ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปHC ตอนที่ 2 เสียงร้องของนกฮูก

HC ตอนที่ 1 ท่องโลกกว้างและเติบโต

 

ในยุคแห่งวิกฤตของมวลมนุษยชาติ มีเพียงคนที่ร่ำรวยเท่านั้นที่จะซื้อโลงศพและที่ฝังศพของพวกเขาได้ ในขณะที่ศพของพวกเหล่าสามัญชนจะต้องถูกทิ้งไว้ตามทาง

 

ในตอนนั้นเองมูอี้กำลังนั่งอยู่ที่สุสานนิรนามแห่งหนึ่งเขาก็ถูกนักพรตเต๋าชราคนหนึ่งเก็บมาเลี้ยง

 

นักพรตเฒ่าตั้งชื่อให้กับเขาเพราะว่ามันเป็นชื่อที่คล้ายกับบุคลิกของเขา

 

ในปีคศ.1894 เป็นปีที่กลุ่มมือสังหารได้ทำการโจมตีพระราชวังที่มูอี้อาศัยอยู่ ในตอนนั้นเขามีอายุเพียง 6 ขวบ

 

……………..

 

ท่านปู่ ท่านอย่าห่วงเลยนะ

 

มูอี้กำลังเศร้าโศกเสียใจกับการจากไปของคุณปู่เขา แต่เขาปล่อยให้เวลาแห่งความเศร้าโศกเสียใจอยู่กับเขาในช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น เขาต้องก้าวเดินต่อไปข้างหน้า ชีวิตของเขากำลังดำเนินต่อ มูอี้และนักพรตเต๋าใช้เวลาร่วมกัน 8 ปีในการเดินทางรอบโลก มูอี้เติบโตขึ้นภายใต้การดูแลของนักพรตเฒ่าที่เปรียบเสมือนปู่ของเขาอีกคนหนึ่ง ปู่ที่แท้จริงของเขานั้นได้จากเขาไปแล้ว

 

ในช่วงแปดปีที่พวกเขาใช้เวลาร่วมกันพวกเขาทั้งสองคนอาศัยการต้มตุ๋นหลอกคนมากมายเพื่อหาเลี้ยงตัวเอง เมื่อเขายังเด็ก มูอี้เชื่อว่านักพรตเฒ่ามีพลังเหนือธรรมชาติจริงๆ มูอี้เชื่อว่าเขามีพลังในการเยียวยารักษา พลังแห่งการพยากรณ์ พลังในการขับไล่ภูติผี และพลังในการขับไล่ปีศาจที่ชั่วร้าย มูอี้เห็นด้วยตาของเขาเองว่านักพรตเฒ่าสามารถทำได้แต่ในความจริงแล้วนักพรตเฒ่าทำลงไปเพียงเพื่อต้มตุ๋นหลอกหลวงเท่านั้น

 

มูอี้และนักพรตเฒ่าต้องใช้ชีวิตแบบหลบๆ ซ่อนๆ เพื่อหลีกหนีจากสถานการณ์อันตรายต่างๆ แต่มูอี้ไม่เคยบ่น ถ้าไม่มีนักพรตเฒ่าเขาคงจะต้องอยู่อย่างหิวโหยและตายจากไปนานแล้ว ต้องขอบคุณเขาที่ทำให้มูอี้เรียนรู้ที่จะมีอยู่ชีวิตรอดในโลกที่โหดร้ายแห่งนี้ได้

 

นักพรตเฒ่าเคยบอกกับเขาตอนบาดเจ็บว่า เขาไม่เป็นไรเพราะเขาได้รับพรมาจากเหล่าทวยเทพทำให้เขาเป็นอมตะ

 

สำหรับมูอี้แล้วนี้ก็เป็นอีกเรื่องราวหนึ่งของตาเฒ่าที่บอกเล่าให้เขาฟัง ในตอนแรกที่ได้ฟังมูอี้ตื่นเต้นและเชื่อเขาเป็นอย่างมาก แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปทำให้เขาคิดได้ว่านั่นเป็นคงแค่เรื่องโกหกอีกเรื่องหนึ่งเท่านั้น

 

หกเดือนสุดท้ายที่พวกเขาอยู่ด้วยกัน นักพรตเฒ่ารู้ตัวดีอยู่แล้วว่าเขากำลังจะตาย มูอี้ขอร้องให้เขาหยุดการเดินทางและซื้อที่ดินสำหรับฝังเขาเมื่อเขาจากไป  ชายชราคนนี้พูดไว้เสมอว่าชีวิตของเขาทั้งหมดขออุทิศไปกับการเดินทาง และเขาเองก็อยากจะตายในระหว่างการเดินทาง ในตอนนั้นมูอี้ไม่เข้าใจความรู้สึกของนักพรตเฒ่าเท่าไรนัก

 

บนภูเขาฟูเนียว ณ วัดแห่งเทพเจ้า เป็นสถานที่สุดท้ายที่พวกเขาเดินทางไปด้วยกัน

 

วัดแห่งเทพเจ้านี้ถูกทิ้งร้างมานานกว่าหลายปี มูอี้ทำความสะอาดวัดเพื่อจะอาศัยพักผ่อนในวัดแห่งนี้ เขาติดตามการเดินทางผจญภัยของนักพรตเฒ่ามาโดยตลอด พวกเขาไม่เคยผูกมัดกับที่ไหนและไม่เคยเรียกที่ไหนว่าเป็นบ้านของพวกเขา แม้แต่ที่เดียว ในช่วงชีวิตสุดท้ายของชายชราเขาคงอยากที่จะตั้งหลักปักฐานให้ที่สุดท้ายเป็นบ้านของเขา

 

ในวัดเทพเจ้าบนภูเขาแห่งนี้ ชายชราได้สิ้นใจลงที่นี่ ที่ที่พวกเขาเรียกมันว่าบ้าน

 

หลังจากที่ปู่ตาย มูอี้ยังคำทำตามประเพณี เขาโศกเศร้าเสียใจเป็นเวลา 3 วัน ก่อนที่จะฝังศพของชายชราที่เขานับถือเสมือนปู่ในทุ่งหญ้าด้านหลังวัดแห่งนี้

 

ในช่วงเวลาที่พวกเขาอยู่ด้วยกันหลายปี มูอี้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างมาจากนักพรตเฒ่า หนึ่งในนั้นก็คือฮวงจุ้ย

 

มูอี้วางศพของชายชราไว้ในโลงศพที่ทำมาจากต้นหลิวแดง ฝังเขาในจุดที่ฮวงจุ้ยดีที่สุด เพื่อที่ว่าชาติหน้าที่เขาจะได้เกิดมามีชีวิตที่ดีขึ้น

 

ในปีนี้มูอี้มีอายุเพียง 14 ขวบเท่านั้น เขาทั้งเป็นเด็กที่ไม่สูงเท่าไรนัก ขาดความแข็งแรง และหน้าตาดูธรรมดาๆ เขามีเพียงความผอมเพรียวที่มากกว่าคนทั่วไป คนทั่วไปมองเขาเป็นเพียงคนที่มีบุคลิกสะอาดสะอ้านคนหนึ่ง แต่ในแววตาของเขาเต็มไปด้วยความว่างเปล่า

 

มูอี้เรียนรู้วิธีการพูดอย่างใสซื้อและไร้เดียงสามาจากนักพรตเฒ่า มันเป็นการพูดที่มีประโยชน์ต่อเขามากยามที่เขาต้องเดินทางไปในที่ใหม่ๆ เจอกับผู้คนใหม่ๆ เพราะจะทำให้คนทั่วไปรู้สึกว่าเขาเป็นคนอ่อนโยนและคนดีคนหนึ่ง

 

ในวันที่เขาฝังศพของนักพรตเฒ่า วันนั้นเขาไม่ได้ทำอะไรอีกเลย เขานั่งมองหลุมศพของนักพรตเฒ่าทั้งวันจนกะทั่งดวงตะวันของฤดูใบไม้ร่วงส่องแสงลงมาที่เขา แต่จิตใจเขากลับไม่เหลืออะไรอีกเลยนอกจากความว่างเปล่า

 

เมื่อพระอาทิตย์ตก มูอี้ได้กินอาหารแบบเรียบง่ายก่อนจะพักผ่อนในห้องของเขา

 

ห้องของเขามีเพียงโต๊ะธรรมดาที่ชำรุดผุพัง บนโต๊ะมีเพียงตะเกียงน้ำมันธรรมดาๆ แม้ว่ามันจะให้แสงเพียงน้อยนิดแต่มันก็เพียงพอที่จะทำให้มูอี้มองเห็นทางเดินไปสู่เตียงของเขาได้ เตียงของเขาเป็นแค่แผ่นไม้แผ่นหนึ่งที่คลุมไปด้วยเศษผ้าหลายชิ้น

 

โต๊ะและเตียงเป็นของที่เขาหาได้จากวัดแห่งนี้ ส่วนตะเกียงน้ำมันนั้นเป็นเหมือนกับ สมบัติที่นักพรตเฒ่าทิ้งไว้ให้กับเขาก่อนจะจากไป ส่วนเศษผ้าที่ใช้ปูเตียงนั้นเขาใช้เงินซื้อมาจากตลาด ในตอนนี้เขาได้เปลี่ยนสถานที่แห่งนี้ให้กลายเป็นบ้านของเขาชั่วคราว

 

มูอี้ล้มตัวลงนอนบนเตียง แต่เขากลับนอนไม่หลับเหมือนปกติ นี้คงไม่ใช่เพราะเขาคิดถึงนักพรตเฒ่าที่เปรียบเสมือนเป็นปู่ของเขา เขาคงแค่กำลังรู้สึกเหงาอย่างที่ไม่เคยเหงาขนาดนี้มาก่อน

 

เขาไม่รู้จักแม้กะทั่งพ่อแม่ที่แท้จริงของเขา เขารู้แต่ว่ามีชายชราคนหนึ่งเลี้ยงดูเขามาจนถึงหกขวบ เขาไม่มีความทรงจำสมัยที่ยังอยู่กับครอบครัวเขาเอง เขามีเพียงจี้หยกที่ติดตัวเขามาตั้งแต่เกิด

 

เขาไม่เคยคิดจะตามหาพ่อแม่ที่แท้จริงของเขา นอกเหนือจากความผูกพันธ์ทางสายเลือดแล้วคงไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเขาอีก เขาคิดภาพตัวเขาเองเจอกับครอบครัวไม่ออก มีคนคนเดียวที่เขาผูกพันธ์ด้วยเหมือนญาติคนหนึ่งก็คือนักพรตเฒ่าที่พึ่งจากเขาไปเมื่อไม่นานมานี้

 

มูอี้นึกถึงสองวันสุดท้ายที่เขาได้ใช้ชีวิตอยู่กับนักพรตเฒ่า ชายชราคนนั้นเล่าเรื่องต่างๆ ให้เขาฟัง มูอี้คิดว่าเรื่องที่เขาเล่าคงจะเป็นเรื่องโกหกอีกตามเคย

 

แม้เขาจะไม่ได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี แต่เขากลับมีความทรงจำดีๆ มากกว่าคนส่วนใหญ่ในโลกแห่งนี้ เขาไม่รู้ว่าทำไมตัวเขาเองถึงไม่ลืมคำพูดสุดท้ายที่ชายชราได้บอกเขาก่อนจะจากเขาไป

 

นักพรตเฒ่าเคยบอกกับเขาไว้ว่าในอดีตเหล่าเทพเจ้าเคยมีตัวตนอยู่ในโลกแห่งนี้ ผู้คนใช้ ฉีแห่งพื้นดินและท้องฟ้าเพื่อฝึกฝนการพลังพิเศษ หลังจากการสถาปนาราชวงศ์ฉินจนจบราชวงศ์หมิงเป็นช่วงที่มีการพลังพิเศษกันอย่างแพร่หลาย แต่หลังจากที่เริ่มสถาปนาราชวงศ์ฮั่นการใช้พลังพิเศษต่างๆ ก็ค่อยๆ เริ่มจางหายไป

 

นอกเหนือการใช้ฉีแห่งพื้นดินและท้องฟ้าเพื่อปลุกพลังในจิตใจ การใช้ฉีไม่ใช่สิ่งเดียวที่สามารถปลุกจิตได้ การฝึกฝนด้วยตัวเองก็สามารถทำให้ร่างกายได้รับพลังพิเศษได้เช่นเดียวกัน

 

การฝึกฝนจิตใจด้วยตัวเองมีทั้งหมดสี่ขั้นตอน ขั้นแรกคือการฝึกใจ ขั้นที่สองคือการฝึกการตอบสนอง ขั้นที่สามคือการฝึกวิปัสสนา และขั้นสุดท้ายคือการฝึกการมองเห็น

 

ยิ่งฝึกฝนไปสู่ขั้นสูงยิ่งมีความอันตรายในการฝึกสูงขึ้นตาม ความอันตรายในการฝึกฝนขั้นที่สี่เป็นดั่งพลังในตำนาน นักพรตเฒ่าเคยบอกกับเขาไว้ว่าเขาเกือบจะฝ่าประตูทั้งเจ็ดไปได้ แต่ในนาทีสุดท้ายเขาก็ทำพลาดไป

 

มูอี้ไม่เชื่อเขาแม้แต่คำเดียว แต่นักพรตเฒ่าอธิบายทุกอย่างอย่างละเอียด ชายชราบอกกับเขาอีกว่าตะเกียงน้ำมันอันนี้เป็นเหมือนกับสมบัติล้ำค่าที่ทำให้เขาผ่านการฝึกในขั้นที่สามไปได้

 

หรือว่าฉันจะต้องลองฝึกฝนดูกันนะมูอี้คิดในใจ

 

แต่เขากลับกลัวเกินกว่าที่จะลองฝึก ในตอนนี้เขามีอายุเพียง 14 ปี ตลอดระยะเวลาแปดปีชายชราได้สอนเขามาตลอดในเรื่องของความรอบคอบ และในตอนนี้เองจิตใจของเขาเองก็ยังไม่มั่นคงเกินกว่าที่จะฝึกจิตได้

 

ชายชราเคยสอนเขาไว้อีกว่าหนทางแห่งการฝึกจิตล้วนมีแต่ความอันตรายและเมื่อมันเกิดความผิดพลาดขึ้นมาอาจทำให้ชีวิตต้องเจอกับจุดจบ

 

ค่ำคืนนี้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว

 

ในตอนนี้ชายชราที่เป็นดั่งปู่ของเขาถูกฝังมานานกว่าสองวันแล้ว มูอี้ซื้อขวาน เลื่อย และตะปู เขารู้ดีว่าฤดูใบไม้ร่วงกำลังจะผ่านไปอย่างรวดเร็วและฤดูหนาวจะมาเข้ามาแทนที่เขาจึงเตรียมตัวไว้ก่อน ในภูเขาฟูเนียวแห่งนี้มีต้นไม้ตามธรรมชาติอยู่มากมาย แม้มูอี้จะไม่สูงแต่เขาก็สามารถตัดไม้ได้

 

ในวันที่สามมูอี้ได้ตัดไม้มาตกแต่งห้องของเขาเพิ่มเติม แม้จะไม่ได้หรูหราแต่ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เขาอยู่รอดในฤดูหนาว

 

ห้องนอนของมูอี้อยู่ในทิศตะวันตกของวัดแห่งนี้ ถัดจากห้องของเขาไปเป็นห้องโถงใหญ่ ในห้องโถงใหญ่เป็นห้องที่เขาใช้เก็บโต๊ะ ม้านั่ง และเตียงที่เขาใช้ไม้ที่ตัดสร้างขึ้นมาด้วยตัวเอง มูอี้ใช้เศษไม้ที่เหลือจากการสร้างสรรค์งานประดิษฐ์เป็นฟืนสำหรับให้ความอบอุ่น

 

นอกจากนี้เขายังจัดการกับส่วนต่างๆ ภายในวัดเพื่อจัดการกับสัตว์อันตรายต่างๆ จำพวกงูและแมงมุม

 

มูอี้ไม่เคยแตะต้องรูปปั้นของเทพเจ้าแต่อย่างใด รูปปั้นเทพเจ้าตั้งอยู่ในใจกลางห้องโถงใหญ่ เขาซื้อธูปเทียนมาเพื่อแสดงเคารพกับรูปปั้นของเทพเจ้าแทน

 

เนื่องจากที่นี่เป็นวัดศักดิ์สิทธิ์ มูอี้ไม่เคยขโมยของที่นี่แม้แต่ชิ้นเดียว การขโมยของที่เปรียบเสมือนเป็นดั่งของเทพเจ้าต้องทำให้เขาต้องเจอกับเรื่องน่ากลัวในภายหลังแน่

 

ในตอนที่พวกเขายังเดินทางไปด้วยกันกับนักพรตเฒ่า พวกเขาไม่เคยสร้างปัญหาใดๆ พวกเขาระมัดระวังและให้ความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เสมอ

 

ในวันที่สี่หลังจากการฝังศพชายชรามันเป็นวันที่เจ็ดแล้วที่เขาได้ตายจากไป

 

มูอี้ไปที่หลุมฝังศพของปู่เขาและเผาเงินบางส่วนเพื่อเป็นของบูชาแก่วิญญาณของเขา เขาดื่มสุราหน้าหลุมศพ เขาจำรสชาติของสุราได้ดีในครั้งแรกที่เขาดื่มมัน เขาต้องแอบดื่มเพื่อไม่ให้ปู่ของเขาจับได้ แต่สุดท้ายแล้วปู่ของเขาก็จับได้อยู่ดี

 

หลังจากนั้นชายชราก็ไม่เคยห้ามเขาดื่มอีกเลย

 

นี้คงเป็นครั้งที่สองที่เขาดื่มสุราในชีวิตและเป็นครั้งที่สองที่เขาเมา เขาคลานกลับไปที่เตียงอย่างรวดเร็วและนอนหลับลงในที่สุด

 

คืนนั้นเองมูอี้ได้ยินเสียงดังกึกก้องภายในวัด เขาได้ยินเสียงจึงลุกขึ้นยืนบนเตียงทันที

 

หลังจากที่ลุกขึ้นยืนมูอี้ก็รวบรวมสติได้ทันที

 

มูอี้กำลังคิดในใจว่า มีใครบางคนอยู่ที่นี่

 

ใครกันที่จะมาอยู่ในวัดร้างแห่งนี้ในเวลาดึกดื่น?

คะแนน 5.0
กรุณารอสักครู่...