ตอนที่แล้วตอนที่ 8 สวนสนุกอันเดด
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 10 เสียงกระซิบของปิศาจ

ตอนที่ 9 จอมมาร


บนสนามที่เต็มไปด้วยทรายและโคลนตม ได้มีร่างเดี่ยวร่างหนึ่งวิ่งอยู่

แม้สนามวิ่งแห่งนี้จะถูกสร้างจากก้อนกรวดร้อนๆ แต่ร่างเดี่ยวที่กำลังวิ่งอยู่นั้นกลับวิ่งด้วยเท้าอันเปลือยเปล่า อดทนกล้ำกลืนความเจ็บปวดของก้อนกรวดที่ทิ่มแทงเนื้อหนังทั้งยังต้องแบกชุดเกาะหนักอึ้งเกินกว่าร้อยกิโลไว้บนแผ่นหลังนั้น นี้คงจะเรียกว่าการฝึกฝนไม่ได้อีกแล้วแต่คงต้องเรียกว่าการลงทัณฑ์รูปแบบหนึ่ง

น้ำที่ชโลมถนนที่เปี่ยมไปด้วยก้อนกรวด จนเศษฝุ่นไม่สามารถฟุ้งกระจายได้อีกแล้วเมื่อแผ่นเท้ากระทบพื้น แต่กลับถูกแทนที่ด้วยโคลนตมที่แฝงไปด้วยความประสงค์ร้าย(กรวดแหลมคม) ฝ่าเท้าอันเรียบเนียนงดงามบัดนี้กลับอุดมเป็นด้วยบาดแผลมากมายเหลือล้น

ทุกๆหลายร้อยเมตรที่วิ่งไป ร่างบางจักต้องล้มลงสักครั้ง จนบัดนี้ทั่วร่างของเธอเต็มไปด้วยบาดแผลและโคลนตม แต่ตัวสาวน้อยก็ยังไม่ยอมแพ้กล้ำกลืนฝืนลุกขึ้นมาและออกวิ่งต่อไป จากนั้น....

ก็ล้มลงอีกครั้ง...

โลหิตที่หลั่งรินจากเท้าทั้งสองของเธอ ได้วาดเส้นสีแดงฉานลงบนถนนก้อนกรวดแห่งนี้

สำหรับตัวสาวน้อยเองนั้น ความเจ็บปวดทางกายที่เธอต้องฝืนทนนั้นไม่เท่าไหร่ แต่สิ่งที่ทำให้เธอต้องเจ็บปวดจริงๆนั้นคือสายตาอันทิ่มแทงจากผู้คนที่อยู่ล้อมรอบต่างหาก

เหล่าผู้ที่ผ่านทางมาต่างทนไม่ได้ที่จะต้องเห็นภาพเช่นนี้ แต่ก็ไม่มีผู้ใดก้าวออกไปบอกให้เธอหยุดวิ่ง

เพราะว่าที่นี่นั้นคือศาลสูงสุดแห่งนครภูผาหลิวฮวง ในสายตาของประชาชนแล้ว ที่นี่นั้นเป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์และยุติธรรมที่สุดในนคร ถ้ามันผู้ใดถูกลงทัณฑ์ที่นี่แล้วล่ะก็ มันผู้นั้นย่อมกระทำความผิดที่สาสมต่อบทลงโทษนั้น

ณ สนามวิ่ง ได้มีผู้พิพากษาสองคนที่แต่งองค์ด้วยชุดคลุมของศาลและสวมหน้ากากเงินกำลังพูดคุยหารือด้วยน้ำเสียงอันแผ่วเบา

“นั่นใช่ไดอาน่า หัวหน้าหน่วยรักษาความสงบรึเปล่า? ทำไมนางถึงต้องมาวิ่งที่นี่ด้วยเท้าเปล่าล่ะ แถมยังแบกเกาะหนักนั้นอีก? นี่นางโดนลงโทษอยู่เหรอ”

“ไม่ใช่ว่าท่านวูเมี้ยนเจ้อเป็นคนสั่งให้เอาน้ำมาราดสนามวิ่งให้ทั่วเหรอไง? ดูท่าแล้วคงจะเตรียมไว้ให้นางนั้นแหละ”

“นางไปทำอะไรเข้าล่ะ?”

“ไม่ใช่ว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนหน่วยรักษาความสงบใช้อำนาจเกินขอบเขตหรอกเหรอ? พวกนางออกซ้อมปฏิบัติการโดยไม่ได้รับอนุญาตน่ะ แล้วดูเหมือนว่าท่านวูเมี้ยนเจ้อดันไปจับได้น่ะ”

“ออกทำหน้าที่โดยไม่ได้รับอนุญาต? ไม่ใช่ว่านั้นเป็นความผิดสถานหนักเหรอ? อย่างน้อยที่สุดก็ต้องโทษเนรเทศ.....โอ้ ข้าเข้าใจล่ะ”

“ใช่แล้ว คำตัดสินที่ให้เนรเทศพวกนางทั้งหมดนั้นแลดูจะหนักเกินไป แต่ถ้าจะให้ปล่อยไปโดยไม่ลงโทษก็คงไม่ได้ ฉะนั้นแล้ว เมื่อนางมาเพื่อจะยื่นส่งรายงานเมื่อไม่กี่วันก่อน ท่านวูเมี้ยนเจ้อปฏิเสธที่จะพบนาง จนกระทั่งวันนี้ท่านถึงยอมให้นางเข้าพบได้ แต่ท่านก็เพียงเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจว่าอยากเห็นหน่วยรักษาความสงบไปวิ่งพร้อมสัมภาระหนักๆ แล้วแม่สาวคนนั้นก็ยอมอาสาทำตามที่ท่านบอก”

“....ถ้าให้เป็นไปตามขั้นตอนปกติแล้ว ปล่อยให้ชั้นศาลเป็นคนตัดสิน ที่พวกนางออกปฏิบัติงานโดยไม่ได้รับอนุญาต โทษขั้นต่ำสุดก็คงเป็นการเนรเทศแต่ในกรณีของพวกนางแล้วโทษไม่ใช่แค่นี้แน่ แต่ถ้าปล่อยพวกนางไปโดยไม่ได้รับโทษทัณฑ์อะไรเลย ย่อมมีคนที่จะทำผิดเจริญรอยตามพวกนางไป แล้วตอนนั้นก็จะหาเหตุผลในการลงโทษบุคคลเหล่านั้นได้ยากยิ่ง”

“ก็ตามนั้นแหละ ทางที่ดีที่สุดที่จะจัดการเรื่องนี้ก็คงเป็นเช่นนี้แหละ เริ่มแรกด้วยการเมินพวกนางไปสักสองสามวันเพื่อให้พวกนางระลึกได้ว่าเรื่องครั้งนี้หนักหนาแค่ไหน จากนั้นก็ให้พวกนาง ‘อาสา’ รับโทษทัณฑ์เพื่อเป็นการเตือนต่อผู้อื่น ก็อย่างว่าที่ท่านว่า กฎหมายเป็นของตายแต่คนเราเป็นของเป็น ด้วยทางเลือกเช่นนี้ไม่เพียงจะสามารถปกป้องความศักดิ์สิทธิ์ของระบบกฎหมายไว้ได้ ทั้งท่านยังสามารถลงโทษผู้ทำผิดด้วยโทษที่เหมาะสมได้อีกด้วย ความสมดุลของทั้งสองสิ่งนี้ช่างควรค่าต่อการศึกษาจริงๆ แต่ท่านวูเมี้ยนเจ้อเองก็ช่างเป็นบุคคลที่ยอดเยี่ยมอะไรได้ขนาดนี้”

“...ข้าว่าพวกเรากลับไปทำงานต่อกันเถอะ ข้ารู้สึกเหมือนว่าตอนนี้ท่านวูเมี้ยนเจ้อต้องอยู่บนยอดหอคอยแล้วมองมาทางนี้เป็นแน่ แล้วถ้าท่านเกิดเห็นว่าเราไม่ตั้งใจทำงานล่ะก็พวกเราอาจจะซวยกันก็ได้”

แล้วผู้พิพากษาทั้งสองก็เร่งรีบจากไป เพราะนี่ก็ใกล้ถึงเวลาเริ่มงานแล้วและด้วยฐานะผู้พิพากษาของทั้งคู่ ทั้งคู่ย่อมมีคดีที่ตนต้องไปดูแล

เหล่าดาร์ดเอลฟ์นั้นมีประสาทหูที่อ่อนไหวมาก บทสนทนาของผู้พิพากษาทั้งสองย่อมไม่หลุดรอดจากหูของไดอาน่า เธอได้แต่กัดฟันแน่นลุกขึ้นยืนด้วยแผ่นที่สั่นไหวอันหนักอึ้งด้วยชุดเกาะกว่าร้อยกิโลกรัม แล้วตั้งหน้ายอมรับโทษทัณฑ์ของเธอต่อไป

ไม่ไกลจากตรงนั้น ณ ยอดหอคอยแห่งหนึ่งที่ที่เป็นห้องทำงานของวูเมี้ยนเจ้อ บัดนี้ท่านตุลาการสูงสุดผู้ไร้หัวใจกำลังถือกล้องส่องทางไกลมองไปทางสนามวิ่ง แต่ที่แตกต่างไปจากที่เหล่าผู้พิพากษาคาดคะเนไว้ก็คือ ท่านตุลาการสูงสุดไม่ได้เฝ้ามองการลงโทษอย่างเข้มขรึม แต่กำลังมองภาพเบื้องล่างด้วยความชื่นชมในอาหารตาที่ตนได้เห็น

“อย่างที่ข้าคิด เสื้อผ้าเปียกๆนั้นสามารถเปิดเผยเรือนร่างสาวงามมาได้อย่างหมดจด แล้วด้วยโคลนนั่นอีก ยิ่งช่วยเข้าไปขับเน้นสัดส่วนอันงดงามได้รูปบนเรือนร่างสีทองแดงที่ผ่านการออกกำลังมาอย่างสมส่วนเข้าไปอีก ครั้งหน้า ข้าจะไม่สนตำต่อต้านจากเจ้าพวกนั้นแล้ว ยังไงข้าก็จะจัดงานแข่งมวยปล้ำเปื้อนโคลนของเหล่าสาวงามในงานแข่งกีฬาให้จงได้”

ข้าได้วางกล้องส่องทางไกลลง พร้อมคิดอย่างจริงๆจังๆถึงความเป็นไปได้ที่เรื่องที่ข้าต้องการจะได้รับการเห็นชอบจากสภา

อะไรนะ เรื่องบทลงโทษ? เรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของระบบกฎหมาย? นี่เจ้าของเล่นทั้งหลายสำคัญขนาดนั้นเลย?

“ถึงเจ้าพวกแก่โง่ดักดานหัวรั้นในสภาจะไม่ให้ผ่าน แต่ข้าให้!!” (อดัม)

ผู้ที่กำลังอิ่มเอมกับอาหารตาไปพร้อมกับข้านั้นเป็นชายวัยกลางคนที่กำลังยิ้มออกมาอย่างลามกจกเปรต ชายผู้มีรูปโฉมที่งดงามดั่งเทพประทานมาให้ แต่ดวงวิญญาณของบุรุษผู้นี้กลับฉายแววอ่อนล้าออกมา

เกาะเบาสีแดงฉาน ดาบใหญ่สีแดงเพลิง เส้นผมสีแดงเข้มดุจดั่งเปลวไฟที่กำลังโชติช่วง ร่างทั้งร่างของบุรุษผู้นี้เปรียบได้ดั่งเพลิงนรกโลกันต์ที่ลุกโหม แม้ว่าตนจะอยู่ในนครอันสงบสุข แต่ก็ยังสวมใส่เกาะออกศึกจนเป็นเรื่องปกติคงมีเพียงดาบหักสีเงินที่ห้อยอยู่ตรงเอวชายผู้นี้เพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่มีสีแตกต่างจากร่างกายส่วนอื่น

“วิหคเพลิงอมตะแดนบูรพา” “บุรุษผู้ไม่รู้จักตาย” และชื่อเล่นฉายาอื่นๆอีกมากมายของชายผู้นี้ แต่ชื่อเรียกขานที่ผู้คนคุ้นเคยกันมากที่สุดคงเป็น ผู้กล้าเทพดาบดอกบัวแดง

เมื่อครั้ง 130 ปีก่อน บุรุษผู้นี้ได้พาเหล่าสหายนักผจญภัยของตนเข้าจู่โจมกองทัพอันเดดของลอร์ดย่งเย่ และสามารถตัดศีรษะของจักรพรรดิอันเดดลอร์ดย่งเย่ลงได้ ส่งผลให้กองทัพอันเดดที่เหลือแตกพ่ายไป ราวกับนิทานสุดคลาสสิคที่ว่าผู้กล้าลงมือสังหารจอมมารและกอบกู้โลกไว้

หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น บุรุษผู้นี้ได้ปฏิเสธทั้งของขวัญและคำเชิญชวนจากนานาประเทศ แล้วทำเรื่องที่ไม่มีใครคาดคิด ออกเดินทางสู่โลกใต้พิภพที่ถูกทอดทิ้งแห่งนี้และสร้างนครอันแปลกประหลาดขึ้น

เมื่อชื่อเสียงแห่งความแปลกประหลาดของนครภูผาหลิวฮวงได้แพร่สะพัดไปทั่วบนพื้นทวีป ชื่อเสียงของผู้กล้าท่านนี้ก็ได้พุ่งทะยานขึ้นอีกครั้ง

“มหากาพย์ที่ยังมีชีวิตอยู่” “ผู้กล้าสมบูรณ์แบบ” นี่คือสิ่งที่มนุษย์บนพิ้นทวีปใช้เรียกขานผู้กล้าของตน ณ ตอนนี้

แต่ ณ วินาทีนี้เอง เมื่ออยู่ต่อหน้าร่างท่อนบนอันเปียกปอนและส่วนเว้าส่วนโค้งสุดเซ็กซี่ ใบหน้าเหลี่ยมๆที่แสดงถึงความจริงใจนั้นก็ประดับด้วยใบหน้าส่อแววลามกที่บุรุษทุกผู้ต้องรู้แทน

“แล้วทำไมเราไม่จัดงานแข่งวิ่งมาราธอนเปื้อนโคลนโดยเรียกพวกดาร์ดเอลฟ์จากหน่วยรักษาความสงบและเหล่านักบวชหญิงจากโบสถ์ให้มาเข้าร่วมซะล่ะ ชุดที่อนุญาตให้ใส่มีแค่ชั้นในเท่านั้นนะ ฮาฮา รับรองพวกเราทั้งคู่รวยเละแน่แค่ขายบัตรเข้างานก็พอ” (โรแลนด์)

ผู้กล้าเทพดาบดอกบัวแดง อดัม ฮานต์ ผู้นี้คือผู้บังคับบัญชาสายตรงของข้านั้นเอง ทั้งยังเป็นเจ้านครภูผาหลิวฮวงแห่งนี้อีกด้วย และในทุกวันนี้สิ่งที่อดัมทำแล้วมีความสุขที่สุดก็คือ สร้างเรื่องสร้างปัญหาให้กับลูกน้องของตนและสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งข้อเสนอที่ข้าพูดไปเมื่อกี้รับรองทำให้เจ้าแก่ทั้งหลายกระโดดโลดเต้นด้วยความโกรธแน่นอน เพราะฉะนั้นแล้วเจ้าหมอนี่คงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่ชอบเรื่องที่ข้าเสนอไป

แล้วก็อย่าไปมองแต่เจ้านี่ที่ทำตัวไม่เหมาะสมล่ะ ตามระบบของข้าแล้ว เจ้าเกลอนี่ที่จริงแล้วเป็นตัวต้นระดับชั้นกึ่งเทวะ ระดับ 262 ถ้าเกิดหยิบเจ้านี่ไปวางไว้บนพื้นทวีปล่ะก็ ขั้นต่ำสุดเจ้านี่ก็คงมีอำนาจพอๆกับราชาของประเทศเลยล่ะ

“อ๊ายโย่ ไอ้แก่ซิง นี่เจ้าแกร่งขึ้นอีกแล้วเหรอ” (โรแลนด์)

เมื่อข้าเห็นเจ้าหมอนี่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ตอนนั้นเจ้านี่ยังระดับ 260 อยู่เลย ด้วยระดับที่สูงขนาดนี้แม้จะก้าวต่อไปสักก้าวยังเป็นเรื่องที่สุดจะยากเย็นเลย แต่ชายผู้นี้กลับเพิ่มได้ถึงสองระดับภายในสัปดาห์เดียว ช่างน่าเหลือเชื่อจริงๆเชียว

“ใช่แล้ว ไอ้แก่ซิง ตาของเจ้ายังเฉียบคมไม่มีเปลี่ยนเลยนะ สำหรับสิ่งมีชีวิตแบบนกเพลิงฟินิกซ์แล้ว ยิ่งแก่ก็ยิ่งเก่งโว้ย ข้าในตอนนี้น่ะ ด้วยดวงใจฟินิกซ์ที่ลุกไหม้ถึงขีดสุดนี่ แม้จะเป็นตัวเจ้าตอนเก่งที่สุดข้าก็ยังสามารถล้มได้นะจะบอกให้” (อดัม)

“เหเห ถึงตอนนี้ตัวเจ้าจะไร้เทียมทานที่สุดแต่เจ้าก็ยังเป็นไอ้แก่ซิงจูนิอยู่ดีแหละนา” (โรแลนด์)

“ก็นะ ก็เหมือนกับเจ้าที่เหลือแต่กระดูกแหละ ไอ้แก่ซิงเอ่ย” (อดัม)

สองเกลอชราผู้เป็นโสดเดียวดายมาหลายร้อยปี หลังจากปฏิบัติกิจวัตรประจำวันสาดเกลือเข้าใส่แผลใจฝ่ายตรงข้ามเสร็จสิ้นแล้ว ทั้งคู่ก็ต่างถอนหายใจ

“เมื่อไหร่ชีวิตชายโสดของข้าจะอวสานซักทีเนี่ย ข้าอยากมีแฟนแล้วนะ....”

“ดูร่างกายข้าสิทั้งซีกซ้ายทั้งซีกขวาข้าก็ชินชาไร้ความรู้สึกเป็นหมดแล้วเนี่ย ถ้าเจ้าไม่มาป่วนเมื่อตอนนั้นป่านนี้ข้ามีเมียไปแล้ว หรือไม่ก็อาจจะมีลูกหรือมีหลานไปแล้วก็ได้”

“นี่จะข่มกันรึไงหา? นี้เจ้าคิดว่าแค่มีกายเนื้อก็มาข่มกันได้รึไงหา? ดูข้าซะก่อนทั้งซีกซ้ายทั้งซีกขวาข้าก็เหลือแต่กระดูกแล้วเนี่ยตอนนี้”

“ข่ม? ข่มหัวพร่องเมิงสิ เพราะข่าวลือของเจ้านั้นแหละ ที่บอกว่าข้ามีชะตากำหนดให้ต้องโดดเดี่ยว ทำให้สาวงามทั่วทั้งนครหลบหน้าข้ากันหมด! เมื่อสัปดาห์ก่อนข้าอุตส่าห์ไปเดินชนโดย ‘บังเอิญ’ กับแม่สาวสุดเร้าร้อนมันควรจะเป็นการพบกันอันแสนวิเศษสิ แต่นางกลับรีบวิ่งไปที่โบสถ์แสงศักดิ์สิทธิ์เพื่อขอให้ชำระล้างคำสาปให้ ถูกคิดว่าที่เราพบกันเป็นคำสาป....เจ้ารู้บ้างมั้ยตอนนั้นข้าต้องรู้สึกเช่นไร!”

“แน่นอนอยู่แล้ว ว่าข้าต้องรู้เพราะข้าเป็นคนบอกโฉมงามแดนทะเลทรายคนนั้นเองแหละว่าเจ้านั้นเกิดภายใต้ดาวโดดเดี่ยวไร้คู่!”

“ข้าว่าแล้ว! ว่าทำไมคนนอกนครเช่นนางถึงยังรับรู้ข่าวลือเช่นนั้นอีกนอกเสียจากว่า ที่แท้ก็เป็นเจ้าเองเหรอไอ้ชั่วตูดหมึก!!”

เอาล่ะ หลังจากคุยกันไปสักพัก ผู้กล้าสมบูรณ์แบบ อดัม และตุลาการสูงสุดผู้น่าเกรงขามแห่งนครภูผาหลิวฮวง วูเมี้ยนเจ้อ ก็ได้ตั้งวงไฟว้(ต่อย)กันเป็นที่เรียบร้อยราวกับเด็กทะเลาะกันไม่มีผิด

แต่ก็เช่นเคย การต่อสู้ที่ไร้ประโยชน์ใดๆนี้จบลงอย่างรวดเร็ว

สำหรับนักรบชั้นกึ่งเทวะแล้วการขยี้ขยะที่ค่าสถานการณ์ต่อสู้ยังไม่ถึง 5 ด้วยซ้ำคงเป็นเรื่องแสนง่ายดาย แต่ตัวข้าที่ไม่มีความรู้สึกเจ็บแล้วข้าจะไปกลัวทำไมกันล่ะ ฉะนั้นแล้วข้าย่อมพ่นคำเหน็บแหนมคนโสดออกมานานับประการไม่มีหยุด

“สมน้ำหน้าเจ้าที่ต้องอยู่โสดเดียวดายไร้คู่ไปชั่วชีวิต”

“ได้มีตำนานว่าไว้ว่าถ้าเจ้ายังซิงถึงอายุ 30 เจ้าจะได้เป็นนักเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่ แล้วดูเจ้าตอนนี้อายุจะเหยียบ 200 อยู่ร่อมร่อ คงไม่ใช่ว่าตอนนี้เจ้าเป็นจอมปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ไปแล้วหรอกนะ ไหนลองร่ายเวทย์ไฟร์บอลให้ข้าประจักษ์เป็นบุญตายหน่อยซิ”

“หรือว่าข้าควรจะใช้เวทย์มนต์เสกสาวน้อยน่ารักมาล้อมซ้ายล้อมขวาเจ้าดีล่ะ? ข้าขอรับประกันเลยว่าพวกนางต้องน่ารักสุดๆแน่ โฮะ โฮะ โฮะ เมื่อกี้เจ้าใจเต้น นี่เมื่อกี้เจ้าใจเต้นจริงๆรึเนี่ย! นี่เจ้าอย่าโง่ไปหน่อยเลยถ้าเวทย์มนต์สามารถทำแบบนั้นได้จริง แล้วข้าจะโสดมาถึงบัดนี้ได้ยังไงล่ะหา?”

และเป็นที่แน่นอนว่า ระหว่างที่ข้าพูดให้เจ้าอดัมเจ็บนั้น หัวใจข้าเองก็เจ็บปวดรวดร้าวไปด้วยเช่นกัน

“นี่ข้าอยู่มาจนอายุปานเข้าไปตั้ง 376 แต่ข้าก็ยังโสด.....ข้าอยากคืนชีพแล้ว!!!”

กว่าที่พวกเราทั้งคู่จะพึงระลึกได้ว่าต้องมีงานให้จัดการภายในวันนี้กันอีก ก็ปานเข้าไปตอนเย็นแล้ว สมกับที่นักปราชญ์ท่านหนึ่งเคยว่าไรว่าเอาแต่ทำร้ายกันสุดท้ายก็เหลือแต่ปัญหาไว้เบื้องหลัง

“เฮ้ นี่เจ้าคงไม่ได้เรียกข้ามาเพื่อแค่ชวนทะเลาะใช่มั้ยล่ะ?”

“ย่อมไม่ใช่อยู่แล้ว มากาเร็ตให้ข้ามาที่นี่เพื่อบอกเรื่องสำคัญน่ะ ว่าแต่มันอะไรกันนา? ขอข้าคิดแปป!”

“ให้ตายสิ นี่เจ้าแก่จนเลอะเลือนแล้วเหรอเนี่ย”

“อย่าเสียงดังสิ! ติดอยู่ที่ปลายลิ้นเนี่ย! โอ้ โอ้ ใช่แล้ว วันนี้ข้ามาด้วยสองเรื่อง ไม่สิจริงๆควรจะบอกว่าเรื่องเดียวมากกว่า”

“หืม?”

“ข้ากำลังจะตาย เจ้าคงรู้อยู่แล้วใช่ไหมล่ะ”

ทั้งที่พูดถึงเรื่องความตายของตนอยู่แท้ๆ แต่ไอ้สมองทึบกลับพูดออกมาอย่างกับว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยราวกับว่ากำลังคุยกันว่าพรุ่งนี้จะไปเที่ยวเล่นที่ไหนกันดีอย่างไงอย่างงั้น

“แน่นอนข้าต้องรู้ เร็วสุดก็ปีนึงช้าสุดก็สามปี ตัวเจ้ากำลังจะตาย”

แน่ล่ะที่ข้าต้องรู้ ก็การแจ้งเตือนข้อมูลส่วนตัวของเจ้าหมอนี่จากระบบ ได้มีกล่องสีแดงขึ้นมาอยู่ข้างชื่อว่า (อายุไขกำลังจะสิ้นสุดลง) ความตายของเจ้าหมอนี่คงอยู่ไม่ไกลนักหรอก

“157 ปีมานี้ตัวข้าได้ใช้ชีวิตมานานเกินพอแล้ว ส่วนเรื่องค้างคราวอะไรข้าก็ไม่มีเหลือแล้วด้วย”

เอาจริง? ไม่มีอะไรค้างคา? ที่เจ้านี่กล่าวมาก็คงไม่ผิด สำหรับทวีปเอ็ชแล้ว มนุษย์ธรรมดานั้นมีอายุไขเพียงแค่ 60-80 ปีเพียงเท่านั้น แต่ไอ้เกลอนี่สามารถอยู่มาได้เกือบ 200 ปีโดยอาศัยเพียงแค่ความสามารถในต่อสู้อันน่ากลัวนั้นเพียงอย่างเดียว ก็คงถือได้ว่าเจ้าหมอนี่มีอายุไขที่ยืนยาวมากแล้ว

“ความจริงการต่ออายุไขให้เจ้าก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลยนะ”

อย่างที่ว่า มันไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลยที่จะต่ออายุไขสำหรับคนที่มีพลังในการต่อสู้ระดับเจ้านี่แล้ว เพียงแค่เจ้าตัวยอมเชื่อในเทพซักองค์เพื่อให้ได้สถานะเป็นผู้นับถือมา เท่านี้ก็ได้อายุไขอันยืนยาวมาแล้ว แต่ถ้าเกิดเจ้าหมอนี่ไม่อยากทำงานใต้อาณัติใคร ก็แค่เปลี่ยนเผ่าพันธุ์ไปเป็นเผ่าที่มีอายุไขยืนนานเช่น เทวดา ปิศาจ อันเดด และอีกมากก็พอแล้ว ซึ่งสำหรับชายผู้นี้เองก็ถือว่านี่ไม่ใช่เรื่องยากอะไรด้วย

แต่เจ้าอดัมกลับเพียงแค่หัวเราะ หัวเราะอย่างไม่คิดมากอะไร หัวเราะราวกับว่าไม่มีเรื่องติดค้างอะไรอีกแล้ว ทั้งที่ยังเด็กกว่าข้าแท้ๆ กลับทำตัวเหมือนรุ่นพี่ที่อาบน้ำร้อนมาก่อน

“ไม่หรอก 150 ปีสำหรับมนุษย์ที่อายุไขแสนสั้นแล้วมันช่างยาวนาน ยาวนานเกินไปด้วยซ้ำ ข้าเองก็ใช้ชีวิตนี้มาพอแล้วเหมือนกัน เด็กบ้านนอกไม่ได้เรื่องคนนี้ได้ทำความฝันของเขาในการเป็นผู้กล้าได้ลุล่วงแล้ว และเหล่าคนรู้จักของเขาก็ได้จากโลกนี้ไปกันเกือบหมดแล้ว ในเมื่อไม่มีเหลือให้ข้าทำอีก รวมทั้งข้าเองก็ไม่มีอะไรที่อยากจะทำอีกแล้ว ก็คงถึงเวลาที่ข้าจะได้พักผ่อนสักที อีกอย่างการที่ให้คนแก่คนเฒ่ามายึดตำแหน่งสูงสุดแบบนี้ไม่ดูน่าเกลียดไปหน่อยเหรอ นี่คงถึงเวลาแล้วล่ะที่คลื่นลูกใหม่จะขึ้นมาอยู่บนตำแหน่งสูงสุดบ้างแล้ว”

“.....นี่เจ้ายังคิดถึงลิซ่าอยู่อีกรือ” คำพูดของเจ้าหมอนี่หลอกข้าไม่ได้หรอก

ลิซ่า แกรนท์ อดีตสหายของอดัมและเป็นคนที่อดัมรัก แต่เมื่อร้อยปีก่อน นางได้ตายลงในศึกต่อต้านลอร์ดย่งเย่

ด้วยความสามารถของเจ้าเกลอนี่ ถ้ามันอยากจะมีแฟนสาวจริงๆล่ะก็ ย่อมไม่มีเหตุอันใดที่เจ้าหมอนี่จะหาไม่ได้ ยิ่งกว่านั้นเมื่อครั้งงานแต่งเจ้านี่ทั้งสองครั้ง เจ้านี่ก็ยอมอยู่เฉยๆจนถึงที่สุด ด้วยความสามารถระดับเจ้านี่แล้ว ย่อมไม่มีเหตุผลอันใดที่เจ้าหมอนี่จะยอมดูอยู่เฉยๆให้งานแต่งของตัวเองโดนพังไปต่อหน้าต่อตา

“อ๊ายโย่ เจ้านี่ตั้งมั่นในรักจริงๆเลยนะ แต่แบบนี้มันไม่เห็นแก่ตัวไปหน่อยเหรอ”

“ใช่แล้วล่ะ ข้ามันเห็นแก่ตัวจริงๆ” สุดท้ายหมอนี่ก็ก้มหน้ายอมรับความจริง “ข้าก็รู้สึกผิดต่อมากาเร็ตอยู่หรอก แต่ในฐานะที่นางมีชีวิตเป็นนิรันดร์ ตัวนางยังเยาว์วัยนัก นางควรจะเลือกคู่ครองที่ดีกว่านี้”

นักบุญผู้ยิ่งใหญ่มากาเร็ตตกหลุมรักอดัม แต่อดัมไม่สามารถปล่อยรักครั้งเก่าของตนไปได้ นี่เป็นความลับที่รู้กันในบุคคลตำแหน่งสูงๆของนครภูผาหลิวฮวง

สำหรับงานแต่งทั้งสองของเจ้านี่แล้ว เจ้าหมอนี่คงตั้งใจจะบอกให้มากาเร็ตตัดใจเรื่องของตนได้แล้ว และก็เป็นความจริงอีกว่าตัวมากาเร็ตไม่ลังเลเลยที่จะติดต่อข้าให้ข้าไปส่งมอบของขวัญแต่งงานของนางให้กับอดัมเพื่อแสดงว่าตัวนางยังไม่ยอมตัดใจแค่นี้หรอก

แล้วเรื่องที่ข่าวลือสามารถแพร่ไปได้อย่างรวดเร็ว และในเวลาเดียวกันก็สามารถหยุดได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้นเป็นความลับที่ทุกคนต่างล่วงรู้นั้นคือ เพราะว่าท่านเจ้านครอดัมเป็นคนเฝ้าดูแลการพัฒนาไปของข่าวลือนั้นเอง

“ช่างเป็นความสัมพันธ์สามเส้าที่งี่เง่าอะไรเช่นนี้ ไงซะด้วยฐานะที่ข้าเป็นคนนอก ข้าจะไม่ขุดคุ้ยเรื่องส่วนตัวของเจ้าละกัน แต่ในเมื่อเจ้าติดสินใจที่จะตายแล้ว อีกเรื่องที่เจ้าจะบอกข้า ข้าก็พอจะคาดเดาได้คราวๆแล้วว่าเจ้าจะพูดอะไร”

“ก็นั้นสินะ ในเมื่อผู้คุมกำลังจะสิ้นลมลงแล้ว เช่นนั้นด้วยฐานะนักโทษแล้วก็คงถึงเวลาที่โทษของเจ้าจะสิ้นสุดลงพร้อมเตรียมตัวปล่อยตัวเจ้าออกไปสินะ ขอแสดงความยินดีกับเจ้าด้วย ลอร์ดย่งเย่ เจ้ารู้สึกเช่นไรบ้างล่ะกับการได้อิสรภาพคืนมา?”

ใช่แล้ว นครภูผาหลิวฮวงแห่งนี้ไม่ใช่เมืองหรอกแต่เป็นเรือนจำที่มี ผู้กล้าอดัม นักบุญผู้ยิ่งใหญ่มากาเร็ต และมังกรแดงโบราณเสี้ยวหงส์ เหล่าสามผู้นำเป็นผู้คุม

และตัวข้าที่เคยเป็นที่รู้จักในนาม จักรพรรดิอันเดดลอร์ดย่งเย่ เป็นนักโทษเพียงหนึ่งเดียวของเรือนจำแห่งนี้!

“ถ้าเช่นนั้น ผู้กล้าอดัม เจ้าแน่ใจหรือว่าจะยอมปล่อยข้าออกไปทำลายโลกใบนี้?”

“เอาที่เจ้าสบายใจเลย โลกที่ไม่มีลิซ่าน่ะ ถ้าเจ้าอยากจะพังมันก็เชิญ”

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด