรือพิการ ก็แล้วแต่พวกเขาจะจัดการเถอะ ทางที่ดีที่สุดจงอย่าได้เข้าไปยุ่งเกี่ยว เพียงชิงเหยาเกิดความเจ็บปวดสักรอบ ความเจ็บปวดก็จะเป็นพลังในการบรรลุ นั่นจึงเรียกได้ว่าเป็นความสมบูรณ์แบบสิ ! จากนั้นสิ่งแรกที่ชิงเหยาจะทำคือการฆ่าบุตรชายเจ้าเมืองอะไรนั่น เจ้าเมืองผู้นั้นย่อมต้องส่งญาติพี่น้องยอดฝีมือขอบเขตกลิ่นอายวิถีขั้นที่แปดขั้นที่เก้าออกมา เพื่อทำให้ชิงเหยาได้บทเรียนสักรอบ ในเวลานี้ ก็ให้พวกข้ารับใช้ผู้นั้นไปช่วยชิงเหยากับน้องชายนางออกมาก็เป็นใช้ได้แล้ว”

 

เหล่าฟังถึงกับต้องเกาหัวไปมา

 

เฉินหมิงกวาดตามอง : “เป็นไรแล้ว ? ”

 

เหล่าฟังตอบ : “ดูวกวนชอบกล”

 

เฉินหมิงกล่าว : “เจ้าจะไปสนใจมากความไปทำไม ก็แค่ทำตามที่ข้าสั่งเป็นใช้ได้แล้ว ! ”

 

เหล่าฟังกล่าว : “เจ้าเมืองผู้นั้นเป็นเพียงแค่แมลงตัวหนึ่ง หากว่าเขาทราบว่าคุณหนูชิงเหยาได้กราบมาเป็นศิษย์ในความดูแลของคุณชาย แล้วทำการปล่อยตัวน้องชายของคุณหนูชิงเหยาจะทำอย่างไร ? ”

 

เฉินหมิงทอแววตาสว่างวาบ “แค๊ก เหล่าฟัง เจ้าฉลาดขึ้นแล้ว เช่นนั้นก็ส่งกองทัพไปอีกหนึ่งหมื่น ปิดล้อมทั้งเมืองให้ข้า อย่าได้ให้มีข่าวที่ไม่พึงประสงค์เล็ดลอดได้ ! ”

 

เหล่าฟังถึงกับยืนสงบไว้อาลัยให้กับเจ้าเมืองผู้นั้นอยู่รอบหนึ่ง แล้วกล่าวว่า “บ่าวผู้ชราจะไปจัดการทันที ! ”

.

.

.

.

 

 

[1] หลงอ้าวเทียน  มีความหมายว่า มังกรหาญฟ้า

ติดตามเพจได้ที่>>https://bit.ly/2U7XmLR

ติดตามอ่านรายตอนได้ก่อนใคร >> https://novelrealm.com/detail/185

คะแนน 5.0
กรุณารอสักครู่...