ตอนที่แล้วเซียนเหนือวิถี บาทที่ 106 (ฟรี)
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปเซียนเหนือวิถี บาทที่ 108 (ฟรี)

เซียนเหนือวิถี บาทที่ 107 (ฟรี)


บาทที่ 107

ตัวเลขที่อยู่บนหินเปลี่ยนจากยี่สิบมาเป็นสิบเก้า สิบแปด สิบเจ็ด เรื่อยลงมาจนถึง สิบ

“เป็นไปไม่ได้” ฉงฮุ้ยจินหายจากการตกตะลึง เปลี่ยนมาเป็นแตกตื่น อุทานออกมา

“อย่างที่เห็น เราสามารถควบคุมอายุกระดูกได้” หงเซียวกล่าว

“เพราะว่าถึงแม้จอมยุทธเองจะมีอายุขัยได้หลายร้อยปี แต่สุดท้ายก็ต้องแตกดับ เพราะอะไร คำตอบก็เพราะว่าอายุกระดูกและอายุของเนื้อหนัง” เขากล่าวต่อ

“เมื่อวิชาปราณของเราเป็นวิชาปราณแพทย์ เมื่อก้าวมาถึงระดับแก่นปราณ ก็มีอำนาจควบคุมร่างกายไปจนละเอียดลึกซึ้งถึงระดับเซลล์ ดังนั้นเซลล์ร่างกายของเราจึงสามารถแบ่งตัวได้ไม่มีขีดจำกัด สามารถควบคุมกระดูกให้คืนสู่วัยเยาว์ได้ นั่นหมายถึงอะไร” หงเซียวกล่าวพร้อมกับถาม เขาเคยสอนพื้นฐานชีววิทยาให้กับคนพวกนี้แล้วพร้อมกับวิชาการแพทย์ ดังนั้นทุกคนจึงฟังเข้าใจ

“น-นี่มัน นี่คือความเป็นอมตะ นี่คือเซียนไม่ใช่หรือไง” จินหลินกล่าวออกมาอย่างตื่นเต้น

“เซียนถูกนำไปใช้ในความหมายอื่นแล้ว ซึ่งหมายถึงจอมอาคมที่มีอายุยืนยาวหลายหมื่นปีพวกนั้น แต่อย่างไรก็ตามพวกเขาก็ยังมีขีดจำกัดอายุขัย ดังนั้นพวกเราอาจได้แต่ใช้คำว่าอมตะแทน” หงเซียวอธิบาย

“นี่พวกเราจะมีอายุยืนยาวไม่สิ้นสุดหรือไรกัน” ฉงฮุ้ยจินอุทานออกมา และทุกคนต่างก็คิดวาดฝันเต็มไปด้วยจินตนาการ

“พวกเราก็ยังตายได้ตามปกติ หากว่าร่างกายของเราสูญเสียสภาพไปโดยไม่อาจฟื้นเซลล์ขึ้นมาได้อีก” หงเซียวอธิบาย “เท่าที่รู้จักตอนนี้ก็มี พิษ เพลิง”

“นั่นก็ดีพอแล้ว” ฉงฮุ้ยจินกล่าว

“พวกเราจะทำอย่างพี่ใหญ่เซียวได้อย่างไรกัน” จินซื่อถาม

“จำได้ไหมว่าพวกเราเคยสร้างแผนที่ร่างกายกัน สร้างใหม่กันอีกครั้ง ในเมื่อครั้งนี้เราอยู่ในเขตแก่นปราณกันแล้ว พวกเราก็สามารถที่จะสร้างแผนที่ร่างกายกันจนถึงระดับเซลล์ได้ และเมื่อมีแผนที่ร่างกาย ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นแล้วเราควบคุมร่างกายให้กลับมาเหมือนในแผนที่ร่างกาย เราก็จะมีอายุหยุดนิ่งอยู่ที่นั่นตลอดไป” หงเซียวอธิบาย

ทุกคนพยักหน้าเข้าใจในทันที นี่ไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย แค่นี้พวกเขาก็จะไม่มีวันแก่ชราไปกว่านี้อีก

“แล้วที่พี่ใหญ่ย้อนอายุกระดูกคืนล่ะ” จินหลินถาม

“นั่นก็คือการทำแผนที่ร่างกายในช่วงอายุที่ผ่านมาเก็บไว้ เมื่อเราคุมร่างกายให้คืนสภาพไปกับแผนที่ร่างกายในช่วงวัยอื่น เราก็จะสามารถคืนอายุกระดูกได้” หงเซียวอธิบาย

“อย่างนี้ ถ้าเราไม่เคยทำแผนที่ร่างกายในช่วงอายุก่อนหน้านี้ เราก็ย้อนวัยไปไม่ได้สิ” ฉงฮุ้ยจินแย้ง

“เจ้าดูร่างช่วงล่างของเจ้าสิว่ามีอายุกระดูกเท่าไหร่กัน” หงเซียวชี้ไปยังช่วงล่างที่เพิ่งงอกออกมาใหม่ของเขา

ความคิดของทุกคนถูกจุดประกายขึ้นในทันใด นี่หมายความว่า พวกเขาต้องการจะมีอายุเท่าไหร่ก็ได้เช่นนั้นสินะ

“นี่เป็นความท้าทายที่จะให้ไปลองขบคิดกัน ลองดูสิว่าจะทำได้ดีกันสักเพียงไหน” เขากล่าวต่อ ขณะที่ซุกหินตรวจสอบกระดูกเก็บไว้ในแหวนมิติ

“ขอบคุณพี่ใหญ่” ทุกคนพากันขอบคุณเขา ดูเหมือนว่านับแต่นี้ไป ชีวิตของพวกเขาจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างพลิกฟ้าคว่ำดิน

หงเซียวเพียงพยักหน้า หันตัวก้าวเดินออกไปจากห้อง ปล่อยให้ทุกคนได้ขบคิดและถกเถียงกันตามลำพัง

เมื่อถึงช่วงเวลางานเลี้ยง หงหมิงกระซิบกับหงเซียวว่า “เพื่อนของลูกเกิดอะไรขึ้นกัน แต่ละคนดูใจลอย ขมวดคิ้วนิ่วหน้า เมื่อวานยังดูดีอยู่เลย หรือว่าไม่พอใจกับการต้อนรับของเรา”

“อย่าสนใจพวกนี้เลยท่านพ่อ พวกนี้พอใจกับการดูแลเอาใจใส่ของท่านเป็นอย่างดี แต่ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่ามีปัญหาบางอย่างในใจเขาที่ยังแก้ไม่ตก” หงเซียวหัวเราะอย่างสบายใจ

เมื่อเห็นหงเซียวมีท่าทีเช่นนั้น หงหมิงก็ไม่ใส่ใจกับพวกเขาอีก

หงหมิง บรรดาเหล่าผู้อาวุโส และหงเซียวพากันไปต้อนรับแขกเหรื่อที่เข้ามาในงานเลี้ยง

“ผู้นำตระกูลหลิว หลิวเต๋อ มาถึง” พนักงานต้อนรับขาน

“คารวะท่านผู้นำตระกูลหง ท่านผู้อาวุโส” ผู้นำตระกูลหงเข้ามา หงหมิงและผู้อาวุโสเข้าไปทักทาย เช่นเดียวกับหงเซียว ที่มีสี่เด็กสาวล้อมหน้าล้อมหลัง พวกเธอคือ ซิ่วจู จินหลิน เหมยเหมย และซีชี่

“คารวะท่านผู้นำตระกูลหลิว” หงเซียวกล่าวอย่างนอบน้อม สี่สาวที่ด้านหลังเขาก็น้อมกายตามด้วย

“นี่คงเป็นคุณชายหงเซียวผู้เก่งกาจ นับถือนับถือ” ผู้นำตระกูลหลิวกล่าวตามมารยาท สายตาอดเหลือบมองสี่เด็กสาวไม่ได้ โดยเฉพาะสาวสวยเช่นเหมยเหมย แต่มีคนไม่มากนักในเมืองเว่ยที่จะจดจำเหมยเหมยได้ ในเมื่อเธอแสดงตัวที่เมืองลู่เพียงไม่นาน ทั้งอยู่ในแวดวงคนชั้นสูง มีคนระดับสูงไม่กี่คนที่นั่นที่ได้เห็นเธอเช่นกัน

“มิกล้ามิกล้า ข้าหงเซียว แต่คำว่าผู้เก่งกาจนั้นมิอาจรับ” คุณชายหงเซียวกล่าวถ่อมตน

“ผู้นำตระกูล…” พนักงานต้อนรับกล่าวขานชื่อแล้วชื่อเล่า

“คุณชายซีหลง ตระกูลซีแห่งเมืองลู่ มาถึง” พนักงานต้อนรับกล่าว

“คารวะท่านผู้นำตระกูลหง ท่านผู้อาวุโสทั้งหลาย พี่เซียว” คุณชายซีหลงเข้ามาทักทาย บรรดาผู้ใหญ่ต่างรับคารวะ ขณะที่หงเซียวเดินเข้าไปหาอย่างยิ้มแย้ม

“พี่หลง ท่านเดินทางมาไกลเชียว วันนี้” คุณชายหงเซียวทักทาย

“น-นั่น แม่นางเหมยเหมย...” คุณชายซีหลงหันมาเห็นหงเซียวก็พลันเห็นคนที่อยู่ด้านหลังของหงเซียวด้วยเช่นกัน

“คารวะคุณชายซีหลงเจ้าค่ะ” เหมยเหมยยอบกายคำนับ ฉุดคุณชายซีหลงให้ตื่นจากภวังค์

“พี่เซียว ท่านนี่เอง ต้นเหตุของความปั่นป่วนทั้งเมือง” ซีหลงเข้าไปกระซิบกระซาบข้างหูหงเซียว เรียกเสียงหัวเราะจากอีกฝ่าย

“ภาระช่วยเหลือหญิงงามเป็นหน้าที่ของมารรา- อะแฮ่ม หน้าที่ของผู้รู้ใจบุปผาเช่นข้าอยู่แล้ว” หงเซียวกล่าวตอบพร้อมกับทำหน้าบิดเบี้ยวเล็กน้อย

ด้านหลังของเขามีเด็กสาวคอยประคองเขาอยู่ แต่ปลายเล็บของเธอจิกลึกเข้าไปในบั้นเอวของเขา จินหลิน ขณะที่ซิ่วจูยืนเอามือปิดปากหัวเราะคิก

“ว่าแต่พี่ซีมาตั้งแต่เมื่อไหร่กันรึ” หงเซียวถาม

“ข้ามาตั้งแต่ก่อนการประลอง ข้าคาดว่าท่านน่าจะเข้าร่วมการแข่งขัน ดังนั้นข้าจึงมาชมด้วย แต่น่าเสียดายคนเยอะเกินไป ข้าเบียดเข้าไปดูข้างในไม่ได้” ซีหลงตอบ

“สุดท้ายท่านก็มาถึงเมืองนี้แล้ว เชิญทางนี้ หลายวันต่อจากนี้ให้ข้าเป็นเจ้ามือเลี้ยงรับรองท่าน” หงเซียวชักนำซีหลงไปที่โต๊ะ ก่อนที่จะขอตัวไปต้อนรับแขกต่อ

หลังจากที่ต้อนรับแขกจำนวนมากแล้ว สุดท้ายก็มาถึงเวลาที่สามคุณชายเข้ามา

“คุณชายจูหยาง คุณชายเซียหลาน คุณชายลู่ฮวงมาถึง” พนักงานขาน

“คารวะลุงหงหมิง ท่านผู้อาวุโส” สามคุณชายกล่าวทักทายผู้อาวุโส ก่อนจะหันไปทางหงเซียว

“เพื่อนเซียว ไปๆ ไปนั่งที่กัน เสียดายที่ในงานแข่งขันไม่ได้ทักทายกัน... ว่าแต่สาวสวยคนนี้ใครกัน” คุณชายจูหยางกล่าว แต่เมื่อเหลือบเห็นเหมยเหมยเขาก็ลดเสียงลงมากระซิบถาม

“ทุกคนเข้ามาทำความรู้จักคุณชายทั้งสาม” หงเซียวไม่สนใจตอบคำถาม แต่หันไปกล่าวกับบรรดาเด็กสาว

“ข้าจินหลิน คารวะคุณชายทั้งสาม”

“ข้าเหมยเหมย คารวะคุณชายทั้งสาม”

“ข้าซีชี่ คารวะคุณชายทั้งสาม”

“ข้าซิ่วจู คารวะ--”

“น้องสาวซิ่วจู เจ้ามิต้องก็ได้ พวกเรารู้จักเจ้าดีอยู่แล้ว” คุณชายจูหยางกล่าวตัดบท สร้างความครึกครื้นให้กับทุกคน

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด