ตอนที่แล้วกฏแห่งมารตอนที่ 9
ทั้งหมดรายชื่อตอน

บทที่ 10 – ใครจะไปรู้กัน!

เธอกัดริมฝีปากของเธอและยังคงแสดงต่อไป จากนั้นเธอก็พูดด้วยน้ำเสียงอันแสนเบา “อะ…อะไรนะ นายวางแผนที่จะทำอะไรกับฉันกัน” พร้อมกันนั้นเธอก็ได้มองไปที่เขาอย่างน่าสงสาร

ดู๋เวยหัวเราะและมองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้าเล่นๆ เธอรู้สึกได้เลยว่าสายตานั้นไม่มีอารมณ์ความต้องการเลยสักนิด

พอเล่นเสร็จแล้ว ดู๋เวยก็โยนผ้าห่มให้เธอใช้ปกปิดร่างกายของเธอ

“ข้าไม่ต้องการให้ผู้หญิงเปลือยกายครึ่งท่อนมองยามที่ข้ากำลังตั้งใจทำอะไรสักอย่างอยู่ การแสดงของเจ้าเข้าขั้นแย่มาก ข้ายังมีอีกหลายอย่างที่ต้องทำ หากเจ้าต้องการที่จะเย้ายวนข้า ค่อยคิดตอนอื่นเถอะ ข้าจะทำงาน”

เสียงแบบนี้ ดวงตาแบบนั้น เป็นเด็กแบบไหนกันเนี้ย เรลินคิดในใจ ดูเหมือนว่าเขาจะมีประสบการณ์มากกว่าตัวฉันเสียอีก

ดู๋เวยหาที่นั่งสบายๆและก็ได้นั่งลงพร้อมกับหยิบแว่นขยายออกมา เขาตรวจดูลวดลายบนเกราะอย่างระมัดระวังและทำแม้กระทั่งลอกมันลงบนแผ่นกระดาษด้วย

ตลอดเวลานั้นเรลินไม่ได้พูดอะไรขึ้นมาเลย เธอเพียงแค่จ้องมองไปที่ผู้ชายประหลาดคนนี้ เด็กชายคนนี้กล้าทำตัวเหมือนเขามีประสบการณ์มากมายกับผู้หญิงอย่างตัวเธอได้อย่างไรกัน

“ข้าสนใจอุปกรณ์ทั้งสามชิ้นของเจ้า” ดู๋เวยพูดโดยไม่เงยหน้าขึ้นมา “เกราะหนังนี้มีลวดลายที่ถูกสลักไว้ มันเพิ่มทั้งความแข็งแกร่งและความคล่องแคล่ว ดูที่มุมขอองเกราะใบนี้ ดูเหมือนว่าเกราะชิ้นนี้จะอยู่มานานแล้ว ในสายตาของข้า มันมีคุณค่าในด้านของเก่ามากกว่าเกราะเสียอีก นอกจากนี้ยังมีตราสัญลักษณ์ที่จารึกไว้ด้วย หากสิ่งที่ข้าจำได้นั้นถูกต้อง มันเป็นตราของสตูจิด สตูจิดเป็นตระกูลโบราณที่มีชื่อเสียงเลื่องลือเมื่อสามร้อยปีก่อน แต่มันก็ได้จางหายไปเมื่อร้อยกว่าปีให้หลัง นั่นก็เป็นในตอนที่พวกเขาได้แยกตระกูลออกเป็นตระกูลระดับกลางเจ็ดถึงแปดตระกูล”

“ส่วนดาบของเจ้า ผู้หญิงไม่เหมาะที่จะใช้ดาบ เพราะว่ามันจำเป็นที่จะต้องใช้ความแข็งแกร่งบนข้อมือเป็นพิเศษ มีเพียงชาวต่างแดนทางเหนือเท่านั้นที่จะสามารถใช้อาวุธประเภทนี้ได้ และเจ้า…” ดู๋เวยพูดพร้อมกับตั้งใจมองไปที่เธอ “เจ้ามีผมสีน้ำตาลและตาสีฟ้า นี่แสดงว่าเจ้ามีสายเลือดของผู้คนที่อยู่ภาคกลางตอนกลางของราชอาณาจักร ข้าไม่รู้ว่าเทคนิคการต่อสู้ของเจ้าคืออะไร แต่พอข้ามองดูแล้ว ดูเหมือนว่าเจ้าจะเก่งในการใช้ดาบมาก แม้ว่าเจ้าจะไม่ได้มีความแข็งแกร่ง แต่การเอนชานท์เกราะก็ช่วยให้เจ้าสามารถมีความแข็งแกร่งพอที่จะใช้ดาบได้ นอกจากนี้ยังมีคริสตัลวิเศษที่ฝังอยู่บนดาบที่สามารถกักเก็บมานาได้อีก และวงเวทย์มนต์ที่อยู่ข้างในดาบก็ทำให้เจ้าสามารถใช้เวทย์มนต์ลมได้ด้วย ผู้ใช้งานมันที่มีเทคนิคมากพอจะสามารถใช้เวทย์มนต์ดาบสายลมได้โดยเพียงแค่การใช้ดาบเล่มนี้ แต่นี้…. ตัวข้าไม่คิดว่าเจ้าจะสามารถใช้มันได้ในระดับนี้”

เรลินรู้สึกตกตะลึง ทุกๆสิ่งอย่างที่เขาพูดนั่นถูกหมดเลย

“แต่ธนูนั้นเป็นสิ่งที่ข้าใคร่รู้มากที่สุด” ดู๋เวยหยิบคันธนูขึ้นมา “ลวดลายบนธนูนั้นแสดงถึงพลังของดวงจันทร์ ตามที่ข้าได้อ่านมา ตระกูลโบราณที่ใช้พลังของดวงจันทร์เหมือนกับโทเทมคือตระกูลมูเอ็น พวกเขานั้นมีชื่อเสียงมากเมื่อเจ็ดร้อยปีก่อน เกือบครึ่งหนึ่งทั้งทวีปอยู่ในการครอบครองของพวกเขา พวกเขานั้นเชื่อในเทพธิดาแห่งดวงจันทร์ แต่น่าเสียดายที่ในช่วงสงครามทวีปเมื่อสองสามร้อยปีก่อน อาณาจักรของมูเอ็นได้ถูกทำลาย จากนั้น ทวีปก็ได้รวมเป็นหนึ่งเดียวภายใต้น้ำมือของลูโอแลน ซึ่งได้มีการกล่าวกันว่า ตระกูลมูเอ็นนั้นได้หายสาบสูญไปแล้ว”

“ข้าอยากรู้ว่านักผจญภัยระดับต่ำอย่างเจ้าที่มีเพียงเทคนิคระดับต่ำใยถึงได้มีอุปกรณ์เอนชานท์ทรงคุณค่าถึงสามอย่าง โอ้อีกอย่างก็คือ หนึ่งชิ้นมาจากทางเหนือ ส่วนอีกมาจากทางตะวันตกเฉียงเหนือและอันสุดท้ายก็ยังมาจากตระกูลที่หายสาบสูญไปอีก แล้วเจ้าละคือใครกัน?”

หากท่านโรเซียได้ยินสิ่งที่เขาพูดมาทั้งหมด เขาต้องรู้สึกภูมิใจในนักเรียนคนนี้มากและข่าวลือที่ดู๋เวยนั้นปัญญาอ่อนก็คงจะหายไปอย่างช้าๆ แม้ว่านี้จะเป็นเพียงคำพูดง่ายๆ แต่การที่จะสามารถพูดแบบนี้ได้นั้นจะต้องรู้เรื่องของตราสัญลักษณ์ โทเทมและประวัติศาสตร์ของทวีป ดู๋เวยพูดออกมาโดยไม่จำเป็นต้องหยิบหนังสืออะไรขึ้นมาเลย ราวกับว่าเขาสามารถจดจำสิ่งต่างๆในไว้หัวของเขาได้

“ทำไม….นายถึงรู้เรื่องพวกนี้ทั้งหมดได้?”

“หนังสือ” ดู๋เวยพูดพร้อมกับวางธนูลง “หนังสือนั้นบรรจุความรู้ทั้งหมดของมนุษย์ไว้ และความรู้พวกนั้นคือแสงที่ทำให้มนุษย์สามารถก้าวไปข้างหน้าต่อไปได้ ข้านั้นเริ่มอ่านหนังสือตั้งแต่อายุ 6 ปี”

“6 งั้นเหรอ? งั้นนายจะต้องเป็นอัจฉริยะสินะ นายคงอ่านหนังสือเยอะแยะเลยเหรอ?” เรลินถอนหายใจ

“ข้าอ่านหนังสือมามากก็จริง แต่ข้านั้นไม่ใช่อัจฉริยะ อันที่จริง เมื่อนานมาแล้วตัวข้าไม่ชอบอ่านหนังสือ ข้าไม่ชอบการเรียนรู้”

“แต่นาย…” เรลินหยุดพูดลง ราวกับตระหนักว่านี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาคุยเรื่องนี้นิ

ดู๋เวยเองก็พึมพำกับตัวเองต่อไป “มีเรื่องราวเล่าไว้ว่า สถานที่แห่งหนึ่งได้มีร้านขายเครื่องเคลือบดินเผาอันแสนประณีตอยู่ เจ้าของได้ใช้เวลาและความพยายามในการสร้างงานชิ้นใหม่ขึ้น น่าเสียดายที่มีคนจากภายนอกได้บังเอิญวิ่งเข้าไปในร้านและทำลายพวกมันทิ้งไป คนจากภายนอกผู้นั้นรู้สึกผิดและตัดสินใจที่จะสร้างผลงานชิ้นใหม่ให้เจ้าของเพื่อที่จะชดเชย ใช่แล้ว … เพื่อชดเชย”

“ชดเชยงั้นเหรอ?”

“เจ้าดูเหมือนจะสนใจเรื่องราวของคนอื่นมากสินะ แต่ถ้าข้าเป็นเจ้า ข้าคงจะกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ของตัวเองก่อน”

“แต่ก็ดูเหมือนว่านายจะไม่รังเกียจที่จะบอกเล่าเรื่องราวให้ฉันฟังเลยนะ”

“ นั่นเป็นเพราะเจ้าเป็นผู้หญิงที่แสนสวย” ดู๋เวยยักไหล่ “ผู้ชายส่วนใหญ่ต่างก็อดใจไม่ไหวที่จะพูดเรื่องราวมากมายต่อหน้าหญิงสาวสวยหรอก นั่นแหละคือธรรมชาติของผู้ชาย”

“นายต้องการอะไรจากฉัน” เรลินยอมแพ้แล้ว เธอคาดเดาอะไรจากตัวเขาไม่ได้เลย

“นี้เจ้าไม่ได้พยายามจะล่อลวงข้างั้นเหรอ? ตอนนี้ทำไมไม่ลองดูสักหน่อยละ”

ตกลงจริงๆแล้วเขากำลังจะบอกอะไรเธออยู่? เรลินคิดในใจ

ดู๋เวยเดินไหาเธอแล้วเอื้อมมือไปแตะแก้มของเธอ จากนั้นมือของเขาก็ได้เลื่อนลงไปที่คอของเธอ เรลินรู้สึกว่าเขากำลังพยายามเป็นแมวที่กำลังหยอกล้อกับหนู เรลินเริ่มสั่นและหลับตาลง ดู๋เวยเริ่มเอาผ้าห่มที่คลุมตัวเธอออกไปแล้ว….

จากนั้นเชือกที่อยู่รอบมือของเธอก็ได้ถูกตัดออก

ดู๋เวยในตอนนี้กำลังถือมีดอยู่ จากนั้นเขาก็ได้ก้าวถอยหลังไป “อืม เจ้าสามารถออกไปได้ทุกเวลาเลย อัศวินของข้าไม่ทำร้ายเจ้าหรอก สหายของเจ้าเองก็สามารถไปกับเจ้าได้ตลอด แต่ยกเว้นเพียงนักเวทย์ที่ยังต้องอยู่ที่นี่”

เรลินตกตะลึงและเบิกตากว้าง“ นายบอกให้ฉันไปได้แล้วงั้นเหรอ?”

“ใช่ ข้าสนใจเพียงแต่นักเวทย์เพื่อนของเจ้าเท่านั้น สำหรับอุปกรณ์ของเจ้า ข้าได้ศึกษามันแล้ว ดังนั้นข้าก็ไม่ต้องการมันอีกต่อไปเลยสักนิดเดียว เจ้าเอาพวกมันไปเลยก็ได้”

เรลินไม่เข้าใจเด็กชายชนชั้นสูงผู้นี้เลยสักนิดเดียว “แต่นาย … นายโจมตีพวกเราในโรงเตี๊ยม … ”

“ข้าบอกแค่ว่าข้าสนใจในเวทย์มนต์เท่านั้น ไม่ได้สนใจตัวเจ้า” ดู๋เวยกล่าวโดยไม่แยแสอะไรเลยสักนิด “ข้ายุ่งมากๆและข้าก็เหนื่อยแล้ว ตอนนี้เจ้าออกไปได้เลย อย่ารบกวนข้าอีก ข้าไม่ชอบคนมาจ้องยามข้าหลับไหลหรอกนะ” จากนั้นเขาก็ได้ชี้ไปที่ประตู ความตั้งใจของเขาชัดเจนมาก

เรลินรู้สึกราวกับว่าเธอกำลังฝันอยู่ เธอจับมีดที่ดู๋เวยยื่นมาให้เธอและตัดเชือกรอบขาของเธอออก พร้อมกันนั้นเธอก็ได้เดินไปที่ประตูแล้วเหมือนกับว่าเธอยังสับสนอยู่

“ใช่แล้ว เนื่องจากโชคชะตาให้เรามาพบกัน ข้ามีคำแนะนำให้เจ้าบางอย่างถ้าหากเจ้าไม่รังเกียจที่จะฟัง”

“ได้โปรดพูดมาที ค….คำแนะนำอะไร?” เรลินพูดออกมาด้วยความเคารพ

“ผู้หญิงอย่างเจ้าควรจะไปหาผู้ชายที่ดีและไปแต่งงานดีกว่า อาศัยอยู่ในเมืองที่สงบสุข แต่งงานกับชนชั้นสูงที่ซื่อสัตย์และหาสถานที่อยู่ของเจ้าเอง มันยากมากสำหรับผู้หญิงที่จะเอาตัวรอดในโลกเช่นนี้ แม้ว่าเจ้าไม่ต้องการแต่งงาน เจ้าก็ควรหาคนที่ไว้ใจได้ ข้าเชื่อว่ายังมีตระกูลมูเอ็นที่ยังคงเหลืออยู่?

“นายพูดว่าอะไรนะ? มูเอ็นงั้นเหรอ?”

“ใช่แล้ว ตระกูลมูเอ็นที่เชื่อในเทพธิดาแห่งดวงจันทร์ ข้าลองมองดูที่นิ้วของเจ้าแล้ว นิ้วนางของเจ้ายาวกว่านิ้วกลาง และกระดูกที่อยู่ด้านหลังศีรษะของเจ้ายังยื่นออกมาเล็กน้อยด้วย ตามหนังสือแล้ว มันคือลักษณะของคนในตระกูลมูเอ็น หลักฐานทั้งสองอย่างนี้และคันธนูของเจ้าอีก เจ้ายังต้องการที่จะปฏิเสธอีกงั้นหรือ?”

เรลินรู้สึกอ่อนแอเมื่อได้มาอยู่ต่อหน้าดู๋เวยมากกว่าอันตรายที่เธอเคยเผชิญมาทั้งหมดเสียอีก เขาสามารถมองเห็นความลับของคนเพียงแค่มองงั้นเหรอ? และรอยยิ้มนั้น มันคือรอยยิ้มอันแสนหม่นหมอง ราวกับว่าเขาไม่แยแสอะไรเลยสักนิด เหมือนกับปีศาจ

หลังจากเรลินออกไป ดู๋เวยก็ได้ถอนหายใจแล้วเริ่มอ่านหนังสือที่นำมาจากเมือง

จากนั้นมัดก็ได้เคาะประตูแล้วเดินเข้ามา“นายท่าน ท่านพักผ่อนหรือยังขอรับ? ท่านต้องการอะไรอีกไหมครับ? ตอนเย็นนี้ท่านเองก็ยังไม่ได้รับประทานอะไรมากเลย”

ดู๋เวยรู้ว่ามัดกำลังรออยู่นอกห้องตลอดเวลา และพอเมื่อเขาเห็นเรลินออกมา เขาก็กังวลมาก

บางทีนอกจากภรรยาของเอิร์ลแล้ว เขาคงเป็นคนที่ห่วงใยตัวเขามากที่สุด

“ ไม่ต้อง อืมมัด ข้ายังเหลือเงินอีกมากเท่าไหร่?”

“ 1,000 ทองครับ นายท่าน แม่ของท่านได้มอบมันเพิ่มเข้ามาอีกยามที่เราจากมา ข้าได้เก็บมันไว้เป็นอย่างดีเลย”

“ ข้าได้ยินมาว่าเขตคีตีได้ผลิตอัญมณีสีน้ำเงินชนิดหนึ่งขึ้นมาได้ เมื่อเราไปถึงที่นั่น ให้ซื้อมาบางส่วนแล้วส่งกลับไปหาท่านแม่”

“ท่านหญิงคงจะดีใจมาก” จากนั้นมัดก็ได้กล่าวว่า“นายท่าน ท่านเป็นอัจฉริยะที่คนอื่นๆต่างก็ไม่สังเกตุเห็น แต่ข้ารับรู้ หากท่านเอิร์ลและท่านแม่ของท่านรู้ทุกอย่าง พวกเขาคงจะภูมิใจในตัวท่านมาก แต่ทำไม … ”

“ ทำไมข้าถึงต้องการให้คนอื่นเรียกข้าว่าปัญญาอ่อนงั้นเหรอ?” ดู๋เวยยิ้ม

มัดตื่นตระหนกเล็กน้อย แต่ก็ได้พูดต่อ “ ทุกคนต่างก็คิดว่าจิบลิเป็นอัจฉริยะ แต่ท่าน ถ้าไม่ใช่เพราะท่าน … ข้ารู้ว่าท่านไปพบจิบลิบ่อยครั้งและข้ายังเห็นท่านสอนเขาถึงวิธีการเขียนด้วย”

“อืมมัด ข้าเหนื่อย กลับไปที่ห้องของเจ้าเถอะ เรายังคงต้องเดินทางต่อไปอีกในวันพรุ่งนี้”

ปัญญาอ่อนงั้นเหรอ? ยังไงก็เถอะ เขาไม่ได้อยู่ที่โลกใบนี้อยู่แล้ว

ภรรยาของเอิร์ลเป็นผู้หญิงที่แสนน่านับถือ แต่เธอไม่รู้ว่าตัวเขานั้นได้มาอยู่ในร่างกายของเธอมาตั้งแต่แรก แม้ว่าเขาจะไม่ต้องการก็ตามเถอะ

ในท้ายที่สุด ข้าก็ได้เกิดมาอยู่ในตระกูลโรแลนด์ โดยเฉพาะผู้หญิงคนนั้น ข้าได้ติดหนี้บุญคุณของเธอคนนี้

ข้าได้ใช้วิธีการบางอย่างเพื่อให้ลูกของพวกเขาเป็นอัจฉริยะอย่างลับๆ จากนั้นเขาก็ออกมาอย่างเงียบๆ นั่นคือสิ่งที่ข้าตอบแทนให้กับพวกเขา

และจิบลินั้น ข้าหวังว่าเขาจะทำให้พวกเขาพอใจได้ หลังจากที่ข้าออกมาจากเมืองหลวงจักรวรรดิแล้ว ข้าก็ไม่อาจที่จะกลับไปสอนเขาได้อีก เพื่อที่จะเป็นอาจารย์ที่มีคุณสมบัติเหมาะสม ข้าจึงได้อ่านและเรียนรู้ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา จากนั้นเขาก็หาโอกาสที่จะสอนทุกๆสิ่งอย่างให้แก่น้องชายตัวน้อยของเขาอย่างลับๆ

ใช่แล้ว อย่างลับๆ แต่เอิร์ลผู้นั้นคิดว่าความปัญญาอ่อนเป็นโรคติดต่อและไม่ยอมให้เขาเข้าใกล้จิบลิบ่อยๆ

ทุกความพยายามในหลายปีที่ผ่านมานี้ มันเป็นความหลงไหลที่ตัวเขาไม่เคยสัมผัสมาก่อนในโรงเรียนของชีวิตก่อนเลยสักครั้งเดียว

เมื่อจิบลิอายุสี่ขวบและสามารถเขียนชื่อของเขาได้ เอิร์ลผู้นี้ก็ปลื้มปีติจนไม่รู้ว่าลูกชายของเขาต้องใช้เวลานานถึงเท่าใดถึงสามารถทำได้แบบนี้ และการที่เขาสามารถทำแบบนั้นได้ก็เหมือนกับการสร้างประวัติศาสตร์ลงบนหน้าหนังสือ

พอเป็นอย่างนี้แล้ว เขาก็คิดว่าเขานั้นมีความสามารถในฐานะอาจารย์เหลือเกิน

แม้ว่าเขาจะรู้สึกติดหนี้บุญคุณกับพวกเขาอยู่ แต่เขาก็คงจะไม่สามารถยอมรับพ่อแม่คนอื่นเป็นพ่อแม่ของเขาอีกได้ ดังนั้นแล้ว … ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ การออกจากเมืองควรจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

การถูกเนรเทศ … อาจจะไม่เลวนัก

จิบลิ เจ้าคงต้องพยายามอย่างหนักหน่อยนะ ข้าไม่สามารถบอกเล่าเรื่องราวให้กับเจ้าอีกต่อไปแล้ว และคงไม่สามารถจัดบทเรียนให้กลายเป็นบทเพลงเพื่อให้เจ้าจดจำได้อย่างง่ายดายอีกเช่นเดียวกัน

ข้าได้เอาลูกชายของเจ้าไปแล้ว แล้วข้าก็ได้มอบบุตรอัจฉริยะให้เจ้ากลับไปเช่นกัน

ตระกูลโรแลนด์เอ๋ย นั้นแหละค่าตอบแทนเล็กน้อยที่ข้ามอบให้กับเจ้า

 

 

แฟนเพจ:TranslateEverthingที่ใจต้องการจ๊ะ

คะแนน 5.0
กรุณารอสักครู่...