ตอนที่แล้วRe-new ตอนที่ 70 ปลูกผัก
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปRe new ตอนที่ 72 ซาลาเปา

Re-new ตอนที่ 71 หนุ่มน้อยน่ารัก


ตอนที่  71  หนุ่มน้อยน่ารัก

“ที่เจ้าเอ่ยมาน่ะเป็นจี้ช่ายอีกแบบที่ขึ้นอยู่ในหญ้า ใบมันคล้ายกับขนนก ส่วนที่ข้าหาน่ะคืออันนี้ เป็นจี้ช่ายที่ขึ้นในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ ถึงหน้าตามันอาจจะดูไม่ดีเท่าใดแต่มันอร่อยมากนะ ถ้ามิเชื่อเจ้าก็ดมดูสิ !”

เสี่ยวเฉาขุดเอาต้นจี้ช่ายขึ้นมา ใบของมันยาวแค่ 1 ชุ่นเท่านั้น นางยื่นมันไปที่จมูกของน้องชายเพื่อให้เขาได้ดม มันมีกลิ่นหอมสดชื่นแบบสมุนไพรป่า

“แต่จี้ช่ายแบบนี้มันดูเล็กจัง...” ฉีโตวโก้งโค้งตูดโด่งพร้อมกับลงมือขุดสมุนไพรไปด้วยฮัมเพลงไปด้วย

บริเวณนี้มีจี้ช่ายอยู่เยอะเป็นอย่างมาก อีกสองสามเดือนคงจะกลายเป็นทุ่งดอกไม้สีขาว  หยูเสี่ยวเฉาเลือกขุดต้นใหญ่ ๆ แล้วหัวเราะขึ้นมา “เรามาเร็วไปนิดหน่อย อีกสองสามวันพวกมันจะโตมากกว่านี้ ต้นที่โตที่สุดจะมีใบยาวถึง 2 ชุ่น ! อย่าไปขุดต้นเล็กล่ะ รอให้มันโตกว่านี้ก่อนค่อยมาขุดมันใหม่อีกครา !”

สองพี่น้องคอยค้นหาตามริมร่องน้ำแล้วขุดกันไปเรื่อย ๆ จี้ช่ายที่ริมตลิ่งเมื่อได้เจอกับแสงแดดมันเลยงอกขึ้นเร็วกว่าที่อื่น ใบของพวกมันจึงใหญ่กว่าอย่างเห็นได้ชัดด้วยตาเปล่า

ดวงอาทิตย์ฤดูใบไม้ผลิอันอบอุ่นค่อย ๆ ลอยสูงขึ้น เสี่ยวเฉากับน้องชายได้เก็บเกี่ยวสมุนไพรป่าชุดแรกของต้นฤดูใบไม้ผลิพร้อมกับอาบแสงแดดไปด้วย

เฉียนเหวินที่ตัดสินใจนั่งอยู่บนก้อนหินตรงเชิงเขาตอนนี้หมดความสนใจที่จะอ่านหนังสือไปแล้ว เขาได้ยินเสียงหัวเราะอย่างร่าเริงของฉีโตวดังอยู่ไกล ๆ จึงเงยหน้าขึ้นมาเป็นครั้งคราวและมองไปยังร่างผอม ๆ 2 ร่างที่อยู่ห่างไปหลายสิบจั้ง สุดท้ายเขาก็ทนนิ่งต่อไปไม่ไหว

เขาม้วนหนังสือแล้วเอาแขนหนีบไว้ จากนั้นก็เดินไปในทิศทางที่สองพี่น้องนั้นอยู่ พวกเขากำลังง่วนอยู่กับงานจนไม่ได้สังเกตเห็นว่าเขาเดินเข้ามา

หยูเสี่ยวเฉานั่งย่อลงและเคลื่อนที่ไปด้านหน้าทีละก้าว พลั่วที่อยู่ในมือของนางทำงานไม่หยุด เฉียนเหวินเดินเข้ามาใกล้และสงสัยว่า ‘มีสมุนไพรป่าตอนช่วงนี้จริง ๆ เยี่ยงนั้นรึ ? ”

ทันใดนั้น เสี่ยวเฉาก็เห็นต้นจี้ช่ายขนาดใหญ่ขึ้นเป็นดงกว้างอยู่ด้านหน้า นางจึงร้องเสียงหลงและกระโดดขึ้นมาอย่างดีใจ แต่นางไม่เห็นว่าเฉียนเหวินได้เข้ามาทางด้านหลัง หัวของนางจึงกระแทกเข้ากับคางของเขา

เสี่ยวเฉากุมหัวตนเองและหันกลับไปมองเฉียนเหวินที่กุมคางตัวเองด้วยสีหน้าเจ็บปวดอยู่เช่นกัน นางรู้สึกอายและขอโทษเขา “ข้าขอโทษนะท่านพี่ ข้ามิเห็นว่าท่านพี่มาอยู่ด้านหลัง ท่านพี่เจ็บหรือไม่ ?”

ตอนโดนกระแทกเฉียนเหวินบังเอิญกัดปลายลิ้นของตนเองด้วย เขาเจ็บจนน้ำตาคลอ  จึงรีบลืมตาโตและเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า เขากลัวว่าจะควบคุมน้ำตาของตนเองเอาไว้มิได้แล้วร้องไห้ให้เด็กผู้หญิงเห็น

เดิมทีมันก็ไม่ใช่ความผิดของเสี่ยวเฉา เขาจึงตอบว่า “เป็นความผิดของข้าเอง ข้ามิควรเข้ามาใกล้ถึงเพียงนี้” เขาเอาแต่สูดอากาศเย็น ๆ เข้าปากด้วยความเจ็บและแสบลิ้น ก็เลยทำให้เสียงฟังดูอู้อี้ อีกทั้งสีหน้าเขายังบิดเบี้ยวอยู่เล็กน้อยอีกด้วย

หยูเสี่ยวเฉาหัวเราะเบา ๆ แล้วเอ่ยว่า “พวกเรามิได้ตั้งใจทั้งคู่ เยี่ยงนั้นก็มิต้องขอโทษทั้งคู่นั่นแหละ พวกเรารบกวนการอ่านหนังสือของท่านพี่หรือไม่ ? ประเดี๋ยวพอเราขุดตรงนี้เสร็จแล้ว ข้าจะพาฉีโตวจะไปตรงอื่นให้ไกลขึ้นอีกหน่อย...”

“มิต้อง มิต้อง ! ข้าออกมาเพื่อพักผ่อนเป็นหลัก อาจารย์กล่าวว่าเวลาเรียนควรเรียนและเวลาพักผ่อนก็ควรจะพักผ่อนใช้ชีวิตให้สมดุลกัน ข้าจะช่วยพวกเจ้าขุดหาสมุนไพรด้วยอีกแรง” เฉียนเหวินดึงชุดคลุมของเขาขึ้นแล้วลงนั่งย่อลงข้าง ๆ เสี่ยวเฉาแต่เขาก็เพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าตนเองไม่มีพลั่ว

เสี่ยวเฉาส่ายหัวแล้วก้มหน้าขุดจี้ช่ายที่นางเจอเมื่อครู่ทันที แล้วเอ่ยว่า “มิต้องหรอกเจ้าค่ะ ท่านพี่กลับไปอ่านหนังสือต่อเถิด ถ้าท่านพี่เรียนช้าขึ้นมา ข้าจะกลายเป็นคนผิดไปได้”

เฉียนเหวินยิ้มแล้วเอ่ยขึ้นมาอีกว่า “อาจารย์บอกว่าจะเอาแต่อ่านหนังสืออย่างเดียวมิได้  ขงจื้อกล่าวไว้ว่า คนที่ไม่สามารถทำงานใช้แรงได้ ทั้งยังไม่สามารถแยกแยะข้าวออกจากข้าวสาลีได้ จะนับว่าเป็นบัณฑิตได้เยี่ยงไร ?” เขาเอ่ยออกมาพร้อมกับดึงเอาพลั่วจากมือของเสี่ยวเฉามาถือไว้ และเริ่มต้นขุดต้นจี้ช่ายบนพื้นทันที

“ไอหยา ! ระวังด้วยท่านพี่ ! ตอนขุดท่านพี่ต้องวางพลั่วติดกับผิวหน้าดินเอาไว้ มิเยี่ยงนั้นใบมันจะแตกเสียหมด...” พอเห็นเขาขุดจี้ช่ายแบบเก้ ๆ กัง ๆ และทำเสียไปสองสามต้น  หยูเสี่ยวเฉาก็นึกเสียใจขึ้นมาจึงเอ่ยปากเตือนเขา

ฉีโตววิ่งเข้ามาพร้อมจี้ช่ายกองใหญ่ในกระเป๋าเสื้อ เมื่อเห็นเฉียนเหวินกำลังใช้พลั่วของพี่สาวอยู่ เขาจึงเอาจี้ช่ายใส่ในตะกร้าแล้วส่งพลั่วของตนเองให้พี่สาวและเอ่ยว่า “พี่สามใช้ของข้าก็ได้ ข้าวิ่งเร็ว ประเดี๋ยวข้าจะกลับบ้านไปเอามาอีกอัน”

พูดจบเขาก็วิ่งออกไปอย่างรวดเร็วทันที

หยูเสี่ยวเฉานั่งลงและแสดงตัวอย่างให้เฉียนเหวินดูหลายครา เฉียนเหวินเรียนรู้วิธีขุดสมุนไพรป่าที่ถูกต้องได้อย่างรวดเร็ว ทั้งสองคนนั่งย่ออยู่ข้างกันที่ริมร่องน้ำและขุดสมุนไพรด้วยกันเงียบ ๆ บางคราก็จะคุยกันเบา ๆ เมื่อคนใดคนหนึ่งขุดต้นใหญ่มาได้ มองดูแล้วรู้สึกได้ถึงความสงบสุขและความเข้ากันได้ระหว่างคนทั้งสองคน...

ต่อมาไม่นาน ฉีโตวก็กลับมาพร้อมพลั่วและมีเฉียนหวู่ที่ชอบส่งเสียงเจื้อยแจ้วตามมาด้วย  เฉียนหวู่เห็นพี่ชายช่วยเสี่ยวเฉาขุดจี้ช่ายแทนที่จะอ่านหนังสือก็ได้เอ่ยถามอย่างสงสัยว่า  “เหตุใดท่านพี่มาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ ? มิได้ออกมาอ่านหนังสือเยี่ยงนั้นรึ ?”

เฉียนเหวินมองเขาแล้วตอบอย่างเคร่งขรึมว่า “ข้าอ่านเสร็จแล้ว ตอนทำงานข้าก็นึกเนื้อหาในหนังสือไปด้วย มันจะช่วยให้ข้าเข้าใจและนำมาผสานกันได้ เสี่ยวหวู่ ท่านแม่สั่งให้เจ้าดูแลเป็ดมิใช่หรอกรึ ? แอบหนีออกมาอีกแล้วสินะ ระวังไว้เถิด ประเดี๋ยวก็โดนท่านแม่ตีด้วยไม้กวาดเข้าอีก !”

เสี่ยวหวู่กลัวพี่ชายที่แก่กว่าเขา 3 ปีและทำท่าทางเหมือนเป็นผู้ใหญ่ เขาหดคอแล้วเอ่ยว่า  “ข้าพาเป็ดไปที่สระน้ำแล้ว พวกมันจะหาอาหารเอง มิมีอะไรให้ทำแล้ว...อ่า ใช่ ! ฉีโตว  หญ้าหลังบ้านนั่นมันอะไรน่ะ ?” อ่า เขาต้องรีบเปลี่ยนเรื่องคุยโดยด่วน !

หยูเสี่ยวเฉามองเขายิ้ม ๆ และสังเกตเห็นว่าเขาต่างจากพี่ชายของเขามากนัก พี่ชายมีผิวขาวใส ท่าทางอ่อนโยน สุภาพเรียบร้อย รูปร่างหน้าตาดูละเอียดอ่อนประณีต ส่วนน้องชายผิวคล้ำมากกว่า คิ้วหนาตาโต เวลายิ้มจะเห็นเขี้ยวเล็ก ๆ 2 ซี่อีกด้วย รูปร่างหน้าตาของเขาดูแข็งแกร่งและสง่างาม

ฉีโตวยืดอกอย่างภาคภูมิใจและตอบกลับว่า “หญ้าอะไรกัน ? เขาเรียกว่าหลังคาฟาง ทำจากฟางข้าวกับฟางข้าวสาลี มันใช้ทำให้แปลงผักได้รับความอบอุ่น !”

“ทำให้แปลงผักอบอุ่นรึ ? บ้านเจ้าเริ่มปลูกผักแล้วรึ ?” เฉียนเหวินมองมาที่หยูเสี่ยวเฉาอย่างประหลาดใจ เขารู้สึกได้ว่านางคือคนต้นคิดเรื่องนี้

ฉีโตวตอบอย่างภูมิใจ “ใช่แล้วล่ะ ! พวกผักที่สวนหน้าบ้านปลูกได้ 3 - 4 วันแล้ว เช้านี้ข้ายกหลังคาฟางขึ้นมาดู เห็นว่าพวกเมล็ดงอกใบอ่อนออกมาแล้วด้วย ! พี่สามของข้าสุดยอดไปเลยใช่ไหมล่ะ ? คิดวิธีที่ผู้อื่นมิรู้ก็ได้ด้วย !”

“ไอหยา ! งอกแล้วจริง ๆ รึ ? ทั้ง ๆ ที่น้ำในถังยังเย็นเฉียบอยู่เลย มิกลัวพวกมันแข็งเอารึเยี่ยงไรกัน ?” เฉียนหวู่ลืมตาโตอย่างรู้สึกตกตะลึง ครอบครัวเขาปลูกผักตอนปลายเดือนสามตลอด พวกเขาต้องรออย่างน้อยจนถึงเดือนสี่หรือห้ากว่าจะได้กินผักสด

หลังจากกินหัวไชเท้า, ผักกาดขาว, ผักดอง และเต้าเจี้ยวมาตลอดฤดูหนาว เฉียนหวู่ก็รู้สึกน้ำลายสอทันทีเมื่อคิดถึงผักใบเขียวสด ๆ

“เยี่ยงนั้นก็หมายความว่าบ้านของเจ้าจะได้กินผักสดกันเร็ว ๆ นี้แล้วมิใช่รึ ?” เฉียนหวู่มองฉีโตวด้วยความรู้สึกอิจฉาอย่างที่สุด

แต่ฉีโตวส่ายหน้าและเอ่ยว่า “พวกเรากินเองมิได้หรอก ! พวกเราต้องเอาผักไปขายในเมืองเพื่อหาเงิน พี่สามกล่าวกับว่าจะส่งข้าเข้าโรงเรียนตอนที่ครอบครัวเรามีเงินมากพอ  ท่านพี่เสี่ยวเหวิน วันหน้าถ้าข้าไม่เข้าใจตรงไหนข้าจะไปขอให้ท่านพี่ช่วยนะ !”

เฉียนเหวินอดมองไปที่เสี่ยวเฉาอีกคราไม่ได้เมื่อคิดถึงสภาพความเป็นอยู่ของพวกเขาในตอนนี้ ครอบครัวของฉีโตวแทบไม่มีจะกินกันอยู่แล้ว แต่พี่สาวของเขาก็ยังวางแผนเพื่ออนาคตในการเรียนของน้องชาย

เสี่ยวเฉาไม่ได้มีใบหน้าที่โดดเด่นจนสะดุดตา แต่นางมีดวงตาของหงส์เพลิง เรียวรีและชี้ขึ้นเล็กน้อย คิ้วบาง จมูกไม่ได้โด่งมากนัก ริมฝีปากอวบอิ่มซึ่งไม่ตรงกับความสวยงามในตอนนี้ที่ต้องมีปากเล็กเหมือนลูกเชอร์รี่ แต่ส่วนผสมทั้งหมดนี้เมื่ออยู่บนใบหน้าเล็ก ๆ ของนางแล้วกลับทำให้นางดูสดใสมีชีวิตชีวาและเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น

เสี่ยวเฉารู้สึกได้ถึงสายตาที่จ้องมองมาที่นางจึงยิ้มตอบ หลังจากนั้นเมื่อมีพี่น้องตระกูลเฉียนมาร่วมด้วย ความเร็วในการขุดของพวกเขาจึงเพิ่มมากขึ้นไปอีก

ถึงเสี่ยวเฉาจะมาอยู่ที่โลกนี้ได้ครึ่งปีแล้ว แต่นางก็ยังไม่ชินกับการกินอาหาร 2 มื้อต่อวันอยู่ดี ยามอู่เพิ่งผ่านไปแต่ท้องของนางก็เริ่มประท้วงอีกแล้ว เสี่ยวเฉากุมท้องที่ปวดเล็กน้อยเนื่องจากความหิว ความเร็วในการขุดของนางจึงลดลงไปด้วยเช่นกัน

เฉียนเหวินที่อยู่ใกล้ ๆ ได้ยินเสียงท้องของนางร้องโดยมิได้ตั้งใจ เขาแตะหมั่นโถวในถุงแล้วคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ค่อย ๆ เขยิบเข้าไปหานางอย่างเงียบ ๆ พร้อมกับขุดสมุนไพรไปด้วย เมื่ออยู่ห่างจากนางเพียงครึ่งก้าว เขาก็ได้เอาหมั่นโถวออกมายัดใส่มือของนางทันที จากนั้นก็ยืนขึ้นและเดินออกไปอย่างรวดเร็ว

เสี่ยวเฉามองถุงผ้าในมือแล้วหันไปมองด้านหลังของหนุ่มน้อยผู้นั้น นางเปิดถุงแล้วเห็นหมั่นโถว 1 ลูกที่ทำจากแป้งสาลีอยู่ในนั้น ในหมู่บ้านนี้มีเพียงไม่กี่ครอบครัวเท่านั้นที่สามารถกินหมั่นโถวเช่นนี้ได้ ดูเหมือนว่าท่านป้าเฉียนน่าจะเตรียมไว้ให้ลูกชายของนางเป็นพิเศษ

เสี่ยวเฉาอยากจะคืนมันให้เขา แต่เขาก็เดินห่างออกไปแล้ว ถ้านางไล่ตามไป มันก็คงเกิดการเกี่ยงกันไปมาซึ่งก็คงไม่น่าดูเท่าใดนัก เสี่ยวเฉาคิดนิดนึงแล้วก็ห่อหมั่นโถวกลับเช่นเดิมและวางไว้ใต้ต้นจี้ช่ายในตะกร้า นางตัดสินใจจะหาโอกาสเอามันไปคืนเขาตอนขากลับ

มันไม่ใช่ฤดูขุดสมุนไพรป่าและต้นจี้ช่ายก็ยังไม่โตเต็มที่ ดังนั้นพวกเขาจึงได้เปรียบตรงที่ไม่ต้องแย่งกับผู้อื่น หลังจากขุดอยู่ครึ่งค่อนวัน ทั้งสี่คนก็ได้ต้นจี้ช่ายมาสองตะกร้าเต็ม ๆ อีกทั้งพวกมันยังหนักทั้งสองตะกร้า

ฉีโตวกับเฉียนหวู่ใช้กิ่งไม้ช่วยกันหามขึ้นมาและเดินนำไปด้านหน้า เสี่ยวเฉาก้มลงจะหยิบตะกร้าอีกใบ แต่แล้วก็มีมือยื่นมาคว้ามันไปก่อนนาง

เฉียนเหวินหยิบตะกร้าขึ้นมาและยิ้มให้เสี่ยวเฉา โชว์ให้เห็นลักยิ้มเล็ก ๆ ที่ข้างแก้มพร้อมกับเอ่ยว่า “ไปกันเถอะ...”

ขากลับพวกเขาเจอเข้ากับจ้าวฮันลูกชายของพรานจ้าว เขากำลังเดินไปทางบ้านของเสี่ยวเฉาพร้อมกับมีไก่ฟ้าหนึ่งตัวอยู่ในมือ

ครอบครัวของพรานจ้าวย้ายมาที่หมู่บ้านตงชานเมื่อ 30 ปีก่อน ตอนนั้นพรานจ้าวอายุเพียง 2 ขวบ พ่อของพรานจ้าวสร้างกระท่อมตรงเชิงเขาตะวันตกและลงหลักปักฐานอยู่ที่นั่น ทะเบียนบ้านของพวกเขาไม่ได้อยู่ในหมู่บ้านตงชาน ดังนั้นพวกเขาจึงไม่มีที่ดิน  โชคดีที่ปู่จ้าวเป็นยอดฝีมือที่เก่งกาจ ดังนั้นพวกเขาจึงหาเลี้ยงชีพด้วยการล่าสัตว์

15 ปีต่อมา อยู่ ๆ ปู่จ้าวก็ได้หายไปจากที่นี่ช่วงหนึ่ง พอกลับมาเขาก็บอกจ้าวปู้ฝานว่าเขาได้เลือกภรรยาให้แล้วซึ่งก็คือแม่ของจ้าวฮันนั่นเอง นางเจิ้งมีนิสัยสุภาพอ่อนโยน ยิ่งไปกว่านั้นท่าทางของนางก็แสดงให้เห็นถึงความเป็นหญิงสาวที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูมาอย่างดีในตระกูลชนชั้นสูง ดังนั้นทุกคนจึงคาดเดากันว่านางคงเป็นลูกสาวของตระกูลชนชั้นสูงที่ตกต่ำลงมา แต่ในความเห็นของเสี่ยวเฉา ป้าจ้าวมีความคล่องแคล่วและความสามารถแบบลูกสาวแม่ทัพเสียมากกว่า

หนุ่มน้อยจ้าวฮันก็ได้เรียนวิชาที่สืบทอดกันมาในตระกูลของเขาเช่นกัน เสี่ยวเฉาได้ยินจากท่านพ่อของนางเอ่ยว่าท่านปู่จ้าวสอนวิชาการต่อสู้ให้ลูกชายด้วยตนเอง พ่อของนางยังเอ่ยอีกว่าฝีมือพ่อของนางคล่องแคล่วว่องไวมากขึ้นหลังจากที่พรานจ้าวสอนกระบวนท่าให้เขาสองสามท่า

“ท่านพี่ฮันเพิ่งกลับมาจากล่าสัตว์รึ? เป็นเยี่ยงไรบ้างขอรับวันนี้ ?” ฉีโตวทิ้งตะกร้าในมือแล้ววิ่งเหยาะ ๆ ไปหาเขาทันที

ผลของการฝึกวิชาต่อสู้มาหลายปีทำให้จ้าวฮันที่อายุ 13 ปีตัวสูงกว่าคนที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกันมาก เมื่อประเมินคร่าว ๆ แล้วเขาน่าจะสูงราว ๆ 5 ศอก เด็กหนุ่มมีผิวสีแทนที่ดูเปล่งปลั่งสุขภาพดี คิ้วตรงยาวเฉียงขึ้น ดวงตาเสือเป็นประกายเจิดจ้า เทียบกับเฉียนเหวินที่ยืนอยู่ด้านข้างแล้ว ทั้งคู่ต่างมีจุดเด่นของตนเอง คนหนึ่งเป็นบัณฑิต ส่วนอีกคนเป็นนักสู้

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด