ตอนที่แล้วRC:บทที่ 19 ซู หว่านเอ๋อร์
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปRC:บทที่ 21 ลูกสุนัขนรกปรากฏตัว

RC:บทที่ 20 เด็กสาวผู้มั่งคั่ง


RC:บทที่ 20 เด็กสาวผู้มั่งคั่ง

“ล้มเลย รถฉัน...”

เมื่อเห็นรถล้มอยู่ตรงมุมดังกล่าว หลิน เฟิงก็รู้สึกแย่ราวกับกินยุงเข้าไป พลางพูดอะไรไม่ออกไปนาน

ในตอนนี้ รถมอเตอร์ไซต์ของเขาผิดรูปไปโดยสิ้นเชิงเลย ไฟหน้ารถนั้นพังแล้วเรียบร้อย รวมถึงสายไฟที่ห้อยลงมา และล้อหน้าที่โค้งงอผิดรูป โช้คอัพพัง

รถคันนี้เกือบจะใช้การอะไรไม่ได้แล้ว และยังต้องใช้เงินจำนวนมากถ้าจะซ่อม ยิ่งไปกว่านั้น รถมอเตอร์ไซต์ที่พังไปนั้นใช้มาห้าหรือหกปีแล้ว สำหรับคนธรรมดาแล้วซื้อใหม่น่าจะดีกว่า

“จบสิ้นแล้ว กลับบ้านไป ผมได้โดนพ่อกับแม่ฆ่าแน่ ไม่รู้ว่าจะซ่อมยังไงดีเนี่ย”

เมื่อได้มองรถคันนั้น หลิน เฟิงก็รู้สึกแย่ แต่เขาไม่รู้สึกเสียใจ เพราะถ้ามีโอกาสได้ทำเรื่องนี้อีก เขาก็คงทำแบบเดิมอีกอย่างแน่นอน

“เอาล่ะ รถของคุณพังแบบนี้ เดี๋ยวฉันจะเปลี่ยนให้คุณเอง”

ในขณะที่หลิน เฟิงจ้องรถมอเตอร์ไซต์คันนั้นอยู่ดีๆ ทันใดนั้นเองเสียงของซู หว่านเอ๋อร์ก็แทรกขึ้นมาในหูของหลิน เฟิง

“หา คุณพูดว่าไงนะครับ”

“ฉันบอกว่า คุณอยากให้ฉันเปลี่ยนให้ไหม”

“เปลี่ยนรถนี่น่ะหรือครับ” หลิน เฟิงรู้สึกเหมือนว่าตนจะได้ยินอะไรผิดไป

“ใช่ค่ะ ก็ที่รถคุณถูกชนแบบนั้นก็เพราะฉันนี่นา” ซู หว่านเอ๋อร์ว่าขึ้นอย่างจริงจัง

“นี่หนูน้อย คุณรู้ไหมว่ารถคันนี้น่ะราคาเท่าไหร่... อาจจะ 6...” ก่อนที่หลิน เฟิงจะพูดจบ เธอก็แทรกเขาขึ้นมา

“ห้าหมื่นหรือหกหมื่นล่ะ ไม่สำคัญหรอกค่ะ”

“หา...”

หลิน เฟิงตาแทบถลน  เขาอยากจะบอกว่าของใช้ในบ้านอย่างรถมอเตอร์ไซต์น่ะสามารถซื้อได้ด้วยเงินแค่ห้าหรือหกพันหยวนเท่านั้น ใครจะไปรู้ล่ะว่าเด็กสาวคนนี้จะดูงี่เง่าอยู่บ้าง และคำที่เธอพูดออกมาก็คือเงินหนึ่งหมื่นยืนพื้น

ดูๆแล้วเด็กสาวแสนงี่เง่าคนนี้นี่นอกจากหน้าอกใหญ่แล้วยังรวยอีกต่างหาก

“ฉันก็ไม่คิดว่าคนๆนี้จะรวยหรอก จะห้าหมื่นหรือหกหมื่นหยวน นั่นไม่สำคัญเลย ก็เหมือนๆกับห้าสิบหรือหกสิบหยวนนั่นแหละ อนิจจา ชีวิตของคนรวยน่ะคงเป็นสิ่งที่คนจนๆจินตนาการไม่ออก” เมื่อได้มองเด็กสาวตรงหน้า หลิน เฟิงก็ถึงกับอึ้ง

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง หลังจากแอบมองเธอ ซึ่งใส่ทั้งเสื้อผ้า รองเท้ามียี่ห้อและดูจะแพงระยับเสียด้วย และสิ่งที่สะดุดตาหลิน เฟิงที่สุดก็คือกระเป๋ายี่ห้อดังของเธอนั่นเอง แม้ว่าหลิน เฟิงจะไม่รู้จักกระเป๋าใบนี้ แต่ว่าอย่างน้อยกระเป๋านี่ก็มีเป็นพันๆแบบ

เด็กสาวเศรษฐีผู้แสนโง่คนนี้มาจากไหนกันนะ นี่ถ้าเป็นคนอื่น เธออาจโดนโกงเงินไปแล้ว แล้วทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่กัน

แต่อย่างไรก็ตาม หลิน เฟิงก็เป็นคนถือหลักเกณฑ์และเถรตรง เขาถือว่าตนมีทั้งมือและเท้ารวมถึงความสามารถในการทำเงินได้เอง  เงินค่าซ่อมร้อยหยวน เขาก็หามาได้

“เป็นอะไรไปหรือคะ สรุปคือห้าหมื่นหรือหกหมื่นหยวนล่ะ แต่ตอนนี้มอเตอร์ไซต์ก็ไม่น่าจะดูแพงมากนะ พี่ชายของฉันซื้อมอเตอร์ไซต์แข่งแบบมืออาชีพมาเมื่อไม่กี่วันก่อน ก็แค่ 300000 กว่าๆเอง” ซู หว่านเอ๋อร์กล่าวกับตัวเอง

“เฮ้อ เอาล่ะ พอก่อน” หลิน เฟิงรู้สึกว่าเหมือนตนกำลังจะถูกทุบตายจนกระอักเลือดออกมา

“ไม่ล่ะ ผมซ่อมเองได้ คุณไปเถอะ”

จากนั้น หลิน เฟิงก็เดินไปที่มุมนั้น ก่อนจะหยิบรถที่ล้มอยู่กับพื้นขึ้นมา แล้วดันรถไปอย่างยากลำบากเพื่อไปที่ที่รับซ่อมรถ

ในตอนนั้นเอง ล้อหน้าของมอเตอร์ไซต์ก็โค้งงอ รวมถึงไฟที่ห้อยลงมา สายไฟที่เชื่อมกับตัวรถที่ห้อยระโยงระยาง เมื่อดันรถขึ้นมา สายไฟก็ส่ายไปทางซ้ายดูตลกสุดๆ

“ทำไมคนๆนี้ถึงไม่ต้องการอะไรเลยล่ะ เป็นเพื่อนที่น่าสนใจดีจัง” ซู หว่านเอ๋อร์พูดงึมงำก่อนจะตามไป

หลังจากนั้นครู่เดียว หลิน เฟิงจึงดันมอเตอร์ไซต์พังๆคันนั้นไปยังร้านซ่อมรถ

“ลูกพี่ คุณคิดว่ารถผมจะซ่อมได้ไหมครับ” หลิน เฟิงมาหยุดอยู่หน้าประตู เหงื่อออกพลางพูดกระหืดกระหอบ

“ให้ตายสิ น้องชาย นี่นายขี่ไปชนกำแพงมาหรือไง ส่วนหัวชนจนแหว่งไปเลย” นายช่างอายุ 30 ปีเห็นแบบนี้จึงกล่าวขึ้นยิ้มๆ

“เฮ้อ คุณไม่จำเป็นต้องพูดถึงเรื่องส่วนหัวที่หายไปหรอก พูดมาเลยสิว่าซ่อมได้” หลิน  เฟิงพูดอะไรไม่ออก

“รถที่เสียไปนี่ก็อายุเจ็ดไม่ก็แปดปีแล้ว ตรงนี้ไม่มีแล้วด้วย ทำไมต้องซ่อมด้วย ซื้อรถใหม่มาใช้แทนเลยสิ” หัวหน้าล้อ

“ถ้าการเปลี่ยนรถโดยไม่เสียเงินสักหยวนผมคงตอบรับ ถามจริงๆเลยครับ คุณซ่อมได้ไหม” หลิน เฟิงนั่งลงข้างๆ ก่อนจะหยิบบุหรี่ออกมาจุดสูบพลางมองรถคันเก่าคันนั้นก่อนจะว่าขึ้น

“ถ้าจะให้ซ่อม ก็ซ่อมได้ แต่ต้องจ่ายห้าหรือหกร้อย แน่ใจนะว่าจะซ่อม” หัวหน้าถามขึ้น

ในความเห็นของเขา รถคันนี้ไม่สมควรจะซ่อมแล้ว เปลี่ยนคันใหม่ยังจะดีซะกว่า

“เฮ้อ” หลังจากพ่นบุหรี่ออกมาแล้วสองครั้ง หลิน เฟิงจึงเคาะเถ้าบุหรี่ ก่อนจะกล่าวขึ้น

“ได้ครับ” จากนั้นนายช่างจึงลากรถเข้ามาก่อนจะเริ่มซ่อมรถ

ในตอนนั้นเอง หลิน เฟิงเห็นว่าเด็กสาวคนนั้นไม่ไปเสียที แต่กลับมองมาที่เขาอยู่ข้างหลังไม่ไกล แถมยังเข้ามาหาเขาอีก

“นี่คุณมาทำอะไรที่นี่ จะมารอโดนดักปล้นอีกหรือไง” หลิน เฟิงถามขึ้น

“นี่ ฉันจะมาจ่ายค่าซ่อมรถให้คุณต่างหาก เท่าไหร่เท่ากัน”  ซู หว่านเอ๋อร์เข้ามาหาหลิน เฟิงพลางพูดขึ้น

“ไม่ๆ ไปซะไป ไปๆๆ” หลิน เฟิงโบกมือเป็นสัญญาณให้เธอกลับไปเร็วๆ

“ก็ได้ แต่คุณต้องทิ้งเบอร์โทรให้ฉันด้วย คราวหน้าถ้าฉันมีเวลา ฉันจะเชิญคุณไปทานข้าวเย็น” เด็กสาวว่าขึ้น

“ไม่แล้วล่ะ”

“ไม่ได้ ฉันจะไม่ไปไหนถ้ายังไม่ได้เบอร์” ซู หว่านเอ๋อร์กล่าวอย่างดื้อดึง

“เออๆ ก็ได้” หลังจากที่ให้เบอร์โทรของตนแก่เธอไปแล้วนั้น ซู หว่านเอ๋อร์ก็กลับไป

หนึ่งชั่วโมงต่อมา

“นี่นาย ฉันละเหนื่อยจริงๆ ฉันจัดการให้นายหมดแล้ว ดูเอานะ เป็นยังไงบ้างล่ะ ฉันพอใจเลยล่ะ”

นายช่างชี้ไปที่รถก่อนจะกล่าวขึ้น

ในตอนนั้นเอง รถที่ได้ดูเหมือนใหม่สุดๆ ไม่นะ ใหม่เพียงครึ่งเดียวเอง เพราะส่วนครึ่งหน้านั้นน่ะใหม่เอี่ยม ส่วนครึ่งหลังนั้นยังเก่าเหมือนเดิม

รถทั้งคันดูแปลกสุดๆไปเลย เหมือนกับเอารถสองคันมาต่อด้วยกันเป็นคันเดียว

“มานี่ ซ่อมให้แล้วนะ แล้วจากนั้นก็ไปเปลี่ยนเป็นรถใหม่ซะนะถ้ามีเงินแล้วน่ะ”

หลังจากจ่ายเงินให้หัวหน้าไปมากกว่า 500 หยวนแล้วนั้น ใบหน้าของหลิน เฟิงก็เปลี่ยนเป็นปวดใจ ไม่เต็มใจอย่างยิ่งที่จะขี่รถครึ่งเก่าครึ่งใหม่กลับบ้าน

“ฮู่ ในที่สุดก็ได้กลับบ้าน ไม่รู้ว่าเสี่ยว เฮ่ยกับไก่พวกนั้นจะเป็นยังไงบ้างนะ”

หลังจากที่ลงจากรถมอเตอร์ไซต์แล้วนั้น จู่ๆหลิน เฟิงก็วิ่งไปที่หลังบ้าน โดยวิ่งไปรังของเสี่ยว เฮ่ยเป็นอย่างแรก แต่ทว่าเมื่อเขาวิ่งไปถึงรังของมัน ก็กลับพบว่าเสี่ยว เฮ่ยหายไป

“เฮ้ย ไปไหนแล้วนะ”

หลังจากมองไปรอบๆแล้วนั้น เขากลับไม่เห็นเสี่ยว เฮย เห็นเพียงแค่กองขนสีดำที่ทิ้งไว้ในบ้านสุนัข ขนของเสี่ยว เฮ่ยกระจัดกระจายไปทั่ว

“เจ้านี่ ช่างเถอะ คงจะหายออกไปเล่นอีกแล้วก็ได้ ไปดูไก่ก่อนดีกว่า”

หลังจากนั้น หลิน เฟิงเดินไปที่เล้าไก่อีกด้านหนึ่ง หลิน เฟิงจึงได้เห็นว่าไก่ตัวเมื่อวานนี้นั้นได้โตขึ้นมาอีกครั้ง จากลูกเจี๊ยบเป็นไก่ตัวโต และตอนนี้ก็เป็นไก่วัยรุ่น โดยใช้เวลาแค่ไม่กี่วันเท่านั้น

ตามระดับการเจริญเติบโตนี้นั้น หลิน เฟิงประเมินไว้ว่าคงไม่น้อยกว่าหนึ่งเดือนหรอก ไก่พวกนี้ก็จะโตขึ้นเป็นไก่โตเต็มวัย

แต่สิ่งที่ทำให้หลิน เฟิงรู้สึกกังวลยิ่งกว่านั้นก็คือการคาดเดาของเขาเมื่อวานนี้จะถูกหรือไม่

ด้วยเหตุนั้น เขาจึงรีบไปที่เล้าไก่อีกแห่งหนึ่ง และในตอนนั้นเอง ไก่ในเล้าตัวนี้ได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง สิ่งที่เกิดขึ้นก็เหมือนกับไก่ตัวแรกในเล้านั้น

เมื่อไก่ผลัดขนออกมาแล้วนั้น ขนของพวกมันก็เปลี่ยนเป็นสีสว่าง กลายเป็นไก่ตัวโตเต็มวัย มีทั้งปีกและหางที่ยาว สวยงามทีเดียว

“แบบนี้นี่เองๆ”

เมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นตรงนี้ หลิน เฟิงจึงกระโดดขึ้นด้วยความตื่นเต้น จากนั้นจึงแบ่งน้ำจากในรางของไก่ที่ละลายเข้ากับน้ำยาวิวัฒนาการเป็นสิบส่วน ป้อนไก่ที่เหลืออีกสิบตัวในเล้า

“ฮ่าๆ เยี่ยมไปเลย เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็จะได้เห็นแล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้น”

“โฮก”

แต่ว่าในตอนนี้ หลิน เฟิงกลับได้ยินเสียงคำรามก้องของสัตว์และเสียงที่ว่านั่นดูเหมือนจะเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว

“อะไรน่ะ...”