ตอนที่แล้วบทที่ 6 - ตราประทับทองคำ (1)
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปบทที่ 8 - ปลุกความสามารถ (1)

บทที่ 7 – ตราประทับทองคำ (2)

อ้างว้างเปล่าเปลื่ยว

นี่คือสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นบนถนนที่ซอลอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ เขามองไม่เห็นผู้คนหรือรถสักคันบนถนนเลย

สิ่งที่เขาเห็นมีแต่ภาพของเมืองที่เปล่าเปลี่ยวเงียบเหงาไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตแม้แต่ตัวเดียว แม้กระทั่งท้องฟ้าด้านบนก็มีสีเป็นสีเทาหม่น

‘งั้นมันก็ไม่ใช่ความฝัน? ทั้งหมดเป็นเรื่องจริง?’

เมื่อรู้ถึงแบบนี้ซอลได้รีบวิ่งหาที่โทรศัพท์มือถือและหยิบมันขึ้นมา

[ยืนยันตัวตนแล้ว ลงทะเบียนผู้ใช้งานเสร็จสิ้น]

เสียงหุ่นยนต์ได้ดังออกมาและหน้าจอโทรศัพท์ก็ถูกเปิดขึ้นมา เขาได้รีบแตะลงไปที่ไอคอนจดหมายที่กระพริบอยู่มุมหนึ่งทำให้มีข้อความปรากฏขึ้นบนจอ

[ผู้ส่ง: ผู้นำทาง]
[1.ไปที่ห้องประชุมโรงเรียนมัธยมพาราไดซ์ก่อนจะหมดเวลา]
[2.เวลาคงเหลือ – 00:09:45]

ข้อมูลเรียบง่ายมากๆ แถมผู้ส่งก็ยังแนบรูปภาพที่แสดงเส้นทางมาให้อีกด้วย เขาได้มองไปและพบว่าตำแหน่งปัจจุบันเขากับเป้าหมายไม่ได้ไกลกันเลย

ซอลได้ตบที่แก้มเขาอย่างแรง เขาพยายามที่จะลองว่าตัวเองตื่นหรือไม่โดยใช้ความเจ็บปวด และดูเหมือนว่านี่จะเป็นเรื่องจริง

“…โอ้ย”

เขาได้ถูแก้มที่แดงขึ้นของเขาและผลักประตูออกไปจากห้อง

***

ในระหว่างเดินอยู่ความรู้สึกตึงเครียดที่อธิบายออกมาไม่ได้ก็ปรากฏขึ้นมา นอกจากความเหงาที่ให้ความรู้สึกเหมือนเขาอยู่บนโลกแล้ว มันยังให้ความรู้สึกเหมือนเขาเดินอยู่บนโลกที่เวลาหยุดนิ่ง

การหาทางไปหอประชุมโรงเรียนมัธยมพาราไดซ์ไม่ใช่เรื่องยากเลย เขาก็แค่เดินไปตามเส้นทางในแผนทีเท่านั้น และในเวลาเพียงสองนาทีเขาก็ได้มาถึงจุดหมาย

ที่หน้าประตูของโรงเรียนมีแผ่นป้ายชื่อ ‘โรงเรียนมัธยมพาราไดซ์’ ตั้งอยู่อย่างเห็นได้ชัด

‘เป็นชื่อที่น่าตลกดีนะ’
“เป็นชื่อที่ห่วยแตก”

เสียงที่ซอลคาดไม่ถึงได้ดังขึ้นมา และเขาได้หันไปมองข้างๆ มีหญิงสาวสวมฮูดยืนอยู่เขาไม่รู้ตัวเลยว่าเธอมาอยู่ตรงนี้เมื่อไหน

พวกเขาได้สบตากัน ผิวซีดที่เหมือนเลือดไม่เลี้ยงได้แสดงให้เห็นว่าเธอยังอายุน้อยอยู่ แต่จากคิวที่โก่งโค้งของเธอได้พิสูจน์ถึงลักษณะของคนที่ดุร้ายรุนแรง

รวมไปถึงซอลยังได้รับความประทับใจจากสีหน้าไร้อารมณ์ของเธออีกด้วย เธอได้เดินผ่านเขาไป มือทั้งสองของเธอได้ล้วงลงไปในกระเป๋าพร้อมทั้งเดินผ่านประตูเข้าไปอย่างรวดเร็ว เพราะเหตุผลบางอย่างทำให้ดูเหมือนเธอจะรีบอยู่

‘หลังคาสีขาวใช่ไหม?’

แผนที่ที่แนวมาได้บอกเขาถึงที่นี่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าตรงนี้เป็นจุดนัดพบ ซอลได้มองไปรอบๆและเจอหอประชุม เมื่อเขาเดินไปที่นั่น เขาก็ได้ยินเสียงผู้คนดังออกมาจากในนั้น

ซอลได้ก้าวเดินขึ้นไปบนบันไดแต่แล้วเขาก็ต้องหยุดกลางทาง มีคนที่เขาคาดไม่ถึงกำลังยืนอยู่ที่ทางเข้าหอประชุม

หญิงสาวผมบลอนด์สวมชุดเมดได้โบกมืออย่างสง่างามให้กับซอล มันราวกับเธอกำลังจะบอกว่า “โปรดมาตรงนี้ ยินดีต้อนรับท่าน…”

“เอ่อ… ฉันต้องเข้าไปในนี้ใช่ไหม?”

หงึกๆ

หญิงสาวผมบลอนด์ได้หยักหน้าเงียบๆด้วยรอยยิ้มแจ่มใส แต่ว่าเมื่อซอลกำลังจะเดินผ่านเธอไป เธอก็เดินมาขวางเขาเอาไว้ เธอได้จ้องมาที่เขาและจู่ๆก็ยื่นมือออกมา

“…”

ซอลได้มองไปอย่างสับสน จากนั้นริมฝีปากของหญิงสาวผมบลอนด์ก็เปิดขึ้นโดยไร้เสียง เธอได้ใช้นิ้วชี้และนิ้วโป้งทั้งสองมือขอเธอทำเป็นรูปสี่เหลี่ยมก่อนจะยื่นมือมาที่เขาอีกครั้ง เหมือนกับว่าเธอกำลังบอกให้เขาส่งอะไรบางอย่างให้กับเธอ น่าเสียดายที่ซอลได้แต่ยืนกระพริบตาอย่างสับสนต่อไป

“เธอต้องการอะไรจากฉันงั้นหรอ?”

หญิงสาวได้หรี่ตาออกมาราวกับซอลกำลังทำให้เธอหงุดหงิดขึ้นมา แก้มของเธออได้พองขึ้นและริมฝีปากของเธอได้ยื่นออกมาเล็กน้อย แต่นี่ก็มีแต่จะทำให้ซอลสับสนมากกว่าเดิม

“เธออยากจะได้จดหมายเชิญจากนาย! หรือกระดาษสัญญาจากนาย!”

ระหว่างเขากำลังยืนอยู่อย่างสับสนก็ได้มีคนตะโกนออกมาจากด้านในหอประชุม ซอลได้มองไปและมองเห็นชายหนุ่มนั่งบนเก้าอี้ของหอประชุมกำลังหัวเราะที่ได้เห็นสิ่งที่เกิ ดขึ้นด้านนอก ในที่สุดซอลก็หยิบเอาจดหมายเชิญออกมาจากกระเป๋าและส่งออกไป

“ฮึ่ม”

หญิงสาวได้รับจดหมายไปและเปิดมันโดยรักษาสีหน้าสงบเสงี่ยมเอาไว้ ในระหว่างที่ซอลกำลังยืนอย่างสับสนกับเสียงฮึ่มของเธอที่ว่าเธอพยายามพูดอะไรหรือเป็นแค่การแค่นเสียงกันแน่ ในตอนนี้เองสีหน้าของเมดก็ได้แข็งทื่อไป

เธอได้มองไปที่จดหมายเชิญของเขา จากนั้นก็มองกลับมาที่ซอล

ดวงตาที่เบิกกว้างของเธอได้ปิดลงอย่างช้าๆ เธอได้เก็บจดหมายเชิญอย่างระมัดระวัง รวบมือทั้งสองไว้ตรงอกและโค้งตัวคำนับอย่างช้าๆ นี่คือการทักทายที่สง่างามและให้เกียรติฝ่ายตรงข้ามอย่างสูง

ทั้งห้องประชุมได้เงียบลงไปในทันที ความสนใจของทุกๆคนได้ตกลงมาที่ซอลที่กำลังเดินเข้ามา หญิงสาวผมบลอนด์ได้ชี้ไปที่ทางซ้ายของหอประชุมและนำทางเขาไปโดยไม่สนใจความสับสนของซอลที่มีมากขึ้นเลย

เธอได้นำทางเขามาที่เก้าอี้ที่ว่างอยู่ และโค้งคำนับให้เขาอยากสุภาพก่อนที่จะกลับไปโดยที่ไม่ได้พูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว แต่ถึงแบบนั้นท่าทีที่เธอมีต่อเขาได้เปลื่ยนไปอย่างแน่นอน

“เกิดอะไรขึ้นกับเธอน่ะ? ทำไมอยู่ๆเธอถึงได้ทำท่าทีแบบนั้นกันล่ะ?”
“ฉันจำได้ว่าตอนฉันเข้ามาเธอไม่เห็นทำแบบนี้เลย”

ดวงตาของชายสองคนได้มองผู้มาใหม่ซึ่งก็คือซอล แต่ว่าทั้งหมดที่พวกเขารู้สึกจากการมองไปที่ซอลก็มีแต่ความสับสนมึนงง

ต่อให้ซอลจะเคยมาที่นี่จากในฝันแล้ว แต่นี่ก็เป็นครั้งแรกที่เขาได้มาที่นี่จริงๆ และก็ขั้นตอนบางอย่างก็ต่างไปจากในความฝันแน่นอน

เพราะงั้นก็เป็นธรรมดาที่เขาจะสับสน เขาได้พยายามหลบเลี่ยงความสนใจและพยายามแยกแยะสภาพแวดล้อมใหม่แทน

จำนวนของคนในหอประชุมมีกว่า 30 คน และเห็นได้ชัดว่าพวกเขาได้ถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่ง ฝั่งซ้ายและฝั่งขวา

ฝั่งซ้ายที่ซอลอยู่มีคนรวมแล้วแปดคน เป็นผู้ชายหกและหญิงสอง พวกเขาต่างก็นั่งอยู่บนเก้าอี้อย่างดี และบรรยากาศทางฝั่งนี้ดูผ่อนคลายและอิสระ

ในอีกด้านฝั่งขวามีคนอยู่เกือบสามสิบคน แต่ว่าพวกเขามีทั้งนั่งกับพื้นหรือยืนอยู่ ซอลสามารถจะมองเห็นบรรยากาศที่น่ากังวลทางฝั่งนูนด้วยเช่นกัน

“นี่อาจจะเป็นโชคชะตาก็ได้นะที่เราได้มาเจอกันที่นี่ ทำไมเราไม่มาแนะนำตัวกันหน่อยล่ะ”

จู่ๆชายคนหนึ่งได้พูดออกมา เขาดูจะเบื่อกับการรอคอยที่ยาวนานนี้ เขาก็ยังเป็นหนึ่งในคนที่หัวเราะซอลเมื่อตะกี้นี้อีกด้วย

เสียงของเขามีความสุภาพบุรุษและดังออกไปจนดึงดูดความสนใจของทุกๆคนมาได้ ผมด้านหน้าของเขาถูกเสยไปด้านหลังจนเผยเป็นใบหน้าของสุภาพบุรุษ มีรอยยิ้มบางๆอยู่บนใบหน้าเขาราวกับเขารู้สึกสนุกที่ได้เป็นที่สนใจ

“ยินดีที่ได้รู้จักทุกๆคนนะ ผมคังซอก และสองคนตรงนี้… เฮ้ พี่นาย แนะนำตัวซิ”
“ฉันยี่ฮยองซิก”
“จองมินวู”

ไม่ได้มีอะไรชี้ชัดว่าพวกเขาเป็นเพื่อนกันก่อนจะมาที่นี่หรือว่าเพิ่งมารู้จักกันหลังมาที่นี่ ชายทั้งสองคนได้แนะนำตัวเองออกมาสั้นๆ ซอลได้ตั้งชื่อเล่นของทั้งสองคนออกมาในใจจากลักษณะร่างกายที่ค่อนข้างจะเด่นชัด ชื่อเล่นที่เขาตั้งคือ ‘ผอม’ กับ ‘อ้วน’ สำหรับชายคนแรกที่พูดออกมาซอลได้ตั้งชื่อเล่นให้กับเขาคือ ‘ร็อค’

“คุณล่ะชื่ออะไร”

เป้าหมายต่อมาของคังซอกก็คือหญิงสาวที่ใส่ฮุด เธอเป็นคนที่ซอลเจอที่หน้าประตูโรงเรียน

เธอดูจะไม่ได้สนใจเลยสักนิด มันเหมือนกับว่าเธอจะเอาแต่สนใจอยู่กับหน้าจอโทรศัพท์ของเธอโดยไม่สนใจเรื่องรอบตัวเลย หรือก็คือเธอไม่ได้สนใจในคำถามของคังซอก

คังซอกได้เกาหัวและยิ้มออกมาอย่างอึดอัด

“เธอคงจะเป็นพวกผู้หญิงหยิ่งหยองอย่างไม่ต้องสงสัยเลย”

ยี่ฮยองซักได้พูดเสริมออกมา

“น่าอายจริงๆเลย… มีใครอยากจะช่วยแก้เขินให้ผมไหม?”

สายตาของคังซอกได้ตกลงไปบนหญิงสาวอีกคนที่เหลืออยู่ในกลุ่ม เธอได้บีบมือของเด็กหนุ่มที่อยู่ใกล้ๆเธอแน่นและยิ้มออกมาอย่างงุ่มง่าม

“โอ้… ฉันชื่อยี่ซอลอา”
“อ่อ คุณซอลอาสินะ แล้วคุณผู้ชายข้างๆคุณล่ะ”
“เขาเป็นน้องชายของฉัน ยี่ซังจิน”

คังซอกดูจะสนใจมากกว่าเดิมเมื่อได้ยินคำว่า ‘น้องชาย’

“คุณสองคนเป็นพี่น้องกันงั้นหรอ?”
“ใช่แล้วล่ะ”
“ผมขอถามอายุพวกคุณได้ไหม? คือแบบว่าดูจะเด็กเกินกว่าจะมาอยู่ที่นี่ โอ้หากว่าทำให้ไม่พอใจต้องขออภัยด้วยนะ”
“โอ้ ไม่ ไม่เป็นไรหรอก ฉันอายุสิบปวด ส่วนน้องชายฉันเด็กกว่าฉันสองปี”
“ว้าว”

คังซอกได้อ้าปากออกมาอย่างประหลาดใจ เขาได้รีบยิ้มขึ้นและยื่นมือออกมาอย่างรวดเร็ว

“โอ้ ถ้างั้นฉันคงไม่ต้องพูดสุภาพแล้วสินะ ในปีนี้ฉันอายุยี่สิบเก้าแล้ว ในเมื่อพวกได้บัตรเชิญมาเหมือนกันก็มาอยู่ด้วยกันเถอะ คิดซะว่าฉันเป็นคุณลุงที่เชื่อถือได้ก็ได้”
“โอ้ อืม… ขอบคุณมากๆค่ะ”

ยี่ซอลอาได้โบกมือออกมาอย่างเคอะเขิน รูปลักษณ์ที่งดงามและความเขินอายของเธอได้ทำให้ซอลนึกไปถึงดอกไม้ที่งดงาม เขาไม่อาจจะละสายตาไปจากเธอได้อยู่ครึ่งหนึ่ง แม้กระทั่งคังซอกก็ยังไม่ปล่อยมือจากเธออยู่ซักพัก

ส่วนอีกสองคนที่เหลือก็คือซอลกับชายสวมหมวกสีเขียวและแว่นกันแดด

ชายสวมหมวกได้ขยับปากขึ้นลงไปมาราวกับกำลังเคี้ยวหมากฝรั่งอยู่ ในเวลาเดียวกันก็ฟังเพลิงจากหูฟังไปด้วย ขาของเขาได้ขยับไปตามจังหวะเพลงซึ่งทำให้รวมๆแล้วตัวเขาเหมือนกับคนที่ยุ่งอยู่ตลอดเวลา เขาก็ยังเป็นคนที่ไม่แนะนำตัวเองราวกับว่านี่ไม่ใช่เรื่องน่าสนใจสำหรับเขา

ซอลได้ตั้งสมาธิเงียบๆและมองไปที่คังซอก แสงสีเขียวได้ปรากฏขึ้นที่ตัวเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะสลายไป

มีโอกาสที่จะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นมาอยู่ ในท้ายที่สุดซอลได้หันหน้าไปทางอื่น

ในตอนเข้าหอประชุมมาเขางุนงงมาก แต่ว่าเมื่อเวลาผ่านไปเขาก็ค่อยๆสงบลง

ซอลจากในความฝันได้ยืนอยู่ฝั่งทางขวาของหอประชุมซึ่งนั่นหมายความว่าต่างไปจากตอนนี้ ตราประทับทองคำนั่นมันคืออะไรกันแน่และทำไมเขาถึงได้รับการปฏิบัติที่ต่างกันแบบนี้? เขาพยายามที่จะค้นหาคำตอบจากความทรงจำอยู่หลายครั้ง แต่แล้วเขาก็นึกอะไรไม่ออก

‘เดี๋ยวสุดท้ายฉันก็จะรู้อยู่ดี’

เขาได้มองลงไปที่เวลาบนโทรศัพท์ที่กำลังนับถอยหลังจาก “00:00:01” ไปเป็น “00:00:00”

“ถึงเวลาแล้ว”

ทันใดนั้นเสียงก็ดังออกมาจากด้านหน้าหอประชุม บนเวลาได้มีชายหนุ่มสวมชุดสูทเดินออกมาอย่างสง่างาม ทุกๆคนได้มองไปอย่างตกใจเพราะก่อนหน้านี้ไม่มีใครยืนอยู่ตรงนั้นเลย

เขาคือชายหนุ่มที่สวมชุดมีสไตล์และผมที่เรียบร้อยบวกกับแว่นสายตา เขาได้ยกมือขึ้นมาทางเมดผมบลอนด์ที่ยืนอยู่ตรงทางเข้า

“ทุกๆคนมาถึงหรือยัง?”

เมดได้ส่ายหัวออกมาเบาๆ และชี้ไปทางกลุ่มคนทางด้านขวาของหอประชุก จากนั้นก็ยกนิ้วขึ้นมาสี่นิ้ว

“สี่คน… เอาเถอะ พวกเราจะไม่รออีกแล้ว ปิดประตูแล้วปล่อยมันออกมาได้เลย”

เมื่อเห็นเมดผมบลอนด์ดูจะลังเลอยู่ ชายหนุ่มที่คล้ายกับหัวหน้าพ่อบ้านก็หรี่ตาออกมา

“ฉันคือผู้นำทาง การมาที่นี่มันไม่ได้ยากเลย คนที่แค่ทำตามกำหนดการไม่ได้ก็ไม่สมควรมาอยู่ที่นี่”

ในท้ายที่สุดเมดก็ได้ก้มหัวลงและปิดประตูลงแต่โดยดี จากนั้นเธอก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาจิ้มอยู่พักหนึ่ง

ในเวลาเดียวกันชายที่อยู่บนเวทีก็ปรบมือดึงความสนใจให้กลับมาที่เขา

“ยินดีต้อนรับ พวกคุณสามารถจะเรียกผมว่าฮานได้ ผมคือผู้รับหน้าที่นำทางทุกๆคนในครั้งนี้ จะเรียกผมว่าผู้นำทางก็ได้”

เขาได้พูดออกมาและชี้นิ้วของเขาไปที่เมด เธอได้รีบวิ่งมายืนข้างๆเขาทำให้ผมบลอนด์หางผ้าของเธอปลิวไสวไปกับอากาศ

“ก่อนอื่นเลยเอาเป็นเอกสารสัญญาก่อนแล้วกัน พวกเรามีเท่าไหรกัน? ยี่สิบแปด… เยอะอยู่นะ แถมในคราวนี้ยังมีผู้ถูกเชิญอีกแปดคนด้วย?”

ผู้นำทางได้ใส่กองสัญญาเข้าไปในอกเสื้อโดยไม่สนใจจะมองดูเลย ยังไงก็ตามเขาได้จับจดหมายเชิญในมือแน่น

ผู้นำทางได้จับแว่นของเขาเล่น

“อะแฮ่ม อย่างแรกเรามายืนยันคนที่อยู่กันในวันนี้ก่อน ถึงเราจะมีบัตรเชิญอยู่ตรงนี้ แต่มันจะไร้ความหมายหากเราไม่ได้ยืนยันตัวบุคคนกัน”

ภายในหอประชุมยังคงความเงียบอยู่เช่นเดิน ผู้นำทางได้ยิ้มออกมา

“ผมมั่นใจเลยว่าพวกคุณมีหลายเรื่องที่สงสัยกันอยู่ แต่เราจะต้องทำตามขั้นตอนกัน ทุกๆคนที่อยู่ที่นี่จงคิดถึงการแสดงหน้าต่างสถานะของพวกออกมาหรือไม่ก็ตะโกนคำว่าสถานะในใจดังๆ จะต้องโกนออกมาเลยก็ได้เช่นกัน”

‘หน้าต่างสถานะ? สถานะ? ‘ เมื่อซอลได้คิดขึ้นแบบนี้…

จู่ๆได้มีข้อความโผล่ขึ้นมาอย่างต่อเนื่องด้านหน้าของเขาในทันที

[หน้าต่างสถานะของคุณ]
[1.ข้อมูลทั่วไป]
วันที่ถูกอัญเชิญ: 16 มีนาคม 2017
ระดับตราประทับ: ทองคำ
เพศ/อายุ: ชาย/26
น้ำหนัก/ส่วนสูง: 180.5 ซม./80.6 กก.
สถานภาพในปัจจุบัน: ดี
คลาส: Lv.0 (ผู้ถูกเชิญ)
สัญชาติ: สาธารณรัฐเกาหลี (พื้นที่ที่ 1)
สังกัด: N/A
นามแฝง: N/A

[2.คุณลักษณะ]
1.นิสัย:
-ไม่มุ่งมั่น (ไม่มีความมุ่งมั่น ไม่สามารถจะตัดสินใจเพียงลำพังได้ ไม่ยึดติดกับสิ่งที่ทำลงไปแล้ว)
-สมาธิสั้น
2.ความถนัด
-ทั่วไป (ปกติในทุกๆด้าน ไม่ได้มีพรสวรรค์หรือความพิเศษด้านใด)

[3.ระดับร่างกาย]
พละกำลัง: ต่ำ(ต่ำ)
ความทนทาน: ต่ำ(สูงมาก)
ความคล่องแคล่ว: ต่ำ (ปานกลาง)
เรี่ยวแรง: ต่ำ (ต่ำ)
มานา: ปานกลาง (สูง)
โชค: ปานกลาง (ต่ำ)

แต้มความสามารถที่มีอยู่: 0

[4.ความสามารถ]
1.ความสามารถโดยกำเนิด (2)
-นิมิต (ไม่สามารถระบุระดับได้)
-?? (ไม่สามารถระบุระดับได้)

2.ความสามารถเกี่ยวข้องกับอาชีพ (0)

3.ความสามารถอื่นๆ (0)

[5.ระดับความรู้ความเข้าใจ]
-จะถูกเปิดใช้งานหลังจากจบการฝีกสอนแล้ว

“โอ้…”
“อ่า นี่มันบ้าอะไรกัน?”

ผู้คนได้เริ่มแสดงความตกตะลึงกันออกมาเป็นไปหมด ซอลก็เช่นกัน ถึงแม้ว่าจากความฝันเขาจะเคยเห็นมาเป็นสิบเป็นร้อยครั้งแล้ว แต่การได้มาเจอด้วยตัวเองมันต่างกันมาก

“‘ความสามารถโดยกำเนิด’ นี่มันคืออะไรกัน? เฮ้ คุณฮยองซิก ของคุณเขียนว่ายังไงนะ?”
“โอ้ ดูเหมือนคุณจะมีความสามารถโดยกำเนิดงั้นสินะ?”

คนที่ตอบคำถามคังซอกออกมาไม่ใช่ฮยองซิกแต่เป็นผู้นำทางฮาน คังซอกไม่คาดว่าคำพูดของเขาจะดังออกไปไกลขนาดนั้น ทำให้เขาได้ส่ายหัวปฏิเสธออกมาอย่างสับสน

“มะ ไม่ ผมไม่มีหรอก ผมก็แค่สงสัย”
“โอ้… จริงๆแล้วก็เป็นปกตินั่นแหละที่คนเราจะไม่มีความสามารถโดยกำเนิด ในส่วนนั้นของค่าสถานะคุณไม่ต้องไปสนใจมันก็ได้”

ฮานได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้มแจ่มใส

“เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นเลิกตกใจกันได้แล้วล่ะนะ ในตอนนี้ช่วยแสดงระดับตราประทับของพวกคุณออกมาด้วย แค่คิดหรือตะโกนออกมาดังๆเหมือนตะกี้นี้ก็เป็นอันเรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องห่วงหรอก ผมจะไม่สามารถเห็นอะไรได้นอกจากสิ่งที่เผยออกมาอยู่แล้ว”

หอประชุมยังคงวุ่นวายกันอยู่เล็กน้อย ยังไงก็ตามซอลก็ยังคงจ้องมองไปที่หน้าต่างค่าสถานะเขาอย่างจริงจัง

ผู้แนะนำได้บอกว่าเป็นปกติที่คนเราจะไม่มีความสามารถโดยกำเนิด แต่ยังไงก็ตาม… หน้าต่างตรงหน้าซอลได้แสดงความสามารถออกมา มีถึงสองอย่างอีกด้วย

‘นิมิต? แล้วเครื่องหมายคำถามนั่นมันอะไร?’

เขาคิดว่ามันน่าจะเกี่ยวกันกับความสามารถในการเห็นแสงสีเขียวของเขา แต่ว่าเครื่องหมายคำถามนั่นมันอะไรกันล่ะ?

“เอาล่ะนะ… ในเมื่อเราเหลือเวลากันไม่มากแล้ว ผมจะขอข้ามขั้นตอนการแนะนำตัวกันไปเลย คุณยี่ซอลอา คุณยี่ซังจิน คุณยี่ฮยองซิก คุณจองมินวู และคุณฮยอนซังมิน? พวกคุณทั้งหมดมีตระประทับสีเงินใช่ไหม? โอ้ ต้องใช่อยู่แล้วล่ะ”

ทั้งห้าคนจากทางซ้ายที่มีแปดคนได้หยักหน้าออกมาก่อนจะจ้องไปดีผู้นำทางด้วยสายตาที่ค่อนข้างจะงุนงง

ผู้นำทางได้ถามและตอบคำถามเอง จากนั้นเขาก็โยนจดหมายเชิญห้าใบขึ้นไปบนท้องฟ้า ทันใดนั้นจดหมายก็ส่องประกายออกมาก่อนจะเปลื่ยนเป็นกระเป๋าสีเงินห้าใบที่ร่วงลงมาที่พื้น นี่มันเหมือนกับโชว์มายากล

“ตราประทับสีเงินจะได้รับกล่องสุ่มหนึ่งกล่องตามกฏไอเทมโบนัส คุณก็น่าจะได้รับโบนัสในการนำผู้ช่วยมาด้วยได้ แต่ดูแล้วไม่มีใครพามาเลย ช่างน่าเสียดาย”

เมดผมบลอนด์ได้หยิบกระเป๋าสีทองแดงทั้งห้าใบส่งมอบให้กับเจ้าของที่ตราประทับตรงกัน ในเวลาเดียวกันผู้นำทางก็หยิบจดหมายเชิญอีกสองอันออกมา ในขณะที่อ่านเนื้อหา เขาก็พูดต่อไปด้วย

“เราขอแนะนำให้คุณใช้งานไอเทมโบนัสในทันที การฝึกสอนใกล้จะเริ่มขึ้นแล้ว เพราะงั้นหากว่าพวกคุณตายไปก่อนจะได้ใช้มันก็คงน่าสมเพชน่าดู… โอ้?”

ดวงตาผู้นำทางยังคงมีความไม่แยแสอยู่เสมอ แต่ว่าในตอนนี้ได้มีร่องรอยความประหลาดใจอยู่เล็กน้อย

“โฮ่ เรามีผู้มีตราประทับสีเงินอยู่สองคน เป็นเกียร์อย่างยิ่งที่ผมได้มาเป็นผู้นำทางให้กับพวกคุณ คุณคังซอก? คุณยุนซอรา?”
“ใช่แล้ว”

คังซอกได้ตะโกนออกมาอย่างกระตือรือร้น หญิงสาวสวมฮูดยุนซอราได้หยักหน้าออกมา

“สำหรับตราประทับสีเงิน กลุ่มสุ่มธรรมดาสองกล่อง และไอเทมโบนัสพิเศษเฉพาะสำหรับผู้ถูกเชิญตามเงื่อนไข คุณคังซอกจะไม่ได้รับไอเทมโบนัสพิเศษ แต่ว่ามีหนึ่งชิ้นสำหรับคุณยุนซอรา”

ในคราวนี้จดหมายเชิญก็ได้เปลื่ยนไปเป็นกระเป๋าและตกลงไปบนพื้นเช่นเดียวกัน หากว่าจะมีอะไรที่ต่างออกไปก็คงเป็นสีของกระเป๋าที่เป็นสีเงิน

เมดผมบลอนด์ได้ขยับตัวอย่างรวดเร็ว ในเวลาเดียวกันสายตาของผู้นำทางก็ตกลงไปที่ชายคนหนึ่ง ซึ่งนั่นก็คือซอลที่ยังคงจ้องศึกษาอยู่กับความว่างเปล่าตรงหน้า

“ช่วยแสดงระดับตราประทับของคุณออกมาด้วย”

น้ำเสียงฮานได้ลดต่ำลง แต่ว่าก็เต็มไปด้วยพลังที่ไม่อาจจะปฏิเสธไ ซอลได้หมกหมุ่นอยู่กับความสามารถโดยกำเนิดของเขามาตลอด แต่จากนั้นเมื่อน้ำเสียงทรงพลังได้ดังเข้ามาในหูเขา เขาก็ตกอยู่ในความมึนงงและตอบกลับไปอย่างรวดเร็ว

“สะ แสดงตราประทับของฉัน?”
“ใช่แล้ว โอ้ ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้วล่ะ เพราะงั้น… หืมมม!?”

ทันใดนั้นผู้นำทางได้หยุดพูดและจ้องมาอย่างรุนแรง

“อะไรกัน…”

ดวงตาที่มองมาที่ซอลของเขาได้เบิกกว้างขึ้นมา หรือพูดให้ฉันคือจ้องมาที่ตราประทับที่เผยออกมา

“ทะ ทองคำ!?”

เมดผมบลอนด์ที่แจกกระเป๋าเสร็จแล้วได้ใช้ศอกของเธอกระทุ้งที่เอวของผู้นำทางที่ต้องตะลึงอยู่เบาๆ

“อ่า!”

ในที่สุดเมื่อเขาตั้งสติได้ ฮานก็ได้ไอแห้งๆขณะที่มองต่ำลงมา

จากเศษกระดาษที่เหลือในมือเขา เขาได้เปิดมันออกมาอย่างระมัดระวัง เขาได้อ่านเนื้อหาจากด้านบนสุดจนถึงล่างสุดโดยไม่ยอมพลาดแพ้แต่คำเดียว จากนั้นเขาก็ถอนหายใจยาวออกมา

“ใครคราวนี้… เรามีแขกคนสำคัญมาด้วย”

น้ำเสียงของเขาค่อนข้างจะสงบ แต่ว่าความวุ่นวายได้หยุดลงและสายตาจำนวนมากได้ตกลงไปบนคนๆหนึ่ง ซอลรู้สึกเหมือนแก้มเขากำลังจะแดงขึ้นมาแล้ว

“ผมต้องขออภัยด้วย นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ผมได้นำทางให้กับตราประทับทองคำ ไม่สิ จากที่ผมเคยได้ยินมาแม้แต่ในประวัติศาสตร์ก็มีเหตุการณ์เช่นนี้เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น “

ซอลได้คิดว่าตราประทับทองคำของเขาคงจะเป็นเรื่องที่น่าตกตะลึง คำพูดของฮานไม่ได้ฟังดูเหมือนกับข้อแก้ตัว แต่คำพูดของคนที่กำลังตกตะลึง

เมื่อเมดผมทองได้หัวเราะออกมาเบาๆ ฮานก็ได้ไอออกมาอีกครั้ง

“เอาล่ะ งั้นเราไปต่อกันเถอะ”

เขาได้โยนจดหมายเชิญของซอลออกมาเบาๆ กระดาษได้กระจายออกมาเป็นแสงสว่างก่อนจะกลายมาเป็นกระเป๋าใบหนึ่ง

และมีหกอย่างถูกเขียนไว้บนกระเป๋าทองคำ

ไอเทมโบนัสปกติสามชิ้น บวกกับไอเทมโบนัสพิเศษเฉพาะผู้ถูกเชิญอีกสามชิ้น นี่ต่างไปจากจดหมายเชิญอื่นๆ ดูเหมือนคิมฮันนาห์จะทำให้เขาได้รับของมาอย่างเปื่ยมล้น

“สำหรับตราประทับทองคำ… โอ้”

ขากรรไกลของฮานได้ตกลงมาหลังจากที่เขาได้อ่านลิสต์โบนัสไอเทม

คะแนน 4.4
กรุณารอสักครู่...