ตอนที่แล้วDTH ตอนที่ 16 เอาชนะเขา
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปDTH ตอนที่ 18 ต้องกำจัดอันตราย

DTH ตอนที่ 17 ชื่อเสียง


ณ ถนนด้านข้างศาลาเสาวธารเมามาย

เหลียง หยงฉีกำลังนอนอยู่ตรงนั้นด้วยผมที่ยุ่งเหยิง

เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าตอนนี้เขาตายไปแล้วหรือว่ายังมีชีวิตอยู่

ขาข้ารับใช้ของเหลียง หยงฉีสั่นมีเพียงแค่การคุกเข่าเท่านั้นที่ทำให้พวกเขารู้สึกปลอดภัย

“ทำไมกัน?” ใบหน้าของเหลียง หยงฉีเต็มไปด้วยน้ำตา มันหยดลงมาจากใบหน้าของเขาเหมือนสายน้ำที่ไม่สามารถหยุดได้

เขากำลังหลงทาง

สมองของเขาไม่ตอบสนอง

แต่ในที่สุดเขาก็กัดฟันและตะโกนออกมาด้วยความโกรธ

“หลิน ฟานตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปข้าจะไม่ขออยู่ร่วมโลกกับเจ้า!”

เสียงคำรามของเขาฟังดูบ้าคลั่งราวกับสัตว์ป่า

“ความโกรธ +333”

ข้ารับใช้รีบก้มหน้าลงและไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้ากัน

นายน้อยของพวกเขาถูกทำร้าย

และท่านก็คงโกรธมากจนใครก็ตามที่เจอท่านจะต้องรู้สึกว่าโชคร้าย

ชาวบ้านที่ซ่อนตัวอยู่ออกไปไม่ไกลมองมาทางพวกเขาอย่างเย็นชาราวกับว่ากำลังมองละครเรื่องหนึ่ง

สำหรับพวกเขาแล้วไม่มีคนดีในตระกูลชนชั้นสูง

แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเร็วๆนี้พวกเขากลับได้ยินมาว่านายน้อยตระกูลหลินไม่ใช่คนเลว

เหลียง หยงฉีสังเกตเห็นว่ามีสายตาหลายคู่กำลังมองมาที่เขา เขาจึงเงยหน้าขึ้นและตะโกนออกไปว่า “พวกเจ้ากำลังมองอะไรอยู่! ถ้ายังคิดที่จะดูต่อไปละก็ ข้าจะเป็นคนฆ่าพวกเจ้าซะ!”

เมื่อชาวบ้านได้ยินแบบนั้นพวกเขาก็ไม่ได้เปลี่ยนสีหน้า และแยกย้ายกันไปทำสิ่งที่ตัวเองต้องทำต่อ

ถึงพวกเขาจะเกลียดตระกูลชนชั้นสูงมากแค่ไหน แต่พวกเขาก็ไม่กล้ามีเรื่องด้วย

เหลียง หยงฉีลุกขึ้นด้วยความโกรธ เขาก้มหน้าและเดินจากไป

เขาจะจำความเกลียดชังนี้เอาไว้

ผู้จัดการเฉินรู้สึกว่านายน้อยได้สร้างปัญหาขึ้นอีกครั้งแล้ว

ตระกูลเหลียงจะต้องมาขอคำอธิบายเรื่องที่นายน้อยไปทุบตีนายน้อยสามของตระกูลเหลียงแน่

และด้วยความประทับใจของหัวหน้าตระกูลที่มีต่อนายน้อย มันคงจะส่งผลให้ความโกรธประทุขึ้นมาอีกครั้ง

เมื่อสังเกตดูดีๆแล้วตอนนี้มันมีผู้ลี้ภัยมากขึ้น

แต่สำหรับตระกูลชนชั้นสูงคนพวกนี้ก็ไม่ได้ต่างอะไรไปจากมด

“ผู้จัดการเฉิน คนพวกนี้มาจากไหนกัน? ทำไมข้ารู้สึกว่ามันเยอะขึ้นทุกวัน?” หลิน ฟานถาม

ผู้จัดการเฉินตอบ “สำหรับคำถามของนายน้อย พวกเขามาจากหลายพื้นที่หลายปัญหา บางคนบ้านถูกทำลายโดยสัตว์ร้ายและบ้างก็เกิดจากภัยธรรมชาติ มีความเป็นไปได้ทุกอย่าง”

“ไม่มีใครใส่ใจพวกเขาเลยงั้นเหรอ?” หลิน ฟานรู้สึกว่าบางอย่างมันไม่ถูกต้องโลกนี้มันจะถึงจุดจบแล้วรึไง?

มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นแต่ก็ไม่มีใครคิดที่จะใส่ใจ

เมื่อมาคิดๆดูแล้วโลกที่เขาเคยอาศัยอยู่นั้นดีกว่ามาก

เพราะเมื่อมีคนที่กำลังเผชิญหน้ากับปัญหามันก็มักจะมีคนพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลืออยู่เสมอ

“ไม่มี” ผู้จัดการเฉินส่ายหน้า เขามีรู้สึกว่าครั้งนี้นายน้อยน่าจะต้องยื่นมือเข้าไปยุ่งกับเรื่องนี้อีกครั้งแน่

ที่ผ่านมาทำไมเขาถึงไม่สังเกตเลยนะว่าท่านเป็นคนดีมากขนาดนี้

ในวันนี้อากาศมันร้อนมาก

ดวงอาทิตย์ที่เจิดจ้ากำลังลอยอยู่สูงบนท้องฟ้า มันจะยอดเยี่ยมมากถ้ามันเป็นในตอนเช้าที่อากาศเย็น แต่ตอนนี้ที่พวกเขาอยู่มันเป็นตอนบ่าย ภายใต้แดดที่ร้อนชัดเช่นนี้ อาจจะมีใครสักคนล้มลงเพราะเป็นลมแดดก็ได้

เมื่อกลุ่มของหลิน ฟานเดินมาถึงประตูเมือง พวกเขาก็มองไปทางผู้ลี้ภัยที่อยู่ด้านนอก

ผู้ลี้ภัยข้างนอกก็สังเกตเห็นหลิน ฟานเช่นกัน

พวกเขาล้วนแล้วแต่ไร้อารมณ์ มันไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงบนใบหน้าของพวกเขามากนักเมื่อมองมา

และถ้าสังเกตดูดีๆ พวกเขาบางคนถึงกับร้องไห้และคุกเข่าพร้อมกับคนในครอบครัวเพื่อขอให้รับพวกเขาไปดูแลแลกกับการที่จะทำงานให้

อย่างไรก็ตามสถานการณ์มันไม่ได้ดูเป็นแบบนั้น

เพราะบางทีการที่ผู้ลี้ภัยมาขอความช่วยเหลือแบบนี้มันก็ไม่ได้ต่างอะไรไปจากการขอความตาย พวกเขาไม่เพียงจะต้องตายอย่างไร้ศักดิ์ศรีเท่านั้น แต่ยังทรมานก่อนตายอีกด้วย

“ผู้จัดการเฉินถ้าข้าให้พื้นที่เพาะปลูกที่อุดมสมบูรณ์แก่พวกเขา ท่านพ่อจะตีข้าจนตายรึไม่?” หลิน ฟานถาม

เมื่อเขาพูดแบบนั้น ผู้จัดการเฉินก็คุกเข่าลงไปกับพื้นทันที

“นายน้อย ท่านห้ามทำแบบนั้นเด็ดขาด!”

ผู้จัดการเฉินเป็นคนที่อยู่มานานหลายทศวรรษ ทั้งชีวิตที่ผ่านมาของเขา เขาไม่เคยรู้สึกกลัวมากเท่าวันนี้มาก่อน

เขากลัวจนจะตายให้ได้

“เอาล่ะลุกขึ้นได้แล้ว ข้าเพียงแค่ถามเท่านั้น” หลิน ฟานพูด

ผู้จัดการเฉินถอนหายใจอย่างโล่งอก “ดีแล้ว นั่นมันดีแล้ว”

ถ้านายน้อยทำตามสิ่งที่ท่านพูดจริงๆแล้วล่ะก็ มันอาจจะทำให้เขากลัวจนตายเลยก็เป็นได้

“ข้าเพียงแค่ถามเท่านั้น และไม่ว่าพ่อจะฆ่าข้าหรือไม่ ยังไงข้าก็จะทำอะไรสักอย่างอยู่ดี”

“นี่มันไม่ใช่แค่เรื่องความรับผิดชอบเท่านั้น”

“แต่มันคือการปกป้องตระกูลหลิน เพราะถ้าหากว่าเรามีที่ดินแต่กลับไม่ได้ใช้มันเพื่อเพาะปลูก มันก็จะเป็นได้เพียงแค่ขยะเท่านั้น”

หลิน ฟานคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างรอบคอบ

เพื่อให้เขาสามารถใช้ชีวิตในฐานะนายน้อยได้ต่อไป เขาจะต้องเติมเต็มสิ่งที่หายไปก่อนหน้านี้

ภาษีฟาร์มก่อนหน้านี้มันโหดร้ายเกินไป และพวกเขาจะต้องตายถ้าไม่ได้จ่าย

อย่างไรก็ตามพื้นที่การเพาะปลูกของพวกเขามันก็มีไม่เพียงพอที่จะทำตามเป้าหมาย แต่ทุกปัญหามันจะหมดไปถ้าเขาสามารถรวบรวมพื้นที่ที่ว่างอยู่และแจกจ่ายออกไปได้

ผู้จัดการเฉินไม่รู้ว่าจะตอบนายน้อยยังไงดี

คำพูดของท่านฟังดูเหมือนว่าจะมีเหตุผลเล็กน้อย

อย่างไรก็ตามเขารู้สึกว่ามันมีบางอย่างไม่ถูกต้อง

“ลูกพี่ลูกน้อง เจ้าคิดว่าสิ่งที่ข้าพูดมันถูกต้องรึไม่?” หลิน ฟานถามออกมา

โจว เชียงเหมาพยักหน้า “ลูกพี่ลูกน้องพูดถูกแล้ว”

โกวชิพยักหน้าตามเงียบๆ

นายน้อยเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์

ท่านช่างน่านับถือจริงๆ

“ผู้จัดการเฉินไม่ต้องกังวล เจ้าเพียงแค่ต้องทำตัวเหมือนไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน เดี๋ยวข้าจะเป็นคนรับผิดชอบทุกอย่างเอง” หลิน ฟานตบไหล่ผู้จัดการเฉินและพูดด้วยความมั่นใจ

การเป็นผู้จัดการเฉินคนนี้ไม่ง่ายนัก

เพราะเขาจะต้องติดตามนายน้อยและแบกรับแรงกดดันทางจิตใจที่ยิ่งใหญ่อยู่เสมอ

เขาสามารถเข้าใจได้

เขาสามารถเห็นอกเห็นใจได้

แต่เขาไม่สามารถทำตามความรู้สึกได้

ดังนั้นเขาจึงต้องทำสิ่งต่างๆภายใต้แรงกดดัน

หากเขาไม่สามารถรับแรงกดดันได้ เขาก็จะไม่ได้มายืนอยู่ตรงนี้

“โกวชิไปบอกกับพวกเขาว่าข้าจะแบ่งที่ดินให้ ผู้ที่ต้องการให้ตามข้ามา” หลิน ฟานพูด

“ขอรับนายน้อย ข้าจะทำตามที่ท่านสั่งทันที” พ่อของโกวชิเคยเป็นผู้ลี้ภัยมาก่อนและต่อมาเนื่องจากความโชคดี เขาจึงถูกรับเลือกให้เป็นคนรับใช้ของตระกูลหลิน แม้ว่าเขาจะไม่มีอิสระ แต่มันก็แลกมาด้วยการที่ไม่ต้องกังวลเรื่องเสื้อผ้าและอาหาร โดยรวมแล้วเขาถือว่าโชคดีกว่าคนที่อยู่ตรงหน้าเขาตอนนี้มาก

โกวชิวิ่งไปหาผู้ลี้ภัยอย่างรวดเร็ว

ผู้จัดการเฉินต้องการจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เขาก็หยุดเอาไว้ก่อน

สิ่งที่เขาต้องการจะพูดจริงๆเลยก็คือ  นายน้อยเราสามารถทำแบบนี้ได้จริงๆหรือ?

ถ้าหัวหน้าตระกูลรู้เรื่องนี้ท่านคงจะต้องโกรธอีกครั้งแน่

หลังจากนั้นไม่นานฝูงชนข้างหน้าก็เริ่มโวยวาย

เห็นได้ชัดว่าคำพูดของโกวชิทำให้พวกผู้ลี้ภัยตกตะลึงและไม่อยากจะเชื่อ

“พวกเจ้ายังฟังข้าอยู่ใช่ไหม? ท่านที่ยืนอยู่ตรงนี้คือนายน้อยของข้า ท่านไม่สามารถทนดูพวกเจ้าหิวโหยได้ ท่านจึงเปิดโอกาสให้พวกเจ้าทุกคนได้ยืนหยัดด้วยตัวเอง หากเจ้าเชื่อก็ตามมา! แต่ถ้าไม่ก็อยู่เฉยๆไปซะ!”

โกวชิตะโกนจนลมหมดปอด

เขาเป็นตัวแทนของนายน้อย เพราะฉะนั้นเขาจึงต้องทำให้บรรยากาศรอบตัวของเขาไม่อ่อนแอและต้องดูเหมือนว่ามาจากตระกูลขุนนางที่ทรงพลัง

ผู้ลี้ภัยที่กำลังตกตะลึงต่างก็มองหน้ากัน

“เจ้าว่ามันเป็นเรื่องจริงๆไหม?”

“ตระกูลชนชั้นสูงจะใจดีแบบนี้จริงๆเหรอ?”

ไม่มีใครขยับ

บางทีพวกเขาอาจจะไม่เชื่อว่ามันจะมีอาหารตกลงมาจากท้องฟ้า

และพวกเขาก็ไม่เชื่อว่าคนจากตระกูลขุนนางจะให้ที่ดินกับพวกเขา

หลิน ฟานรู้สึกแย่เล็กน้อย

การเป็นตระกูลชนชั้นสูงมันทำให้พวกเขากลัวได้ขนาดนี้เลยงั้นเหรอ?

ให้พื้นที่เพาะปลูกฟรีแต่กลับไม่ต้องการ? พวกเขาต้องผ่านอะไรมาบ้างถึงได้คิดว่าโลกมันไม่มีแสงสว่างแบบนี้?

ตอนนี้ผู้จัดการเฉินรู้สึกโล่งใจ เพราะโชคดีที่ผู้ลี้ภัยไม่เชื่อ และดูเหมือนว่ามันจะช่องว่างให้เขาได้ผ่อนคลายอยู่บ้าง

“พวกเจ้ายังลังเลอะไรอีก? นายน้อยท่านอุสาให้ที่ดินแก่พวกเจ้า แต่พวกเจ้ากลับไม่ต้องการมัน?”โกวชิกังวล

เกิดอะไรขึ้น?

มันเป็นเรื่องที่ดี แต่ทำไมถึงไม่มีใครเลยสักคนที่สนใจ!

ตอนนั้นเองก็ได้มีหนึ่งในผู้ลี้ภัยพูดขึ้นมา “มันจะมีสิ่งที่ดีแบบนี้เกิดขึ้นกับเราได้ยังไง? เจ้าต้องพยายามโกหกเราแน่ๆ!”

ผู้จัดการเฉินพูด “นายน้อยเราน่าจะลืมเรื่องนี้ไป เพราะดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่เชื่อท่าน”

“ไม่ ข้าไม่เชื่อว่าวันนี้จะไม่มีใครเชื่อข้าแม้ว่าข้าจะให้พื้นที่กับพวกเขา” หลิน ฟานโบกมือและพูดอย่างไม่พอใจ “ข้าคือนายน้อยของตระกูลหลิน และข้าก็ไม่เคยโกหกใครมาก่อน เจ้า...”

ก่อนที่เขาจะพูดจบก็มีความปั่นป่วนเกิดขึ้นในหมู่ผู้ลี้ภัย

“เขาคือนายน้อยของตระกูลหลิน?”

“ถ้าเป็นตระกูลหลินเราเชื่อ!”

ผู้ลี้ภัยเชื่อเขาแล้ว!

เพราะเมื่อตอนที่ผู้ลี้ภัยเดินทางมาที่นี่พวกเขาได้ผ่านหมู่บ้านตระกูลหวัง และได้ยินมาว่านายน้อยหลินเป็นคนดี เพราะท่านเห็นว่าพวกเขาน่าสงสารจึงงดเว้นภาษีของปีนี้ให้

ในสายตาของผู้ลี้ภัยแล้วเรื่องดีๆแบบนี้มันจะเกิดขึ้นได้ยังไง?

แต่อย่างไรก็ตามในภายหลังมันก็ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นเรื่องจริง

“เมื่อรู้แบบนั้นแล้วพวกเจ้าจะลังเลอะไรอีก?  รีบตามข้ามา! หลังจากนี้ข้าจะต้องไปที่ศาลาเสาวธารเมามายต่อ” หลิน ฟานเร่งพวกเขา

แม้ว่าเขาจะพูดอย่างสบายๆและดูไม่จริงจัง

แต่ข้างในของหลิน ฟานตอนนี้อารมณ์ดีมาก

เขาไม่ได้คาดหวังว่าเขาจะมีชื่อเสียงมากขนาดนี้

เพราะแม้แต่ผู้ลี้ภัยยังรู้จักเขา

ไม่เลว

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด