ตอนที่แล้วRe new ตอนที่ 72 ซาลาเปา
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปRe-new ตอนที่ 74 ร่วมมือ

Re-new ตอนที่ 73 อดทน


ตอนที่ 73 อดทน

แม้ว่าจะใช้แป้งธัญพืชหยาบแทนแป้งสาลี แต่แป้งทอดจี้ช่ายก็ถูกทอดออกมาจนเป็นสีน้ำตาลทอง กลิ่นหอมเกรียม ๆ มาพร้อมกับกลิ่นหอมที่ละเอียดอ่อนของจี้ช่ายและรสชาติที่แสนอร่อย คนทั้งครอบครัวไม่เคยกินอาหารเช่นนี้มาก่อนจึงพ่ายแพ้ให้กับรสชาติของมันทันที

นางหลิวจดจำเอาไว้เงียบ ๆ และเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “แม่ไม่เคยคิดเลยว่าแป้งถั่วกับแป้งข้าวฟ่างจะทำของอร่อยถึงเพียงนี้ได้โดยไม่ต้องผสมแป้งสาลีลงไป เฉาเอ้อร์วิธีนี้ก็เป็นสิ่งที่ท่านเทพสอนลูกมาเช่นกันรึ ?”

หยูเสี่ยวเฉาที่กำลังกินแป้งทอดเพลิน ๆ ถึงกับชะงักเมื่อได้ยินคำถามของนางหลิว นางรีบตอบกลับว่า “คงจะเป็นเยี่ยงนั้นนะเจ้าคะ ข้าเองก็มิแน่ใจเช่นกัน ข้าก็เพียงแค่รู้ว่าจะต้องทำเยี่ยงไรตอนที่ตื่นขึ้นมา เหมือนคนที่อยู่ในความฝันของข้าบอกข้าว่าพวกเราสามารถขุดจี้ช่ายในฤดูกาลนี้ได้และยังบอกวิธีเอาพวกมันมาทำอาหารอีกด้วย ท่านพ่อกับท่านแม่ ลองกินซาลาเปาจี้ช่ายดูสิเจ้าคะ มันอร่อยเสียยิ่งกว่าแป้งทอดอีก !”

ตอนที่ทำซาลาเปาจี้ช่าย เสี่ยวเฉาได้ทอดเต้าหู้กับพริกไว้ด้วย นางใช้น้ำมันพืช 1 ทัพพีจากน้ำมันพืชไม่ถึง 1 ชั่งที่ยายส่งมาให้ ทำให้นางหลิวรู้สึกปวดใจ นอกจากนั้นนางยังใช้แป้งสาลี 2 กำมือทำผิวนอกของซาลาเปาซึ่งในความเห็นของนางหลิว นั่นเป็นการสิ้นเปลืองเกินไปนิดหน่อย

นางหลิวมองซาลาเปาในเข่งอย่างลังเล จากนั้นก็หยิบขึ้นมา 1 ลูกและส่งให้หยูไห่ “ข้ากินแป้งทอดไป 2 อันกับซุปจี้ช่ายถ้วยใหญ่ก็เลยอิ่มแล้วล่ะ ท่านพี่ลองชิมสักอันเถอะแล้วเอาที่เหลือไว้ให้ลูก ๆ......เสี่ยวเหลียน พรุ่งนี้เข้าเมืองก็เอาซาลาเปาไปให้พี่ใหญ่เสียหน่อยนะ แล้วเอาตะกร้าที่ท่านพ่อทำไปที่ร้านขายของในเมืองด้วย”

ครั้งที่แล้วหยูเสี่ยวเฉาเข้าเมืองไปแบบเร่งรีบพร้อมกับพ่อตอนที่แกล้งป่วยช่วงก่อนปีใหม่  เมื่อได้ยินว่ามีโอกาสเข้าเมืองอีกนางจึงรีบอาสาทันที “ให้ข้าเข้าเมืองกับฉีโตวพรุ่งนี้ได้หรือไม่เจ้าคะ ? เสี่ยวเหลียนจะได้อยู่บ้านเย็บผ้า...”

เมื่อเห็นสีหน้ากระตือรือร้นของนาง หยูไห่ก็ปฏิเสธนางไม่ลง “เจ้าไปได้แต่ต้องระวังตัวให้มาก ๆ นะ อย่าได้สนทนากับคนแปลกหน้า...ฉีโตวลูกต้องดูแลพี่สามให้ดี อย่าให้พี่สามหลงทางเข้าล่ะ !”

พูดจบเขาก็แบ่งซาลาเปาออกครึ่งหนึ่ง เอาส่วนที่ใหญ่กว่าให้ภรรยา แล้วเอ่ยว่า “ลองชิมฝีมือลูกดูสักหน่อยเถอะ ถ้าหากอร่อยเราก็ไปขุดจี้ช่ายมาอีกก็ได้ แล้ววันหน้าค่อยทำซาลาเปาไปขายที่ท่าเรือ” เสี่ยวเฉาพยักหน้าหงึก ๆ เมื่อได้ยินคำพูดของหยูไห่ ท่านพ่อของนางมีหัวทางธุรกิจจริง ๆ !

การเดินทางจากหมู่บ้านตงชานเข้าเมืองต้องใช้เวลา 1 ชั่วยามกับอีก 2 เค่อ เสี่ยวเหลียนที่อยู่ห้องเดียวกับเสี่ยวเฉาจึงปลุกเสี่ยวเฉาให้ตื่นตั้งแต่ฟ้าสาง

เสี่ยวเหลียนตื่นแต่ย่ำรุ่งเพื่อเตรียมอาหารเช้าให้สองพี่น้องได้กินก่อนออกเดินทาง มีโจ๊กมันเทศที่ต้มจนนิ่มเละกับแป้งทอดที่เหลือจากเมื่อวานแล้วนำมาทอดใหม่ เสี่ยวเฉากินโจ๊กไป 1 ถ้วยและแป้งทอดอีก 1 ชิ้น จากนั้นก็เช็ดปากแล้วเอ่ยว่า “อิ่มแล้ว ! ฉีโตวเร็วเข้า ถ้าขืนเจ้าชักช้าข้าจะมิรอแล้วนะ !”

นางหลิวห่อแป้งทอดที่เหลืออีก 3 ชิ้นลงในถุงผ้า พวกเขาจะได้เก็บไว้กินตอนหิวเวลาเดินทาง จากนั้นนางก็เอากระเป๋าเงินออกมาจากด้านล่างของกล่องหวาย และหยิบเงินออกมา 20 อีแปะส่งให้เสี่ยวเฉา พร้อมกับเอ่ยว่า “เอานี่ไป ลูกไปตลาดในเมืองเป็นคราแรก เผื่อมีสิ่งของที่อยากจะซื้อ...”

แม้ว่าเงิน 20 อีแปะจะไม่เยอะ แต่มันมีค่าสำหรับครอบครัวหยูที่เหลือเงินอยู่เพียงแค่ 200 อีแปะ 20 อีแปะมากพอจะซื้อแป้งสาลีได้ 2 ชั่ง หรือแป้งธัญพืชหยาบได้มากกว่า 4 ชั่ง เสี่ยวเฉาไม่อยากได้แต่นางหลิวก็ได้ยัดใส่มือของนางแล้วเอ่ยว่า “มิเป็นไร เอาไปเถิด ถ้ามิได้ใช้ก็เอามาคืน”

หลังจากนั้นนางก็หันไปห่อซาลาเปาจี้ช่าย 5 ลูกให้หยูฮังลูกชายคนโต เสี่ยวเหลียนเอาถุงผ้า 5 อันออกมาจากห้องของตนเองแล้วสั่งว่า “ไปที่ร้านเย็บผ้าเจินหลง เอานี่ไปให้เถ้าแก่เนี้ย แล้วซื้อด้ายไหมที่ราคา 10 อีแปะมาให้ด้วย เงินที่เหลือเจ้าจะนำไปซื้อลูกอมก็ได้...”

ปากของหยูเสี่ยวเฉากระตุกอยู่สองสามครั้ง จิตวิญญาณของนางเป็นผู้หญิงที่อายุเกือบ 30 ปีแล้ว อย่าปฏิบัติราวกับนางเป็นเด็กได้หรือไม่ ?

หลังจากโดนครอบครัวย้ำเตือนซ้ำแล้วซ้ำอีก ในที่สุดสองพี่น้องก็ได้ออกเดินทางเข้าเมือง  หลังจากเดินได้ไม่นาน พวกเขาก็เห็นนางเหมากำลังส่งเฉียนเหวินที่แบกกระเป๋าใบเล็กอยู่ออกจากบ้าน

“พวกเจ้ากำลังไปไหนกันรึ ?” เมื่อวานนางเหมาใช้จี้ช่ายทำซุปแล้ว รสชาติของมันอร่อยมากยิ่งนัก นางจึงตั้งใจจะพาลูก ๆ ไปขุดมาเพิ่มเพื่อทำซาลาเปาให้ลูกของนาง

ฉีโตวยิ้มกว้างโชว์ฟันขาวอย่างตื่นเต้น และตอบเสียงดังราวกับกลัวว่าคนอื่นจะไม่รู้ว่าเขากำลังจะไปที่ไหน “พี่สามกับข้ากำลังเข้าเมืองเอาซาลาเปาไปให้พี่ใหญ่ขอรับ”

เฉียนหวู่ยืนอยู่ด้านหลังนางเหมาและกำลังขยี้ตาด้วยอารามง่วงงุน เมื่อได้ยินฉีโตวเอ่ยออกมาเช่นนั้นเขาก็ตาสว่างขึ้นมาทันที “ท่านแม่ ข้าอยากไปเล่นในเมืองกับฉีโตว”

“มีอะไรให้เล่นกัน ? ถ้าไม่ระวังเดี๋ยวก็ถูกจับตัวไปหรอก ! วันนี้ไปขุดจี้ช่ายกับแม่เยี่ยงนั้นก็มิต้องกินมื้อเย็น !” นางเหมาผลักเฉียนหวู่ที่กำลังโวยวายให้เข้าไปในลานและหันไปคุยกับลูกชายคนโตของนาง “เดินทางระวัง ๆ ด้วยล่ะ กลับมาบ้านคราวหน้าแม่จะทำของอร่อย ๆ ให้กิน”

ฉีโตวมองเสื้อผ้าของเฉียนเหวินแล้วถามออกไปว่า “ท่านพี่เสี่ยวเหวินจะกลับไปเรียนแล้วรึขอรับ ? พี่สามกับข้าก็กำลังจะเข้าไปในเมืองเช่นกัน พวกเราไปด้วยกันเถอะ”

เฉียนเหวินเห็นหยูเสี่ยวเฉาแบกห่อของอันใหญ่เทอะทะ อีกทั้งมือหนึ่งถือตะกร้าเล็ก ๆ 3 อันและมืออีกข้างก็มีตะกร้าใบใหญ่อีก 1 อัน เขาจึงเดินเข้าไปคว้าตะกร้าในมือของนางและเอ่ยว่า “อีกไกลกว่าจะถึงเมือง ถ้าแบกของเยอะถึงเพียงนี้ ไม่นานก็เหนื่อย ให้ข้าช่วยถือตะกร้าเถอะ”

“มิต้อง มิต้อง ! ถ้าเหนื่อยข้าค่อยเปลี่ยนกับฉีโตวเอาก็ได้” หยูเสี่ยวเฉาจับตะกร้าไว้แน่นไม่ยอมปล่อย แต่นางแข็งแรงสู้เฉียนเหวินไม่ได้ สุดท้ายเขาก็ยึดตะกร้าไปจากมือของนางได้สำเร็จ เสี่ยวเฉาทำอะไรไม่ได้จึงทำได้แต่ขอบคุณเขา

หยูเสี่ยวเฉานั้นไม่เหมาะกับการเดินทางไกลจริง ๆ ตอนแรกนางคิดว่าร่างกายของนางดีขึ้นแล้วหลังจากบำรุงด้วยน้ำแช่หินศักดิ์สิทธิ์ นางคิดว่าจะสามารถเดินได้ถึง 20 ลี้แต่นางประเมินตนเองสูงเกินไป ยิ่งเดินของในมือก็ยิ่งหนักขึ้นเรื่อย ๆ การก้าวขาแต่ละก้าวก็ยากขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน

โชคดีที่ลุงหม่าจากหมู่บ้านข้าง ๆ มีเกวียนและรับคนเข้าเมืองหลายคน เมื่อเห็นเด็ก 3 คน ลุงหม่าจึงทักทายพวกเขา “อยากขึ้นเกวียนหรือไม่ ? พวกเจ้า 3 คนลุงคิดราคาแค่ 2 คนก็พอ”

เด็กทั้งสามขึ้นเกวียนและเดินทางไปถึงเมืองได้อย่างรวดเร็ว เฉียนเหวินเป็นห่วงความปลอดภัยของสองพี่น้องจึงพูดขึ้นด้วยเสียงอ่อนโยน “เสี่ยวเฉา ในเมืองมีผู้คนอยู่ทุกประเภท พวกเจ้าตามข้าไปที่โรงเรียนก่อนดีหรือไม่ ? ข้าจะเอาของไปเก็บก่อนแล้วจะพาพวกเจ้าไปหาพี่ชายเอง...”

หยูเสี่ยวเฉาปฏิเสธอย่างสุภาพว่า “ไม่เจ้าค่ะ ขอบคุณท่านพี่เสี่ยวเหวินยิ่งนัก ฉีโตวกับข้าเคยเข้าเมืองกันมาหลายคราแล้ว พวกเราคุ้นเคยกับถนนหนทางพอสมควร อย่าให้พวกเราทำให้การเรียนของท่านพี่เสี่ยวเหวินต้องล่าช้าเลยเจ้าค่ะ”

“ข้าไปก่อนนะพี่เสี่ยวเหวิน !” ฉีโตวโบกมือเพื่อบอกลาเขา

หลังจากบอกลาเสี่ยวเหวินแล้ว หยูเสี่ยวเฉาก็ถามทางไปร้านขายของชำเพื่อไปส่งตะกร้า  ร้านขายของชำตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ค่อยมีคน เมื่อเจ้าของร้านเห็นสองพี่น้องเอาตะกร้าสานชุดใหม่มาส่ง เขาก็ทำสีหน้ายุ่งยากใจและเอ่ยว่า “เสี่ยวเหลียน นี่มาส่งตะกร้าอีกแล้วรึ  ตอนนี้มิใช่ฤดูทำการเกษตร พวกภาชนะไม้ไผ่ยังไม่เป็นที่ต้องการเท่าใดนัก ที่เจ้ามาส่งคราก่อนยังขายไม่ออกเลย ครานี้ข้าจะรับไว้ให้ก็ได้ แต่...คราหน้าไม่ต้องเอามาส่งแล้วนะ... !”

เสี่ยวเฉาไม่ได้แก้ต่างที่เจ้าของร้านเรียกผิด นางขอบคุณเขาแล้วจูงมือน้องชายเดินไปตามถนนเงียบ ๆ เด็กหญิงรู้สึกหดหู่พอสมควร ถึงท่านพ่อของนางหวังไว้ว่าจะหารายได้จากการขายภาชนะสานไม้ไผ่ แต่เงินก็ไม่ใช่เหตุผลที่สำคัญที่สุด ท่านพ่อของนางอยากพิสูจน์ตนเองด้วยการสานภาชนะไม้ไผ่พวกนี้ เขาอยากพิสูจน์ว่าเขาไม่ใช่คนไร้ประโยชน์ อ่า...คงจะเป็นการดีถ้าขาของท่านพ่อหายเร็ว ๆ

เมื่อพวกเขาไปถึงร้านเย็บผ้าเจินหลง เถ้าแก่เนี้ยก็ต้อนรับพวกเขาอย่างอบอุ่น “ไอหยา เสี่ยวเหลียน มิได้เจอแค่ไม่กี่วันขาวขึ้นมากเลยนี่ ยังดูสวยขึ้นอีกด้วย เด็กผู้หญิงนี่พอโตขึ้นแล้วก็เปลี่ยนไปจริง ๆ”

หยูเสี่ยวเฉาได้รู้ว่าหลังจากที่ฮ่องเต้องค์ก่อนขึ้นครองราชย์ เขาได้ยกระดับเรื่อง ‘ความเท่าเทียมกันระหว่างชายและหญิง’ อย่างจริงจัง ต่อมานโยบายนี้ก็ตกไปจากหลาย ๆ เหตุผล แต่เยี่ยงไรก็ตามสถานะของผู้หญิงก็ดีขึ้นมากจริง ๆ จะเห็นผู้หญิงเดินซื้อของตามถนนได้ทั่วทุกหนแห่ง มิใช่เรื่องแปลกที่ผู้หญิงจะเป็นเจ้าของร้านอย่างเถ้าแก่เนี้ยร้านเย็บผ้าเจินหลงแห่งนี้

เสี่ยวเฉารู้สึกดีใจที่ได้ย้ายร่างมาอยู่ในยุคนี้ วันข้างหน้าหากนางทำธุรกิจเล็ก ๆ หาเงินช่วยเหลือครอบครัวก็คงมิใช่เรื่องแปลกอันใด

นางอยากขอบคุณคนที่ย้ายร่างมาคนนั้นที่สร้างสภาพแวดล้อมที่ผ่อนคลายลงมาให้นาง จากข่าวลือที่นางได้ยินมาเกี่ยวกับฮ่องเต้องค์ก่อนและฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน เสี่ยวเฉาก็แน่ใจเป็นอย่างมากว่าพวกเขาต้องเป็นคนที่ย้ายร่างมาเกิดใหม่ที่นี่เหมือนกันกับนางแน่ ๆ และในเมื่อมี 2 คนนี้ ก็อาจจะมีคนอื่น ๆ ที่ย้ายมาอีก

เสี่ยวเฉาไม่มีความทะเยอทะยานอันใดมากนัก นางแค่อยากปกป้องครอบครัวของตนเองและอยู่อย่างมีความสุขในฐานะเด็กหญิงชาวนาตัวเล็ก ๆ เช่นนี้ไปเงียบ ๆ บางครานางก็มีความคิดใหม่ ๆ ในการหารายได้ แต่คำกล่าวที่ว่า ‘เมื่อคนจากบ้านเกิดเดียวกันมาเจอกัน พวกเขาจะหลั่งน้ำตาแห่งความสุข’ คงใช้มิได้กับคนที่ย้ายร่างมาทุกคน นางไม่อยากถูกลอบสังหาร เยี่ยงนั้นจะต้องทำตัวให้ธรรมดาไม่โดดเด่นเข้าไว้... จึงจะอยู่ได้อย่างปลอดภัย

“ฝีมือของเสี่ยวเหลียนดีขึ้นเรื่อย ๆ เลยนะ อีกไม่นานคงเก่งกว่าแม่ของเจ้าแล้ว โอ้ ?  ครานี้ลายมีเอกลักษณ์มากเลยนี่ สีก็ค่อนข้างแปลกใหม่ ถุงผ้าปัก 5 อันนี้ข้าจะขึ้นราคาให้เท่ากับที่แม่ของเจ้าได้แล้วกัน เป็น 20 อีแปะต่อถุง คราหน้าถ้าทำถุงเงินเยี่ยงนี้อีกข้าก็จะขึ้นราคาให้อีกนะ !”

แต่ก่อนถุงเงินของเสี่ยวเหลียนขายได้อันละ 15 อีแปะ ตอนนี้ขายได้ 25 อีแปะมากกว่าแต่ก่อนถึง 10 อีแปะ แท้จริงแล้วเสี่ยวเฉาควรได้ความชอบสำหรับเรื่องนี้ด้วยเพราะนางเป็นคนออกแบบลายผ้า

ชาติก่อนนางสนใจในด้านศิลปะ ถ้าพ่อแม่ของนางไม่เกิดอุบัติเหตุเสียก่อน นางก็คงเข้าชั้นเรียนพิเศษตอนมัธยมไปแล้ว หลังจากทำร้านอาหารตุ๋น หากมีเวลาว่างนางจะชอบวาดรูปดอกไม้และต้นไม้เป็นงานอดิเรก ไม่คิดเลยว่าหลังจากย้ายร่างมานางจะเอาความสามารถนี้มาทำเงินได้

หลังจากเก็บเงินแล้วเสี่ยวเฉาก็พาน้องชายไปที่ร้านไม้ คนงานที่ชอบวางมาดจากคราวที่แล้วรับหน้าที่ดูแลร้าน เขากำลังนั่งไขว้ขางีบหลับอยู่บนเก้าอี้ เมื่อได้ยินว่าสองพี่น้องมาหาหยูฮัง เขาก็ยืนขึ้นอย่างไม่เต็มใจและบ่นพึมพำ “มาหาหยูฮัง ? เด็กนั่นเพิ่งกลับบ้านไปเมื่อสิบวันก่อนมิใช่รึ ? เรื่องเยอะเสียจริง !”

เมื่อหยูฮังเดินออกมา เขาสวมเสื้อชั้นนอกที่เสี่ยวเฉาให้ไปก่อนปีใหม่ แค่สองเดือนกว่าเสื้อตัวนั้นกลับมีรูขาดจนเห็นฝ้ายสีขาวข้างในหลายรูแล้ว เสี่ยวเฉารู้ว่าพี่ของนางเป็นคนที่หวงเสื้อผ้าข้าวของของตนเองมากยิ่งนัก เยี่ยงนั้นหากไม่มีเรื่องอันใดเกิดขึ้นกับเขาเสื้อผ้าใหม่ของเขาจะไม่กลายเป็นเช่นนี้อย่างแน่นอน !

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด