ตอนที่แล้วตอนที่ 9 อย่าว่าแต่เขาไม่เข้าใจ กระทั่งข้าเองก็ยังไม่เข้าใจ
ทั้งหมดรายชื่อตอน

ตอนที่ 10

บางวาระ ก็มิควรเคลื่อนทัพบนเส้นทางที่มิควร

 

ความมืดมิดเข้าครอบงำ ดวงจันทราลอยตระหง่านสูงขึ้น ใจกลางโรงเตี้ยมต้นแขกเทวดา[1] พลทหารยศน้อยยศใหญ่สิบกว่าคนได้รวมตัวกันอยู่ในห้องโถง รอคอยการเตรียมการของเฉินหมิง

 

เฉินหมิงเมื่อได้ทานอาหารเย็นจนเสร็จ ได้หยิบผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งมาเช็ดปาก พร้อมกับมุ่งหน้าเดินลงไปทางชั้นล่าง 

 

เฉินหมิงนั่งลงบนที่นั่ง คิดจะเอ่ยปาก แต่หวังเหมิงที่ลุกขึ้นอย่างกะทันหันแล้วกล่าว : “องค์ผู้สืบทอด ท่านอ๋องมีคำสั่งมาว่า ทัพศัตรูมีกำลังพลมากกว่า อีกทั้งยังมีชัยด้านภูมิประเทศ นี่เป็นสถานการณ์ที่อยู่เหนือการควบคุมขององค์ผู้สืบทอดแล้ว โปรดทรงขอให้องค์ผู้สืบทอดสลายทัพ ในส่วนที่เหลือจะให้ท่านอ๋องและท่านแม่ทัพใหญ่เป็นผู้ตัดสินใจ ในที่นี้มีสารลับที่มีการลงนามของแม่ทัพใหญ่และท่านอ๋อง” 

 

หวังเหมิงกล่าวจบ ก็ยื่นสารลับที่อยู่ในมือออกไป

 

นี่ล้วนแต่จัดการเอาไว้เป็นอย่างดีแล้ว แต่จะให้ข้าสลายทัพงั้นหรือ ? หากว่าข้าสลายทัพในครั้งนี้แล้ว เช่นนั้นภารกิจที่จะเปลี่ยนแปลงชะตากรรมตัวตายตัวแทนก็มิใช่ว่าที่ทำมาต้องสูญเปล่าไปจนหมดสิ้นแล้วหรอกหรือ? ไม่แปลกใจเลยที่เป็นภารกิจท้าทายเนื้อเรื่อง หากว่าไม่มีความยากอยู่บ้าง มีหรือที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงดวงชะตาตัวตายตัวแทนได้กันเล่า

 

เฉินหมิงรับสารลับ แต่หาได้เปิดอ่านไม่ เพียงใช้นิ้วทั้งสองข้างคีบสารลับเอาไว้ แล้ววางไว้บนเปลวเทียนจนลุกไหม้ขึ้นมาในทันที เปลวเทียนเผาสารลับที่อยู่เบื้องหน้าหลือเพียงแค่ขี้เถ้า เฉินหมิงสาดแววตาเป็นประกายหันไปมองอยู่รอบหนึ่ง กล่าววาจาที่น่าเหลือเชื่อออกมาว่า : “บางวาระ ก็มิควรเคลื่อนทัพบนเส้นทางที่มิควร!” 

 

เฉินหมิงหันไปมองเหล่าพลทหารที่อยู่ในห้อง หัวเราะแล้วกล่าว : “ข้าเองก็ไม่กลัวที่จะบอกต่อพวกเจ้า ตำหนักคร่าชีวิตซึ่งมีทัพใหญ่สิบหมื่นอยู่นี้ และด้านพวกเรา มีเพียงทัพใหญ่สามหมื่น ทั้งอีกฝ่าย ยังมีความได้เปรียบด้านภูมิประเทศ สุสานเจียงหวังเองถือเป็นพื้นที่ง่ายต่อการป้องกัน ยากที่จะบุกโจมตี ผู้ใดไม่เต็มใจจะต้องรับคำสั่งจากข้า สามารถลุกออกไปได้เลย” 

 

เหล่าพลทหารล้วนแต่หันหน้าสบตามองกัน แต่กลับหาได้กล่าวออกมาแม้สักคำเดียว หาญกล้าใช้แต่เพียงสายตาในการสนทนากัน เมื่อผ่านไปได้สักพัก ในที่สุดก็ได้มีพลทหารในชุดสีขาวยืนขึ้น ผสานมือแล้วกล่าว : “อีกฝ่ายมีทัพใหญ่สิบหมื่น พวกเรามีเพียงแค่สามหมื่น ทั้งอีกฝ่ายยังได้เปรียบด้านภูมิประเทศ หากเราบุกโจมตี ย่อมไม่ต่างอะไรไปจากการหาที่ตาย โปรดยกโทษที่ข้าไม่อาจรับใช้ท่านได้!”

 

กล่าวจบ พลทหารชุดขาวที่ลุกขึ้นยืนผู้นี้ ก็หันกายเดินจากไป 

 

ในเวลาที่พลทหารชุดขาวผู้นี้เดินมาถึงยังปากทางเข้าโรงเตี้ยม เฉินหมิงพลิกมือกระตุ้นเคล็ดวิชา กระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ที่อยู่บนแผ่นหลังก็ได้มาอยู่ภายในมือ ตวัดขึ้นกลางเวหา กระบี่ราชันย์พิสุทธิ์สาดประกายแสงตวัดผ่านร่างสีขาวไป ได้ยินเพียงเสียงดังพรวดออกมา พลทหารชุดขาวผู้นั้นก็ได้ล้มลงไปกองกับพื้น

 

เหล่าพลทหารที่อยู่ภายในห้องต่างเผยสีหน้าตกใจ ร่างกายสั่นระริกขึ้นเล็กน้อย ไม่แปลกใจเลยที่เป็นหลานชายของผู้สำเร็จราชการ ถึงกับมีความโหดเหี้ยมเด็ดขาดได้เยี่ยงผู้สำเร็จราชการ

 

เฉินหมิงที่เดินมาถึงยังปากทางเข้าโรงเตี้ยม ยื่นมือเข้าไปหยิบกระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ที่เต็มไปด้วยเลือดโลหิต แล้วหยิบอาภรณ์สีขาวของพลทหารชุดขาวขึ้นมาเพื่อเช็ดคราบเลือดบนกระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ เฉินหมิงหันกลับมายิ้มให้กับเหล่าพลทหารที่อยู่ภายในโรงเตี๊ยม เผยรอยยิ้มของผู้ล่าออกมาอย่างน่าหวาดกลัว : “ยังมีผู้ใดคิดที่จะไปอีกหรือไม่? หากคิดที่จะไปก็รีบหน่อย จะได้ไม่ต้องมาเสียเวลาให้ข้าต้องมาเช็ดกระบี่อีกครั้ง ทัพพยัคฆ์เหินยังมีพลทหารอีกไม่น้อยที่อยากจะสู้ศึก แค่ตายไปสิบกว่าคน ย่อมไม่ส่งผลกระทบอะไร แม้ว่าการบุกเข้าตำหนักคร่าชีวิตจะมีแต่ความตายเพียงสายเดียว แต่หากตอนนี้คิดจะหนีเพราะรักตัวกลัวตาย ข้าย่อมสามารถส่งพวกเจ้าให้ตายเร็วขึ้นได้” 

 

การคุกคามจิตใจด้วยคำพูดที่เสมือนดั่งสุดแผนที่มีดปรากฏ[2] เหล่าพลทหารมีอย่างที่ไหนจะกล้านั่งเฉยได้อีก พลทหารนายหนึ่งรีบคุกเข่าลงแล้วกล่าวขึ้นว่า : “องค์ผู้สืบทอดคือทัพม้าหน้า คำสั่งขององค์ผู้สืบทอด ข้าน้อยจะพยายามให้ถึงที่สุด แม้ต้องถวายชีวิตก็ตาม!” 

 

ความหมายของเฉินหมิงนั้นเป็นที่ชัดเจนอย่างยิ่งแล้ว หากไม่ตายในตอนนี้ ก็จงตามเขาบุกโจมตีตำหนักคร่าชีวิตที่เป็นหนทางรอดเพียงสาย ต่อให้พวกเขาทั้งหมดบุกเข้าสังหารเฉินหมิงพร้อมกัน ก็ไม่แน่ว่าจะสามารถจัดการกับเฉินหมิงได้  อีกทั้งเฉินหมิงยังมีองครักษ์ฮู่ฉางเหว่ยให้การอารักขา หากบุกไปก็มีแต่ต้องตายมิใช่หรอกหรือ ?  อีกทั้งต่อให้สามารถหลบหนีไปได้ แล้วแจ้งเรื่องต่อผู้สำเร็จราชการและแม่ทัพใหญ่ คาดว่าพวกท่านคงจะหาได้ใส่ใจไม คิดหรือว่าท่านอ๋องจะลงโทษผู้ที่เป็นบุตรหลานอย่างเฉินหมิงผู้นี้ได้ลงคอ? พวกเขามีแต่ต้องยอมเป็นหมากของเฉินหมิง อย่างเลี่ยงไม่ได้

 

เมื่อพลทหารนายหนึ่งแสดงความเห็นออกมาอย่างชัดเจน พลทหารคนอื่นเองย่อมจะเลียนแบบทำตาม พากันลุกขึ้นจากที่นั่ง แล้วคลุกเข่าหันไปกล่าวต่อเฉินหมิง : “องค์ผู้สืบทอดคือทัพม้าหน้า คำสั่งขององค์ผู้สืบทอด ข้าน้อยจะพยายามให้ถึงที่สุด แม้ต้องถวายชีวิตก็ตาม!” 

 

เฉินหมิงพยักหน้า แล้วกล่าว : “ยอดมาก!” 

 

เฉินหมิงเดินกลับไปยังที่นั่งของตนเอง เมื่อนั่งลงแล้วก็หันไปมองหวังเหมิง : “หวังเหมิงจงสั่งการนายทัพทั้งสามสิบนายให้ทำตามแผนยุทธการ อย่าได้มัวเสียเวลาอีก!” 

 

เมื่อหวังเหมิงเห็นว่าเฉินหมิงสามารถควบคุมสถานการณ์เอาไว้ได้ ก็ได้ฝืนยิ้มอย่างอับจนปัญญา เพียงผสานมือคารวะแล้วกล่าว : “ข้าผู้ใต้บังคับบัญชาน้อมรับคำสั่ง!” 

 

กล่าวจบ ก็ได้ไปสั่งการต่อนายทัพ

 

เฉินหมิงกล่าวสั่งการต่อ : “สามวันให้หลัง ข้าจะให้พวกเจ้าไปรวมพลอยู่ทางเข้าปากน้ำเต้ากันทั้งหมดสองหมื่นนาย ส่วนอีกหนึ่งหมื่นนาย จงไปรวบรวมน้ำมันเชื้อเพลิงมาให้หมด แยกย้ายกันโอบล้อมสุสานเจียงหวังรอคำสั่งจากข้า สั่งการให้สายลับที่อยู่ภายในตำหนักคร่าชีวิต หลังจากที่ข้าได้เตรียมการจนพร้อม จงทำลายอุโมงค์ที่อยู่ภายในตำหนักคร่าชีวิตแม้ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม หลังจากที่ภารกิจสำเร็จก็จงส่งสัญญาณรายงานกลับมาในทันที เราจักบุกทะลวงผ่านช่องปากน้ำเต้าไป”

 

เมื่อเฉินหมิงสั่งการเสร็จสิ้นแล้ว ก็พบว่าพลทหารเหล่านี้มีปฏิกิริยา จึงได้เอ่ยถามขึ้นในทันที : “เข้าใจแล้วหรือไม่?” 

 

เหล่าพลทหารจึงพากันผสานมือแล้วกล่าว : “พวกข้าจะรีบจัดการทันที!” 

 

หวังเหมิงถึงแม้จะไปออกคำสั่งกับนายทัพแล้ว ทว่าก็ยังคงได้รายงานข้อมูลที่เฉินหมิงยังคงยืนกรานจะบุกโจมตีต่อไปให้แก่เฉินยวีหู่และอ๋องเฒ่าทราบ เฉินหมิงที่ทราบข่าวหาได้สนใจไม่ บัดนี้ยังมีเรื่องที่สำคัญกว่าให้กระทำ รอคอยจนพระบิดาของเขาทราบข่าวนี้ เกรงว่าคงจะเกิดการปะทะกันมาบ้าง 

 

หลังจากนั้นสามวัน ค่ำคืนที่รอคอยได้ย่างกรายมาถึง 

 

ณ จวนผู้สำเร็จราชการ

 

อ๋องเฒ่าที่สวมเอาไว้ด้วยอาภรณ์สีดำเดินเข้าจวนผู้สำเร็จราชการ ทว่าพึ่งจะเดินเข้าสู่ห้องโถง ก็ได้โยนเสื้อคลุมดำบนร่างกองไว้บนพื้น : “เกิดอะไรขึ้นกันอีก นี่เป็นครั้งที่สองแล้วนะ ครั้งที่สองแล้ว! เฉินยวีหู่ เจ้าจะต้องมีคำอธิบายให้แก่ข้า!” 

 

 

 

เฉินยวีหู่เองก็อับจนปัญญา เจ้าลูกเต่าน้อยผู้นี้เมื่อไม่เชื่อฟัง แล้วยังต้องมาให้ตัวข้าคอยเช็ดก้นให้อีก : “พระบิดา หมิงเอ๋อได้ทำการเผาสารลับที่พวกเราส่งไป ต่อหน้าพลทหารทั้งหมด อีกทั้งยังบอกด้วยว่า บางวาระ มิควรเคลื่อนทัพบนเส้นทางที่มิควร” 

 

อ๋องเฒ่ายื่นมือลูบไปที่หนวดเครา ยิ้มแล้วกล่าว : “บางวาระ ก็มิควรเคลื่อนทัพบนเส้นทางที่มิควร[3] เด็กคนนี้ช่างคล้ายกับข้าในตอนที่ยังเยาว์วัยนัก สมกับเป็นคนของตระกูลเฉิน ช้าก่อน เจ้าบอกว่าเขาคิดที่จะขัดขืนคำสั่งงั้นหรือ!” 

 

เฉินยวีหู่พยักหน้าอย่างอับจนปัญญา

 

อ๋องเฒ่าเดือดดาลจนโพล่งขึ้นว่า : “เจ้าลูกเต่าน้อยผู้นี้ คิดที่จะพลิกฟ้ากันแล้วหรือไง รีบส่งคนไปเร็ว ไม่ว่าจะเป็นเช่นไร จะต้องพาตัวเจ้าลูกเต่าน้อยผู้นี้กลับมาในสภาพที่ครบสบบูรณ์ให้ได้!” 

 

เฉินยวีหู่กล่าว : “ข้าได้มอบหมายให้องครักษ์ฮู่ฉางเหว่ยยี่สิบนายที่เหลืออยู่ออกไปกันแล้ว อีกทั้งยังได้ออกคำสั่งให้ทัพพยัคฆ์เหินทั้งหมดมุ่งหน้าไปช่วยเหลือในละแวกใกล้กับจุดรวมพลที่สุสานเจียนหวัง เกรงแต่ว่าไพร่พลของเราจะไปไม่ทันยามที่หมิงเอ๋อได้เข้าปะทะกับพวกมัน ที่ข้าเชิญพระบิดามา เพียงแต่ต้องการที่จะรายงานข้อมูลนี้ให้พระบิดาทราบ” 

 

อ๋องเฒ่ากำหมัดข้างขวาเอาไว้แน่น จนเกิดเสียงดังกร๊อบขึ้น : “ข้าเฉินหวังผู้นี้อาจต้องสิ้นทายาท! เจ้าหลานเนรคุณ!” 

 

ที่ด้านนอกสุสานเจียงหวัง เฉินหมิงนั่งอยู่บนหลังพยัคฆ์ตนหนึ่ง พบเห็นเงาดำทะยานออกมาจากใจกลางป่าทึบ พร้อมกับคุกเข่าลงอยู่เบื้องหน้าเฉินหมิง ผสานมือแล้วกล่าว : “ใต้เท้า เย่หยิง[4]ได้ลงมือทำลายอุโมงค์แล้ว!”

 

เฉินหมิงพยักหน้า หยิบแผนที่ออกมา พร้อมทั้งให้พลทหารที่อยู่โดยรอบหลายนายเข้ามาใกล้ ยื่นมือตวัดตรงปากน้ำเต้าจนเป็นเส้นโค้ง แล้วกล่าว : “รีบนำไม้ฟืนเหล่านี้ผูกเข้าด้วยกันโดยเร็วที่สุด จงไปจัดการในทันที!” 

 

เหล่าพลทหารทั้งหมดล้วนแต่ไม่อาจที่จะทราบแผนการของเฉินหมิงได้ แต่ว่าตอนนี้ ศรธนูได้ขึ้นสายแล้ว จึงจำต้องยิงออกไปเท่านั้น พายกมือขึ้นคารวะแล้วกล่าว : “น้อมรับคำสั่ง!” 

.

.

.

.

 

 

[1]เป็นพืชชนิดหนึ่งใบเป็นรูปหัวใจ

 

[2]แผนการแตกไม่สามารถปกปิดได้

[3]เป็นภาษาโบราณ ตามตำราพิชัยสงครามซูนวู 

[4] นกเค้าแมว

ติดตามเพจได้ที่>>https://bit.ly/2U7XmLR

ติดตามอ่านรายตอนได้ก่อนใคร >> https://novelrealm.com/detail/185

คะแนน 5.0
กรุณารอสักครู่...