ตอนที่แล้วตอนที่ 30 ฝากฝั่ง
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 32 ลิซ่า

ตอนที่ 31 ฟินิกซ์ตัวน้อย


ภูเขากองเอกสารมากมายได้อัดแน่นอยู่บนโต๊ะทำงานทั้ง 3 บรรยากาศภายในห้องตอนนี้นั้นอุดอู้(ไม่มีอากาศถ่ายเท)จนยากจะทานทน นางหนูและผู้ช่วยทั้ง 2 กำลังยุ่งอยู่กับการขนย้ายเอกสารไปมาระหว่างโต๊ะ

ด้วยภูเขากองเอกสารอันสูงใหญ่ ทำให้มิอาจเห็นร่างของผู้ใดในห้องนี้ได้เลย จะมีก็แต่เสียงร้องตระโกน เสียงฝีเท้า และเสียงเสียดสีระหว่างปากกาและกระดาษเท่านั้นที่สามารถได้ยินได้ นี่คือ ความรู้สึกแรกของข้าเมื่อเดินเข้ามาในห้องทำงานของเจ้านคร

ที่ด้านหนึ่งของกำแพง ได้มีดาบไม้ไผ่ คอปเตอร์ไม้ไผ่ โกโมคุและของเล่นอีกหลากหลายชนิดที่วางกระจัดกระจายอยู่เต็มพื้น แต่เมื่อดูจากปริมาณฝุ่นอันหนาเตอะที่เกาะอยู่บนของเล่นทั้งหลายแล้ว ดูท่าเจ้าอดัมจะไม่ได้เข้ามาที่ห้องนี้เป็นเวลานานพอสมควรเลย

จริงๆเลย ขนาดเปลี่ยนห้องทำงานให้กลายเป็นห้องเล่นเกมได้แบบนี้ เจ้าอดัมนี่มันเป็นเจ้านครที่สุดๆ ในหลายๆความหมายจริงๆ

ตัวแอนนี่นั้นสูง 170 เซนติเมตร ซึ่งถือได้ว่าสูงสำหรับมาตรฐานมนุษย์ผู้หญิง แต่ ณ ตอนนี้ ตัวนางช่างเหมือนกับนักเรียนคนแคระที่ตัวติดกับโต๊ะเรียน ที่ถ้ามองเข้าไปจากด้านหน้าก็จะเห็นเพียงกองเอกสารและหนังสือเท่านั้น

บนใบหน้าของแอนนี่ตอนนี้ได้มีรอยด่างคล้ำรอบดวงตาปรากฏอยู่ และเนื่องด้วยนางหนูที่กำลังยุ่งอยู่กับการเข้าห่ำหั่นกับกองมหาสมุทรเอกสาร ทำให้นางไม่รู้สึกตัวเลยว่าข้าได้เดินทางมาถึงแล้ว

ตัวข้าที่กำลังเดินเข้าไป ก็ส่งสัญญาณหยุดหนึ่งในผู้ช่วยที่คิดจะไปเรียกแอนนี่ให้ข้า ก่อนที่จะสุ่มหยิบเอกสารที่กองอยู่ขึ้นมาดู

‘ข้อเสนอสำหรับการฟื้นฟูตึกของทางการที่ถูกทำลายไปในระหว่างความวุ่นวายตรงถนนสายที่ 7 ถึงสายที่ 9’ ‘3 ข้อเสนอในจัดการระบบระบายน้ำให้แล้วเสร็จก่อนจะถึงฤดูฝน’ และ ‘เขตที่อยู่อาศัยของ 4 ชนเผ่าที่พึ่งย้ายเข้ามาในนคร’

“ท่านวูเมี้ยนเจ้อ นี่คือความประสงค์ของท่านมากาเร็ตขอรับ เอกสารงานทุกอย่างตั้งแต่ระดับ B ขึ้นไปของฝ่ายกิจการภายในจะต้องผ่านตาของคุณหนูแอนนี่เพื่อให้คุณหนูลงความเห็น ก่อนจะส่งไปให้ท่านมากาเร็ตลงความเห็นอีกครั้ง จากนั้น ก็จะส่งกลับมาให้คุณหนูแอนนี่ตัดสินใจครั้งสุดท้าย ถึงจะเริ่มดำเนินการได้”

ถ้าจะให้กล่าวก็คือ กว่าที่เอกสารงานทุกอย่างจะได้บทสรุปจนเริ่มดำเนินการได้ แอนนี่จะต้องจัดการตัดสินใจด้วยตัวเองก่อนหนึ่งครั้ง พอเสร็จแล้วก็จะส่งไปให้มากาเร็ตดูว่าเรื่องในเอกสารนั้นๆควรจะจัดการเช่นไร ก่อนจะส่งกลับมาให้แอนนี่ตัดสินใจครั้งสุดท้ายอีกทีหนึ่ง นี่ก็แปลว่าแอนนี่ต้องดูเอกสารแต่ละแผ่นถึงสองครั้งสองหน

แม้นี่จะเป็นวิธีการสอนแบบทีละขั้นทีละตอนจริงๆก็เถอะ แต่ข้าก็อดที่จะถอดถอนหายใจออกมาอย่างเงียบๆไม่ได้ ดูท่ามากาเร็ตจะตัดสินใจวางมือจริงๆแล้วสินะ นางถึงได้เลือกใช้วิธีการสอนแบบ ‘ถมช่องว่างให้เต็ม’ เพื่อหวังจะให้แอนนี่ได้เรียนรู้วิธีการจัดการงานการปกครองด้วยตัวเองเร็วๆ เช่นนี้น่ะ

“นี่น่ะหรือวิธีทำงานของพวกเจ้าฝ่ายกิจการภายใน? เอกสารงานทุกอย่างจะต้องให้มากาเร็ตลงมาดูแล้วจัดการเซ็นด้วยตัวเอง? จัดการงานปกครองทั้งหมดนี่ด้วยตัวคนเดียว?”

หลังจากที่ได้รับคำตอบที่แลดูจะไม่น่าเชื่อจากอีกฝ่ายมา ข้าก็หันหัวไปมองกองภูเขาเอกสารจำนวนมหาศาล ก่อนจะเดาะลิ้นด้วยความประหลาดใจ นครภูผาหลิวฮวงนั้นมีประชากรอาศัยอยู่เกือบจะ 3 ล้านชีวิต แค่ดูจากจำนวนประชากรก็รู้แล้วล่ะว่าปริมาณงานเอกสารจะต้องมากมายขนาดไหน แล้วจะมาบอกว่าดูและตัดสินเรื่องในเอกสารทุกฉบับด้วยตัวเองเนี่ยนะ? ในที่สุดข้าก็เข้าใจสักทีล่ะว่าทำไมนานๆทีมากาเร็ตถึงจะโผล่หน้าโผล่ตามาให้เห็นสักครั้ง แต่ก็ยังดีที่มากาเร็ตนั้นเป็นอมตะ นางจึงไม่จำเป็นที่จะต้องหลับต้องนอน แต่ว่านะ...

“วิธีการจัดการงานการปกครองเช่นนี้น่ะมันล้าสมัยเกินไปแล้ว นี่มันก็เหมือนกับการที่องค์ราชาสมัยโบราณใช้ไหวพริบเชาว์ปัญญาของตนในการตัดสินแก้ไขปัญหาเลยนี่ ถึงแม้ผู้เป็นอมตะที่ไม่ต้องการการหลับพักผ่อนและสามารถคงสติสัมปชัญญะความเป็นเหตุเป็นผลของตนเอาไว้ได้ตลอดเวลาจะสามารถใช้วิธีนี้ได้ก็เถอะ แต่สำหรับมนุษย์แล้ว...”

และบางทีกองภูเขาเอกสารที่เห็นอยู่ในห้องตอนนี้อาจจะเป็นแค่ส่วนของวันสองวันเองก็ได้ ถ้าพวกเรายังปล่อยให้ท่านเจ้านครมือใหม่จัดการทุกอย่างเองต่อไปเช่นนี้อีก นางหนูก็คงจะไม่มีเวลาว่างมาสละให้ข้าเป็นแน่

หน้าที่ของข้าคือการฟูมฟักเจ้านครผู้มากความสามารถ มิใช่ไอ้บ้างานที่โดนงานทับตาย ฉะนั้น ข้าจึงกระแอมไอเบาๆ เพื่อส่งสัญญาณให้เจ้านครฝึกหัดรู้สึกถึงตัวตนของข้า

“แอนนี่ เจ้ารู้ไหมว่าจุดประสงค์ของการปกครองคืออะไร?”

จุดประสงค์ของการปกครองคืออะไรงั้นเหรอ? ใช่การทำให้ทุกคนมีความสุขกับชีวิตและการทำงานรึเปล่า? หรือจะเป็นการสร้างสรวงสวรรค์ขึ้นบนโลกใบนี้ล่ะ? หรือเป็นการทำให้ทุกชนเผ่าทุกเผ่าพันธุ์อยู่ร่วมกันอย่างสันติล่ะ?

ม่าย ม่าย นี่ไม่ใช่สิ่งที่สลับซับซ้อนอะไรขนาดนั้น การปกครองน่ะเป็นแค่การทำงานในระบบที่ตายตัวเท่านั้น ฉะนั้น อุดมคติหรืออะไรเทือกนั้นน่ะไม่สามารถได้มาด้วยการปกครองหรอก

แต่การปกครองเองก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน ช่องโหว่ที่ปรากฏขึ้นในส่วนการบริหารปกครองนั้นย่อมส่งผลให้ประเทศชาติเป็นอัมพาตไม่สามารถก้าวเดินต่อไปได้ และการบริหารปกครองที่ไร้ประสิทธิภาพย่อมสร้างความขุ่นเคืองขึ้นในเหล่าประชาชน เอาเถอะยังไงซะส่วนการบริหารปกครองที่ไร้ประสิทธิภาพย่อมมีอยู่ทุกที่อยู่แล้วนินะ

“ด้วยฐานะเจ้านคร เรา... เราจะพยายามให้ดีที่สุดเพื่อทำให้ทุกคนมีความสุข”

“อย่าคิดมากเกินไปด้วยสมองเล็กๆของเจ้าสิ ข้าก็แค่ถามถึงจุดประสงค์ของการปกครองเอง ช่างเถอะ ข้าจะบอกเจ้าตรงๆเลยละกัน ไหนๆ ตอนนี้ ตัวเจ้าเองก็ต้องการการพักผ่อนแล้วเหมือนกัน”

ข้าที่ลากนางหนูมานั่งข้างๆ ก็ส่งสัญญาณให้เหล่าผู้ช่วยทั้งสองไปเอาน้ำชามา

ใบหน้าของนางหนูนั้นซีดเซียวไร้ซึ่งชีวิตชีวาใดๆ เรือนผมสีแดงเจิดจ้าของนางหนูเองก็สูญเสียประกายที่เคยมีไปเกือบหมด แล้วตอนนี้นางเองก็พยายามที่จะหลบสายตาของข้า ราวกับกลัวว่าข้าจะต่อว่าตำหนินาง

ข้าที่พอจะคาดเดาถึงสิ่งที่เกิดขึ้นได้คราวๆ ก็ได้แต่ส่ายหน้าไปมา มากาเร็ตนั้นเป็นพวกบ้าเพอร์เฟคที่ชอบคิดว่าคนอื่นจะต้องทำงานออกมาได้มาตรฐานเดียวกับที่นางทำ

‘ถ้าข้าทำได้ แล้วทำไมเจ้าจะทำไม่ได้’ ‘อย่ามาใช้เหตุผลเช่นนี้กับข้า ถึงเจ้าจะปลอบตัวเองแบบนั้น ก็ไม่ได้ช่วยอะไรขึ้นมาหรอก’ คำพูดเหล่านี้ล้วนเป็นวลีติดปากของมากาเร็ต แต่ในความเป็นจริงแล้ว ด้วยฐานะนักบุญที่เป็นที่รู้จักกันใบนาม ‘หอสมุดเคลื่อนที่’ แล้วยิ่งควบคู่ไปกับสถานะผู้เป็นอมตะที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยอีก เช่นนี้ สามัญชนคนธรรมดาจะไปทำงานเทียบนางได้อย่างไรกัน...

ด้วยฐานะที่เป็นลูกศิษย์ของอดัม ความสามารถในการต่อสู้และกำลังกายของแอนนี่นั้นถือว่ายอดเยี่ยม แต่ด้านค่าสติปัญญานั้นออกจะ... สำหรับเหล่านักรบแล้ว ค่าสติปัญญาถือเป็นค่าสถานะที่ไร้ประโยชน์ที่สุด ทั้งนี้อดัมเจ้าเด็กเกเรตัวพ่อนั้นก็มีค่าสติปัญญาเพียงแค่ 9 แต้มเท่านั้น (ค่าสติปัญญาในที่นี้หมายถึงค่าสถานะหลักของเหล่าจอมเวทย์ โดยคนธรรมดาจะมีค่าสติปัญญาอยู่ที่ 10 แต้ม ซึ่งค่าสถานะในนิยายเรื่องนี้เพิ่มยากแบบสุดๆ) แต่เจ้าหมอนั้นก็ยังใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขอยู่ทุกวี่ทุกวัน และถ้ายึดตามระบบของข้าล่ะก็ แอนนี่นั้นมีค่าสติปัญญาอยู่ที่ 11 แต้ม ซึ่งถือว่าดีกว่าพ่อจอมงี่เง่าของนางไปไหนๆแล้ว แต่ถ้าจะเอาแอนนี่ไปเทียบกับมากาเร็ตที่มีค่าสติปัญญาอยู่ 26 แต้มในเรื่องการเรียนหนังสือล่ะก็... ข้าว่าแอนนี่คงเป็นบ้าหัวแตกตายไปตั้งแต่เรียนหนังสือแข่งกับคนที่มีค่าสติปัญญาอยู่ 13 แต้มแล้วล่ะ เช่นนี้ย่อมไม่ต้องพูดถึงคนที่มี 26 แต้มเลย

ข้าชักจะรู้แล้วล่ะสิว่าทำไมฝ่ายกิจการภายในถึงมาลงเอยในสภาพองค์กรที่มากาเร็ตจัดการงานทุกอย่างเพียงคนเดียวเช่นนี้ได้ มากาเร็ตคงทำใจยอมรับเหล่าลูกน้อง ‘ไร้สติปัญญา’ ‘ชักช้าไม่ได้เรื่อง’ ของตัวเองไม่ได้ เลยจัดการเอางานทุกอย่างที่มีไปทำเองทั้งหมด จนท้ายที่สุด นางที่เริ่มชินก็ตัดสินใจทำทุกอย่างด้วยตัวนางเองเลยละกัน

คนจำพวกมากาเร็ตคงจะถือว่าเป็นกษัตริย์นักปราชญ์ในสมัยอดีต แต่ข้อเสียอันร้ายแรงของคนจำพวกนี้ก็คือ การหาผู้สืบทอดที่คอยมาสานงานต่อ เพราะยังไงซะ เจ้าก็คงไม่คิดว่าลูกหลานของกษัตริย์นักปราชญ์จะต้องเป็นกษัตริย์นักปราชญ์ผู้ปราดเปรื่องและไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเหมือนกันหรอกนะ

“อ๊ายโย่ ก็สมกับที่เป็นผู้เป็นอมตะนินะ ให้คิดว่าปริมาณงานระดับนี้ไม่ทำให้นางเหนื่อยตายไปก่อนน่ะ แอนนี่อย่าได้เก็บคำตำหนิของมากาเร็ตมาคิดมากเลย วิธีการสอนให้นางน่ะไม่ค่อยจะได้เรื่องได้ราวมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ในอดีต อิลิซ่ากับเคลที่เป็นจอมเวทย์กันทั้งคู่ยังโดนนางเล่นซะหัวหมุนจนเกือบตายกันเลย”

เมื่อได้ยินคำข้า แม่สาวน้อยก็เริ่มสะอื้นขึ้นมา ก่อนที่นางจะส่ายศีรษะปฏิเสธไปมาอย่างรวดเร็ว

“พี่สาวมากาเร็ตไม่ได้ตำหนิเราเลย พี่สาวก็แค่ผิดหวังมากๆเท่านั้นเอง แอนนี่รู้สึกว่าตัวเองนั้นช่างไม่เอาไหน แอนนี่นี่เป็นคนไม่เอาไหนจริงๆ แอนนี่ไม่มีความมั่นใจที่จะเป็นเจ้านครที่ดีได้อีกแล้ว”

หยาดน้ำตาของสาวน้อยได้หยดลงกะทบพื้นเบื้องล่างหยดแล้วหยดเล่า ดูท่าสายตาอันเย็นชาของมากาเร็ตเวลาที่นางผิดหวัง และพฤติกรรมที่เดินจากไปอย่างเงียบๆพร้อมกับส่ายศีรษะไปด้วยของนางจะได้ฝากรอยแผลลึกลงในหัวใจของสาวน้อยนางนี้เสียแล้ว

ความรู้สึกถอดใจยอมแพ้อันเงียบงันและความผิดหวังที่สะท้อนออกจากใจจริงเยี่ยงนี้ ย่อมสร้างความเจ็บปวดให้กับอีกฝ่ายเสียยิ่งกว่าคำตำหนิอันบาดลึกใดๆ ทำให้อีกฝ่ายเริ่มสงสัยในความสามารถและสติปัญญาที่ตนมี...

ทำไมข้าถึงรู้ดีจังงั้นเหรอ? ในอดีต ครั้งใดที่อิลิซ่าเรียนไม่ได้ตามที่หวังไว้ นางก็จะจิตตกเอามากๆ จนขนาดแอบเอาข้าไปเป็นที่ระบายความขุ่นเคืองที่นางมี... ถึงแม้จะเป็นข้าเองก็เถอะที่เอาวิชานี้ไปทำให้มากาเร็ตเสียใจก่อนน่ะ หืม ถ้าจะโทษก็ไปโทษฝีมือหมากรุกของตัวนาง(มากาเร็ต)เองเถอะ ชอบมาทำตัวหยิ่งผยองทั้งที่ความคิดของนางไม่รู้จักยึดหยุ่นพลิกแพลงเลยแท้ๆ

เอาล่ะ ในเมื่อใครเป็นคนผูกคนนั้นก็ต้องเป็นคนแก้ มิน่าล่ะ มากาเร็ตถึงได้มาบอกข้าให้วันนี้แวะไปเยี่ยมแอนนี่เสียด้วย นางคงจะรู้ตัวล่ะสิว่าได้เผลอใช้วิชาทำร้ายจิตใจนี่ไป จนทำให้แอนนี่ร้องไห้น้ำตานองหน้า แล้วตัวนางก็ดันไม่รู้อีกว่าควรจะแก้ไขสถานการณ์เช่นไรดี

“เฮ้ออออ หยุดร้องเถอะนะคนดี ให้คุณลุงกระดูกผู้นี้ได้สอนเจ้าหน่อยละกัน ที่จริงแล้ว วิธีการทำงานของมากาเร็ตน่ะมันผิดมาตั้งแต่ต้นแล้ว ฉะนั้นย่อมเป็นธรรมดาที่เจ้าจะทำตามนางไม่ได้ ถ้าให้พูดอีกนัยหนึ่งล่ะก็ จะเป็นการยุ่งยากเสียเปล่าๆ ถ้าเจ้าจะทำตามนางน่ะ”

ดวงตาของแอนนี่ได้เบิกกว้างขึ้น ราวกับกำลังบอกว่านางมิอาจเข้าใจถึงสิ่งที่ข้าพูดได้

“ที่จริง การปกครองไม่ใช่สิ่งที่สลับซับซ้อนอันใดเลย จุดประสงค์ของสิ่งนี้น่ะก็แค่การแก้ปัญหาเท่านั้นเอง ใช่แล้ว การปกครอง(บริหารบ้านเมือง)น่ะมีไว้เพื่อแก้ไขปัญหาและเรื่องทุกข์ร้อนต่างๆ ของบ้านเมือง”

ใช่แล้ว การปกครองน่ะเป็นเพียงศาสตร์ในการแก้ไขปัญหา และฝ่ายกิจการภายในก็เป็นเพียงองค์กรที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อคอยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

‘งานนี้ไม่ได้อยู่ในขอบเขตที่พวกเราจะสามารถทำได้ โปรดส่งเรื่องไปให้ผู้บังคับบัญชาวินิจฉัยด้วย’ = ‘นี่สหาย ปัญหานี่มันใหญ่เกินไปสำหรับพวกเรา งั้นไปคุยกับหัวหน้าของพวกเราแทนละกัน’

‘แผนงานนี่ควรจะได้รับการดำเนินการ แต่เนื่องด้วยค่าใช้จ่ายที่มากเกินไปทำให้พวกเรามิอาจสนองความต้องการของท่านในตอนนี้ได้ ฉะนั้นทางเราคงต้องขอระงับแผนงานนี้เอาไว้ชั่วคราวก่อน’ = ‘นี่สหาย สิ่งที่เจ้าพูดมามันก็ดูดีน่ะนะ พวกเราเองก็อยากจะทำตามอยู่หรอก แต่ตอนนี้งบประมาณในคลังของพวกเรามันไม่มีเหลือแล้วน่ะ ฉะนั้นฝากเรื่องเอาไว้ก่อนได้ไหม’

‘เราเข้าใจความยากลำบากของตัวท่าน แต่งานนี่น่ะเกี่ยวข้องกับความเป็นส่วนตัวของผู้อื่นด้วย เช่นนี้คงจะเป็นการไม่เหมาะสมที่จะให้ทางหน่วยงานของเราสอดมือเข้าไปยุ่ง ฉะนั้น ท่านโปรดตกลงกันเองภายในด้วย’ = ‘ไอ้บ้า อย่ามาสิ้นเปลืองแรงงานของพวกเราสิ เรื่องขี้ปะติ๋วแค่นี้ก็ไปจัดการกันเองไป’

จะถามว่าการพูดให้ดูสลับซับซ้อนและฟังดูรื่นหูมีประโยชน์อันใดงั้นเหรอ ในเมื่อจุดประสงค์หลักของการปกครองก็คือการแก้ไขปัญหาความทุกข์ร้อนที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของประชาชน และพัฒนาบ้านเมืองให้ก้าวหน้า เพื่อช่วยให้เหล่าประชาชนอยู่ดีกินดีมีชีวิตที่มั่นคง... แล้วหนังสือ «ศาสตร์แห่งวาทะ, คู่มือสอนวิธีการจัดการกับคำบ่นและวิธีแก้ไขสถานการณ์ต่อร้องต่อเถียงอย่างเป็นขั้นเป็นตอน (หรือที่เป็นที่รู้จักกันในชื่อ คู่มือบอกความหมายที่แท้จริงที่อยู่เบื้องหลังคำพูดของเจ้าหน้าที่)» ที่ข้าเป็นคนลงมือเขียนขึ้นมาด้วยตัวเองนั้นได้รับการตอบรับอย่างท่วมท้น แถมหนังสือเล่มนี้ยังช่วยเพิ่มประสิทธิในงานบริหารปกครองของทางระบบกฎหมายอีกแน่ะ ขนาดที่ประชาชนยังให้สัมภาษณ์เลยว่า ‘ถึงข้าจะไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่ท่านเจ้าหน้าที่พูดก็เถอะ แต่สิ่งที่ท่านเจ้าหน้าที่พูดมานั้นฟังดูรื่นหูสุดๆ อย่างกับว่าความเห็นของข้าโดนเก็บไปคิดเป็นจริงเป็นจัง’ แต่ผลข้างเคียงของหนังสือเล่มนี้ก็คือ การที่ข้าต้องได้รับสายตาแปลกๆจากเหล่าประชาชน แถมบางทีข้ายังเห็นเหล่าชาวเมืองเปิดหนังสือเล่มนี้ไปด้วยเลยในระหว่างที่ฟังข้าพูด...

“เอาความจริงเลยนะ พวกเจ้าทุกคนน่ะล้วนแต่ดูถูกเจ้าตูดหมึกอดัมที่มีค่าสติปัญญาอยู่เพียง 9 แต้ม แต่อันที่จริง ในสายตาของข้านั้น เจ้าหมอนั้นเป็นเจ้านครที่ยอดเยี่ยมเลยล่ะ”

เมื่อได้ยินคำข้า แอนนี่ก็เงยหน้าของตนขึ้นด้วยสีหน้าที่มีแต่คำว่าไม่เชื่อประดับอยู่ ทุกวันนี้ นางคงจะได้ยินแต่คำนินทาเกี่ยวกับพ่อของนางมาสินะ

“แต่... ทุกคนบอกว่าเพราะมีพี่สาวมากาเร็ตอยู่ คุณพ่อถึงเป็นเจ้านครที่ดีอย่างที่เป็นอยู่ได้ ถ้าคุณพ่อยอมเอางานเอาการมากกว่านี้ ภาระของทุกคนก็คงจะน้อยกว่านี้ แถมชีวิตของทุกคนก็คงจะ...”

“ถ้าเป็นอย่างที่เจ้าว่าจริง วันล่มสลายของนครภูผาหลิวฮวงก็คงจะอยู่ไม่ไกลแล้วล่ะ ถึงจะเป็นความจริงก็เถอะ ที่เจ้าอดัมหวังพึ่งมากาเร็ตให้จัดการงานการปกครองเกือบทั้งหมดให้ แต่ถึงแม้มากาเร็ตจะไม่ได้อยู่ที่นี่ด้วย เจ้าหมอนั้นก็หาคนมาจัดการงานการปกครองแทนตนได้อยู่ดี แม้ประสิทธิงานจะต่ำกว่าก็เถอะ ข้อดีที่สุดของเจ้าหมอนั้นก็คือ เจ้าหมอนั้นน่ะรู้จักที่จะใช้คน รวมทั้งรู้จักที่จะเชื่อใจผู้อื่น หลังจากที่ฝากฝั่งงานให้ผู้อื่นไปจัดการแล้ว เจ้าหมอนั้นก็จะไม่เข้าไปแทรกแซงคอยสร้างปัญหาให้กับอีกฝ่ายอีก”

“ตัวเจ้าน่ะเป็นเจ้านคร มิใช่หัวหน้าของฝ่ายกิจการภายใน สิ่งที่เจ้าต้องทำน่ะก็คือหาคนที่สามารถแก้ไขปัญหาให้เจ้าได้ แล้วโยนงานทั้งหมดที่มีไปให้มันผู้นั้นจัดการซะ ไม่ใช่มัวแต่มานั่งหงกๆจัดการเรื่องทุกอย่างด้วยตัวเจ้าเอง”

แอนนี่ที่ทำท่าเหมือนอยากจะพูดอะไรออกมา ก็โดนข้าพูดขัดซะก่อน

“ดูอย่างพ่อของเจ้าสิ เจ้าหมอนั้นฝากฝั่งเรื่องของระบบกฎหมายให้ข้าจัดการ ฝากฝ่ายกิจการภายในให้มากาเร็ตดูแล และปัญหายุ่งยากน่ารำคาญของเหล่าประชาชนให้กับสภาผู้แทนราษฎร และไม่ว่าจะมองจากมุมไหน นครแห่งนี้ก็เป็นนครที่เติบโตพัฒนาไปได้เร็วที่สุดในโลกใต้พิภพ ฉะนั้นผู้ชนะก็มิสมควรจะถูกติเตียน นอกจากนี้ เหล่าเจ้านครเองก็มีภาระหน้าที่ของพวกตนอยู่เหมือนกัน ภาระหน้าที่ที่สำคัญกว่างานการปกครองแสนน่าเบื่อนี่ไปไหนๆ”

“ภาระหน้าที่ของเจ้านคร?”

“ใช่แล้วล่ะ เจ้าก็คงรู้สึกแล้วสินะว่าถึงแม้เจ้าอดัมจะใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยสันหลังยาวไปวันๆ แต่เหล่าราษฎรก็ยังเคารพนับถือในตัวพ่อของเจ้าไม่มากก็น้อย ที่เป็นเช่นนี้ได้น่ะก็เพราะพ่อของเจ้าได้ทำหน้าที่หลักของเจ้านครได้สำเร็จลุล่วงไงล่ะ”

“หน้าที่หลักของเจ้านคร?” หลังที่ได้รับคำบอกใบ้ไป แอนนี่ก็เริ่มนึกถึงกิจวัตรประจำวันของพ่อของตน เพียงไม่นาน ประกายแสงก็กลับมาทอประกายอีกครั้งในดวงตาของเด็กสาว ดูท่าเด็กสาวจะค้นพบแสงสว่างในตัวเองอีกครั้งแล้วสินะ

“ปกป้องทุกทุกคน ใช่ไหมล่ะคะ? เพื่อที่จะให้ทุกคนได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในโลกใต้พิภพที่แสนจะวุ่นวายแห่งนี้?”

ข้าที่ยิ้มออกมาก็พยักหน้าให้กับคำตอบของนางหนู

“ใช่แล้วล่ะ ปกป้องทุกทุกคน และเป็นผู้ที่คอยชี้นำทุกคนไปสู่อนาคต มอบความกล้าที่จะฝันถึงอนาคตที่ดีกว่าให้กับทุกคน นี่แหละคือหน้าที่ที่แท้จริงของเจ้านคร ส่วนภาระหน้าที่น่ารำคาญอื่นๆน่ะ เจ้าก็แค่หาคนที่มันหัวดีๆหน่อยมาแล้วจัดการโยนงานที่มีไปให้พวกมันทำซะ ถ้าคนที่เจ้าหามาทำงานล่มล่ะก็ เจ้าก็แค่ไล่คนคนนั้นออกแล้วหาคนอื่นมาทำแทนซะ เดี่ยวคนที่เหมาะสมกับงานก็โผล่ออกมาเองแหละ”

“ที่โลกใต้พิภพที่แสนจะวุ่นวายแห่งนี้ พลังถือเป็นสิ่งจำเป็น แล้วตัวเจ้าก็ค่อนข้างมีพรสวรรค์ในด้านนี้เลยล่ะ ตัวเจ้าที่เป็นผู้มีระดับเทียบเท่าชั้นตำนานที่อายุน้อยที่สุดในนครภูผาหลิวฮวง ไม่สิ ทั่วทั้งโลกใต้พิภพเลยต่างหาก”

เมื่อได้ยินคำข้า แอนนี่ที่ในที่สุดก็ค้นพบข้อดีของตัวเองก็รีบผงกหัวหงกๆ ซึ่งในสายตาของข้านั้น นางช่างเหมือนกับหมาน้อยน่ารักที่ดีใจเวลารู้ว่าตัวเองมีค่า

“คุณพ่อบุญธรรมบอกว่า เรานั้นอยู่ห่างจากระดับชั้นตำนานเพียงแค่ก้าวเดียวเท่านั้น หลังจากที่ได้รับดวงใจฟินิกซ์ตอนสิ้นสุดพิธีสืบทอดมรดก เราจะเลื่อนขั้นขึ้นไปอยู่ชั้นตำนานระดับกลางได้เลย และหลังจากนั้นภายในเวลา 30 ปี เราก็จะสามารถเลื่อนขั้นขึ้นไปสู่ระดับชั้นผู้บรรลุได้”

“ว้าว นี่ช่างเป็นระดับความเร็วที่น่าทึ่งจริงๆ” แม้แต่ตัวข้ายังต้องตะลึงเมื่อเจอกับระดับความเร็วน่าเหลือเชื่อนี้ อายุเฉลี่ยของผู้ที่อยู่ระดับชั้นตำนานนั้นอยู่ที่หนึ่งร้อยปีขึ้นไป แต่แอนนี่ ณ ตอนนี้นั้นอายุยังไม่ถึง 20 ด้วยซ้ำ ในกรณีของข้าเอง เมื่อครั้งที่ข้าขึ้นสู่ระดับชั้นผู้บรรลุเป็นครั้งแรกอายุข้ายังเลยร้อยไปแล้วเลย “แต่การที่นางยังคงยิ้มออกมาได้อย่างมีความสุขเช่นนี้ ก็แปลว่านางคงจะยังไม่รู้สินะว่าสิ่งที่เรียกว่า ดวงใจฟินิกซ์ คืออะไร”

ข้าที่ได้แต่ส่ายศีรษะกับเรื่องนี้ ก็ตัดสินใจจะไม่เข้าไปยุ่มย่ามกับเรื่องภายในครอบครัวคนอื่น ตัวข้านั้นไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่จะมีสิทธิ์บอกความจริงเรื่องนี้ให้แอนนี่รับรู้ ณ ตอนนี้ เป้าหมายของข้ามีเพียงหนึ่งเดียวนั้นคือ การทำภารกิจเนื้อเรื่องหลักในการชุบเลี้ยงแอนนี่ให้เป็นเจ้านครผู้มากความสามารถให้สำเร็จลุล่วง...

“อืม 2 วันหลังจากนี้ เจ้าจงตามข้าไปที่พันธมิตรโลกใต้พิภพ ข้าจะได้สอนเจ้าถึงอีกหน้าที่หนึ่งของเจ้านคร ‘วิธีการใช้ไม้อ่อนและไม้แข็งอย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุดในการเจรจา’ แต่ในเมื่อที่แห่งนี้คือนครใต้พิภพ ข้าเกรงข้าสอนเจ้าได้เพียงวิธีการใช้ไม้แข็งเท่านั้น”

“ยังไงซะเป้าหมายของการเดินทางครั้งนี้ก็คือ การไปแสดงแสนยานุภาพของนครเรา ฉะนั้นย่อมมีโอกาสอยู่หลายหนให้เจ้าได้แสดงฝีมือ จริงสิ คราวนี้ข้าจะพาเหล่าตัวก่อปัญหาลำดับต้นๆ ของนครเช่น คู่พี่น้องเบยารต์ อีเกอร์สตรอมและเหล่าลูกน้องแสนเล่อค่าของข้าไปด้วยนะ หน้าที่ของเจ้าน่ะมีเพียงตีหน้าให้ขรึมเข้าไว้ ส่วนที่เหลือปล่อยให้ข้าจัดการเอง ครั้งนี้พวกเราจะไปเล่นให้ใหญ่ จนพันธมิตรโลกใต้พิภพต้องกลับตาลปัตรกันไปเลย”

“ตราประทับวิญญาณของอดัมนั้นคือ วิหคเพลิงอมตะมิสิ้นสูญ ซึ่งทำให้เจ้าหมอนั้นเหมาะกับการต่อสู้ระยะยาว ตราบใดที่เจ้าไม่สามารถปลิดชีวิตอดัมได้ในดาบเดียว ร่างกายของเจ้าหมอนั้นจะค่อยๆซึมซับความเสียหายที่ได้รับ จนทำให้ครรภ์ฟินิกซ์ในตัวหมอนั้นจะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ก่อนที่จะระเบิดพลังที่มีออกมาในคราวเดียว ถึงแม้นี่จะเป็นมรดกที่เจ้ารับสืบทอดมา แต่บางทีสไตล์การต่อสู้ของอดัมอาจจะไม่เหมาะกับเจ้าก็ได้ ข้าว่าสไตล์การต่อสู้เชิงรุกที่สะกดคู่ต่อสู้ตั้งแต่ต้นจะเหมาะกับตัวเจ้ามากกว่า ซึ่งสไตล์การต่อสู้นี้จะต้องอาศัยการสั่งสมประสบการณ์ ฉะนั้น ตอนที่เข้าปะทะกับพันธมิตรโลกใต้พิภพ เจ้าก็จงพยายามเข้าล่ะ”

ภายในของนางหนูนั้นยังเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ดังเดิมไม่มีเปลี่ยน นางนั้นต้องฝืนใจจัดการงานการปกครองที่นางเกลียดด้วยใบหน้าเปื้อนน้ำตา แต่เมื่อครั้งใดที่เจ้าเริ่มบทสนทนาถึงสิ่งที่นางชอบ นางก็จะหวนคืนกลับมาเป็นเด็กสาวที่สดใสร่าเริงในทันทีทันใด...

“งานการปกครอง? เรื่องกล้วยๆน๊า ก็แค่การแก้ปัญหาเองมิใช่รึ? พวกเราก็แค่ไปหาเหล่าพ่อค้าที่เก่งเรื่องการเงินมาสักสองสามคน แล้วก็ปล่อยให้พวกมันจัดการเรื่องบัญชีซะ อืม ไหนๆแล้วก็ตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมาในฝ่ายกิจการภายในเลยละกัน ส่วนชื่อก็เอาเป็น... แผนกการเงิน ละกัน”

“ส่วนเรื่องสิ่งก่อสร้างสาธารณะต่างๆ พวกเราก็แค่ไปหาคนเหมือง สถาปนิกและบริษัทรับเหมาก่อสร้างมาคอยจัดการตรงส่วนนี้ให้ แต่ก่อนอื่นพวกเราจะต้องดัดสันดาลที่ชอบกอบโกยผลประโยชน์เข้าตัวของเจ้าพวกนี้ซะก่อนนะ จริงสิ ต่อจากนี้ไปพวกเราจะเรียกเจ้าพวกนี้ว่า แผนกก่อสร้าง ละกัน”

“จงอย่าได้เดินตามรอยเท้าที่มากาเร็ตทิ้งไว้ วิธีของนางน่ะเหนื่อยเกินไป เจ้าจะต้องวางรากฐานของตัวเจ้าเอง แล้วเลือกคนที่เหมาะสมมาทำงานให้ ถ้าคนที่เจ้าเลือกมาทำได้ไม่ดีพอ เจ้าก็แค่เปลี่ยนให้คนอื่นมาทำแทนซะ เพื่อปกป้องนครแห่งนี้ในภายภาคหน้า ตัวเจ้าจะต้องอุทิศเวลาที่มีให้กับการฝึกฝน เหเห ข้าล่ะอยากได้ยินถึงเรื่องเล่าวีรกรรมหาญกล้าของผู้กล้าดอกบัวแดงรุ่นใหม่เร็วๆ จัง”

“ไม่ต้องตระหนกไป ตัวเจ้าน่ะนำหน้าเจ้าตูดหมึกนั้นไปไหนต่อไหนแล้ว เมื่อครั้งที่อดัมอยู่ในสภาพเดียวกับเจ้า หมอนั้นน่ะไม่เอาอ่าวกว่าเจ้าเยอะ สมัยนั้นหมอนั้นคงจะงี่เง่าระดับที่ไม่มีใครเกินอีกแล้วล่ะ ครั้งแรกที่เจ้าบ้านั้นพยายามจะแก้ไขเรื่องทะเลาะเบาะแว้งน่ะ เจ้าหมอนั้น...”

เพียงไม่นาน แอนนี่ที่ไม่ได้นอนมากว่า 2 วัน และพึ่งผ่านประสบการณ์การผันผวนทางอารมณ์ครั้งใหญ่มา ก็อิงกายข้าหลับใหลไปในขณะที่ฟังข้าพูดไปด้วย

เมื่อได้มองสาวน้อยนิทราที่ตอนนี้กำลังส่งเสียงกรนออกมาเบาๆ ก็ช่วยไม่ได้ที่ข้าจะหวนรำลึกถึงอดีต

“มนุษย์นี่เป็นสิ่งมีชีวิตที่แปลกประหลาดจังนะ เมื่อวันก่อน นางยังเป็นแค่เด็กน้อยขี้มูกโป่งอยู่เลย แต่เพียงแค่กระพริบตาหนเดียว นางกลับเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่เสียแล้วในวันนี้”

เมื่อครั้งนั้น ครั้งที่อดัมพาแอนนี่กลับบ้านมาด้วย นางนั้นตัวเล็กนิดเดียวแต่ดูตอนนี้สิ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องของร่างกายนางที่เติบโตขึ้น นางนั้นได้เติบใหญ่ขึ้นจนเตรียมตัวที่จะรับช่วงต่อภาระอันหนักอึ้งที่ญาติผู้ใหญ่ของนางทิ้งไว้ให้เสียแล้ว

เมื่อได้เห็นรอยด่างคล้ำบริเวณใต้ตาของแอนนี่ ข้าก็รู้สึกเคืองมากาเร็ตขึ้นมาเล็กน้อย

“ให้ตายสิ นางนั้นปล่อยให้เจ้าอดัมใช้ชีวิตลัลลาร์ได้ตามสบาย แต่กลับเข้มงวดกับแอนนี่ถึงเพียงนี้ อดัมเจ้าก็เหมือนกัน ดวงใจฟินิกซ์น่ะคือหัวใจของฟินิกซ์จริงๆ นี่เจ้าคิดว่าแอนนี่จะแบกรับความจริงข้อนี้ไหวงั้นเหรอ?”

“คุณลุงกระดูก พี่สาวมากาเร็ต คุณพ่อ...” จู่ๆ หยาดน้ำตาก็หลั่งรินออกจากสาวน้อยที่กำลังหลับใหลนางนี้ พร้อมกับตัวนางที่เรียกชื่อของพวกข้าออกมา

“...อย่าไปนะ!! อย่าทิ้งแอนนี่ไปเลย! แอนนี่สัญญาจะเป็นเด็กดี”

ความฝันอันเศร้าสร้อยของเด็กสาวได้ทำให้มือของข้าที่เอื้อมออกไปหยุดชะงักลง...

ข้าไม่เคยบอกนางสักครั้งว่า ข้าจะจากไปไหน ตัวมากาเร็ตและอดัมเองก็ไม่เคยบอกกับนางสักครั้งว่าเจ้านครคนปัจจุบันกำลังจะตาย... แต่ดูท่าพวกเราจะประเมินเด็กสาวช่างพูดที่ชอบทำตัวเลินเล่อนางนี้ต่ำไปสินะ

หลังจากที่หยุดชะงักไปชั่วครู่ใหญ่ ข้าก็ค่อยๆเช็ดน้ำตาของแอนนี่อย่างระมัดระวัง ก่อนที่จะลูบผมของนางอย่างอ่อนโยน

คำขอโทษที่ข้าเอ่ยออกมานั้น มันแผ่วเบาเสียจนตัวข้าเองยังได้ยินไม่ชัดเสียด้วยซ้ำ

“ข้าขอโทษ หนูแอนนี่ พวกเราผู้ใหญ่น่ะล้วนเห็นแก่ตัว...ใช่แล้ว พวกเรามันก็แค่ไอ้บ้าเห็นแก่ตัว”

แต่สิ่งที่ข้าไม่รู้ก็คือ ณ ที่พำนักเจ้านครตอนนี้นั้น ได้มีคนสองคนที่กำลังพูดคำคำเดียวกับข้าอยู่

“เจ้าก็รู้นิว่าโรแลนด์ต้องช่วยปลอบแอนนี่ได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นหยุดโทษตัวเองเถอะนะ มากาเร็ต หนูแอนนี่ของพวกเราน่ะเข้มแข็งกว่าที่พวกเราคิดไว้มากนัก”

“…”

“...หยุดร้องเถอะนะ มากาเร็ต นี่น่ะไม่เหมือนกับตัวเจ้าเลยนะ ถ้าเจ้ามิอาจฝืนใจทิ้งนางได้ลง เจ้าก็ยังเลือกที่จะอยู่ที่นครต่อได้นิ”

ใช่แล้ว ผู้ที่ส่งเสียงสะอื้นอย่างเงียบงันที่มุมห้องนั้นมิใช่แอนนี่ที่โดนทำร้ายจิตใจอย่างไม่ได้ตั้งใจ แต่เป็นผู้ที่มาร้องขอความช่วยเหลือจากข้า นักบุญมากาเร็ตผู้มีสีหน้าเย็นชาดุจน้ำแข็งอยู่ตลอดเวลา และเนื่องด้วยความเป็นห่วงอันมากล้น ทำให้นางยอมทำสิ่งที่ขัดต่อหลักการของนางในการแอบมาฟังบทสนทนาของผู้อื่น...

เมื่อได้ยินคำของชายไร้หัวใจ เพลิงโทสะก็ปะทุขึ้นในดวงตาของมากาเร็ตผู้ซึ่งมีหยาดน้ำตาหลั่งรินชโลมแก้มทั้งสองข้าง

“เจ้าเองก็เลือกที่จะไม่ตายได้เหมือนกันนิ! เช่นนี้เรื่องทุกอย่างก็คลี่คลายแล้วแท้ๆ! เจ้าบ้าเห็นแก่ตัวเอ้ย!” ถ้าใช้สายตาฆ่าคนได้ล่ะก็ ปานนี้อดัมคงต้องตายไปเป็นพันครั้งแล้ว

“...ก็นะ ใครขอให้พวกเราทุกคนเป็นผู้ใหญ่เห็นแก่ตัวกันหมดล่ะ พวกเราทุกคนนั้นต่างติดค้างคำขอโทษหนูแอนนี่กันทั้งนั้น แต่ว่านะ... เหเห เจ้าไม่ต้องตีตนไปก่อนไข้หรอก”

“นี่เจ้าหัวเราะงั้นเหรอ? นี่เจ้า...”

“ใจเย็นๆก่อนสิ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ข้าก็ยังเป็นพ่อของแอนนี่อยู่วันยังค่ำ ฉะนั้นย่อมไม่มีเหตุผลอันใดที่ข้าจะไม่รู้ว่าสิ่งที่นางต้องการที่สุดคืออะไร เหเห ทำใจให้สบายเถอะ ข้าได้วางแผนทั้งหมดเอาไว้แล้ว ข้ารับรองเลยว่าเรื่องครั้งนี้จะต้องจบลงอย่างแฮปปี้เอ็นดิ้ง แฮปปี้ แฮปปี้ เอนดี้งเลยล่ะ”

“ข้าจะเชื่อเจ้าอีกครั้งนึง เป็นครั้งสุดท้าย!! เจ้าบ้าเห็นแก่ตัวเอ้ย!!” นักบุญหญิงที่ได้ทิ้งภาพพจน์ของตนก็ขบฟันแน่นก่อนจะคำรามลั่นออกมาอย่างเกรี้ยวกราด

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด