ตอนที่แล้วบทที่ 9 ดรรชนีอเวจี 
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปบทที่ 11 ตัวเปียกเพราะดอกบัวในสระน้ำ 

บทที่ 10 ผืนนาที่เสียหายจากพิธีแรกนาขวัญ 

 

 

 

“รองหัวหน้าเซี่ย เด็กหนุ่มนั่นมาจากไหนน่ะ เขากล้าดียังไงมาแข่งกับอาจารย์ ?” ชายร่างท้วมซึ่งนั่งอยู่ข้างๆเซี่ยเฉงถามเขาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา 

 

 

เซี่ยเฉงยิ้ม “เขาเป็นหมอที่รักษาคนต่างชาติเมื่อวันก่อน จาง เฉา อย่าได้ดูถูกเขาเชียว ถึงแม้ว่าเขาจะอายุน้อย แต่ทักษะของเขานั้นไม่ธรรมดาเลย” 

 

 

จางเฉาหัวเราะ “เขาดูเหมือนเด็กหนุ่มที่เพิ่งจะอายุ 20 ปี ที่ TCM ประสบการณ์เป็นเรื่องสำคัญ ด้วยอายุเพียงแค่นั้นเขารักษามาแล้วกี่คนกันเชียว เขาแค่โชคดีเท่านั้นเองที่รักษาชาวต่างชาตินั่นได้” 

 

 

เซี่ยเฉงพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “เงียบๆหน่อย ประธานตี้น่ะเป็นคนฉลาด เขาไม่โดนใครหลอกง่ายๆอยู่แล้ว” 

 

 

จางเฉาตอบกลับเสียงเบาๆ “ผมแค่ได้ข้อมูลมานิดหน่อย ดูเหมือนประธานตี้ตั้งใจจะให้เขาเป็นหัวหน้า TCM ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า ?” 

 

 

 

เซี่ยเฉงยิ้ม “ตำแหน่งหัวหน้า TCM นั้นจะต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถเท่านั้น ถ้าหากเขามีความสามารถเพียงพอ ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรถ้าเขาจะขึ้นมาเป็นหัวหน้าของแผนกนี้” 

 

 

 

จางเฉาแอบยกนิ้วโป้งให้เซี่ยเฉง “คุณนี่ใจกว้างจริงๆเลย” 

ในทางตรงกันข้าม เขาหัวเราะเยาะในใจ ในตอนนี้เซี่ยเฉงรู้สึกกระวนกระวาย เขาเป็นรองหัวหน้ามานานมากแล้ว แต่ทว่าตำแหน่งหัวหน้ากำลังจะกลายเป็นของคนอื่น หมายความว่าการทำงานหนักที่ผ่านๆมาของเขากำลังจะสูญเปล่างั้นเหรอ ? 

 

 

เซี่ยเฉงรู้ว่าจางเฉานั้นพยายามที่จะกระตุ้นเขา แต่มันจะง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ ? เขาได้โบกมือไปยังหมอที่ตัวเล็กท่าทางแข็งแรงซึ่งอยู่ข้างๆเขาก่อนที่จะกระซิบอะไรบางอย่างไปที่หมอคนนั้น 

 

 

 

หมอคนนั้นยิ้มและเดินไปยังตี้ชีหยวน “ประธานตี้ ผมมีบางอย่างจะบอก อาจารย์เป็นถึงหัวหน้าของกลุ่มอุตสาหกรรม TCM ในจังหวัดฮ่วยหนาน หมอซูนั้นยังเด็กและยังพูดจาห้วนๆ เขาไม่เหมาะที่จะแข่งกับอาจารย์หรอก ผมรู้สึกว่ามันจะเป็นการดีถ้าหากให้นักเรียนของอาจารย์มีส่วนร่วมในการแข่งขันครั้งนี้ด้วย” 

 

 

หมอทั้งหมดที่ยืนอยู่ข้างหลังเห็นด้วยพลางกดดันไปยังตี้ชีหยวนี้ตี้ชีหยวนลูบปลายจมูกและขมวดคิ้ว ด้วยตำแหน่งของเขา จำเป็นด้วยเหรอที่จะต้องสนคำพูดของหมอพวกนี้ ? 

 

 

ซูเถาหันไปมองที่หมอคนนั้นแล้วพูดว่า “นี่เป็นวันแรกของผมในแผนก TCM และผมเข้าใจว่าพวกคุณยังคงสงสัยในฝีมือของผม หมอถังเป็นคนที่มีคุณธรรมและมีเกียรติ มันไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรถ้านักเรียนของเขาต้องการที่จะแข่งขันกับผม” 

 

 

ซูเถาซึ่งออยู่ภายใต้การกำกับดูแลของตี้ชีหยวน กำลังพิจารณาเรื่องนี้พลางแสดงความสามารถของเขาให้หมอคนอื่นได้ดู เขาอยากจะแสดงให้เห็นถึงความห่างชั้นกันระหว่างตัวเขากับหมอพวกนั้น 

 

 

ถัง หนานเฉงพยักหน้า เขารู้สึกพอใจในทัศนคติและความมั่นใจในตัวเองของซูเถา 

 

 

ซูเถากล่าวเพิ่มเติม “แต่ทว่าการตรวจให้คำปรึกษานี้ไม่ใช่เกม เมื่อผมได้ทำการตรวจสอบผู้ป่วยของผม ซึ่งผมก็หวังว่าจะไม่มีคนรบกวนมากนัก ซึ่งมันจะมีผลกระทบต่อความเป็นส่วนตัวของผู้ป่วยได้หากมีคนอยู่จำนวนมาก” 

 

 

ตี้ ชีหยวนอึ้ง เขารู้สึกประหลาดใจในการตัดสินใจของซูเถา มันก็ดูจะไม่เหมาะสมจริงๆถ้าจะมีหมอหลายๆคนคอยจับตาดูอยู่ 

 

 

พอเซี่ยเฉงได้ยินที่ซูเถาพูด เขาหัวเราะในขณะที่จางเฉาเยาะเย้ย “ดูเหมือนนายจะกลัวแพ้และกลัวที่จะอับอายงั้นสินะ นายจึงไม่กล้าที่จะให้คนคอยดูอยู่ใช้มั้ยล่ะ ?” 

 

 

คำพูดของซูเถานั้นทำให้หลายคนหัวเราะเยาะ เนื่องจากโปรไฟล์ของซูเถานั้นดูดีมากเนื่องจากเขารักษาเวร่าได้ ที่หมอที่รู้เรื่องนี้ไม่ได้บอกเล่าให้คนอื่นฟัง ดังนั้นพวกเขาจึงได้สงสัยในฝีมือของซูเถา 

 

 

ตี้ชีหยวนโบกมือก่อนที่จะประกาศเสียงดัง “จะมีหมอแค่สี่คนเท่านั้นที่จะอยู่ในการให้คำปรึกษานี้ นอกจากชั้น หมอซูและหมอถถัง โดยหมอถังจะเป็นคนที่เลือกหมอตามเงื่อนไขของหมอถังเพื่อที่จะแข่งขันกับซูเถา แบบนี้คิดว่าไง ?” 

 

 

ถัง หนานเชงลูบเคราของเขาก่อนที่จะยิ้ม “เอาแบบนั้นแหละ หากทำแบบนี้ เราก็สามารถให้ทุกคนเป็นพยานในความเก่งกาจของหมอซู ในขณะเดียวกันเราก็ทำให้ผู้ป่วยเชื่อมั่นได้มากขึ้นด้วย” 

 

 

เมื่อเซี่ยเฉงได้ยินดังนั้น เขายิ้มเยาะ สำหรับซูเถามันค่อนข้างยากเลยทีเดียวที่จะผ่านสถานการณ์นี้ไปได้ 

 

 

ประการแรก ถังหนานเชงนั้นรู้ถึงระดับความสามารถของหมอทุกคน ดังนั้นเขาจึงสามารถเลือกหมอได้ตามความสามารถของพวกเขา ประการที่สอง นี่เป็นการแข่งขัน  มีคำกล่าวไว้ว่าหลายหัวย่อมดีกว่าหัวเดียว ถึงแม้ว่าซูเถานั้นจะเก่ง แต่เขาจะสามารถเอาชนะหมอได้ทั้งโรงพยาบาลเจียงหัวได้งั้นเหรอ ? ยิ่งถังหนานเชงอยู่ที่นี่ด้วยแล้ว ซูเถาไม่มีทางชนะได้เลย 

 

 

ตี้ชีหยวนคลิ้กเม้าส์กระจายหมายเลขคิวของผู้ป่วย ถังหนานเชงมองไปยังชายกลางคนที่เดินเข้ามาในห้องก่อนจะพูดว่า “หมอเจ้งหลงจะเป็นคนตรวจให้คุณเอง เชิญ” 

 

 

เจ้งหลงนั้นเป็นคนที่มีรูปร่างเตี้ยแต่แข็งแรง เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านการเจ็บป่วยที่เกี่ยวกับกระดูก 

 

 

ซูเถาได้มอบการดูแลคนไข้ให้กับหนานเชง คนไข้ยังไม่ทันจะได้พูดอะไร หนานเชงสามารถระบุความต้องการของคนไข้ได้ด้วยการสังเกตอาการของเขา จากประสบการณ์ ระดับความรู้ของเขานั้นดั่งปรมาจารย์เลยทีเดียว 

 

 

คนไข้วัยกลางคนได้ถอดเสื้อเชิ้ตแล้วเปิดไหล่ของเขาให้หมอดู สีหน้าของเจ้งหลงนั้นเปลี่ยนไป คนไข้ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากอาการบาจเจ็บของเขา ผิวของเขานั้นเป็นรอยแดง แปลว่ากระดูกนั้นมีการเคลื่อนและมีโอกาสที่จะแตกหักได้ 

 

 

เจ้งหลงวางมือบนไหล่ของคนไข้ เขาส่ายหัว “จำเป็นที่จะต้อง X-ray เพื่อค้นหาสาเหตุที่แน่ชัด” 

 

 

เขาชำนาญในการรักษาแผนตะวันตก ดังนั้นเขาจึงมีนิสัยที่จะรู้สึกวางใจหากใช้เครื่องมือ ซึ่งมันทำให้หนานเชงนั้นออกอาการส่ายหัว 

 

 

คนไข้วัยกลางคนได้พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แสดงออกได้ชัดว่าเขากำลังมีปัญหา “X-ray งั้นเหรออ มันแพงไม่ใช่หรือยังไง ชั้นไม่ต้องการคำแนะนำแล้ว เมื่อก่อนชั้นก็ไหล่แพลง แค่พักซักหน่อยก็น่าจะดีขึ้น” 

 

 

ผู้ป่วยนั้นค่อนข้างจะคิดมากเรื่องค่ารักษาพยาบาล ดังนั้น เขาจึงเลือกที่จะปฏิเสธการตรวจรักษาเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย 

 

 นี่ทำให้เจ้งหลงพบกับความอับอาย ถูกคนไข้ปฏิเสธในขณะที่เขายังไม่ทันได้รักษา ดังนั้น เขาจึงแสดงออกด้วยอาการเกรี้ยวกราด “ถ้านายไม่ต้องการแขนนั่นอีกละก็ เชิญนายกลับบ้านไปได้เลย แต่ชั้นขอเตือน นายจะเสียแขนของนายไปหากไม่ได้รับการรักษาที่ทันท่วงที”  

 

 

เมื่อหนานเชงเห็นดังนั้น เขาขมวดคิ้ว เขารู้ดีว่าเจ้งหลงไม่ได้ตั้งใจจะพูดแบบนั้น  นานๆทีหมอจะใช้วิธีนี้ด้วยความที่กังวลว่าผู้ป่วยจะไม่ได้รับการรักษาโดยจงใจข่มขู่พวกเขา 

 

 

ด้วยคำพูดของเจ้งหลง ทำให้คนไข้ก่นด่าด้วยความโกรธ “แม่แกสิวะ ! เป็นหมอประสาอะไรแช่งคนไข้กันแบบนี้ จากนี้ไปชั้นจะไม่พบกับหมอของที่นี่อีก” 

 

 

หน้าของเจ้งหลงหดเหลือสองนิ้ว วันนี้เขาโชคร้ายมาก ตั้งแต่ที่ต้องมาเจอกับคนไข้แบบนี้ 

 

 

คนไข้สวมเสื้อเตรียมที่จะกลับออกไป ทันไดนั้นซูเถาก็ได้วางมือของเขาไปบนไหล่ของคนไข้แล้วคลึงเบาๆ มีเสียงดังออกมา ก่อนที่ผู้ป่วยจะร้องขึ้นมาด้วยความตกใจ เขาตบไหล่ของเขาแล้วยิ้มตอบ “เพื่อนร่วมงานของผมแค่ล้อเล่นเท่านั้นเอง เดี๋ยวผมจะจัดเรียงกระดูกของคุณให้กลับไปที่เดิมเอง คุณแค่แปะแผ่นยานี่นิดหน่อย แล้วมันจะหายดี” 

 

 

 

คนไข้รู้สึกสับสนก่อนที่เขาจะลองแกว่งแขนดู ดูเหมือนว่ามันจะกลับไปเป็นปกติแล้ว สีหน้าของเขาดูมีความสุขขึ้นมาทันที “มันไม่เป็นไรแล้ว นี่มันอัศจรรย์มาก !” 

 

 

เจ้งหลงมีสีหน้าที่อึดอัดใจ ไม่จำเป็นต้องตัดสินเลยด้วยซ้ำ เขาชนะไปอย่างสวยงามแถมยังสามารถแก้ไขความผิดพลาดของเขาได้ด้วย ซูเถาใช้เวลาไม่ถึงสิบวินาทีด้วยซ้ำในการรักษา และปัจจัยสำคัญก็คือ เขาไม่ได้ให้คนไข้ X-ray ด้วยซ้ำ 

 

 

ทั้งตี้ชีหยวนและหนานเชงต่างก็แปลกใจ หนานเซงแทบจะไม่ทันได้สังเกตขั้นตอนการรักษาด้วยซ้ำเนื่องจากมันเกิดขึ้นเร็วมาก 

 

 

ในขณะที่ตี้ชีหยวนได้เรียกคนไข้คนต่อไปให้เข้ามา 

 

 

คนไข้เป็นผู้หญิงอายุประมาณ 27-28 ปี เป็นคนที่มีรูปร่างดี ซึ่งมาพร้อมกับเสื้อคอต่ำที่เผยให้เห็นถึงรอยแยกอันน่าเกรงขาม เธอมีไฝที่บริเวณขอบตาซึ่งเสริมสเน่ห์ให้เธอได้อย่างดีเลยทีเดียว 

 

 

หนานเชงได้ครุ่นคิดก่อนจะเอ่ยปาก “เชิญทางนี้ หมอจางเฉาจะดูแลคุณเอง” 

 

 

จางเฉาค่อนข้างจะมีชื่อเสียงในด้านนารีเวชศาสตร์ของโรงพยาบาลเจียงหัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับเรื่องมีบุตรยาก ถึงแม้จะมีข่าวลือว่านานเชงแอบจ่ายใบสั่งยาลับๆแก่เขา ซึ่งมันทำให้สถานะของเขาในแผนก TCMนั้นมั่นคง 

 

 

จากประสบการณ์และผลงาน ทั้งจางเฉาและเซี่ยเฉงนั้นต่างก็มีโอกาสเท่าๆกันในการเลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าแผนก อย่างไรก็ตาม จางเฉานั้นค่อนข้างมีปัญหาในเรื่องจรรยาบรรณ เมื่อหลายปีก่อน เขาได้แอบหลับนอนกับคนไข้โดยภายหลังถูกเปิดเผยโดยสามีของคนไข้ ซึ่งก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโรงพยาบาล แม้ว่าเขาจะได้รับการลงโทษไปแล้ว แต่จางเฉายังคงสนุกกับการเป็นรองหัวหน้าแผนก เพราะแผนกนารีเวชศาสตร์นั้นเป็นที่ต้องการใน TCM 

 

 

จางเฉามองไปยังคนไข้สาว รูปร่างหน้าตาของผู้หญิงคนนี้ค่อนข้างดีกว่าคนทั่วไป เขาดูข้อมูลการรักษาที่คนไข้เอามาด้วย มันเป็นข้อมูลการรักษาขอองเธอจากหมอคนก่อน เขาเอานิ้วแตะไปที่ข้อมือของผู้หญิงคนนั้นพลางถาม “คุณแต่งงานมานานกี่ปีแล้ว ? ชีวิตสมรสคุณกับสามีเป็นอย่างไรบ้าง ?” 

 

 

เธอหน้าแดงก่อนจะตอบกลับ “พวกเราแต่งงานกันมาได้สองปีแล้ว เราทำกันอาทิตย์ละ 1-2 ครั้ง” 

 

 

เธอจับขาของเธอในขณะที่ตอบคำถาม มันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างหน้าอายในการตอบคำถามที่ละเอียดอ่อนแบบนี้ 

 

 

จางเฉาค่อยๆดึงมือกลับก่อนที่จะขมวดคิ้ว “ในกรณีนี้ปัญหาไม่ได้เกิดจากคุณ มันน่าจะมีปัญหาที่สามีของคุณมากกว่า ผมคิดว่าพวกคุณทั้งสองคนน่าจะลองไปตรวจซักหน่อย เดี๋ยวผมจะเขียนใบสั่งยาให้ มันจะดีต่อร่างกายของคุณ” 

 

 

หล่อนรู้สึกเคืองพลางหยิบเอกสารประวัติการรักษากลับ นี่มันเหมือนกับการวินิจฉัยของหมอแผนตะวันตกเลยนี่ 

 

 

ในตอนนั้น ซูเถาได้โบกมือละพูดเสริม “ผมอยากจะเพิ่มอะไรนิดหน่อยน่ะ” 

 

 

จางเฉาอึ้งไปชั่วครู่ก่อนที่เขาจะรู้สึกไม่พอใจ ตรงกันข้ามกับหนานเชง เขายังคงสงบนิ่ง เป็นไปได้ที่ซูเถานั้นมองเห็นสาเหตุเช่นเดียวกันกับเขา 

 

 

ซูเถาถามอย่างช้าๆ “พลังวิญญาณของคุณนั้นค่อนข้างต่ำ คุณเคยมีอาการปวดศรีษะ รวมทั้งอาการปากแห้งและปวดเอวตอนเป็นประจำเดือนบ้างมั้ย ?” 

 

 

เธอพยักหน้าทันควัน “ใช่ๆ ชั้นถึงได้สงสัยว่าร่างกายขอองชั้นอาจจะมีปัญหา” 

 

 

ซูเถายิ้ม “ผมขอแนะนำให้คุณแยกกันนอนกับสามีคุณซักเดือน ผมจะเขียนใบสั่งยาให้ และอย่าทำกันเกินเดือนละครั้ง รับรองว่าจะมีข่าวดีถายในสามเดือน” 

 

 

จางเฉารู้สึกโกรธและได้กล่าวหาว่าซูเถานั้นพูดจาไร้สาระ 

 

 

อย่างไรก็ดี หนานเชงได้เอาใบสั่งยาของซูเถามาดู “จางเจ้า สายตาของเธอนั้นยังขาดการฝึกฝนอยู่นะ” 

 

 

 

วัวที่เหนื่อยนั้นไม่สามารถทำงานต่อได้ ตรรกะนี้ย่อมใช้ได้กับชายและหญิง มันจะส่งผลต่อระบบประสาทหากพวกเขาทำมันมากเกินไป ซึ่งสามารถสังเกตได้จากผิวสีของผู้หญิงที่ซีดลง ดวงตาขุ่นมัวและลักษณะการเดินเหมือนคนจะล้ม 

 

 

ผู้หญิงคนนั้นบางทีอาจจะโกหกเรื่องที่เธอบอกว่าทำกับสามีอาทิตย์ละ 1-2 ครั้ง เป็นธรรมดาที่เหล่าคนหนุ่มสาวจะติดใจเมื่อได้ลองอะไรใหม่ๆ แต่มันจะดูเป็นการไม่เหมาะสมที่จะพูดเรื่องนี้ตรงๆ ดั้งนั้นเขาจึงต้องเตือนเธอแบบมีชั้นเชิงซักหน่อย 

 

 

เมื่อหนานเชงได้เห็นซูเถารักษาคนไข้ได้ถูกต้องสองคนแล้ว เขารู้ในทันทีเลยว่านอกจากจะมีพรสวรรค์ เขายงได้ร่ำเรียนทักษาการแพทย์มาเป็นเวลาไม่ต่ำกว่าสิบปีเป็นแน่ ไม่อย่างงั้น เขาคงไม่สามารถระบุอาการป่วยของคนไข้ได้ถูกต้องโดยไม่ต้องจับชีพจรเลยย 

 

 

เมื่อเซี่ยเฉงเห็นจางเจ้ามีท่าทางหงุดหงิด เขาก็ตกใจ “นายก็แพ้เขาเหมือนกันงั้นเหรอ ?” 

 

 

จางเจ้าอธิบาย “เขามีทักษะที่ยอดเยี่ยม เขาเก่งกว่าชั้น ! ดูเหมือนตำแหน่งหัวหน้าแผนกจะตกเป็นของเขาแล้วหละ” 

 

 

ด้วยคำพูดของจางเจ้าได้ทำให้สถานการณ์ดูแย่ลงไปอีก ซึ่งมันทำให้เซี่ยเฉงรู้สึกอึดอัดในเวลาเดียวกัน เนื่องจากเขามีตำแหน่งเป็นรองหัวหน้า จางเจ้าใฝ่ฝันที่จะได้ตำแหน่งนั้นมานานแล้ว 

 

 

จางเจ้าสงสัยว่าเซี่ยเฉงนั้นมีส่วนเกี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อหลายปีก่อน 

 

 

เซี่ยเฉงถูกหนานเชงเรียกตัวเข้ามาในห้องให้คำปรึกษา ในตอนนั้นเขาได้สังเกตเห็นซูเถากำลังรักษาคนไข้อยู่ มีคนไข้สี่คนนั่งอยู่ตรงหน้าเขา ซูเถาได้ขยับมือฝังเข็มอย่างรวดเร็วไปที่ไหล่ของผู้ป่วยที่อยู่ทางด้านขวาสุดสองครั้ง 

 และได้ฝังเข็มไปยังก้นกบของอีกสองคนที่เหลือ จากนั้นเขาได้ฝังเข็มไปที่ศรีษะของคนไข้คนสุดท้ายสามเล่ม 

 

 

ทันทีที่เขาฝังเข็มเสร็จ คนไข้ทั้งสี่ก็ได้หายใจออกมาเป็นจังหวะเดียวกัน 

คะแนน 4.4
กรุณารอสักครู่...