ตอนที่แล้วChapter 99: การแข่งขันประจำเมืองสื่อเหยียน
ทั้งหมดรายชื่อตอน

*** เปิดให้อ่านฟรีฉลองครบ 100 ตอน ***

 

 

“ไม่เลว!” ใครบางคนตะโกนขึ้นเสียงดังท่ามกลางฝูงชนมากมาย “ข้าเอาด้วย!”

 

เงาดำกระโดดขึ้นกลางอากาศก่อนจะร่อนตัวลงบนสนามแข่งจุดที่ 2 ขณะที่เขาร่อนตัวลงเบา ๆ เขาได้ดึงดาบออกมาจากฝักเพื่อเตรียมพร้อมในการต่อสู้

 

บุรุษผู้นั้นก็คือฉิ่นเทียนมู่ นายน้อยแห่งตระกูลฉิ่น 

 

เย้อโม่เองก็กระโดดเข้าสู่วงเวทและเข้าสู่เวทีถัดไปเหมือนทั้ง 2 คนก่อนหน้าเช่นกัน แต่วิธีการปรากฏตัวของเขานั้นถือว่าน่าประทับใจน้อยกว่านักรบ 2 คนที่ผ่านมาเล็กน้อย

 

ขณะเดียวกันกับที่เย้อโม่กระโดดขึ้นไปบนเวทีแข่ง หมันฉีก็เฝ้ามองดูเขาจากระยะไกล ๆ ด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและเหี้ยมโหด

 

“วันนี้จะเป็นวันสุดท้ายที่เจ้าจะได้หายใจ!” หมันฉีคำราม

 

ในเวลาเพียงไม่กี่วินาทีก็มีนักรบยึดครองพื้นที่การแข่งไปแล้ว 3 คน 3 จุด ก่อนที่ฝูงชนจะทันได้ตอบสนอง เงาดำอีก 2 ร่างก็พุ่งตรงไปยังเวทีการแข่งอีก 2 ที่ที่เหลือ

 

“นี่มันอะไรกัน!”

 

ฝูงชนตะลึงงันกับการมาถึงของนักรบ 2 คนสุดท้าย พวกเขาก็คือพี่น้องจากตระกูลเล้ง ทั้งเย้อชางเฉิงและฉิ่นเทียมมู่หรือแม้แต่เย้อโม่เองต่างก็มีความสามารถเหมาะสมมากพอที่จะกระโดดขึ้นไปอยู่บนเวทีก่อนเป็นคนแรก แต่เล้งเล้งและเล้งเฟิงเป็นเพียงนักรบที่มีค่าความสามารถตามเฉลี่ยทั่ว ๆ ไป เหตุใดพี่น้องคู่นี้ถึงได้หาญกล้ายิ่งนักกัน?

 

“ไหนล่ะอัจฉริยะจากตระกูลเสี่ยว เสี่ยวเยว์อยู่ไหนกัน?”

 

“บางทีนางอาจปรากฏตัวพร้อมสร้างความประหลาดใจก็เป็นได้”

 

ฝูงชนเริ่มคาดเดาถึงสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น

 

“ตอนนี้สนามแข่งทั้ง 5 จุดถูกครอบครองไปแล้ว ใครก็ตามที่ต้องการท้าทายพวกเขาก็สามารถขึ้นไปยังด้านบนเวทีเพื่อท้าประลองการต่อสู้ได้!” ฉิ่นห่าวกล่าว

 

เมื่อฉิ่นห่าวประกาศจบก็มีนักรบ 5 คนกระโดดเข้าไปในสนามแข่งโดยทันที

 

เย้อโม่ยืนมองผู้ท้าทายที่อยู่ตรงหน้า นักรบจากอาณาบ่มเพาะลมปราณขั้น 4 จากตระกูลเย้อซึ่งเป็นคนที่เย้อโมสามารถเอาชนะได้โดยไม่ต้องพึ่งพาพลังของมังกร

 

ชาย 2 คนที่นั่งอยู่ในที่นั่งพิเศษหัวเราะ เห็นได้ชัดว่าเย้อโม่จะเป็นเป้าหมายที่ง่ายที่สุดเพราะเขาเป็นคนที่อ่อนแอที่สุดในบรรดา 5 คนที่กระโดดขึ้นไปยืนอยู่บนเวทีก่อน

 

สาวกจากตระกูลเย้อมีแผนมาตั้งแต่เริ่มการแข่ง พวกเขาจะกระโดดเข้าสู่เวทีประลองของเย้อโม่ทีละคน ๆ เพื่อท้าทายเย้อโม่จนกว่าเขาจะหมดพลัง

 

จุดที่เย้อชางเฉินยืนอยู่ถูกท้าทายโดยสาวกจากตระกูลเล็ก ๆ ในขณะที่จุดของฉิ่นเทียนมู่ถูกท้าทายโดยสาวกของตระกูลเสี่ยว ส่วนผู้ที่ยืนอยู่ตรงข้ามเล้งเล้งและเล้งเฟิงคือสาวกจากตระกูลฉิ่น

 

แม้ว่าสาวกเหล่านี้จะอ่อนแอแต่พวกเขาก็มีความแข็งแกร่งมากพอที่จะทำให้อีกฝ่ายสูญเสียพลังงานไปได้ไม่มากก็น้อย

 

สาวกที่ยืนอยู่ตรงข้ามเย้อโม่ดูก็รู้ได้ในทันทีว่าเป็นใครเพราะเป็นคนที่เคยผ่านหน้าผ่านตากันในตระกูลมาก่อน เขาไม่ได้กล่าววาจาใด ๆ ในขณะขว้างดาบระดับมรรตัยตรงเข้าหาเย้อโม่ ดาบคู่หนึ่งส่องแสงประกายลงมาบนหัวของเย้อโม่

 

เย้อโม่กอดอกก่อนจะกระโดดหลบไปด้านหลังด้วยท่าทีสบาย การจู่โจมที่พุ่งเข้ามาถูกลมพัดหายไปจากแรงเตะ ไฟพลังงานสีแดงจากปลายนิ้วถูกสร้างเป็นรูปดาบขึ้นมา เขาใช้ดาบที่สร้างขึ้นย้อนกลับเข้าหาผู้ท้าประลอง ทันทีที่ดาบชนกัน เย้อโม่ได้เปิดฝ่ามือของตัวเองออกและเรียกฝ่ามือคดเคี้ยวลวงตาขึ้นมาขดมือของตัวเองไว้รอบดาบเหมือนมีงูมาพัน

 

“ลงไปซะ!” เย้อโม่ตะโกนขณะที่เขาดึงคู่ต่อสู้เข้าหาตัวแล้วเตะเข้าที่ท้องก่อนจะส่งอีกฝ่ายลงสนามแข่งไป

 

เย้อโม่เจตนาใช้ฝ่ามือคดเคี้ยวลวงตาของตระกูลเย้อเพื่อทำให้คนจากตระกูลเย้อเสียเกียรติผ่านประสบการณ์การต่อสู้กับเขา

 

“หนึ่งชัยชนะสำหรับเย้อโม่!” ฉิ่นห่าวประกาศ

 

สาวกที่ถูกส่งตัวลงไปยังพื้นด้านล่างมองย้อนกลับมาที่เย้อโม่อย่างขุ่นเคืองก่อนจะหายตัวออกไปจากฝูงชน

 

“ตาข้า!” สาวกคนหนึ่งตะโกนขณะที่เขากระโดดขึ้นไปบนเวทีของเย้อโม่ต่อ เขาเป็นหนึ่งในสาวกจากตระกูลเล็ก ๆ ตระกูลหนึ่ง เย้อโม่ซ่อนพลังที่แท้จริงของเขาและเอาชนะศิษย์คนนี้ไปได้ด้วยทักษะการต่อสู้แบบปกติ

 

อีก 4 คนที่ขึ้นไปอยู่บนเวทีก่อนก็สามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ได้ในคราวเดียวเช่นกัน พลังงานที่ควบแน่นและทักษะการต่อสู้ที่ทรงพลังที่พวกเขาแสดงออกมาทำให้ทุกคนต่างหวาดหลัว

 

หลังจากที่พวกเขาเอาชนะคู่ต่อสู้ไปได้ 2 คนก็ไม่มีสาวกคนใดเต็มใจที่จะต่อสู้กับพวกเขาอีกต่อไป ในตอนนี้ทุกคนต่างเล็งเป้าหมายมาที่เย้อโม่แต่เพียงผู้เดียว

 

ผู้เข้าร่วมอีกคนกระโดดเข้าสู่เวทีของเย้อโม่และประกาศชื่อของตัวเองเสียงดัง “หยางคุน! อาณาบ่มเพาะลมปราณขั้น 5!”

 

หยางคุนก็เหมือนกับเย้อโม่ในแง่ของระดับ แต่เย้อโม่มีประสบการณ์ที่มากกว่าคู่ต่อสู้ของเขาเนื่องจากเขาเคยได้ต่อสู้กับนักรบจากอาณาบ่มเพาะลมปราณขั้น 9 หรือแม้แต่นักรบครึ่งก้าวอาณาบ่มเพาะวังชามาก่อน

 

หลังจากแลกเปลี่ยนการต่อสู้ไปไม่กี่ครั้งฝูงชนก็จับสังเกตเห็นได้ว่าหยางคุนเป็นฝ่ายที่เสียเปรียบอยู่ตลอด ใช้เวลาเพียงไม่นานหยางคุนก็ถูกทำให้พ่ายแพ้จากเวทีแข่งนี้ไป

 

“สามชัยชนะสำหรับเย้อโม่! เย้อชางเฉิน ฉิ่นเทียนมู่ เล้งเล้ง และเลิ้งเฟิงคือผู้เข้ารอบรอบต่อไป” ฉิ่นห่าวประกาศ

 

เย้อชางเฉิงสำเร็จอาณาบ่มเพาะลมปราณขั้น 9 แล้วในขณะที่ฉิ่นเทียนมู่เพิ่งสำเร็จเพียงอาณาบ่มเพาะลมปราณขั้น 7 ด้วยความช่วยเหลือจากเมล็ดพลังงานของเย้อโม่ เล้งเล้งและเล้งเฟิงจึงสำเร็จอาณาบ่มเพาะลมปราณขั้น 7 ด้วยเช่นกันในตอนนี้ พวกเขาทั้งหมดก้าวเข้าสู่รอบต่อไปได้ด้วยความแข็งแกร่งที่เหนือกว่าผู้เข้าร่วมคนอื่น ๆ

 

ในทางตรงกันข้าม เย้อโม่จะต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายอย่างต่อเนื่องเพราะผู้เข้าร่วมต่างเต็มไปด้วยผู้ที่สำเร็จอาณาบ่มเพาะลมปราณขั้น 5

 

“เขาแค่ทำการแสดงหรืออะไรน่ะ?” หนึ่งในสมาชิกพันธมิตรฉิ่นหยวนเอ่ยถามอย่างสงสัย “เขาสามารถส่งหม่าฉวนหยีลอยออกไปไกลได้ด้วยการเตะเพียงครั้งเดียว แต่เขาเพิ่งสำเร็จอาณาบ่มเพาะลมปราณขั้น 5 เองไม่ใช่รึ?!”

 

พี่น้องเล้งเล้งเองก็ยังตะลึงแม้พวกเขาจะเคยเห็นพลังที่แท้จริงของเย้อโม่มาก่อนและรู้ดีว่าเขาสามารถเอาชนะนักรบจากขั้น 7 ได้ด้วยการเคลื่อนไหวเพียงครั้งเดียว

 

ผู้เข้าร่วมยังคงกระโดดขึ้นไปบนเวทีของเย้อโม่อย่างต่อเนื่องในขณะที่เย้อโม่พยายามเอาชนะพวกเขาทีละคน ๆ

 

หลังจากเอาชนะผู้เข้าร่วมไปได้มากกว่าหนึ่งโหลเย้อโม่ก็เริ่มหายใจหนัก

 

เย้อโม่มีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะไม่ใช้พลังมังกร เขาพยายามที่จะเพิ่มพูนประสบการณ์การต่อสู้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่สิ่งที่เขาสังเกตเห็นคือการฝึกฝนพลังงานองค์ประกอบทั้ง 5 ธาตุของเขานั้นอ่อนแอมากทั้งในแง่ของการนำพลังมาใช้และในแง่ของการบ่มเพาะพลัง

 

เย้อฮั่วที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เวทีแข่งเมื่อเขาสังเกตเห็นว่าเย้อโม่พ่นลมหายใจหนัก ๆ แล้วจึงกระโดดขึ้นไปบนเวที

 

“ฮะ! เจ้าคิดว่าเจ้าสามารถอยู่รอดในพันธมิตรฉิ่นหยวนด้วยสภาพเช่นนี้ได้งั้นรึ?” เย้อฮั่วยิ้มเยาะที่เต็มไปด้วยความมั่นใจว่าเขาจะชนะ “ดูเหมือนว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่คนพูดถึงเจ้าจะเป็นเพียงเรื่องหลอกลวงงั้นสินะ! เจ้าไม่ได้บอกหรือว่าเจ้าสามารถเอาชนะข้าได้ด้วยการสะบัดนิ้วเพียงนิ้วเดียวน่ะ หึ?”

 

เย้อฮั่วมั่นใจมากกว่าพลังของเย้อโม่นั้นถูกใช้ไปจนเกือบหมดแล้วจากการต่อสู้ครั้งก่อน ๆ เนื่องจากเป็นการยากที่จะรักษาลมหายใจหนัก ๆ แบบนี้ไว้ได้ เขามั่นใจว่าเขาจะสามารถเอาชนะเย้อโม่ได้ในสภาวะที่เหนื่อยล้าเช่นนี้

 

เย้อโม่มีพลังซ่อนเร้นที่แท้จริงของเขาอยู่มากพอที่จะจัดการกับฝ่ายตรงข้าม เขาเพิ่มพลังมังกร 60 ตัวไปที่ทุกด่านประตูพลังในขณะที่พลังของเขาเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่วินาทีต่อมา

 

เมื่อพลังงานของเย้อโม่เริ่มสั่นสะเทือน รอยร้าวก็เริ่มก่อตัวขึ้นบนเวที

 

ราวกับว่าสิงโตที่ติดกับดักได้ถูกปล่อยให้เป็นอิสระ ฝูงชนมองดูเย้อโม่และตกใจไปกับพลังอันแรงกล้าที่แผ่กระจายออกมา พลังที่พวกเขารู้สึกได้จากเย้อโม่นั้นแข็งแกร่งพอ ๆ กับนักรบจากอาณาบ่มเพาะลมปราณขั้น 9 ก็ว่าได้

 

“อะไรกัน!” เย้อฮั่วโซเซ “เจ้าซ่อนพลังที่แท้จริงของเจ้าเอาไว้งั้นรึ?! หรือเจ้าสามารถหาวิธีเพิ่มพลังชั่วคราวขึ้นมาได้?!”

 

“เมื่อวาน…ข้าบอกเจ้าไปแล้วไม่ใช่หรือว่าช่องว่างพลังระหว่างพวกเรานั้นยิ่งใหญ่กว่าที่เจ้าคิดไว้มาก!” เย้อโม่กล่าว “เจ้าจะต้องเป็นคนรับผิดชอบต่อการจากไปของลุงฟู ข้าจะสอนให้เจ้ารู้เองว่าคนที่ต้องการจะแก้แค้นนั้นน่ากลัวมากเพียงใด!”

 

เย้อโม่หายตัวไปจากเบื้องหน้าเย้อฮั่วและปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งที่ด้านหลัง เย้อฮั่วเบิกตากว้างด้วยความเกรงกลัวในขณะที่เขาพยายามหันหลังกลับ เย้อฮั่วไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้เลยแม้แต่คำเดียว

 

ก่อนที่เย้อฮั่วจะหันหลังกลับมาโต้ตอบได้อย่างสมบูรณ์เย้อโม่ก็เหวี่ยงนิ้วของเขาออกไปชนกับแผ่นหลังของเย้อฮั่วได้เสียก่อน

 

ปัง!

 

เย้อฮั่วรู้สึกเหมือนกับว่าร่างของเขาได้ถูกโจมตีด้วยปืนใหญ่ก่อนที่ความรู้สึกอย่างหลังจะตามมา ร่างกายของเขาก็ลอยถลาออกไปเสียแล้ว

 

 

 

คะแนน 4.3
กรุณารอสักครู่...