ตอนที่แล้วราชันย์เร้นลับ 169 : พลังใหม่
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปราชันย์เร้นลับ 171 : เลื่อนขั้นเพิ่มค่าแรง

ราชันย์เร้นลับ 170 : นกหวีดทองแดง

 

    ขณะไคลน์เดินผ่านห้องทำงานหัวหน้า มันชำเลืองเข้าไปและพบว่าดันน์·สมิทกำลังเอนหลังพิงเก้าอี้พลางสูบไปป์อันโปรดอย่างสบายใจ

 

    ดันน์ชำเลืองมองตอบก่อนจะเปลี่ยนท่านั่ง

 

    “…สีหน้าดีมาก ไม่เหมือนคนเพิ่งดื่มโอสถ”

 

    “อาจเป็นข้อได้เปรียบของการย่อยโอสถจนหมดจดก่อนดื่มขวดใหม่ครับ”

 

    ไคลน์ปิดประตูด้านหลังพร้อมกับเดินมานั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามดันน์

 

    ตนและหัวหน้าต่างตระหนักถึงเทคนิคสวมบทบาทแล้ว ดังนั้นคำสาบานต่อหน้าสมบัติเทพธิดาจึงอนุญาตให้สนทนากันได้ พวกเขาสามารถแลกเปลี่ยนทัศนคติและข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวได้อย่างอิสระ 

 

    แต่ก็ไม่มีใครต้องการพูดถึง เนื่องจากทั้งคู่ล้วนเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้ว สายตาชายหนุ่มเพียงประสานสายตากับดันน์อย่างเงียบงัน

 

    จนกระทั่งไคลน์ตัดสินใจถาม

 

    “เจ้าคุณท่านไปแล้วหรือ?”

 

    “ในฐานะอาวุโสใหญ่ ท่านมีงานอื่นอีกมากให้ต้องเร่งสะสาง” 

 

    ดันน์เว้นวรรค์เล็กน้อย

 

    “…แล้วก็ ท่านนำคู่ดวงตาคริสตัลสีแดงจากซากศพลุงนีลล์ติดตัวไปด้วย”

 

    “ทำไมกัน?”

 

    ดันน์หยิบถ้วยกาแฟขึ้นมาจิบ ก่อนจะมอบคำตอบหลังจากนั่งเงียบงันสักพัก

 

    “พวกเราไม่ควรโกหกตัวเอง ผู้คลุ้มคลั่งนั้นไม่ต่างอะไรกับสัตว์ประหลาด ผมเคยเล่าให้ฟังแล้วว่าบรรดาสัตว์วิเศษจะหลงเหลือวัตถุบางชนิดซึ่งอัดแน่นด้วยพลังวิญญาณเข้มข้นหลังจากเสียชีวิต 

 

    “วัตถุหลงเหลือจากผู้คลุ้มคลั่งจะเกิดการอาละวาดรุนแรง ทางโบสถ์ตัรริกาลจึงต้องนำไปปิดผนึก สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นบรรดาสมบัติวิเศษในการครอบครองของโบสถ์

 

    “นโยบายของเหยี่ยวราตรีคือ ต้องเก็บวัตถุหลงเหลือจากผู้คลุ้มคลั่งให้ห่างไกลจากเพื่อนร่วมทีมเก่า เพื่อจะไม่ได้เกิดการนึกถึงภายหลังจนสภาพจิตใจอ่อนไหว”

 

    “สมเหตุสมผล” ไคลน์ผงกศีรษะหนักแน่น

 

    ทันใดนั้น มันฉุกคิดได้ว่าหัวหน้าของตนตกหล่นบางประเด็น จึงรีบซักถามอย่างสงสัย

 

    “แล้วถ้าผู้วิเศษทั่วไปเสียชีวิตโดยไม่ได้คลุ้มคลั่งล่ะครับ?”

 

    ดันน์จ้องมองไคลน์ด้วยนัยน์ตาเทาลุ่มลึกประหนึ่งค่ำคืนฟ้าสงบ ก่อนจะถอนหายใจเบาและอธิบาย

 

    “…คุณคงไม่อยากรู้แน่”

 

    ชายหนุ่มพลันผงะ …ทันใดนั้นพลันตระหนักถึงความเป็นไปได้หนึ่ง

    

    โดยทั่วไปแล้ว วัตถุดิบวิเศษสำหรับปรุงโอสถจะมาจากสัตว์วิเศษ …ส่วนผู้คลุ้มคลั่งจะหลงเหลือวัตถุดิบอาละวาดซึ่งจะกลายเป็นสมบัติวิเศษในภายหลัง 

 

    …เช่นนั้นแล้ว วัตถุดิบจากผู้วิเศษปรกติซึ่งไม่ได้คลุ้มคลั่ง คงไม่ได้ถูกนำไปปรุงเป็นส่วนผสมโอสถเหมือนกับสัตว์วิเศษหรอกใช่ไหม?

 

    เมื่อผุดความคิดเหล่านี้ ไคลน์พลันคลื่นไส้เหนือคำบรรยายจนแทบอาเจียน มันไม่สามารถนั่งเหยียดตัวตรง แม้กระทั่งสายตาก็เริ่มพร่ามัว

 

    …น่ารังเกียจเกินไปแล้ว! แต่ทฤษฏีนี้กลับสมเหตุสมผลและมีความเป็นไปได้สูงสุด! 

 

    เมื่อตระหนักถึงความเน่าเฟะของโลกผู้วิเศษ ไคลน์เริ่มเข้าใจความหมายของวลี 

 

    ‘เพื่อจะต่อสู้กับนรก อันดับแรกต้องอดทนการกัดกร่อนจากนรกให้ได้’

 

    รวมถึง

 

    ‘พวกเราคือผู้พิทักษ์ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นสิ่งมีชีวิตน่าสงสาร ต้องคอยรับมือภัยคุกคามและความบ้าคลั่งของโลกตลอดเวลา’

 

    หรือนี่จะเป็นหนึ่งในสาเหตุทำให้โบสถ์รัตติกาลต้องปิดบังความจริงเกี่ยวกับเทคนิคสวมบทบาท? 

 

    …พวกมันมองบุคลากรระดับล่างเป็นแค่อะไหล่ทางวัตถุดิบวิเศษหรืออย่างไร?

 

    …ไม่น่าใช่ หากเป็นความจริง เหยี่ยวราตรีระดับเบื้องบนคงไม่ยอมรับเรื่องน่าขยะแขยงแบบนี้แน่ ผู้คนจำนวนมากคงตัดสินใจหันหลังให้โบสถ์เมื่อทราบความจริงดังกล่าว

 

    สีหน้าชายหนุ่มแปรผันตลอดเวลาภายในช่วงไม่กี่วินาที

 

    เมื่อเห็นท่าทีตอบสนองของไคลน์ ดันน์อมยิ้มพร้อมกับกล่าวด้วยดวงตาส่องประกายเจือจาง

 

    “…ลองคิดในมุมอื่นดูสิ อย่างน้อยพวกพ้องก็ยังอยู่กับเราตลอดไป ทุกคนกำลังเฝ้ามองเราในรูปแบบแตกต่างจากปรกติ”

 

    หลังสิ้นเสียง ดันน์ก้มศีรษะลงพลางหยิบแก้วกาแฟขึ้นมาจ่อปาก บรรยากาศห้องเงียบงันราวยี่สิบวินาที ก่อนดันน์จะเริ่มอธิบายต่อ

 

    “ไม่ต้องกังวล จากสถานการณ์ปัจจุบัน ทางโบสถ์รัตติกาลยังสามารถรวบรวมวัตถุดิบวิเศษได้ด้วยวิธีการปรกติ ดังนั้นเรื่องราวจึงได้ไม่ร้ายแรงตามความเข้าใจของคุณ

 

    “…เอาล่ะ ตามกฏคุณจะได้รับวันหยุดเพิ่มหลังจากเลื่อนลำดับ อยากไปฝึกกับกาเวนช่วงบ่ายไหม? แต่ถ้าจะลาพักก็ต้องหาทางแจ้งให้เขาทราบ”

 

    ไคลน์พยักหน้ารับ มันสูดลมหายใจเข้าปอดพลางเหยียดหลังตั้งตรง

 

    “…หัวหน้า ผมเรียนศาสตร์เร้นลับจนจบหลักสูตรแล้ว อยากใช้เวลาช่วงเช้าเรียนเกี่ยวกับเทคนิคพิเศษเพิ่มเติม เช่นการสะกดรอยและเฝ้าจับตาเป้าหมาย”

 

    มันเว้นวรรคหนึ่งลมหายใจก่อนเสริมด้วยสีหน้าขึงขัง

 

    “ผมอยากเป็นเหยี่ยวราตรีเต็มตัวโดยเร็ว”

 

    ดันน์จ้องมองไม่กระพริบ จากนั้นก็ผ่อนลมหายใจแผ่วเบา

 

    “จิตใจของคุณเข้มแข็งเหนือความคาดหมายมาก …จัดให้ตามคำขอ”

 

    “ขอบคุณครับหัวหน้า!”

 

    ชายหนุ่มลุกขึ้นพร้อมกับวาดสัญลักษณ์จันทร์แดงกลางหน้าอก

 

    … 

 

    หลังจากออกจากสำนักงานหนามทมิฬ ชายหนุ่มมิได้ตรงกลับบ้านเพื่อผักผ่อน แต่เลือกโดยสารรถม้าส่วนตัวไปยังบ้านอะซิก

 

    กริ๊ง. กริ๊ง.

 

    ขณะกระดิ่งดังเสียงใสกังวาล อะซิกในเชิ้ตขาวกั๊กดำรีบเดินออกมาเปิดประตู 

 

    มุมกระเป๋าเสื้อมีโซ่ทองห้อยคล้องลำกับคอ

 

    “วันนี้คุณไม่ต้องทำงานหรือ?” 

 

    อะซิกซักถามอย่างงุนงนขณะแหงนมองดวงอาทิตย์ด้านบนซึ่งยังไต่ขึ้นไปไม่ถึงจุดสูงสุดของวัน

 

    “ผมได้รับวันหยุดพิเศษด้วยเหตุผลบางประการ”

 

    ไคลน์อธิบายคลุมเครือ

 

    อะซิกจ้องมองชายหนุ่มพลางผงกศีรษะคล้ายกับกระหนักถึงบางสิ่ง ก่อนจะหลบทางให้ไคล์นเดินเข้าไปในบ้าน

 

    ณ โถงด้านหน้า ไคลน์วางไม้เท้าพร้อมกับถอดหมวกแขวน จากนั้นก็เดินตามอาจารย์ผิวแทนเข้าไปในห้องนั่งเล่น

 

    ถือเป็นห้องบรรยากาศหรูหรา อุปกรณ์ตกแต่งครบครับ มีพร้อมตั้งเตาผิง เก้าอี้โยก โซฟาหนานุ่ม รวมถึงโต๊ะกาแฟ ไคลน์เลือกเดินไปนั่งเก้าอี้ตัวถนัดของตน

 

    อะซิกนั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามพร้อมกับชี้ไปยังซิการ์บนโต๊ะกาแฟ

 

    “สักตัวไหม?”

 

    “ไม่ครับ” ไคลน์ส่ายหัวหนักแน่น

 

    อะซิกไม่พยายามเกลี้ยกล่อม มันหยิบไม้ขีดไฟขึ้นมาจุดซิการ์หนึ่งตัว ปากพึมพำถามชายหนุ่มตามมารยาท

 

    “คดีหมู่บ้านมอร์สเป็นอย่างไรบ้าง”

 

    “ผมต้องขอบคุณมาก” ไคลน์อมยิ้มจริงใจ

 

    ขณะเดียวกันก็แอบเหน็บแหนม

 

    …มิสเตอร์อะซิก ตัวคุณก่อนสูญเสียความทรงจำต้องมั่งคั่งมากเพียงใด ไม่มีอาจารย์มหาวิทยาลัยหน้าไหนสูบซิกาห์เล่นสบายใจเฉิบแบบนี้หรอกนะครับ

 

    ขณะอะซิกยกซิการ์ชนริมฝีปาก ไคลน์ตัดสินใจซักถาม

 

    “มิสเตอร์อะซิก ผมมีเรื่องสงสัย”

 

    “ว่ามา” มันส่งเสียงตอบขณะก้มหน้า

 

    ไคลน์เว้นวรรคพลางเรียบเรียงคำพูดในหัว

 

    “เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งบังเอิญเกิดประสบภาวะคลุ้มคลั่ง ผมอยากทราบว่าดวงวิญญาณของเขาถูกปนเปื้อนหรือไม่”

 

    มันไม่มั่นใจว่าอะซิกรู้จักวลี ‘คลุ้มคลั่ง’ ไหม จึงเตรียมคำตอบไว้ในใจล่วงหน้า

    

    อะซิกเงยหน้ามองไคลน์พร้อมกับผงกหัว

 

    “ไม่ต้องสงสัยเลย ในสถานการณ์ทำนองนี้ คุณต้องระวังตัวให้มากเป็นพิเศษ หากบุคคลใดคลุ้มคลั่งเนื่องจากถูกเทพนอกรีตหรือปีศาจล่อลวง ต้องพยายามหลีกเลี่ยงการประกอบพิธีกรรมสื่อวิญญาณ หากไม่แล้ว ตัวคุณเองก็จะเป็นอันตรายไม่ต่างกัน”

 

    “ขอบคุณครับ” ไคลน์ถอนหายใจผิดหวัง

 

    ขณะเกิดเหตุในบ้านของนีลล์ ไคลน์ไม่ได้นึกถึงพิธีกรรมสื่อวิญญาณสักนิด แถมดันน์ยังไม่ยอมทักท้วง จึงพลาดโอกาสพูดคุยกับนีลล์เป็นหนสุดท้าย

 

    …ตอนนี้ทราบแล้วว่า หัวหน้าไม่ได้ลืม เพียงแต่จงใจหลีกเลี่ยงพูดถึง

 

    ไคลน์รำพัน

 

    มันไม่ได้เตรียมบทสนทนากับอะซิกไว้ล่วงหน้า ประเด็นพูดคุยแรกจึงเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเอง

 

    “มิสเตอร์อะซิก ขณะอยู่ในหมู่บ้านมอร์ส ผมทดลองทำนายหาสาเหตุความปรกติ แล้วก็ได้เห็นนิมิตของพีระมิดสีดำในสภาพกลับหัวฝังดิน จากการสอบถามเพื่อนร่วมทีม เขาบอกว่านั่นคือสัญลักษณ์ของ ‘เทพมรณา’ มีเพียงลูกหลายเทพมรณาเท่านั้นจะได้รับเกียรตินี้”

 

    ขณะอะซิกวางไม้ขีดไฟลงเพื่อหยิบเครื่องตัดซิการ์ มันชะงักงันนานหลายวินาทีโดยไม่ยอมขยับตัว

 

    …จนกระทั่ง อาจารย์ผิวแทนเอนหลังพิงเก้าอี้ด้วยสีหน้าดำมืดผิดปรกติ จากนั้นก็กล่าวด้วยเสียงทุ่มต่ำ

 

    “ผมรู้สึกคุ้นเคยมาก แต่ก็ยังนึกไม่ออกว่าเกี่ยวข้องกันอย่างไร”

 

    “น่าเสียดายนะครับ” ไคลน์ถอนหายใจ

 

    มันคิดว่าผลการทำนายของตนจะช่วยเปิดเผยเบาะแสในอดีตของมิสเตอร์อะซิกได้บ้าง

 

    อะซิกตัดฝาซิการ์พลางอมยิ้มขื่นขม

 

    “หากย้อนนึกถึงความทรงจำเก่าได้ง่ายขนาดนั้น ตัวผมในอดีตคงหลุดพ้นจากคำสาปได้นานแล้ว …แต่ก็ขอบคุณสำหรับความพยายาม ทุกข้อมูลของคุณมีค่ากับผมมาก”

 

    มันเว้นวรรคก่อนเสริม

 

    “…จริงสิ ผมมีแผนจะไปจากทิงเก็นในอนาคตอันใกล้”

 

    “ทำไมกัน?” ไคลน์ถามด้วยสีหน้าฉงน

 

    …พวกเราตกลงกันแล้วไม่ใช่หรือ ว่าจะร่วมมือกันตามล่าตัวบุคคลลึกลับบ้านปล่องไฟแดงซึ่งบิดเบือนโชคชะตาของผม และยังขโมยกระโหลกศีรษะของบุตรชายคุณ

 

    อะซิกถือซิการ์โบกไปมาพลางถอนหายใจ

 

    “เป้าหมายคงตระหนักได้ว่าผมกำลังแกะรอยมันอยู่ ในช่วงระยะหลัง ผมแทบไม่พบเบาะแสเพิ่มเติมเลย ราวกับอีกฝ่ายพยายามปิดบังมิดชิด …ด้วยเหตุนี้ การเดินทางไปยังเบ็คลันด์คงเหมาะสมกว่า นอกจากจะสืบหาอดีตของตัวเอง การขาดหายไปของผมอาจทำให้มันลดระดับความระแวงลง”

 

    …นั่นสินะ มิสเตอร์อะซิกตื่นขึ้นมาในกรุงเบ็คลันด์ น่าเสียดาย เขาคงช่วยเราหาบุคคลลึกลับบ้านปล่องไฟแดงไม่ได้แล้ว

    

    ไคลน์ผงกศีรษะแผ่วเบาโดยไม่ปิดบังสีหน้า

 

    “ผมจะตามสืบต่อไปอีกสักพัก หากเป้าหมายเปิดเผยตัวตนและเริ่มลงมือ จะรีบแจ้งให้คุณทราบทันที”

 

    ไคลน์เชื่อว่า ในเมื่ออะซิกเกี่ยวพันกับเทพมรณา หรืออาจเป็นลูกหลานของมรณา ชายคนนี้คงมีพลังของเส้นทางผู้เก็บซากศพ ถ้าเช่นนั้นก็ต้องมี ‘วิญญาณรับใช้’ ไว้คอยส่งข่าวสารเหมือนกับมาดามดาลีย์

 

    หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ หากอะซิกมีวิญญาณรับใช้จริง ก็จะเป็นเครื่องยืนยันว่ามันคือลูกหลานของมรณา

 

    อะซิกอัดซิการ์เข้าปอดพลางนั่งครุ่นคิดราวยี่สิบวินาที จากนั้นก็ล้วงหยิบสิ่งหนึ่งออกมาจากชายแขนเสื้อซ้าย

 

    …นกหวีดทองแดงลวดลายซับซ้อน ลักษณ่ค่อนข้างเก่า สลักอักขระลึกลับซึ่งแผ่พลังวิญญาณประหลาดตลอดเวลา

 

    “สิ่งนี้ได้ติดตัวผมมาด้วยขณะลืมตาตื่นขึ้นในกรุงเบ็คลันด์ เมื่อคุณเป่าสุดแรง ผู้ส่งสารของผมจะปรากฏตัว”

 

    อะซิกถือนกหวีดทองแดงพร้อมกับอธิบายโดยละเอียด

 

    …ยังคงใช้ได้ดีแม้จะผ่านมานานหลายปี? 

 

    สมบัติวิเศษงั้นหรือ? 

 

    ไคลน์ประหลาดใจเล็กน้อย แต่ขณะเดียวกันก็โล่งใจเมื่อทราบว่าอะซิกมีส่วนเกี่ยวข้องกับมรณาจริง

 

    อะซิกชำเลืองมองไคลน์ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเพื่อแสดงการใช้นกหวีดเป็นตัวอย่าง

 

    แก้มของมันบวมพอง จากนั้นก็พ่นลมหายใจออกสุดแรง

 

    …เงียบสงัด 

 

    แต่ไคลน์พลันตระหนักถึงบรรยากาศเย็นยะเยียบเฉียบพลัน มวลอากาศรอบตัวเริ่มติดขัด ชวนให้อึดอัดพะอืดพะอม

 

    มันรีบกระทบกรามซ้ายสองหนเพื่อเปิดเนตรวิญญาณสำรวจ แล้วก็ได้พบภาพกระดูกมายาสีขาวจำนวนมากถูกโยนลงพื้นทีละท่อนจนสุมกลายเป็นกองภูเขากระดูก

 

    ถัดมาไม่กี่วินาที สัตว์ประหลาดมายาได้ปรากฏตัวท่ามกลางห้องนั่งเล่นบ้านอะซิก

 

    ร่างของ ‘ผู้ส่งสาร’ ทำจากกระดูกสีขาวโพลนสูงกว่าสี่เมตร เบ้าตามีเปลวเพลิงสีดำสนิทลุกโชนตลอดเวลา กำลังยืนค้ำหัวไคลน์ซึ่งมีส่วนสูงยังไม่ถึง 1.75 เมตรดี

 

    ขณะแหงนหน้ามองศีรษะของสัตว์ประหลาดกระดูกซึ่งเกือบแตะถึงเพดาน ไคลน์เริ่มตั้งคำถามในใจ

 

    …มิสเตอร์อะซิก ผู้ส่งสารของคุณ 

 

    …ไม่ตัวใหญ่ไปหน่อยหรือ?

 

    อย่างไรก็ตาม อะซิกมิได้คิดแบบเดียวกัน มันอมยิ้มอย่างภาคภูมิใจและอธิบายต่อ

 

    “หลังจากคุณมอบจดหมายให้เขา ต้องเป่านกหวีดซ้ำอีกครั้งเพื่อสิ้นสุดการอัญเชิญ จากนั้นเขาจะรีบนำจดหมายมาส่งถึงมือผมด้วยความเร็วน่าเหลือเชื่อ …อย่างลับๆ”

 

    ถัดมา อะซิกตวัดข้อมือเพื่อขว้างนกหวีดทองแดงโบราณข้ามห้องมาให้ไคลน์

 

    ชายหนุ่มใช้มือขวาคว้าไว้อย่างแม่นยำ พร้อมกับตระหนักถึงความเย็นเฉียบของผิวโลหะได้ทันที แต่เป็นความเย็นในลักษณะอ่อนโยน มิได้บาดทำร้ายผิวหนัง

 

    …ขอบคุณโอสถตัวตลก ไคลน์สูดลมหายใจผ่อนคลายก่อนจะเป่านกหวีดสุดปอด

 

    ผู้ส่งสารกระดูกมายาร่างใหญ่เริ่มจมลงไปใต้พื้นบ้านอย่างเงียบงัน จากนั้นก็หายตัวไปโดยสมบูรณ์

 

    … 

 

    แม้น้ำทัสซอคไหลพาดผ่านใจกลางกรุงเบ็คลันด์รวมถึงท่าเรือโดยรอบ 

 

    อัลเจอร์·วิลสันในชุดคลุมนักบวชแห่งโบสถ์วายุสลาตัน มันย่างกรายลงจากห้องโดยสารเรือด้วยมาดสุขุม

 

    แฮงแมนแห่งชุมนุมไพ่ทาโร่ต์กวาดสายตามองผู้คนเดินขวักไขว่รอบท่าเรือ ส่วนใหญ่เป็นแรงงานร่างกายกำยำ แต่ละคนล้วนเหงื่อไคลเปียกชุ่มเนื่องจากแสงแดดอันร้อนระอุ บรรยากาศรอบตัวมีเสียงอึกทึกเล็กน้อย

 

    “ไม่ได้เจอกันนาน …เบ็คลันด์” 

 

    อัลเจอร์พึมพำ

    

▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬
ตอนฟรีลงทุกวันอังคาร – เสาร์
ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/

 

 

คะแนน 4.2
กรุณารอสักครู่...