ตอนที่แล้วบทที่ 13: หาเหาใส่หัว
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปบทที่ 15 แก่นวิญญาณแห่งภูผา

ตอนที่ 14: ฉันขอโทษ ฉันผิดไปแล้ว

 

เมื่ออันหลินก้าวเข้าไปในชั้นเรียกสายตาทุกคู่ต่างก็จับจ้องไปที่ตัวเขา

 

ไม่ใช่เพราะว่าหน้าตาของเขาหล่อมาก แต่เพราะว่าใบหน้าด้านซ้ายของเขานั้นบวมเป่งออกมาจนเหมือนแก้มหมู

 

“อันหลิน ใครตบนายมาเนี่ย? ในฐานะหัวหน้าห้อง ฉันจะไปเรียกร้องความเป็นธรรมให้เอง!”

 

เมื่อเห็นหน้าตาของอันหลิน เซวียนเยวียนเฉิงก็ขุ่นเคืองขึ้นมาทันที

 

อันหลินนั้นเอาแต่ส่ายหัวอย่างเดียว “อ้อ มันไม่ใช่อะไรแบบนั้นหรอก… ฉันแค่สะดุดขาตัวเองเฉยๆ…”

 

เมื่อพูดจบเขาก็มองไปทางซวีเซี่ยวหลานด้วยท่าทีที่หวาดกลัว

 

ซวีเซี่ยวหลานมองอันหลินด้วยใบหน้าที่เย็นชา เธอเดินไปนั่งที่นั่งของตัวเองอย่างเงียบๆ

 

เซวียนเยวียนเฉิงเห็นแบบนี้ก็ทำท่าเหมือนพอจะเดาออกว่าเกิดอะไรขึ้น

 

เขาตบไหล่ปลอบใจอันหลิน “อ่า เรื่องส่วนตัวใช่ไหม…มันก็ไม่ใช่อะไรที่จะเข้าใจง่ายๆอ่ะนะ…”

 

“พี่ใหญ่เฉิง…นายก็เห็นว่าสภาพของฉันน่าสงสารไหน แล้วนายจะพูดอย่างนี้ได้ยังไง!”

 

ใบหน้าของอันหลินดูเจ็บปวดทุกครั้งที่เขาขยับปาก

 

ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บอีกครั้งในตอนที่เขาพูดกับเซวียนเยวียนเฉิง

 

“อย่างนั้นเหรอ? งั้นอันหลินนายต้องฝึกฝนให้แข็งแกร่งกว่านี้! คราวหน้าจะได้ไม่โดนซวีเซี่ยวหลานตบได้ไงล่ะ!” เซวียนเยวียนเฉิงปลอบใจอย่างอบอุ่นด้วยท่าทางเข้าอกเข้าใจ

 

อันหลินยิ้มเย้ยหยันแล้วก็ยอมแพ้ในสิ่งที่ได้ยิน

 

เขาพยักหน้าให้เซวียนเยวียนเฉิงแล้วก็เดินไปที่นั่งของตัวเอง

 

“อันหลินเอานี่ไป”

 

เสียงของเซวียนเยวียนเฉิงดังจากด้านหลังของเขาทันที

 

อันหลินหันกลับมาพร้อมกับที่เซวียนเยวียนเฉิงโยนขวดยาบางอย่างให้กับเขา

 

“เอาไปทาหน้า มันจะลดอาการบวมได้” เซวียนเยวียนเฉิงอธิบายออกมา

 

อันหลินรู้สึกงุงงงในขณะที่เขารับขวดยามา แล้วเขาก็รู้สึกได้ถึงความรู้สึกตื้นตัน

 

มันเป็นความรู้สึกราวกับว่าหลังผ่านการต่อสู้กับสัตว์ร้ายในตำนานอย่างหนักหน่วง ร่างทั้งร่างก็บาดเจ็บเจียนตายแล้วจู่ๆก็มีทูตสวรรค์จุติลงมาช่วยเขาพร้อมพูดอย่างมีเมตตาว่า 

 

“ไม่ต้องห่วง ฉันอยู่ข้างนายเสมอแหละ!” ช่างเป็นความห่วงใยเอาใจใส่โดยแท้…

 

หลังจากกลับมานั่งที่เขาก็เอายามาทาที่หน้าของเขา

 

ทันทีที่เขาทายาลงใบ เขาก็รู้สึกสบายไปทั่วทั้งใบหน้า สักพักความเจ็บปวดส่วนใหญ่นั้นก็หายไปหมด

 

“อ่า ยานี่มันแจ่มจริงๆ” อันหลินพยักหย้าแล้วทาอย่างบรรจง เผื่อว่าอนาคตมีเรื่องที่จะต้องใช้ยานี่อีก

 

อ่าห์…

 

ตอนนี้เขาจะทำยังไงถึงจะสามารถเพิ่มระดับกายแห่งเต๋าของตัวเองได้?

 

อันหลินนั้นมีท่าที่หม่นหมอง เขาเปิดระบบขึ้นมาแล้วจ้องมองส่วนของ 

‘พื้นฐานการฝึกตน’ ด้วยสายตาที่ว่างเปล่า

 

ใช่แล้ว! ตอนนี้ฉันมีกายแห่งเต๋าระดับที่ 7 แล้วแบบนี้ก็เข้าไปที่ 

‘วิชาฝึกตน’ กับ ‘เคล็ดวิชา’ ได้แล้วสิ?

 

ทันทีที่อันหลินคิดได้เขาก็เปิดส่วนของ ‘วิชาฝึกตน’ ในทันที หน้าจอของหมวดวิชาฝึกตนจะถูกแบ่งหมวดออกเป็น 10 หมวด: เหล็ก, ไม้, น้ำ, ไฟ, ดิน, ลม, สายฟ้า, หยิน, หยาง และเทพศักดิ์สิทธิ์ ตอนนี้มีเพียงแค่หมวด 

‘สายฟ้า’ เท่านั้นที่ส่องแสงออกมา

 

“แก่นแท้วิชาอัสนีขั้นแรก วิชาฝึกตน—เงื่อนไข: โดนสายฟ้าจากธรรมชาติฟาดใส่”

 

“…”

 

นี่สมองกลับกันหมดแล้วเหรอฟะ! อยากให้ฉันตายขนาดนั้นเลยเหรอ?!

 

อันหลินนั้นใบ้กินทันทีเมื่อเขาเห็นเงื่อนไขในการฝึก

 

สายฟ้าจากธรรมชาติมีกระแสไฟฟ้าแรงกว่า 1 แสนโวลต์เลยนะเห้ย!!!

 

ถ้าเกิดว่าโดนสายฟ้าผ่าขึ้นมาแล้วรอดมาได้ก็ไม่ใช่คนแล้ว!?

 

ชีวิตที่เหลือกับความแช็งแกร่ง อะไรมันมีค่ากว่ากันนะ?

 

เราลืมๆ เรื่องวิชาฝึกตนไปน่าจะดีกว่า…

 

อันหลินส่ายหัวแล้วไปให้ความสนใจกับส่วน ‘เคล็ดวิชา’ แทน

 

มันไม่มีอะไรเลยนอกจากสัญลักษณ์ 1 อัน

 

“ฝ่ามือทลายภูผา—เงื่อนไข : ดูดซับแก่นวิญญาณแห่งภูผา 10 กรัม”

 

อะไรคือแก่นวิญญาณแห่งภูผาฟะ? อันหลินสงสัยมาก

 

ใครจะสนล่ะ อย่างน้อยเงื่อนไขของมันก็ดูทำได้จริงๆ จังๆ ล่ะน่า

 

อืม…ถ้าหลังเลิกเรียนแล้วไปถามซวีเซี่ยวหลานเธอจะตอบได้ไหมนะ?

 

อันหลินนั้นปรายตามองไปทางซวีเซี่ยวหลาน เธอกำลังนั่งอยู่พร้อมสีหน้าที่โกรธแค้นอย่างชัดเจน

 

เขานั้นรู้สึกปวดหัวขึ้นมาในทันที ด่าเขาก็แล้ว ซัดหน้าเขาจนเกือบตายก็แล้ว นี่ยังไม่หายโกรธอีกเหรอ? เห็นๆกับอยู่ว่าตอนนี้ฉันเจ็บปวดที่สุดนะเห้ย

 

ชั้นเรียนตอนเช้านั้นสอนเกี่ยวกับการร่ายคาถา โดยอาจารย์ประจำชั้นของพวกเขาเซียนกระบี่หลิงเซี่ยว

 

เห็นได้ชัดเจนว่าเช้านี้นั้นท่านเซียนกระบี่ดูอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ระหว่างที่สอนนั้นก็พูดออกทะเลไปเรื่องวีรกรรมอันกล้าหาญในอดีตของตัวเอง

 

ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าเซียนกระบี่หลิงเซี่ยวนั้นมีพรสวรรค์ทางด้านการเล่าเรื่อง เนื่องจากเขาโอ้อวดวีรกรรมของเขาได้เรื่อยๆอย่างภาคภูมิใจ

 

มีตั้งแต่เรื่องพื้นๆ อย่างพวกอัจฉริยะคนอื่นๆ นั้นมักที่จะดูถูกเขาอยู่เสมอ

 

หรือจะเป็นช่วงเวลาที่พีคที่สุดอย่างการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของเซียนกระบี่หลิงเซี่ยวใน 5 ปีต่อมา

 

เพียงแค่ดาบเดียวที่ฟันออกมาก็ทำให้ผู้คนที่เคยเยาะเย้ยเขานั้นต่างหวั่นเกรง บ้างก็กลัวจนฉี่ราด

 

เรื่องราวที่เขาเล่าออกมานั้นยอดเยี่ยมจนเรียกเสียงฮือฮาจากนักเรียนได้อยู่เสมอๆ แม้แต่อันหลินเองก็ตื่นเต้นตาม

 

ในตอนที่ใกล้จะจบนั้น ราวกับว่าเขารู้ตัวตลอดว่าตัวเองนั้นพูดออกทะเลไปไกลมากแล้ว เขาเชื่อมโยงเรื่องเล่ากลับไปที่บทเรียนที่สอนโดยการตั้งข้อสังเกต “จากเรื่องที่เล่าให้ฟังเนี่ย จำไว้นะว่าเส้นทางของการฝึกฝนนั้นไม่ใช่อะไรที่จะคาดเดาได้เลยและปลายทางของมันนั้นมันสวยงามเสมอ เพราะฉะนั้นอย่ายอมแพ้กันง่ายๆ ซะล่ะ!”

 

หลังจากนั้นเซียนกระบี่หลิงเซี่ยวก็เริ่มสอนเกี่ยวกับการเตรียมการและเทคนิคเกี่ยวกับการร่ายคาถาอย่างจริงจัง

 

เสียงโห่ร้องของนักเรียนนั้นดังขึ้นอย่างผิดหวัง

 

เห็นได้ชัดว่าทุกคนชอบให้อาจารย์ประจำชั้นเล่าเรื่องแทนการสอนบทเรียน…แต่ก่อนที่จะได้ทำอะไร ชั้นเรียนก็เลิกซะก่อน!

 

เหล่านักเรียนค่อยๆ แยกออกไปจากห้องเรรียน เขาอาศัยจังหวะนี้ในการเดินไปหาซวีเซี่ยวหลาน

 

“ท่านหลานหลานสุดสวย วันนี้ฉันผิดเอง ขอโทษด้วยนะ” อันหลินนั้นขอโทษอย่างประจบสอพลอ แต่ใบหน้าเต็มไปด้วยความเสียใจ

 

ซวีเซี่ยวหลานเลิกคิ้วตอบ “แค่นั้นเหรอ?”

 

อันหลินนิ่งไปเลยแล้วแอบตะโกนอยู่ในใจ หล่อนจะเอาอะไรอีกห๊าาาาา?

 

แน่นอนว่าอันหลินไม่หาญกล้าพอที่จะพูดออกไป

 

แล้วในที่สุดเขาก็พูดคำที่คิดว่าน่าจะเหมาะที่สุดออกไป

 

“หลานหลานสุดสวย ฉันไม่ได้แค่ดวงตามืดมัวไปหน่อย ฉันมันโง่ที่พูดไม่ดีออกไป ฉันผิดเอง ฉันไม่น่าทำแบบนั้นออกไปเลย”

 

“ฉันคิดว่าที่ฉันพูดออกมันเลวร้ายมาก ฉันผิดไปแล้ว!”

 

“ถ้ายังโกรธอยู่ก็ตบหน้าฉันอีกข้างเลย!

 

“เอาเลย หน้าอีกข้างยังไม่ได้โดนตบเลย หน้ามันจะได้สมมาตรกันซะที!”

 

ว่าแล้วเขาก็หันหน้าข้างที่ยังไม่ได้รับบาดเจ็บไปทางซวีเซี่ยวหลานแล้วหลับตาบอกเป็นนัยๆว่าอยากทำอะไรก็ทำไปเลย

 

เมื่อเห็นอันหลินทำขนาดนี้ ในที่สุดรอยยิ้มก็ปรากฎบนใบหน้าที่เย็นชาของซวีเซี่ยวหลานจนได้

 

อย่าไรก็ตามก่อนที่อันหลินจะลืมตานั้น เธอก็ทำสีหน้าเคร่งเครียดอีกครั้งนึง “กะ..ก็ได้ เห็นแก้ความจริงใจของนาย ฉันจะยอมยกโทษให้ก็ได้” เธอพูดอย่างเย็นชา

 

เมื่อได้ยินแบบนั้นอันหลินก็โล่งอก

 

เมื่อลืมตาขึ้นมาเขาก็เห็นใบหน้าของซวีเซี่ยวหลานนั้นหายโกรธแล้วจริงๆ

 

“จริงๆ แล้วฉันมีเรื่องที่อยากถามหน่อย รู้จักแก่นวิญญาณแห่งภูผาไหม?”

 

อันหลินลังเลก่อนที่จะตัดสินใจถามออกมา

 

“ถามทำไมเนี่ย? หรือว่าจะไปเจออะไรเข้าอีกแล้ว?” ซวีเซี่ยวหลานถามกลับพร้อมกับเท้าคางไปด้วย

 

“มันเป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติเท่าไหร่น่ะ ฉันเลยต้องหามันมาดูดซับซักประมาณ 10 กรัม” ดวงตาของอันหลินนั้นเปล่าประกายไปด้วยความหวังเมื่อได้ยินคำตอบของซวีเซี่ยวหลาน

 

“ดูดซับ?” ซวีเซี่ยวหลานตกใจจนอ้าปากค้างแล้วมองไปทางอันหลิน

 

อันหลินเห็นท่าทีแบบนั้นเขาก็ไม่สบายใจในทันที “มีอะไร มันมีปัญหาตรงไหน?”

 

“มะ-ไม่หรอก มันก็ไม่มีปัญหา แค่ว่ามันหาค่อนข้างยาก งั้นฉันคงต้องพานายไปที่ภูเขาจันทร์เพ็ญแล้วล่ะ”

 

รอยยิ้มอันอบอุ่นปรากฎขึ้นในตอนที่ซวีเซี่ยวหลานอธิบายให้อันหลินฟัง

 

ภูเขาจันทร์เพ็ญเป็นภูเขาที่สุงที่สุดในเขตของสถาบัน บนยอดนั้นจะมีศาลาสำหรับชมจันทร์ตั้งอยู่

 

ทิวทัศน์บนภูเขานั้นสวยงามมากมีดอกไม้และพืชพรรณทุกชนิด นอกจากนี้ยังมีสัตว์ภูติที่น่ารักวนเวียนไปยังที่นั่นอยู่บ่อยๆ ด้วยเป็นที่ๆ เหล่านักเรียนหญิงนั้นชอบไปเดินเล่นมากๆ

 

เมื่อเขาได้ยินว่าที่นั่นมีแก่นวิญญาณแห่งภูผา เขาก็ตื่นเต้นขึ้นมาในทันที เขากับซวีเซี่ยวหลานนั้นตัดสินใจที่จะเดินทางในทันที

 

ฝ่ามือทลายภูผา… ในที่สุดฉันก็จะได้มีวิชาเซียนติดตัวเป็นวิชาแรกแล้ว!

 

ใบหน้าของอันหลินนั้นเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น..

 

คะแนน 5.0
กรุณารอสักครู่...