ตอนที่แล้วตอนที่ 5 : ถังโม่ : ไม่ใช่ว่าหาเล่มนี้อยู่เหรอ?
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 7 ถังโม่ ช่วยด้วย ช่วยฉันด้วย!

“อ๊ะ หนังสือของหนู!”

 

เด็กหญิงวิ่งเข้าหาถังโม่ด้วยความเร็วระดับที่มนุษย์ไม่มีทางทำได้ คว้า ‘ความลับเบื้องหลังการหายตัวไปของชนเผ่ามายา’ ไปกอดแนบอก ถือไม้ขีดไฟยักษ์ไว้ในมือซ้าย และถือหนังสือไว้ในมือขวา พอแน่ใจแล้วว่าเป็นหนังสือที่ทำหายไปเธอก็วิ่งไปพิงชั้นหนังสือแล้วเริ่มเปิดอ่าน

 

“แม่บอกว่าจะถามเรื่องหนังสือเล่มนี้พรุ่งนี้ หนูต้องรีบอ่านแล้ว”

 

ในห้องสมุดกว้างล้นเหลือมีเสียงพลิกหนังสือของเด็กหญิงดังให้ได้ยินชัด

 

ร่างทรงหน้าซีดจนริมฝีปากกลายเป็นสีน้ำเงิน ตอนที่เขาหันไปมองเด็กน้อยโมเสกกับหนังสือในมือเขาก็ทำหน้าเหมือนเพิ่งโดนดึงขึ้นจากน้ำ ใบหน้าเขาชุ่มเหงื่อในเวลาไม่กี่นาที ส่งยิ้มขมขื่นให้ถังโม่ “หนังสือเล่มนั้นเองน่ะเหรอ นายรู้ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย??”

 

ถังโม่ก้มมองข้อมือของร่างทรงที่กำแน่น ตราสัญลักษณ์รูปปีกนางฟ้าบนหลังมือขวาสีเข้มขึ้นและกลายเป็นปีกปีศาจ

 

เสียงของถังโม่เรียบนิ่ง “ตั้งแต่วินาทีแรกที่เห็นคุณ”

 

ใบหน้าอีกฝ่ายมุ่นอย่างไม่อยากเชื่อ “เป็นไปได้ยังไงน่ะ?”

 

เด็กหญิงที่นั่งอ่านหนังสือบนพื้นเหมือนจะไม่ได้สนใจอย่างอื่นอีก เกมจบแล้ว ถังโม่กับร่างทรงเลยเดินไปที่โซนนั่งอ่านหนังสือ ทิ้งตัวลงบนเก้าอี้

 

ถังโม่มองโมเสกที่อยู่ไกลออกไป ในห้องสมุดนี้เหมือนจะมีแค่เธอที่ยังมีอารมณ์นั่งอ่านหนังสือ ร่างทรงเหมือนจะดึงสติคืนมาได้แล้ว เขานั่งอยู่หน้าถังโม่ แล้วเริ่มเปิดปากพูดความจริง “ฉันดึงนายเข้ามาในเกมนี้น่ะ”

 

ประโยคนี้ทำให้ถังโม่เซอร์ไพรส์อยู่หน่อยๆ

 

“มันเป็นอุบัติเหตุน่ะ ฉันแอบย่องเข้าห้องสมุดก่อนที่นายจะมาถึง อย่างที่นายรู้ พวกคนว่างงานอย่างเราชอบมานั่งเล่นที่ห้องสมุด พอถึงเวลาปิดพวกยามก็จะไล่เราออกไป แต่บางทีพวกนั้นก็พลาด ห้องสมุดนี้อยู่ใกล้หอคอยดำมาก หลังจากเรื่อง ’โลกออนไลน์’ กลายมาเป็นปัญหา ฉันก็แอบมาสังเกตหอคอยจากที่นี่ แล้วพอวันที่สามฉันก็ได้ยินเสียงของมันตอนที่กำลังอ่านหนังสืออยู่”

 

ร่างเงยหน้าสบตากับถังโม่ แววตาจริงจังจนดูคลุ้มคลั่ง เหมือนไม่ได้มองถังโม่อยู่ แต่กำลังมองจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์อะไรสักอย่าง

 

“มันบอกฉันว่าเกมนี้กำลังจะเริ่มแล้ว” ร่างทรงดูเหมือนจะบ้าคลั่งไปแล้ว “ฉันคือผู้ถูกเลือก!”

 

ถังโม่เลือกจะไม่คุยด้วย

 

ลูกจ้างของห้องสมุดทุกคนรู้ดีว่าร่างทรงคนนี้บ้าคลั่งศาสนา แต่ไม่ใช่พวกโรคประสาท พอผ่านไปสักพักเขาก็เริ่มคุมตัวเองได้ “เกมที่เลือกฉันเป็นเกม 1v1 ฉันเล่นมันคนเดียวไม่ได้ ตอนแรกกำลังคิดจะออกจากห้องสมุดแล้วหาคนมาเริ่มเกมนี้ด้วยกัน แต่แล้วนายก็เข้ามา ฉันรู้จักนาย พอลองคิดดูแล้วก็เลยตัดสินใจทำเสียงเพื่อล่อนายเข้ามา พอมาย้อนคิดดูก็รู้เลยว่านั่นคือการตัดสินใจที่ผิดพลาดที่สุดที่เคยทำมาของฉัน”

 

“แล้วบทลงโทษของการแพ้เกมนี้คืออะไรเหรอครับ? อะไรคือการกำจัดกันแน่?”

 

ร่างทรงส่ายหน้า “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน มันไม่ได้บอกไว้ นายก็ได้ยินเหมือนที่ฉันได้ยิน มันไม่เคยพูดอะไรมากกว่านั้นเลย มันแค่บอกว่าฉันจะเป็นคนเลือกคู่ต่อสู้เองในเกมนี้ ส่วนเป้าหมายของเกมจะขึ้นกับนาย ก็ยุติธรรมดีนะ ก่อนเกมจะเริ่มอย่างเป็นทางการฉันไม่รู้เลยว่ามันคือเกมล่าหนังสือ บางทีอาจจะเพราะนายเป็นบรรณารักษ์ เกมเลยเลือกให้เข้ากับนาย” หันกลับมามองถังโม่ด้วยสายตาจริงจัง “รู้ได้ยังไงว่าเป็นฉัน?”

 

ความจริงแล้วเรื่องนี้นั้นง่ายนิดเกียว “คุณไม่ใช่คนบ้าหรือคนโง่ เหตุผลที่คุณย่องเข้าห้องสมุดมามันฟังไม่ขึ้นเลย แล้วหลังจากนั้นคุณก็เอาแต่กลัวอยู่ตลอด ให้ตายเถอะคุณเฉิน… คุณคือคนคลั่งศาสนา คือผู้ชายที่บอกผมว่า ’หอคอยดำคือพระเจ้า’ นะ ไม่มีทางที่คนแบบนั้นจะกลัวเลยถ้าโดนโดนหอคอยเลือกให้เล่นเกม น่าจะสนุกไปกับเกมมากกว่า”

 

ร่างทรงปล่อยกระบองป้องกันตัวให้ไหลหลุดจากมือ “งี้นี่เอง…”

 

“จริงๆ แล้วตอนนั้นมันเป็นแค่ความกังขาของผมเท่านั้นแหล่ะ ผมไม่มีทางแน่ใจได้เลยว่าคุณจะตอบสนองยังไงกับเหตุการณ์นี้”

 

“งั้นนายแน่ใจได้ยังไง?”

 

“เพราะเกมมันต้องยุติธรรมไงครับ”

 

ร่างทรงหันมองถังโม่ด้วยความสับสน

 

ถังโม่ไล้มือบนปีกนางฟ้าที่หลังมือ “ผมชอบเล่นเกม เกมที่ผมชอบเล่นถูกจัดเป็นหนึ่งในการ์ดเกมที่ยุติธรรมที่สุดในโลก ในเกมบริดจ์ การใช้ความสามารถทำให้แข็งแกร่งได้มากกว่าการใช้โชคเพียงอย่างเดียว แต่ก็มีเกมอย่างไพ่สตั๊ดที่โชคจะแข็งแกร่งกว่าความสามารถได้ แต่เกมพวกนี้ก็มีสมดุลของมันที่ยุติธรรมกับผู้เล่นทั้งสองฝ่าย พอเกมเริ่มแล้ว โชคเองก็เป็นหนึ่งในความแข็งแกร่ง ถ้าทั้งสองฝ่ายมีความสามารถเสมอกัน ก็จะขึ้นกับโชคว่าใครโชคร้ายหรือโชคดี เกมมันก็แฟร์แบบนี้แหล่ะ”

 

เหมือนร่างทรงจะยังไม่เข้าใจที่เข้าต้องการสื่อเท่าไหร่ “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเกมของเราล่ะ?”

 

“คุณไม่คิดว่าเกมนี้มันไม่ยุติธรรมเหรอครับ?”

 

“ห๊ะ?”

 

“เกมนี้มีกฎแค่สามข้อ ข้อหนึ่ง การใช้ความรุนแรงเป็นสิ่งต้องห้าม จริงๆ แล้วข้อนี้มีความหมายลึกซึ้งกว่านี้แต่ผมจะกลับมาพูดทีหลัง ข้อสอง นางฟ้าจะได้รับคำใบ้ในเวลากลางวัน ข้อสาม ปีศาจสามารถเลือกเผาชั้นหนังสือได้ในเวลากลางคืน ฟังดูเผินๆ เหมือนนางฟ้าต้องตามหาหนังสือเล่มเดียวจากเป็นหมื่นๆ เล่มจนเกมนี้ดูยากเกินไป ในขณะที่ปีศาจมีโอกาส3ใน23ที่จะชนะเกมนี้”

 

ร่างทรงเข้าใจทันใด “ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่าเกมนี้ไม่ยุติธรรมกับนางฟ้าเหรอ?”

 

“ผิดแล้ว” ถังโม่ยิ้มขณะส่ายศีรษะ “มันไม่ยุติธรรมกับปีศาจต่างหากล่ะ”

 

ร่างทรงนิ่งงันไป

 

“สำหรับนางฟ้า วิธีการเล่นคือการใช้กระบวนการแก้ปัญหา เขาก็แค่ต้องหาหนังสือจากคำใบ้พวกนั้น ในขณะที่ปีศาจทำได้แค่อย่างเดียวคือเผาหนังสือนั้นทิ้ง แต่ไม่มีคำใบ้สำหรับเขาว่าหนังสืออยู่ที่ไหน เกมนี้ก็เลยกลายเป็นว่าฝั่งนางฟ้ากำลังเล่นเกมพัซเซิล ขณะที่ฝั่งปีศาจกำลังเล่นเกมพนันล้วนๆ นางฟ้าพึ่งพาโชคและความสามารถเพื่อชนะเกมนี้ แต่ปีศาจพึ่งพาได้แค่โชคเท่านั้น”

 

ร่างทรงแย้ง “แต่โอกาสหาหนังสือเจอของฝั่งนางฟ้าต่ำกว่าฝั่งปีศาจมากเลยนะ”

 

“ก็คงพูดได้ว่าทันทีที่เกมเริ่ม โชคก็กลายเป็นความแข็งแกร่งรูปแบบหนึ่ง ปีศาจเผาไม่โดนหนังสือ โชคของเขาอยู่ที่ 0 ซึ่งไม่ต่างไปจากนางฟ้า แถมยังมีกฎ ความรุนแรงเป็นสิ่งต้องห้าม ที่หยุดทุกความเป็นไปได้ที่ฝั่งปีศาจจะใช้กำลังให้ได้มาซึ่งคำใบ้ ดังนั้นเขาต้องไปหาคำใบ้จากทางอื่นแทน”

 

ร่างทรงหน้าซีด พูดไม่ออกไปพักใหญ่ แล้วเขาก็ถอนหายใจแล้วหัวเราะออกมา “ฉันควรจะเล่นเกมให้เยอะกว่านี้จริงๆ เกมบริดจ์ที่นายพูดถึงฟังดูน่าสนใจดีนะถังโม่ บางทีฉันอาจจะไปหาโอกาสเล่นหลังจากนี้”

 

“ถ้ามีโอกาสผมก็จะพาคุณไปเล่นด้วยกันครับ”

 

เขายิ้มรับแล้วพนักหน้า

 

ถังโม่หรี่ตา “บางทีถ้าคนที่ผมเล่นเกมนี้ด้วยเป็น ‘เขา’ ผลลัพธ์อาจจะต่างไปอย่างสิ้นเชิงเลยก็ได้นะ”

 

“เขาที่ว่านี่ใครเหรอ?”

 

ถังโม่ยิ้ม “เพื่อนที่ผมเล่นเกมบริดจ์ด้วยบ่อยๆ น่ะ เขาแข็งแกร่งมากเลยนะ เขาจะต้องคิดเรื่องทั้งหมดนี้ออกแล้วหลอกผมสำเร็จแน่ๆ หรืออย่างน้อยเขาก็จะไม่พลาดอย่างคุณ”

 

ร่างทรงไม่ได้รู้สึกอับอายแต่อย่างใด “ฉันพลาดตรงไหนเหรอ? ฉันว่าฉันก็แสดงดีอยู่นะ แวบแรกที่เห็นนายฉันก็คิดว่านายจะต้องเห็นช่องโหว่ในคำพูดของฉันแน่ๆ เลยเลือกจะทำตัวขี้ขลาดออกไป พอหลังจากนั้นก็รีบฉวยโอกาส พูดให้น้อยที่สุดที่จะทำได้ ไม่ทำอะไรมากไป เชื่อฟังคำสั่งนายเข้าไว้”

 

“แต่คุณก็ยังพลาดอยู่ดี อย่างตอนที่ผมพูดว่าไม่มีใครในห้องสมุดนี้นอกจากเรา แล้วผมก็ไม่รู้ว่าปีศาจนั้นอยู่ที่ไหนกันแน่ คุณพูดออกมาว่า‘เขากำลังซ่อนตัวอยู่’ ถ้ามีผู้เล่นสองคนในทีมนางฟ้า ความคิดของคนทั่วไปก็น่าจะคิดว่ามีคนสองคนที่อีกทีมหนึ่งเหมือนกันและเลือกใช้ ‘พวกเขา’ แทน ‘เขา’”

 

“ฉันว่าฉันสนใจเกมบริดจ์นี่จริงๆ จังๆ แล้ว”

 

“ตอนแรกผมตั้งใจจะแฉคุณตั้งแต่คืนแรก แต่ไม่คิดว่าชั้นหนังสือมันจะไหม้จริงๆ ตอนแรกก็คิดว่าคุณมีเพื่อนร่วมทีม แต่แบบนั้นก็ดูจะเกินไปหน่อย ทีมปีศาจมีสองคนส่วนทีมนางฟ้ามีแค่หนึ่ง ไม่ยุติธรรมแบบเห็นๆ เลย”

 

นอกเสียจากว่าหอคอยจะคิดว่าคนสองคนร่วมมือกันยังเอาชนะถังโม่ไม่ได้น่ะนะ ถังโม่กระแอม เลือกจะไม่พูดออกไป “ผมคิดถึงเรื่องนั้นในวันนี้เอง ใครกันนะที่ช่วยคุณจุดไฟ? มีสองความเป็นไปได้ หนึ่งคือขอแค่คุณคิด ชั้นหนังสือก็จะติดไฟขึ้นเอง ไม่ต้องให้ใครช่วย สองคือมีใครสักคนคอยช่วยคุณจุดไฟ นอกจากเราสองคนก็มีแค่เด็กผู้หญิงคนนั้นในห้องสมุด มีแค่เธอที่จะช่วยคุณจุดไฟได้นอกเหนือจากหอคอยดำ”

 

“ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเด็กนั่นจะมาช่วยฉันจุดไฟ”

 

“แต่ผมว่ามันก็น่าจะเข้าใจได้นะ คิดดูสิ เด็กคนนั้นเกลียดการอ่านหนังสือ เธอจะต้องยิ่งกว่าเต็มใจถ้าคุณอยากจะเผาชั้นหนังสือ อีกอย่าง ดูผมเธอสิ มีปลายผมเล็กๆ ที่มีรอยไหม้ บางทีน่าจะเป็นอุบัติเหตุจากตอนจุดไฟ”

 

ร่างทรงทิ้งร่างลงกับเก้าอี้ “ฉันแพ้หมดรูปเลย”

 

จริงๆ แล้วถังโม่ยังมีอีกหลายอย่างที่อยากพูด แต่เขาก็ส่ายหัวแล้วยิ้มตอนเห็นสภาพของอีกฝ่าย

 

มีอีกหลายอย่างที่ร่างทรงไม่ได้สังเกต อย่างการที่ถังโม่ล่อให้อีกฝ่ายเผาชั้นหนังสือหมวด H หรือคำใบ้สามข้อของเด็กหญิงที่เปิดเผยตัวตนของร่างทรง

 

คำใบ้ทั้งสามอาจจะดูมีน้ำเยอะกว่าเนื้อ แต่ก็มีสามประเด็นหลักที่มองข้ามไม่ได้

 

ข้อแรก ปีศาจจะโกหก

 

ข้อนี้บอกตรงๆ กับนางฟ้าว่า: ปีศาจจะปกปิดตัวตนของตัวเองแล้วแอบซ่อนอยู่ใกลเๆ

 

ข้อสอง นางฟ้ารู้จักหนังสือเล่มนี้

 

คำใบ้นี้ดูจะไร้ประโยชน์เพราะถังโม่รู้จักหนังสือมากเกินไป ต่อให้เป็นเล่มล่าสุดที่เขาอ่านก็มีหลายร้อยเรื่อง

 

ข้อสาม ปีศาจรู้จักหนังสือเล่มนี้

 

นี่หมายความว่าหนังสือจะต้องเป็นเล่มที่ทั้งถังโม่และร่างทรงรู้จักกันทั้งคู่

 

แต่ขอบเขตมันก็ยังกว้างอยู่ดี

 

ร่างทรงอ่านหนังสือไปไม่น้อยตลอดปีที่ผ่านมา มีหนังสืออย่างน้อยก็พันเล่มที่ทั้งเขาและถังโม่รู้จัก แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ควรยากจนเป็นไปไม่ได้ ถ้าเกมนี้สร้างมาให้ไม่มีทางชนะได้ผู้เล่นทั้งสองคนก็คงต้องลงเอยที่การถูกกำจัดทั้งคู่ ดังนั้นคำตอบต้องเป็นอะไรที่ทั้งถังโม่และร่างทรงพอจะคิดถึงได้

 

ความคิดแรกของเขาคือ ‘ความลับเบื้องหลังการหายตัวไปของชนเผ่ามายา’

 

เป็นหนังสือที่ทั้งถังโม่และร่างทรงเคยพูดถึงทั้งคู่ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์หอคอยดำ ถ้าถามว่าทั้งคู่น่าจะจำหนังสือเล่มไหนได้มากที่สุด มันก็ต้องเป็นเล่มนี้แน่ๆ

 

ร่างทรงไม่ใช่คนโง่ ความจริงที่ว่าเขาคิดได้ถึงขึ้นที่จงใจทำตัวหวาดกลัว และการแสดงที่เข้าขั้นของเขาก็ดีมากโขแล้ว

 

ถังโม่แอบคิดว่าถ้าเป็นวิคเตอร์ล่ะ ความสงสัยทั้งหมดของเขาคงจะถูกเขี่ยทิ้งไปก่อนที่ทั้งคู่จะเข้ามาเล่นเกมแล้ว วิคเตอร์ไม่มีทางปล่อยให้ตัวเองอยู่ในสภาพอ่อนแอแบบนั้นแน่ๆ การแสดงของร่างทรงทำให้ถังโม่เมินเฉยเขาและทำให้ตัวเขาเองพลาดน้อยลง แต่ก็หมายความว่าเขาจะเสียโอกาสที่จะซ้อนแผน แล้วชักจูงให้ถังโม่เข้าใจผิด

 

ถ้าเป็นวิคเตอร์จะทำยังไงกันนะ?

 

 

ในเวลาเดียวกันนั้น ในเมืองหลวงที่ห่างไกลออกไป ชายหนุ่มร่างสูงเจ้าของใบหน้าหล่อเหล่าในชุดเครื่องแบบทหารเดินเข้ามาในห้องประชุม เขาทิ้งตัวนั่งที่หัวมุมโต๊ะ นัยน์ตาเหมือนเหยี่ยวจ้องนักวิทยาศาสตร์ที่กำลังอธิบายข้อความบนจอขนาดใหญ่

 

“สามวันก่อนหอคอยอยู่ในสภาวะภาพหลอน พวกเราเรียกมันว่าภาพลวงตาไทป์ A ในช่วงหกเดือนที่ผ่านมาเราได้ทำการศึกษาหลายรูปแบบเพื่อตรวจสอบหอคอย…”

 

ในห้องประชุมนักวิทยาศาสตร์ถกเถียงกันอย่างรุนแรง จนในที่สุดหัวหน้าฝ่ายก็แทรกขึ้นมา “วันนี้วันที่สามแล้ว ได้ข้อสรุปว่ายังไง?”

 

นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายเงียบไป

 

ฟู่เหวินตั๋วมียศต่ำที่สุดในห้อง เขาเลยหลบสายตาของทุกคนแล้วมองออกนอกหน้าต่าง

 

กลางท้องฟ้าสีดำมีหอคอยที่มียอดแหลมคมเหมือนมีด แขวนอยู่บนชีวิตของชาวปักกิ่งทั้ง 21.72 ล้านคน

 

ตอนนี้ตีสามสี่สิบสองนาทีของวันที่ 18 พฤศจิกายน 2017 เหลือเวลาอีกสี่ชั่วโมงสิบแปดนาทีก่อนที่ช่วงเวลาแห่งการกำจัดจะจบลง

 

 

 

ที่ห้องสมุด

 

ร่างทรงยังนั่งเหงื่อแตกอยู่บนเก้าอี้ ปากสั่นๆ บ่งบอกถึงความรู้สึกซับซ้อนในส่วนลึกของจิตใจ ตอนนี้ไม่มีใครรู้ว่าการกำจัดหมายถึงอะไร บางทีอาจจะแค่หมายถึงการแพ้เกมเฉยๆ หรืออาจจะมีอะไรมากกว่านั้น

 

เด็กหญิงโมเสกวิ่งมาหาถังโม่พร้อมหนังสือในมือ หางม้าทั้งสองแกว่งไกวอยู่กลางอากาศ ยากที่จะซุกซ่อนความปีติยินดีของเธอไว้ เธอยื่นไม้ขีดไฟอันใหญ่ให้ถังโม่

 

“คุณคือนางฟ้า เพราะคุณหาหนังสือของหนูเจอ หนูจะยกให้นะ”

 

ถังโม่ไม่รู้ว่าควรจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี เขารับไม้ขีดไฟมา แล้วก็อดถามไม่ได้ “เธอคือเด็กหญิงขายไม้ขีดไฟเหรอ?”

 

วินาทีถัดมาโมเสกที่ปกคลุมหน้าเด็กหญิงไว้ก็ปรากฏช่องว่างขึ้นมา ถังโม่มองโมเสกที่อยู่เหนือตาของเด็กหญิงที่กำลังหายไป เปิดเผยดวงตาคู่โตที่ดูเหมือนปลาตาย แต่ใบหน้าส่วนอื่นยังคงถูกปิดไว้

 

ถังโม่กลั้นหายใจ ความรู้สึกประหลาดท่วมท้นขึ้นมา

 

นัยน์ตาเหมือนปลาตายนั้นเปี่ยมด้วยความเหยียดหยามขณะมองถังโม่

 

“นี่คุณลุง คุณยังไม่โตอีกเหรอ เคยเห็นเด็กหญิงขายไม้ขีดไฟที่น่ารักขนาดนี้รึยังไง?”

 

ถังโม่ที่ยกสถานะจากพี่ชายเป็นคุณลุง “…”

 

เธอเอาโมเสกออกแค่เพื่อจะได้มองเขาด้วยสายตาเหยียดหยามน่ะนะ?!!!

คะแนน 4.8
กรุณารอสักครู่...