ตอนที่แล้วตอนที่ 1 ข้านั้นเป็นคนดีจริงๆนะ
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 3 กาชาปอง

ตอนที่ 2 ระบบลิชแสนชั่วร้าย


ในตำนานได้กล่าวไว้ว่าเหล่าผู้ข้ามภพที่สามารถก้าวข้ามเขตแดนของมิติและเวลาจะได้รับของขวัญจากโลกติดตัวมา…ใช่แล้ว สิ่งเหล่าต่างรู้จักกันในชื่อทั่วไปว่า แหวนทองคำ เป็นสิ่งที่ผู้ข้ามภพแต่ละคนพึงมี

ระบบลิชแสนชั่วร้าย…นั้นล่ะคือแหวนทองคำแสนบัดซบของข้า

เมื่อนานมาแล้ว เจ้าระบบนี้ไม่ได้ชื่อแบบนี้หรอก สมัยระบบก่อนเจ้านี่มีชื่อแสนงดงามว่า ‘ระบบฝึกหัดของอัศวินศักดิ์สิทธิ์’ แต่ทันทีข้าละทิ้งตัวตนในฐานะอัศวินศักดิ์สิทธิ์ และหันหน้ามุ่งสู่เส้นทางมนตราสายมืด ชื่อของเจ้านี่ก็มาลงเอยเฉกเช่นปัจจุบันนี้

เมื่อนานมาแล้ว ภารกิจประจำวันที่เจ้านี่มอบให้ข้าจะประมาณนี้คือ ช่วยคุณยายข้ามถนน ช่วยแม่สาวน้อยตามหาลูกแมวที่หายไป ซึ่งแตกต่างราวฟ้ากับเหวกับภารกิจอัปรีย์ที่ข้าได้รับในช่วงนี้อย่างมาก

“ลองดูภารกิจประจำวันคราวนี้….ก็ยังเป็นตัวเลือกสองเลือกหนึ่งแสนบัดซบเช่นเดิม ทำลายเมืองที่มีประชากรตั้งแต่ 30000 ขึ้นไป ค่าตอบแทน 10000 แต้มชั่วช้า ขโมยอมยิ้มจากเด็ก 3 คน ค่าตอบแทน 1 แต้มชั่วช้า ถ้าท่านทำไม่สำเร็จสักภารกิจแต้มถูกลดลง 2 แต้ม”

“ชิ! คิดว่าข้าโง่เหรอไงหา? ถ้าข้าลงมือถล่มเมืองอัศวินศักดิ์สิทธิ์ชั้นมหากาพย์สงครามคงตามล่าล้างผลาญข้าแน่ เพราะแบบนั้นถึงข้าจะได้แต้มมาแต่ก็ไม่มีชีวิตเหลือไว้ให้ใช้ล่ะนะ”

แล้วข้าก็ได้แย่งอมยิ้มจากโลลิชาวธอร์เร็นที่เดินผ่านมาอย่างไม่ใส่ใจนัก ข้าได้แต่มองดูเด็กสาวน้ำตานองหน้าถูกแม่เด็กจะพยายามดึงให้เด็กจากไป ในขณะที่เอาอมยิ้มเข้าปากแต่ก็มีแต่เสียงอมยิ้มกระแทกกระดูกเท่านั้น ทำให้ข้าพึงระลึกได้ว่า ข้าได้สูญเสียประสาทรับรสไปแล้ว

“เฮ้อ เมื่อไหร่กันนะที่ข้าจะสามารถรับรู้ความสุขจากการกินอาหารอีกครั้งนา ถึงมาน่าจะทำให้ข้าอิ่มท้องก็เถอะ แต่ไม่ได้ทำให้ข้าพอใจได้เลยสักนิด”

ต่างจากแม่เด็กที่พยายามดึงตัวเด็กสาวให้จากไป แต่ตัวเด็กดูเหมือนจะยังไม่ยอมแพ้ มองมาที่ข้าพร้อมดวงตากลมโตพร้อมน้ำตานองคู่นั้น ความคาดหวังของเด็กน้อยดูท่าจะเพิ่มมากขึ้นหลังจากเห็นว่าข้าไม่สามารถกินอาหารได้

คิดว่าคุณลุงลิชผู้นี้แค่แกล้งเจ้าเล่นงั้นเหรอ? คิดว่าข้าผู้นี้จะยอมคืนอมยิ้มให้กับเจ้างั้นเหรอ?

ย่อมได้ ข้าไม่ทรยศความคาดหวังของผู้อื่นอยู่แล้ว แก๊ก แก๊ก ข้ากัดอมยิ้มให้แตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยก่อนที่จะบ้วนเศษอมยิ้มเหล่านั้นลงสู่พื้น

“โฮโฮ่!! แม่จ้า คุณลุงประหลาดขโมยขนมหนู”

“อย่าไปมองนะจ๊ะ เรารีบไปกันเถอะ”

เป็นไปตามคาด พอข้าได้ยินเสียงเด็กร้องไห้ อารมณ์ข้าดีขึ้นทันตาจนทำให้ข้าเจ้าเด็กแก่นแก้วผู้ไม่รู้จักกลัวคนนึง

“อันเดดไม่มีค่าพอกับสิทธิมนุษยชนรึไง? คัมภีร์เวทย์โบราณของข้าถูกปฏิบัติเยี่ยงกระดาษโทรมๆ จนผุพัง น้ำหมึกโลหิตมังกรถูกใช้ราวกับสีน้ำ ยาจากการเล่นแร่แปรธาตุที่ข้าลงทุนลงแรงไปมากมายโดนดื่มแทนน้ำอัดลม แม้แต่กระดูกของตัวข้าก็ถูกเอามาถอดประกอบเป็นว่าเล่นราวกับว่าข้าเป็นตัวต่อเด็กเล่น แค่ข้างีบหลับไปแค่สองชั่วโมงแต่ห้องทดลองของข้ากลับเละเทะไม่เหลือชิ้นดี พลังทำลายล้างของเด็กตัวจ๋อยช่างน่ากลัวเหลือเกิน….”

“เฮ้อ เมื่อไหร่ข้าจะได้แก้แค้นกันนะ” พอคิดถึงเจ้าพวกเด็กไม่รู้จักกลัวนั่น โดยเฉพาะเจ้าเด็กที่ไม่ได้รับการสอนสั่งนั้น ข้าได้แต่กัดฟันด้วยความพิโรธ

ทันใดนั้นเอง ข้าก็ได้ยินเสียงแจ้งเตือนจากระบบ

ติ้ง ขอแสดงความยินดีกับท่านด้วย ในความสำเร็จในรางวัลการกลั่นแกล้งให้เหล่าเด็กน้อยร้องไห้ได้ 100 คน ค่าตอบแทน 10 แต้มชั่วช้า – โลลิที่ภายนอกแลดูอายุ 6 ขวบ แต่ที่จริงแล้วอายุ 20 ปี ก็ถือว่าเป็นโลลิถูกกฎหมาย? โลลิชนิดนี้ไม่อยู่ในขอบเขตการคำนวณ โลลิที่อายุเกินถือเป็นสิ่งชั่วร้าย!”

เมื่อมองดูความสำเร็จกะทันหันของข้า ข้าเริ่มรู้สึกถึงความสุขพรั่งพรูออกมา การปลดล็อคความสำเร็จครั้งแรกจะให้แต้ม 10 แต้มเสมอ ซึ่งแต้มจำนวนนี้เท่ากับจำนวนแต้มที่ข้าทำภารกิจประจำวัน 10 วันเลยทีเดียว

“ถ้าตามมาตรฐานแบบนี้ ถ้าทำให้เด็กร้องไห้ได้ 100 คน ก็ปลดล็อคเงื่อนไขรางวัลได้ ถ้าแบบนั้นทำเด็กร้องไห้ 1000 คน ก็น่าจะมีเหมือนกัน แถมค่าตอบแทนคงต้องมากกว่าหลายเท่าตัวเป็นแน่...”

ด้วยเหตุนี้ ข้าได้หันหน้าไปจ้องมองเหล่าโลลิและโชตะทั้งหลายบนถนน

“ห๊ะ ถึงข้าจะไม่ได้ภารกิจประจำวันแบบนั้นก็เถอะ แต่การอบรมเหล่าเด็กดื้อให้รู้จักปฏิบัติตามกฎตามเกณฑ์ เพื่อป้องกันไม่ให้มีใครมาประสบชะตากรรมแบบข้าก็ถือเป็นหน้าที่ของคนดีเช่นกัน”

“แล้วข้าจะจัดการยังไงดีล่ะ? ใช่แล้ว เอาเป็นมนตราให้ชีวิตล่ะกัน ข้าจะเปลี่ยนของเล่นของเหล่าอันธพาลตัวน้อยทั้งหลายให้กลายเป็นมอนสเตอร์ที่น่าสะอิดสะเอียน ให้ออกมาวิ่งเล่นมั่วซั่วพร้อมเอาสีเวทย์ของข้าไปป้ายอมยิ้มของเด็กๆทั้งหลายให้เป็นสีอุนจิไปเลย”

ด้วยตัวข้าที่เป็นผู้เคราะห์ร้ายให้เหล่าอันธพาลตัวน้อยครั้งแล้วครั้งเล่า แค่นึกถึงคัมภีร์เวทย์และหนังสือยุคคลาสสิคแสนสำคัญของข้าที่ถูกทำลายไป ความคิดแก้เผ็ดแสนชั่วช้าของข้าก็ผุดขึ้นมาอันแล้วอันเล่า

“ไม่ได้ ไม่ได้ แค่นั้นยังไม่พอหรอก เอาแบบนี้เป็นยังไง ข้าจะเปลี่ยนให้ปลอกหมอนของเจ้าพวกเด็กน้อยให้เป็นอสูรมนตราที่ชอบกินเนื้อมนุษย์ ให้พวกเด็กขนหัวลุกทุกครั้งที่เห็นหมอนเลยเป็นยังไง จริงด้วยข้ายังมีเจ้ารยางค์ทมิฬเอ็ดเวิร์ดอยู่ ข้าจะให้เจ้าเด็กทั้งหลายหรรษาไปกับนรกจั๊กกะจี้ให้เต็มที่”

“โฮ ไม่ใช่ว่าเจ้าพวกอันธพาลตัวน้อยกลัวผีกับมอสเตอร์หรอกเหรอ? เฮ เฮ ถึงเวลาที่กองทัพอันเดดของข้าจะฟื้นคืนแล้ว จงตื่นขึ้นมาภัยพิบัติอันเดดแห่งข้า!”

และในวันนั้นเอง ที่ข้าได้รับรู้ว่าในละแวกนั้นมีเด็กอาศัยอยู่ไม่ถึง 200 คน

พาเหล่าโครงกระดูก แอ็ปโบบิเนชั่น กับดูลาฮานกว่าหลายพันตนมาบนถนนเส้นนี้ ดูแล้วข้าจะทำเกินเหตุไปหน่อย....

ในวันนั้นเองก่อนที่เหล่าผู้รักษาความสงบจะมาถึงแล้วจับกุมข้า ข้าได้สำรวจทุกตรอกซอกซอยหมดแล้ว แต่ข้าก็ทำให้พวกตัวน้อยร้องไห้ได้แค่ 160 คนเอง....

หลังจากที่เหล่าผู้รักษาความสงบได้รับรู้ว่าเหตุผลที่ข้าอัญเชิญกองทัพอันเดดมาเพื่อเอาคืนพวกเด็กขี้แกล้ง ใบหน้าสตั้นและสายตาหยามเหยียมของพวกนาง(ผู้รักษาความสงบ)ได้กลายเป็น ประวัติศาสตร์ดำมืดอันใหม่ของข้าเลยทีเดียว

“ยินดีด้วยที่ท่านได้รับสายตาหยามเหยียมจากผู้หญิง 100 คน ในเวลาเดียวกัน ท่านได้รับรางวัล ‘สมองเจ้าเด็กนี่ชุ่มไปด้วยน้ำกับแป้งเปียกรึไง’ และท่านได้รับฉายาอันสูงส่ง ‘เด็กผู้พิการทางความคิด’ เมื่อท่านสวมใส่ฉายานี้ มีโอกาสพอประมาณที่ท่านจะได้รับความสงสารจากเพศหญิง แต่ความเป็นชายของผู้สวมใส่ในสายตาเพศหญิงลดลง 100 แต้ม”

…ไงซะ ข้าก็ชินกับการกวนเบื้องล่างของระบบนี้แล้ว และไงชื่อเสียงของข้าก็แย่จนแย่กว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว ดูหลักฐานจากค่าเสน่ห์ของข้าในระบบสิติดลบ 88 คงไม่ต่างเท่าไหร่นักหรอกถ้าค่าโชคต่อเพศตรงข้ามของข้าลดลงอีกสัก 100 แต้ม...เพราะไงซะผลลัพธ์ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง คือข้ายังไม่มีแฟนเช่นเดิม

ทำไมกันนะ ทั้งที่เป็นการวิเคราะห์ที่สมเหตุสมผลขนาดนี้ แต่เมื่อข้ากล่าวออกไปถึงมีน้ำตาเลือดหลั่งออกมาจากตาข้า...ใช่สิ ยังไงข้าก็เป็นจอมเวทย์ที่อยู่โสดมาเกินกว่า 300 ปีแล้วนิ แต่อย่างน้อยข้าก็ได้ล้างแค้นเจ้าอันธพาลตัวน้อยนั้นแล้ว

เมื่อนึกถึงเสียงสะอื้นของเจ้าเด็กทั้งหลาย ข้าได้แต่หัวเราะอย่างสะใจ แถมข้ายังคิดได้แล้วล่ะว่าวันนี้ข้าจะเขียนอะไรลงไดอารี่ข้าดี

AD1896 วันที่ 6 มีนาคม ณ หน้าร้อนในปีแห่งมังกร วันแห่งชะตาที่ตราตรึงไว้ในความทรงจำของเหล่าอันธพาลตัวน้อยแห่งนครหลิวฮวง ถึงตำนาน ‘เหตุการณ์นักล่าอมยิ้ม’ และ ‘เหตุการณ์หมอนกินคน’

“ในวันนั้น เด็กน้อยทั้งหลายต้องพึงรำลึกต่อความน่ากลัวของฤทธิ์เดชของบุรุษผู้นั้น...รำลึกถึงความเศร้าที่ต้องเสียของที่รักไป รำลึกถึงความสิ้นหวังที่จะโดนกินโดยของเล่นของตน รำลึกถึงความกลัวที่ต้องถูกล้อมรอบด้วยเหล่าอันเดดทั้งหลาย....

ระหว่างที่ข้ากำลังคิดว่าจะเขียนอะไรลงไดอารี่ต่อดี อยู่เสียงแจ้งเตือนระบบก็ดังขึ้นอีกครั้ง

ติ้ง....ท่านได้ปลดล็อครางวัลจากการทำให้เด็กร้องไห้ 100 คนภายในหนึ่งวัน ค่าตอบแทน 10 แต้มชั่วช้า และยินดีด้วย ท่านได้ค่าตอบแทนเป็นฉายาอันสูงศักดิ์ว่า ‘หายนะของเด็กน้อย’ เมื่อสวมใส่ฉายานี้แล้ว เหล่าโลลิและโชตะที่มีอายุ 12 ปีหรือต่ำกว่าจะรู้สึกถึงความเป็นภัยจากตัวท่าน และด้วยความปรารถนาดี ถ้าท่านทำเด็กให้ร้องไห้ได้ 500 คนในรอบเดียว ท่านจะได้รับฉายาสูงศักดิ์ว่า ‘มือสังหารเด็กน้อย’ และถ้าท่านทำให้เด็ก 1000 คนร้องไห้....”

อยู่ๆ เสียงเตือนระบบก็หยุดลง ช่วยไม่ได้ที่ข้าจะเริ่มคาดหวังขึ้นมา ถึงแม้ว่าฉายาจะเราะร้ายไปบ้าง แต่ถ้าข้าสามารถไล่พวกตัวน้อยให้ห่างจากข้าได้ ก็ถือเป็นโชคลาภที่คาดไม่ถึงเลยทีเดียว

“…ได้ในทีเดียว ท่านจะได้รับฉายาสูงศักดิ์ว่า ‘มาทะเลาะกับเด็กด้วยอายุปูนนี้ นี่ท่านจะเป็นผู้ใหญ่กว่านี้ไม่ได้เหรอ’ โฮ และท่านควรจะขอบคุณทางเรานะ เพราะนี่น่าจะเป็นฉายาที่เข้ากับท่านที่สุดแล้ว”

“บัดซบ!! ข้าทนต่อไม่ไหวแล้ว ไอ้ระบบเวร ทั้งหมดก็ความผิดเจ้าทั้งนั้น! คนดีคนนี้จะต่อต้านเจ้าให้ถึงที่สุดคอยดู!!”

“นายท่าน ที่ท่านติดคุกครั้งนี้เพราะขโมยอมยิ้ม...ครั้งหน้า คงไม่ใช่เพราะท่านขโมยชั้นในเด็กผู้หญิงหรอกนะคะ? ดิฉันไม่อยากมารับตัวพวกโรคจิตจริงๆนะคะ”

ผู้ที่พูดอยู่ตอนนี้คือ ข้ารับใช้ที่ซื่อสัตย์ของข้า ครึ่งปิศาจผมเงินแห่งคฤหาสน์ข้า นามว่า อิลิซ่า

แว่นตากรอบสีดำทอง ผมหางม้าสีเงิน มีเขี้ยวเสืองอกมานิดนึง หางสีม่วงพร้อมโบว์รูปผีเสื้อที่ปลายหางและชุดเมดสไตค์บารอก ได้แสดงถึงคาแร็คเตอร์ของปิศาจน้อยตนนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ และในทางกลับกันก็ได้ประจานรสนิยมของลิชบางตนอีกด้วย....

ที่สุดแล้ว ถึงข้าจะพอใจกับรูปร่างภายนอกของอิลิซ่าก็เถอะ แต่ถ้านางช่วยเปลี่ยนบุคลิก ไอ้หน้าไร้อารมณ์นั้นกับวาจาเราะร้ายนั้น จะสมบูรณ์แบบมาก

“ไม่ใช่ว่าเจ้าไม่รู้ถึงตัวตนระบบงี่เง่าของข้านิ ได้แต้มจากการทำให้เด็กผู้หญิงไม่กี่คนร้องไห้เป็นสิ่งที่คนดีพึ่งปฏิบัติ”

“นี่ค่ะ!!”

นางส่งอัลบั้มรูปเล่มหนาให้ข้า

“นี่…โอ ทำดีอิลิซ่า! สมแล้วที่เป็นข้ารับใช้ที่ซื่อสัตย์ของข้า!”

“ดิฉันคิดว่าดิฉันสามารถคาดเดาเหตุการณ์พอประมาณได้น่ะค่ะ ส่วนนี่คือรายชื่อของเด็กเล็กในโรงเรียนอนุบาลที่ใหญ่ที่สุดในนครหลิวฮวงค่ะ ดิฉันได้ทำการเลือกเฟ้นเป้าหมายออกมาอย่างดีแล้วค่ะ ในตอนนี้ท่านน่าจะบรรลุภารกิจได้ง่ายขึ้นแล้วล่ะค่ะ”

“ยอดเยี่ยม! ข้าก็คิดมาตลอดว่าเจ้าอยากให้ข้าตายๆไปสักทีเจ้าจะได้เป็นอิสระจากข้าซะอีก ข้าคงมากเกินไปเองสินะ ดีมาก ข้าขอบอกเลยว่าเจ้าก็เป็นคนดีเช่นกัน”

“ขอข้าชมหน่อยซิ!” เมื่อเปิดรายชื่อออกดู หน้าข้าตึงขึ้นมาทันตา

“รายชื่อ บุตรทั้ง 3 คนของอาร์ดบิชอปแห่งโบสถ์แสงศักดิ์สิทธิ์ บุตรีของดราก้อนสเลเยอร์ แอมโร่ ผู้ซึ่งเริ่มเข้าอนุบาล ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเทพสงคราม ซินโซ....นี่เจ้ามั่นใจนะว่าเจ้าอยากช่วยข้า ไม่ใช่อยากส่งข้ากลับไปหาฮาเดสแน่นะ!”

ความโกรธของข้า เช่นเคยถูกอีกฝ่ายเมินสนิท แม่สาวครึ่งปิศาจดันแว่นขึ้นพร้อมส่งประกายแสงแสนเย็นชาที่สะท้อนบนเลนส์แว่นนั้นมา

“เกียรติภูมิอันยิ่งใหญ่ของ ‘นักล่าอมยิ้ม’ ได้แพร่สะพัดไปทั่วทั้งนครหลิวฮวงแล้วนะคะ แค่ดิฉันออกจากคฤหาสน์ดิฉันก็เป็นที่ซุบซิบนินทาแล้วนะคะ เพื่อเกียรติของกุลสตรีคนนี้ ดิฉันอยากจะขอเปลี่ยนอาชีพจริงๆเลยค่ะ หรือไม่ก็นายท่าน ท่านควรจะเริ่มจ่ายค่าจ้างที่นายท่านยังไม่จ่ายดิฉันมาตลอดสิบปีได้แล้วนะคะ”

“ฮา ฮา ฮา เราอย่าไปพูดถึงเรื่องเงินๆทองๆเลยนา จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเราหม่นหมองลงเปล่าๆ กลับกันเถอะ ข้าทนรอไม่ไหวที่จะกลับบ้านแสนอบอุ่นของพวกเรา”

“แหกคุกแบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่สุภาพบุรุษควรปฏิบัติเลยนะคะ แล้วก็อย่าเปลี่ยนเรื่องสิคะ...แล้วทำไมท่านต้องดึงให้ดิฉันวิ่งด้วยล่ะค่ะ คราวนี้ท่านวางแผนอะไรไว้อีกล่ะ?”

“สมแล้วที่เป็นอิลิซ่าตัวน้อยของข้าผู้อยู่ข้างกายข้ามาแสนนาน ภารกิจประจำวันของวันนี้น่ะคือ ระเบิดให้เปี้ยงป๊าง เจ้าคง….”

“เข้าใจแล้วค่ะ กรุณาจับแน่นๆด้วยค่ะ ดิฉันจะใช้มานาในการหลบหนีแล้ว”

ประตูไปไหนก็ได้สีเงินเปิดออกพร้อมกับที่หนึ่งนายหนึ่งบ่าวรีบเร่งเข้าไป พอเวทย์มนต์เคลื่อนย้ายฉับพลันระยะสั้นนั้นสลายหายไป บริเวณโดยรอบก็ไม่หลงเหลือเงาใครอยู่ที่นั้นอีกแล้วพร้อมกันกับที่ใต้ดินเสียงระเบิดลูกใหญ่ได้ดังก้องกังวานตามต่อด้วยสัญญาณไฟไหม้

“ระเบิดเวลา? ดิฉันคิดว่าทางเจ้าหน้าที่จะผนึกพลังเวทย์พวกนักโทษซะอีกนะคะ?”

“ไม่ใช่หรอก ถึงจะดูคล้ายระเบิดแต่จริงๆก็แค่แป้งผสมกับพริกป่นผสมโรงด้วยฝุ่นอีกนิดก็จะได้ระเบิดฝุ่นแล้ว ถึงจะเป็นระเบิดแต่ก็ไม่มีพลังทำลายอะไรมากมายไม่พอจะฆ่าใครได้หรอก และที่สำคัญที่สุด ดูซิพวกนางจะหาหลักฐานเอาผิดข้าได้มั้ย”

“สมกับที่ท่านเป็นลิช ‘ผู้ปราดเปรื่อง’ ขนาดทำระเบิดออกมาจากวัตถุดิบทำอาหารได้แม้ว่าจะถูกผนึกเวทย์มนต์ก็ตาม”

“ขอบคุณมาก เจ้าชมซะข้าเขินเลย”

“ไม่มีใครชมท่านเลยนะคะ จริงด้วยสำหรับลิชแล้ว นั้นคงถือเป็นคำชมสินะคะ”

ลิชคืออะไรน่ะเหรอ?

“ไม่มีทางเป็นคนดีไปได้ พวกอันเดดที่น่ากลัว” นี่คงเป็นคำตอบของคนส่วนใหญ่เมื่อได้ยินคำถามนี้

“พวกกระดูกที่เห็นก็ทำให้ผื่นขึ้นได้แล้ว ไฟวิญญาณในดวงตาของเจ้าพวกนั้นสร้างความหวาดกลัวให้ผู้คน ให้ความรู้สึกราวกับว่ากำลังวางแผนชั่วช้าอะไรไว้อยู่” นี่คงเป็นมุมมองของประชาชนทั่วไป

“ร่างจุติของมารร้าย วายร้ายจอมเจ้าเล่ห์” และนี่คือสิ่งที่อัศวินโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์มองพวกเราเป็น

ไม่ว่าจะฐานะอันเดด จอมเวทย์มนต์ดำ ลิชผู้เหลือแต่กระดูกไม่ค่อยมีชื่อเสียงในแง่ดีนัก แต่ว่านะ...

“ใส่ความกันชัดๆ! นี่เป็นเหยียมเผ่าพันธุ์กันเห็นๆ! เจ้าจะตัดสินคนจากเผ่าพันธุ์ได้อย่างไรกัน! ข้าน่ะคิดมาเสมอเลยนะว่าเผ่าพันธุ์ สีผิว ชนชั้นทางสังคมและการเหยียมชนชั้นทุกรูปแบบเป็นแค่ความขลาดเขลาของมนุษย์ ในโลกนี้น่ะมีกลุ่มคนแค่หยิบมือเองนะที่ดูถูกและหยามคนอื่นโดยที่ไม่เกี่ยวข้องกับเผ่าพันธุ์ สีผิวหรือชาติกำเนิด และข้าเนี่ยเป็นคนดีจริงๆเลย”

“ถ้าคนเยี่ยงท่านถือว่าเป็นคนดี งั้นเหล่าอันเดดกระหายเลือดทางด้านตะวันออกของเมืองก็ถือว่าเป็นนักบุญได้งั้นเหรอคะ?”

“ข้าไม่ขอพูดว่าถึงขนาดนักบุญหรอกนะ แต่ทุกคนน่ะแค่เป็นคนรักสงบที่หน้าเย็นชาแต่หัวใจอบอุ่นเองนะ เจ้าลองดูสิ อันเดดทั้งหลายน่ะอาหารการกินก็ประหยัดเรื่องที่อยู่ก็ไม่เรื่องมาก แค่หลุมศพเดียวก็อยู่กันได้ทั้งครอบครัว แถมพวกเขายังไม่ต้องกินต้องดื่มแถมยังทำงานอย่างขยันขันแข็งด้วย ทุกคนต่างอุทิศตนแถมไม่ร้องขออะไรที่ฟุ่มเฟือยด้วย ทุกคนน่ะเป็นคนดีจะตาย”

สาวใช้ครึ่งปิศาจได้แต่หัวเราะ เมื่อคิดถึงเขตกักกันที่ว่ากันว่าไม่มีคนเป็นคนใดสามารถเดินออกมาเป็นๆได้ ถูกมองว่าเป็นรวมตัวของคนดีโดยเจ้านายของเธอ

“โฮะโฮะ นายท่าน ท่านนี่เข้าใจเล่นมุกนะคะ อันเดดกระหายเลือดเป็นคนดีเนี่ย? งั้นแล้วนักบวชของโบสถ์แสงศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นที่ชมชอบของผู้คนล่ะคะ? พวกเขาช่วยเหลือผู้เดือดร้อนโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายแล้วยังแจกอาหารแก่ผู้ยากไร้ทุกสุดสัปดาห์ด้วยนะคะ”

“ก็พวกกลุ่มก้อนของความจริตเสแสร้งหัวงู เจ้าก็รู้ มนุษย์ย่อมมีตัณหาความต้องการมากมาย แล้วถ้าใครที่มันระงับตัณหามากเกินไป ถึงตอนนี้จะยังไม่หัวงูแต่เมื่อตัณหากลับเมื่อไหร่ก็หัวงูเมื่อนั้น ถึงปากจะพร่ำบอกว่าตัณหาคือบาปทั้งที่ตัวเองก็เป็นโรคจิตหัวงูหลบในแท้ๆ ข้าหมายถึง ดูเจ้าเฒ่าทั้งหลายทำตัวสนิทสนมแปลกๆกับเด็กชายตัวเล็กๆคงจะแปลกล่ะถ้าข้าคิดว่าเจ้าพวกเฒ่าเนี่ยปกติ แล้วเจ้าพวกสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่ชื่อว่าอัศวินศักดิ์สิทธิ์นั้นอีก ก็แค่กลุ่มพวกป่าเถื่อนที่จ้องจะฆ่าข้าทุกเมื่อที่เห็นข้า!”

“งั้นเหรอค่ะ ดิฉันว่าโรคประจำตัวของนายท่านจะกำเริบอีกแล้วนะคะ ถ้าแบบนั้นมังกรโบราณสีชาดที่อาศัยอยู่ในภูเขากำมะถันผู้ถูกขนานนามว่า ‘ภัยพิบัติแห่งเวรอน’ ซึ่งสามารถกวาดล้างประเทศได้ด้วยตัวคนเดียว ในสายตาของนายท่านนางคงน่ารักน่าเอ็นดูเลยสินะ ฮืม

“ไม่หรอก ไม่หรอก เสี้ยวหงส์นางไม่ค่อยสนใจกับอาหารการกินเท่าที่ควรน่ะ ตอนนี้นางเลยน้ำหนักเกินไปนิด ถ้านางลดน้ำหนักไปสัก 20 หรือ 30 ตันพร้อมกับพวกไขมันส่วนเกินเพื่อให้ส่วนเว้าส่วนโค้งกลับมา นางจะน่ารักกว่านี้มาก”

“แล้วเหล่าผู้รักษาความสงบเผ่าดาร์ดเอลฟ์ผู้มุมานะแถมคอยช่วยเหลือประชาชนทั้งยังปกป้องความสงบของเมืองล่ะคะ? ท่านน่าจะสนิทกับพวกนางไม่ใช่เหรอคะ? เพราะช่วงสองเดือนมานี้ ดิฉันต้องมารับตัวท่านตั้ง 5 เที่ยวแล้วนิค่ะ”

“...เจ้าก็ลองไปถามกับพวกเจ้าของร้านผู้โชคร้ายที่โดนพวกนางข่มเหงรังแกสิ ความเห็นของข้าเหมือนกับพวกนั้นแหละ ชิ เจ้าพวกนังบ้า กลุ่มพันธมิตรบุรุษเสรีของพวกเราเป็นศัตรูตามธรรมชาติกับพวกนาง”

อิลิซ่าได้แต่ส่ายหัวด้วยความผิดหวัง เธอได้แต่เมินต่อชื่อองค์กรน่าสงสัยที่เจ้านายของเธอเอ่ยออกมาพร้อมทั้งถามนายท่านของเธอต่อว่า

“...แล้วท่านเจ้าเมืองของเรา ผู้กอบกู้โลกชื่อเสียงสะพัดไปทั่วเหนือใต้ล่ะคะ? แถมท่านยังยึดถือในความเท่าเทียมแล้วก่อตั้งนครแห่งนี้ในโลกใต้พิภพที่แสนวุ่นวาย สร้างแผ่นดินที่ทุกเผ่าพันธุ์อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติในดินแดนที่เต็มไปด้วยไฟสงครามแห่งนี้”

“ผู้ป่วยจูนิเบียว(โรคเพ้อ)ขั้นรุนแรงที่อาการหนักมาร้อยกว่าปี คิดว่าตัวเองอายุปูนไหนแล้วยังจะมาเล่นบทผู้กล้าล่มเจ้ามารกอบกู้โลกอีก ช่างเชยสะบัดจริงๆ สมน้ำหน้ามันที่มันต้องอยู่โสดทั้งชีวิต”

“...นายท่านช่างกล้าพูดแบบนั้นนะ หืม ทั้งที่ท่านเป็นคนไปป่วนงานแต่งทั้งสองครั้งของท่านเจ้าเมืองเองแท้ๆ จนปัจจุบันนี่ทุกคนต่างกล่าวว่า ท่านเจ้าเมืองนั้นถูกชะตากำหนดให้อยู่เพียงลำพัง เมื่อเกิดมาก็นำคำสาปมาสู่ครอบครัว เมื่อออกผจญภัยก็นำคำสาปมาสู่สหาย ถ้าแต่งงานไปก็จะนำคำสาปมาสู่ภรรยา ช่างน่าเสียดายนะคะ ทั้งที่ท่านผู้นั้นเพรียงพร้อมทุกอย่างแถมหน้าตาก็ดีแต่ในตอนนี้ไม่มีสตรีคนไหนในนครหลิวฮวงกล้ารับคำขอแต่งงานจากท่านเจ้าเมืองแล้ว”

“...ก็ข้าไม่ได้เจตนาแบบนั้นนี่นา ว่าแต่เจ้าหมอนั้นยังแค้นข้านานขนาดนี้เลยเหรอ...”

“นี่นายท่านไม่ได้เจตนาเหรอคะเนี่ย? แต่ท่านก็จงใจไม่ใช่เหรอคะ? นี่ยังไม่พูดถึงที่ท่านให้ดิฉันไปปล่อยข่าวลือว่า ท่านเจ้าเมืองโดยสาปส่งจากสวรรค์ให้ต้องไร้คู่ แล้วที่งานแต่งท่านก็ไปปล่อยภัยพิบัติอันเดดพาเหล่าภูติผีต่างๆนานา ไปร่อนเร่ภายในงานไม่ใช่เหรอค่ะ แล้วท่านทราบรึเปล่าว่าต้องมีเด็กสาวมากเท่าใดที่ต้องสั่นกลัวในยามค่ำคืน?”

“ข้าก็แค่ไปร่วมแสดงความยินดีกับเจ้าหมอนั้น เห็นว่าเจ้าแก่โสดนั้นจะมีคู่สักที ข้าก็ดีใจจนเกินเหตุเลยพาวิญญาณไปด้วยสักสองสามร้อยตนเพื่อไปเต้นหุ่นยนต์ยินดีเอง แล้วใครจะไปรู้ล่ะว่าอนาคตเมียเจ้านั้นจะกลัวจนฉี่ราดกับที่แบบนั้น”

ถึงปากข้าจะบอกว่าไม่ได้เจตนา แต่ข้าก็แอบสะใจลึกๆกับผลงานข้าเหมือนกัน “ว๊า ตัวข้ายังไม่ได้คืนชีพเลย ข้าจะปล่อยให้เจ้ามีชีวิตคู่แสนสุขได้อย่างไรกัน”

“นายท่านเฒ่าค่ะ ท่านรู้รึเปล่าว่าท่านน่ะทุกครั้งที่ตื่นเต้นเกินไป ท่านจะชอบเอามือเท้าเอวแล้วก็กระทืบเท้านะคะ? ดูสิแม้แต่ความคิดชั่วร้ายของท่านยังหลุดปากออกมาเลยเมื่อกี้ ก็ได้ค่ะ เราอย่าไปพูดถึงเรื่อง ’ผลที่ท่านทำ’ ละกันค่ะ แล้วพวกเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ชาวลิชของท่านที่จักรวรรดิแห่งอันเดดซีโหลล่ะคะ? แต่ละคนต่างเป็นที่ต้องการตัวของหลายๆประเทศเลยนี่ค่ะ แล้วถ้าหลุดออกมาสู่โลกภายนอกแม้สักตนเดียวโลกก็เข้าสู่ความโกลาหลแล้วนะคะ”

“…เอาจริงๆ มันเป็นเรื่องเข้าใจผิดที่ทุกคนมีต่อพวกเราน่ะ เหตุผลที่พวกเราศึกษาความซับซ้อนของวัฏจักรชีวิตและความตายน่ะ ไม่ใช่เพื่อให้ทุกคนอยู่ได้มีชีวิตยืนยาวขึ้นหรอกเหรอ? ที่จริงพวกเราก็เชี่ยวชาญในด้านการรักษาเช่นกัน และถ้าให้พูดถึงประสิทธิภาพในการรักษารวมทั้งผลข้างเคียงที่จะตามมาการรักษาของพวกเราดีกว่าของพวกนักบวชศักดิ์สิทธิ์ไปไหนๆ อย่าไปมองแค่ความสะดวกของเวทย์แสงศักดิ์สิทธิ์อย่างเดียวล่ะ จริงๆแล้วเวทย์นั้นน่ะมันใช้พลังชีวิตเป็นเชื้อเพลิงรวมทั้งลดอายุไขลงด้วย แต่ด้วยศาสตร์วิศวกรรมตัดแต่งชีวภาพของเรานั้นไร้สารพิษใดๆ ไร้ซึ่งผลร้ายแรง ไร้ซึ่งมลพิษแถมยังช่วยแก้ต้นตอปัญหาอย่างถูกจุด”

“…ถ้าเป็นแบบนั้น แล้วทำไมท่านต้องอาศัยระบบในการคืนชีพด้วยล่ะ ทำไมท่านไม่สร้างร่างใหม่ขึ้นมาเองล่ะค่ะ”

“ก็ข้ายังไม่อยากเป็นปิศาจผิดรูปผิดร่างมี 3 แขน 6 ขาน่ะสิ ถึงนั้นจะถือว่าเป็นร่างที่สมบูรณ์แบบที่สุดของมนุษย์ก็เถอะ แต่ไม่ช้าก็เร็วปัญหาจะมาเยือนแน่....”

เมื่อเห็นถึงเจ้าตัวลิชเองยังไม่มั่นใจในความสามารถวิศวกรรมตัดแต่งชีวภาพของตนเลย แล้วตัวอิลิซ่าเองจะพูดอะไรได้อีก

“ค่ะ ค่ะ แล้วในสายตาของท่าน ตัวดิฉันเป็นเช่นไรกัน?”

“….ยัยปิศาจแก่หนังหน้าเย็นชา? สาวน้อยหน่มน่มเอคัพ?” แน่นอน ข้าไม่โง่พอจะพูดเสียงดังออกไป

“โอ้ อิลิซ่า แน่นอนเจ้าย่อมเป็นลูกน้องที่ข้าเชื่อใจเป็นที่สุด? เรายังเคยให้คำมั่นสัญญากันไว้เลยไม่ใช่เหรอว่าจะเติมเต็มความฝันของพวกเราในการพิชิตทะเลแห่งดวงดาวด้วยกัน”

“ก่อนที่ท่านจะระลึกถึงความฝันในหมู่ดาวของท่าน ท่านควรจะจ่ายค่าจ้างแก่สาวน้อยยากจนขี้เหงาที่ท่านติดค้างนางกว่า 10 ปีคนนี้ก่อนไม่ใช่หรอกเหรอคะ?”

เมื่อเธอได้รับรู้ถึงอาการโรคประจำตัวของเจ้านายกำเริบอีกครั้ง สาวใช้ครึ่งปิศาจได้แต่ดันแว่นของตนขึ้นพร้อมแสงสะท้อนเย็นเฉียบที่ปรากฏบนเลนซ์แว่นนั้น แล้วเอ่ยวาจาจากปากของเธอ

“ถ้าท่านยังทำตัวไร้สาระต่ออีก ดิฉันคาดว่าคอลเล็คชั่นสุดหวงของท่านจะ....”

“ได้ อิลิซ่า ข้าขอโทษ” เมื่อระลึกได้ถึงคอลเล็คชั่นสุดรักของตน ลิชบางตนแถวนี้ก็ยอมจำนนอย่างปัจจุบันทันด่วน

ฮึ่ม” หลังกำราบเจ้านายของตนได้สำเร็จ นางฟ้าตกสวรรค์ตนนี้ก็ได้ฮัมเพลงพร้อมเดินผ่านประตูจากไป

ในฐานะผู้ดูแลคฤหาสน์หลังนี้ เธอไม่มีเวลาว่างพอที่จะเสียให้กับนายท่านจูนิเบียวของเธอหรอก

แต่เมื่อข้าเห็นแผ่นหลังที่หม่นหมองนั้น อารมณ์ของข้าก็จมดิ่งลง

สักพักหลังจากที่นางเดินผ่านประตูจากไป ข้าก็เริ่มนึกถึงความจำในอดีตแล้วได้พึมพำกับตัวเอง

“…จะว่าไป จะยังไงซะ นางก็ถือว่าเป็นครอบครัวของข้าสินะ ข้ายังคงจดจำเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่งที่ไม่ว่าจะอยู่สถานการณ์เลวร้ายเพียงใดก็ยังบากบั่นและปฏิเสธที่จะยอมแพ้แม้ว่าจะล่องลอยอยู่ในแม่น้ำปรภพ เด็กน้อยในคืนพายุหิมะที่ต้องออกล่าเพื่อให้มีชีวิตอยู่ต่อ ตัวเจ้าอาจจะเป็นสิ่งล้ำค่าที่สุดที่โลกใบนี้ได้มอบให้กับข้าก็เป็นได้และการที่ข้าพาเจ้ากลับมาด้วยคงเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดที่ข้าเคยทำมาในชีวิตของข้าแล้วล่ะ”

ทันใดนั้นเองก็มีใบหน้ายืดออกมาจากหลังประตู

ใบหน้าที่ปกติมักเต็มไปด้วยความเย็นชาแต่ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยสีแดงเข้ม ที่แพร่ไปถึงใบหูยาวๆที่กำลังสั่นไหวของเธอ

จากนั้น เธอก็หายเข้าไปเบื้องหลังประตูอีกครั้ง

“เฮ เฮ ถึงแม้เจ้าจะรู้จักข้าดี แล้วเจ้าคิดว่าข้าจะไม่เข้าใจเจ้าหรือไง เจ้ายายเฒ่าโง่เง่า ไม่ว่าเจ้าจะร้อยเล่ห์ขนาดไหนเจ้าก็ต้องว่านอนสอนง่ายชดใช้บุญคุณที่เจ้าติดค้างไปจนวันตาย”

ข้ากล่าวถ้อยคำบาดหูนั้นออกไปดังๆ พร้อมกับหัวเราะอย่างบ้าคลั่งแต่ในใจข้าตอนนี้นั้น หวาดกลัวเต็มที่

‘...นางได้ยินแน่! นางได้ยินแน่ๆ!!’

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด