ตอนที่แล้วEoM 7 –  ชวยแล้ว
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปEoM 9 – ช่วยเหลือ

EoM 8 – ปาฏิหาริย์

 

ห้องปฏิบัติการเล่นแร่แปรธาตุที่เงียบสงบจนดูเหมือนเวลาถูกหยุดไปด้วยและมีเพียงเสียงเดือดของน้ำที่อยู่ในหลอดทดลองเท่านั้น

 

เรย์มอนที่กำลังเกร็งหลังและรอช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตที่กำลังมาถึงอย่างเนินนานแต่หลังจากรอไปสักพักเขาก็ได้ยินเสียงดังขึ้นมา

 

“ทำอะไรของเจ้าอยู่? ”

 

“ เอ๊ะ? ” เมือเรย์มอนผู้ที่ปิดตาเพื่อกำลังรอความตายของตัวเองมาถึงและเมื่อเขาได้ยินเสียงครั้งแรกเขาคิดว่ามันเป็นแค่จินตนาการของเขาแต่เขาก็นึกขึ้นได้ว่า ‘ มันจะมีเสียงน่ารำคาญเช่นนี้ได้ยังไงหลังจากที่ข้าตายไปแล้ว? ’

 

ดังนั้นเรย์มอนก็เปิดตาขึ้นมาและมองไปยังต้นเสียง ผู้ที่สมควรจะถูกระเบิดตายไปแล้วแต่เขายังยืนอยู่กับที่เสมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขายังถือขวดทดลองที่น่ากลัวอยู่ในมือแต่ในตอนนี้เรย์มอนไม่ได้สนใจขวดทดลองแม้แต่น้อย กลับกันเขากำลังสงสัยว่าทำไมมันไม่ระเบิด ทำไม? สารละลายปะการังแดงน่าจะเกิดการระเบิดเพราะอุณหภูมิสูง แล้วทำไมมันยังอยู่ในหลอดทดลองอย่างนิ่งๆเหมือนไม่มีปฏิกิริยาเคมีอะไรเลย?

 

เรย์มอนรู้สึกปวดหัวเสมือนว่าสมองกำลังจะละลาย ไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นเมื่อนำสารละลายปะการังแดงไปเพิ่มอุณหภูมิซึ่งมันเป็นอะไรที่เรย์มอนยอมรับไม่ได้ มันเหมือนกับว่าความรู้ต่างๆที่เรย์มอนสั่งสมมามันใช้ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย !

 

อาจารย์ในการเล่นแร่แปรธาตุของเมืองโอ๊คแลนด์เตือนเขาอยู่หลายรอบว่าปะการังแดงไม่ควรจะทำให้มันเป็นสารละลายไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเพิ่มอุณหภูมิให้มันสูงขึ้นยิ่งห้ามทำกันไปใหญ่

 

ถ้าให้เขาเลือกระหว่างมันเป็นความเข้าใจผิดของเขาเองหรือมันเป็นเพราะเหล่าอาจารย์มีความรู้ไม่ถึง แต่เขาอยากที่จะเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาเห็นเป็นแค่จินตนาการของเขา

 

แน่นอนอยู่แล้วสิ่งเหล่านี้ที่เกิดขึ้นมันเป็นความจริง….

 

หลักฐานที่บอกว่าทุกๆอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องจริงไม่ใช่ภาพลวงตาก็คือเสียงที่น่ารำคาญนั้นดังขึ้นมาอีกรอบและดูเหมือนว่าเจ้าของเสียงจะหมดความอดทนแล้วในตอนนี้ “ อีกนานไหมกว่าเจ้าจะเสริมพลังสารละลายพวกนั้นเสร็จ? ”

 

 

ในขณะที่เขาพูด หลิงอวิ๋นก็เดินมาหาในมือของเขาก็ถือหลอดทดลองที่มีสารละลายของปะการังแดงอยู่

 

“ เจ้า… อย่าเดินมาทางนี้! ” เรย์มอนกระโดดถอยหลังด้วยความกลัว สัญชาตญาณของเขาต้องการที่จะหยุดคนที่กำลังเดินมาหาแต่เขาก็รวบรวมสติได้และเปลี่ยนน้ำเสียงในการพูด “ ข้าจะนำไปให้เจ้าเอง… ”

 

เรย์มอนรู้สึกเสียใจในทันทีที่เขาพูดขึ้นมา…..

 

ทำงานสกปรกที่ไม่ได้ค่าจ้างใดๆหลังจากทำงานเสร็จอีกทั้งยังต้องนำของไปให้อีก…. นี้มันเป็นงานที่เสียเกียรติสิ้นดี!

 

แต่ในเมื่อคำพูดได้พูดออกไปแล้วเขาไม่สามารถกลับคำพูดของตัวเองได้ ดังนั้นเรย์มอนก็ได้แต่ยอมรับผลของคำพูดอย่างเงียบๆและเมื่อเสริมพลังให้กับอันสุดท้ายเสร็จเขาก็ต้องอดทนความอับอายพร้อมกับนำขวดแก้วไปให้เจ้าบ้านั่น

 

เพื่อเป็นการรักษาเกียรติอันเล็กน้อยของเขา เรย์มอนวางขวดแก้วลงบนโต๊ะทีละอันทีละอันและเขาก็กำลังจะทำเสียงฮึดฮัดเพื่อแสดงความไม่พอใจแต่ทว่าสายตาของเขาก็ได้เห็นหลอดทดลองที่มีสีแดงสดอีกครั้ง เขาจึงไม่ทำในสิ่งที่เขาคิดเมื่อสักครู่เพราะความกลัวต่อหลอดทดลองสีแดงนั่น เขามองหลิงอวิ๋นและรู้สึกโกรธขึ้นมาแต่ก็ไม่กล้าที่จะพูดอะไรออกมา

 

หลิงอวิ๋นไม่สนใจในสิ่งที่เรย์มอนทำแม้แต่น้อย เขานำน้ำยาต่างๆที่เสริมพลังมาแล้วและนำมาเรียงไว้บนโต๊ะก่อนที่จะใส่สารละลายปะการังแดงเข้าไปในพวกน้ำยาที่อยู่บนโต๊ะด้วยปริมาณเท่าๆกันอย่างแม่นยำ ในระหว่างที่ใส่สารละลายปะการังแดงเข้าไป เปลือกตาของเรย์มอนก็กระตุกอย่างช่วยไม่ได้

 

หลังจากที่เขาทำเสร็จแล้ว หลิงอวิ๋นก็วางหลอดทดลองที่แสนอันตรายลงไปและเริ่มทำการร่อนกรองกองวัตถุดิบเวทมนตร์ราคาถูกๆเพื่อแยกพวกมัน จากนั้นเขาก็ทำการบดดอกไม้พันปมที่แห้ง ใช้ถ้วยกรองเพื่อสกัดน้ำของหญ้าเจ็ดแฉก เกลี่ยทรายเเสงจันทร์บนกระดาษขาว หลังจากที่ใช้คำร่ายสั้นๆอยู่สองสามครั้ง เหล่าทรายที่ถูกเกลี่ยบนกระดาษก็เริ่มเปล่งแสงจางๆออกมา

 

แสงสว่างก็เริ่มที่จะสว่างออกมามากขึ้นเรื่อยๆและหลิงอวิ๋นก็เพิ่มความเร็วในการทำงานขึ้นเรื่อยๆ น้ำของหญ้าเจ็ดแฉกถูกเทลงไปในขวดแก้วและนำไปจือจางสารละลายปะการังแดง สีแดงของสารละลายก็จางลงและเมื่อใส่ผงดอกไม้พันปม กลิ่นที่ไม่น่าอภิรมย์ก็หายไปอย่างช้าๆ

 

เมื่อแสงสว่างของทรายเเสงจันทร์หายไป ขวดแก้วที่บรรจุน้ำสีแดงอ่อนก็ได้เปิดเผยรู้ร่างที่แท้จริงของมันออกมาผ่านหมอกจางๆ

 

“ พระเจ้า…. ”

 

หลังจากที่เรย์มอนเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดถึงแม้ว่าเขายังเสียใจกับการเสียเกียรติเมื่อสักครู่ เขาอ้าปากค้างใบหน้าแสดงถึงความไม่เชื่อในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขาอึ่งในสิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกับเขาหันหน้าไปมองหลิงอวิ๋นด้วยความกลัวเสมือนว่าบุคคลที่อยู่ตรงนั้นเขาเป็นสัตว์ประหลาด!

 

‘ ทำไมมันถึงเป็นน้ำยาสีรุ้งไปได้! ’

 

เรย์มอนยังจำได้แม่นว่าหลายเดือนก่อน เมื่อเขาเพิ่งจะได้เป็นจอมเวทย์ ทางโรงเรียนเวทมนตร์อนุญาตให้เขาเข้าไปในห้องปฏิบัติการของโอ๊คแลนด์เพื่อเรียนรู้เป็นเวลา 1 สัปดาห์เป็นรางวัลจากนั้นเขาก็ได้เปิดโลกใหม่สำหรับเขา ที่นั่นเปรียบเสมือนศูนย์การเรียนรู้ของราชอาณาจักร ภายในมีมหาจอมเวทย์อยู่ 2 คน นักเล่นแร่แปรธาตุขั้นสูง 7 คน มีคนกล่าวไว้ว่าบุคคลที่เป็นหัวหน้าของห้องปฏิบัติการของโอ๊คแลนด์คือปรมาจารย์นักเล่นเเร่แปรธาตุ การมีตัวตนของเขาทำให้ห้องปฏิบัติการของโอ๊คแลนด์เป็นสถานที่เคารพของเหล่านักเล่นแร่แปรธาตุ

 

เมื่อเรย์มอนเข้าไปครั้งนั้นก็ทำให้เขารู้สึกเหมือนเขาไปในห้วงแห่งความฝัน

 

มันเป็นสัปดาห์ที่เหมือนความฝันสำหรับเรย์มอน การได้อยู่ในศูนย์การเรียนรู้ขนาดใหญ่และได้มีโอกาสเห็นบุคคลระดับตำนาน ถ้าได้ยินพวกเขาพูดคุยเกี่ยวกับงานก็ถือว่าโชคดีมากๆ อีกทั้งเขายังสามารถดูพวกเขาทำการวิจัยต่างๆเป็นประจำอีกด้วย…. สำหรับเรย์มอนแล้วมันเป็นประสบการณ์การที่คุ้มค่ามากกว่าทรัพย์สมบัติทั้งชีวิตของเขาที่หามาได้เสียอีก

 

มีไม่กี่คนที่จะได้โอกาสเช่นเรย์มอนไม่ว่าจะเป็นมหาจอมเวทย์หรือนักเล่นแร่แปรธาตุขั้นสูงพวกเขาก็ล้วนเป็นบุคคลอยู่จุดสูงสุดในสายอาชีพของพวกเขา พวกเขาแตกต่างกับคนทั่วไป แค่เพียงคำพูดทั่วๆไปของพวกเขาก็อาจจะสามารถที่จะทำให้จอมเวทย์อย่างเรย์มอนบรรลุและย่นระยะเวลาในการเรียนรู้ด้วยตัวเองได้หลายปี

 

เรย์มอนยังจำเรื่องราวที่เกิดในตอนบ่ายของวันที่ 3 ที่เขาอยู่ที่นั่นได้ เขาโชคดีที่ได้เห็นนักเล่นแร่แปรธาตุขั้นสูงกุสตาฟปรุงยาซึ่งยาที่เขาทำคือน้ำยาสีรุ้ง มีคุณสมบัติในการล้างสิ่งสกปรกในบ่อมานา สำหรับนักเวทย์ที่อยู่จุดสูงสุดแล้วและต้องการที่จะปลดแอกบ่อมานาเพื่อย่างเข้าสู่ระดับของจอมเวทย์ คุณค่าของน้ำยาสีรุ้งนั้นไม่สามารถประเมิณค่าได้

 

มันคือความมหัศจรรย์ของการเล่นแร่แปรธาตุ หลังจากได้เห็นปฏิหารย์ด้วยตาตัวเอง เรย์มอนรู้สึกว่าทุกๆกระบวนการที่สร้างน้ำยาสีรุ้งขึ้นมาเป็นอะไรที่คุ้มค่าในการเฝ้ามองเป็นอย่างยิ่ง จอมเวทย์หนุ่มรู้สึกว่าต่อให้เวลาผ่านไปเป็นสิบๆปี เขาก็ยังคงจำทุกๆอย่างที่เกิดขึ้น ณ ตอนนั้น

 

และตอนนี้ก็ยังไม่ถึง 10 ปีที่เขาเห็นดังนั้นเรย์มอนจึงเข้าใจอย่างดีเลยว่าหลิงอวิ๋นปรุงยาอะไร อาจจะเป็นเพราะความทรงจำมันยังสดใหม่อยู่ก็เป็นได้

 

ขวด 3 ขวดที่อยู่บนโต๊ะเล่นแร่แปรธาตุ ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นหรือความผันผวนของเวทมนตร์มันเหมือนกับน้ำยาสีรุ้งที่เขาเคยเห็นมาอย่างแน่นอน!

 

ซึ่งมันหมายความว่าบุคคลที่ติดอยู่ที่ระดับนักเวทย์ฝึกหัดเมื่อสองสามปีที่แล้วไม่ใช่แค่เป็นนักเวทย์ที่เชี่ยวชาญเวทมนตร์ 2 แขนงแต่เขามีพรสวรรค์ทางด้านการเล่นแร่แปรธาตุอีกด้วย

 

“ ข้าต้องฝันอยู่แน่ๆเลยใช่ไหม….? ”

 

ในฐานะนักเวทย์เรย์มอนรู้ว่าไม่ว่าจะเป็นจอมเวทย์หรือนักเล่นแร่แปรธาตุไม่ว่าสายไหนก็ต้องการเวลาและประสบการณ์การมหาศาลและการที่มีพรสวรรค์ทั้งสองด้านก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ต้องใช้เวลาหรือประสบการณ์การแต่อย่างใด จริงๆแล้วไม่ว่าเก่งหรือมีพรสวรรค์ขนาดไหน พวกเขาก็ยังต้องการเวลาในการทดลองและรวบรวมความรู้ต่างๆ ไม่มีใครที่จะสามารถข้ามขั้นตอนเหล่านี้ไปได้

 

ในบรรดาสายต่างๆของการเล่นแร่แปรธาตุ การปรุงยาเป็นหนึ่งในสายที่ต้องใช้ระยะเวลามากที่สุดเพราะว่ามีสูตรต่างๆที่มากมายและต้องทดสอบยาอย่างไม่จบไม่สิ้น นักเล่นแร่แปรธาตุทุกๆคนต่างก็เก็บเกี่ยวประสบการณ์จากความล้มเหลวมานับไม่ถ้วน ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันอาณาจักรแอนลูซ่ามีนักเล่นแร่แปรธาตุที่มีอายุน้อยที่สุดก็มีอายุไม่ต่ำกว่า 30 ปี

 

นั้นคืออายุต่ำสุดแล้วถ้าไม่มีเวลาในการรวบรวมความรู้และประสบการณ์ มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุได้

 

แต่ว่านายน้อยเมอร์ลินมีอายุ 20 ปีในปีนี้ ถ้าน้ำยาที่เขาทำเป็นของจริงเขาจะเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุที่มีอายุน้อยมาก ถ้าเข้าเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุตอนที่มีอายุเพียงแค่นี้ ในอนาคตเขาจะต้องเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุขั้นสูงได้อย่างไม่ต้องสงสัย

 

‘ นี่ข้ากล้าร่ายคาถาโจมตีใส่ว่าที่นักเล่นแร่แปรธาตุขั้นสูง…. ’

 

เมื่อเขาคิดได้ดังนั้น เหงื่อเย็นไหลลงมาที่หน้าผากของเรย์มอน

 

มันไม่ตลกเลย

 

‘ ถ้าเราเป็นคนขอโทษก่อนจากนั้นก็ขอขมาด้วยน้ำเสียงจริงใจก็น่าจะได้มั้ง? ’

 

ถึงแม้มันจะฟังแล้วเหมือนว่าจะทำให้ตัวเขาเสียเกียรติแต่การล่วงเกินผู้ที่ในอนาคตอาจจะมีสถานะที่สูงส่งกว่าเขา มันก็ทำให้เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากขอโทษ ยังไงซะเขาก็ได้ลดเกียรติของตัวเองลงอยู่แล้วในตอนนี้ มันคงจะไม่เป็นอะไรหรอกถ้าเขาจะลดเกียรติของตัวเองลงไปอีก

 

‘ ใช่ ทำอย่างที่ข้าคิดนี่แหละ ’

 

ดังนั้นเรย์มอนจึงทำการคิดคำนวณวิธีการที่ดีที่สุดก่อนลงมือทำเพราะว่ามันเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องลดเกียรติของตัวเองลง มันคงจะดีกว่าถ้าเขาคิดหาวิธีดีๆมาใช้

 

เมื่อหลิงอวิ๋นทำงานเสร็จเรียบร้อยแล้วเรย์มอนก็ยังคงหาวิธีดีๆมาไม่ได้

 

โต๊ะเล่นแร่แปรธาตุก็ถูกเก็บกวาดอย่างสะอาดสะอ้านและอุปกรณ์ต่างๆที่ถูกใช้งานก็ถูกเก็บเข้าที่เรียบร้อยรวมไปถึงเบ้าหลอมโลหะที่ถูกหยิบขึ้นมาจากถังขยะ มันเป็นนิสัยของหลิงอวิ๋นที่ติดมาจากยุคสิ้นสุดของเวทมนตร์

 

ในยุคที่วัตถุดิบต่างๆขาดแคลน แม้จะเป็นผลึกคริสตัลที่มีขนาดเท่าเมล็ดข้าวก็ยังถือเป็นสมบัติที่มีค่าอย่างมาก หลังจากใช้ชีวิตในสถาพแวดล้อมที่ค่อนข้างแย่มานานนับสิบปี หลิงอวิ๋นเลยกลายเป็นคนที่ไม่ทิ้งของมีค่าใดๆเลยแม้ว่ามันจะมันจะเล็กน้อยก็ตาม….

 

จบตอน

 

คะแนน 4.0
กรุณารอสักครู่...