ตอนที่แล้วRe-new ตอนที่ 64 แยกบ้าน (2)
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปRe-new ตอนที่ 66 ครอบครัวทางแม่

Re-new ตอนที่ 65 บ้านเก่า


ตอนที่  65  บ้านเก่า

นางจางรู้สึกถึงสายตาของเฒ่าหยูที่มองมาแล้วใจหายวาบ นางกลัวว่าเขาอาจจะพูดบางอย่างที่ไม่ควรพูด จึงสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วกรีดร้องใส่เขา “ไม่มีแล้ว ! มีแค่นี้แหละ ! บ้านเรามิได้มีเงินกองเป็นภูเขาสักหน่อย ! ก็ใช้เงินเป็นค่ารักษาไปตั้งหลายสิบตำลึงแล้ว  จะเหลือเงินอยู่สักเท่าใดกันเล่า ?”

เสี่ยวเฉาบอกได้ว่าหญิงชรากำลังใช้เสียงดังกลบความปั่นป่วนวุ่นวายในใจ นางรู้ว่ามีเงินมากกว่านี้แน่ แต่ตราบใดที่พวกเขาสามารถแยกบ้านได้อย่างราบรื่น ก็ไม่จำเป็นต้องทะเลาะเรื่องอื่นให้มากนัก แต่นางไม่อยากให้นางจางหลอกลวงทุกคน จึงเอ่ยขึ้นมาว่า “ไม่มีก็ไม่มีสิเจ้าคะ เหตุใดจึงต้องตะโกนด้วยเล่า ? ถ้าข้าไม่รู้จักท่านย่าดี ข้าคงคิดว่าท่านย่าพยายามปิดบังอะไรอยู่เป็นแน่ !”

“ปิดบังอะไร ? ข้าต้องปิดบังอะไรด้วยรึ ? นังเด็กเหลือขอ รู้จักแต่จะเถียงผู้ใหญ่ เมื่อครู่ข้าน่าจะขายแกไปเสีย...” ใบหน้าของนางจางบิดเบี้ยวอย่างน่ากลัว ถ้าหัวหน้าหมู่บ้านกับผู้อาวุโสของครอบครัวไม่อยู่ที่นี่ นางคงวิ่งไปตบหน้าเสี่ยวเฉาแล้ว

“เจ้าเป็นใครกันถึงมาเอ่ยว่าจะขายหลานของตระกูลหยูได้ ?” เมื่อเช้ามีผู้หญิงแปลกหน้ามาที่บ้านของเฒ่าหยู ลือกันว่านางเป็นนายหน้าค้าทาสในเมือง โลกนี้มิมีกำแพงที่ใดไม่มีรอยแตก ทั้งหมู่บ้านรู้กันหมดแล้วว่านางจางกับนางหลี่พยายามจะขายพี่น้องสองฝาแฝด

หยูลี่ชุนที่เป็นผู้อาวุโสที่สุดของตระกูลจ้องมองนางอย่างเกรี้ยวกราด เขาองอาจผ่าเผย  แต่ทว่า ทุกคนประเมินความโกรธและอารมณ์ร้ายของนางจางต่ำเกินไป

สุดท้ายครอบครัวของเสี่ยวเฉาก็ได้แค่ 2 ตำลึง เนื่องจากความสามารถในการอาละวาดของนางจางและเสียงโหยหวนที่กลายเป็นความสามารถสูงสุดของนาง คืนนั้นเฒ่าหยูนั่งอยู่ที่หัวเตียงและสูบยาสูบของเขา สายตาเฉยเมยของเขามองไปทางนางจางที่กำลังทำท่าประจบประแจงเขา

นางจางถอนใจออกมาและเอ่ยว่า “ข้ารู้ว่าเจ้าตำหนิข้าที่ไม่เอาเงิน 300 ตำลึงที่พรานจ้าวให้ออกมาแบ่ง แต่ข้าทำไปเพื่อครอบครัวของเรานะ ! เมื่อก่อนเจ้าชอบคิดว่าลูกรองทำงานหนักและมีความสามารถ ครอบครัวต้องพึ่งเขา แต่ตอนนี้เขาได้รับบาดเจ็บ ความหวังทั้งหมดของครอบครัวเราอยู่ที่ลูกสามแล้ว อาจารย์เองก็ชมความพยายามของลูกสามอยู่ตลอดมิใช่รึไง ? ปีหน้าถ้าเขาสอบผ่าน อาจารย์ก็จะแนะนำเขาให้กับโรงเรียนของอาจารย์หยวนบัณฑิตที่มีชื่อเสียง ข้าได้ลองเลียบ ๆ เคียง ๆ ถามดูแล้ว บัณฑิตหยวนเป็นคนเก่งที่หาได้ยาก เขาสอบได้ที่หนึ่งทั้งระดับจังหวัด การสอบที่เมืองหลวง และการสอบระดับประเทศในช่วงราชวงศ์ก่อน โรงเรียนของเขาสร้างบัณฑิตที่ได้ที่สองและที่สามในการสอบระดับประเทศด้วย

นี่ยังไม่ได้พูดถึงบัณฑิตคนอื่น ๆ ที่สอบผ่านอีกนะว่ามากขนาดไหน พวกเขาก็บอกนี่ว่าลูกสามมีโชคชะตาที่รุ่งโรจน์และมีความเป็นไปได้ที่จะสอบผ่านระดับประเทศ เราจะปล่อยให้โอกาสนี้หลุดไปมิได้เป็นอันขาด ! ”

เมื่อเห็นว่าสีหน้าของเฒ่าหยูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นางจางก็หว่านล้อมต่อไป “ข้ารู้ว่าเงิน 300 ตำลึงนี้แลกด้วยขาของลูกรอง แต่คิดดูสิ ถ้าลูกสามทำสำเร็จ ในอนาคตเขาจะมีรายได้ของขุนนาง เราก็ค่อยเอาให้ลูกรองเพิ่มก็ได้ แค่นี้ก็ไม่เป็นไรแล้ว”

เฒ่าหยูถือกล้องยาสูบคาบไว้ในปากแต่ไม่ได้สูบอยู่นาน สุดท้ายเขาก็ถอนหายใจยาวและเอ่ยขึ้นมาว่า “ข้าผิดสัญญากับแม่ของต้าไห่ ข้าไม่ได้ดูแลลูกสองคนของข้าให้ดี...อีกทั้งยังขโมยเงินที่ต้าไห่เสี่ยงชีวิตมาอีก...”

นางจางรู้สึกหึงขึ้นมาเมื่อเห็นว่าเฒ่าหยูยังคงคิดถึงคนที่ตายไปแล้ว แต่เห็นแก่เงิน 300 ตำลึง นางจะอดกลั้นเอาไว้ ไม่โต้เถียงกับชายชรา มีเงิน 300 ตำลึงอยู่ในมือและไม่ต้องเสียเงินให้กับครอบครัวของลูกรองอีก รสชาติความหวานในปากก็หวานอร่อยยิ่งกว่าน้ำผึ้งเสียอีก

ในที่สุดความปรารถนาอันยาวนานที่จะแยกบ้านก็สมหวังสักที และท่านพ่อของพวกเขาก็ดูแข็งแรงกระปรี้กระเปร่ามากขึ้น สามพี่น้องมีความสุขมากกว่าตอนงานฉลองปีใหม่เสียอีก พวกเขาล้อมรอบพ่อแม่ของพวกเขา พูดคุยและหัวเราะกันไม่หยุด

นางหลิวรู้สึกไม่มั่นใจในอนาคตของพวกเขา แต่ความสุขของลูก ๆ ที่เผยออกมาเห็นได้อย่างชัดเจนและความคิดที่ว่าจะไม่ถูกนางจางข่มเหงอีกต่อไปก็ทำให้นางยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยนเช่นกัน

เป็นรอยยิ้มหวาน ๆ แบบเดียวกับที่กุมหัวใจของหยูไห่เอาไว้ได้เมื่อหลายปีก่อน นับตั้งแต่ที่นางแต่งงานเข้ามาในตระกูลหยู รอยยิ้มที่ทำให้เขาใจเต้นก็ลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ ตามวันเวลาที่ผ่านพ้นไป

แม้ลูก ๆ จะอยู่ใกล้ ๆ หยูไห่ก็แอบจับมือภรรยาของเขาและยิ้มให้กับนาง ใบหน้าของนางหลิวขึ้นสีแดงระเรื่อ นางขัดขืนพอเป็นพิธีก่อนจะหยุดแล้วปล่อยให้เขาจับมือต่อไป

หยูเสี่ยวเฉาอดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้ นางยิ้มจนตาหยีอย่างมีความสุขเมื่อเห็นพ่อกับแม่ของนางแอบส่งความรักให้แก่กัน หยูไห่รู้สึกตัวว่าเสี่ยวเฉากำลังมองพวกเขาอยู่ เข้าจึงเอ่ยกับลูกสาวสุดที่รักว่า “เฉาเอ้อร์ หลายวันที่ผ่านมานี้เจ้ากลัวบ้างหรือไม่ ?”

“ไม่เลยเจ้าค่ะ ข้ารู้ว่าท่านพ่อจะต้องฟื้น ท่านพ่อจะไม่ทิ้งพวกเราไปเป็นแน่ !” หยูเสี่ยวเฉานั่งอยู่ข้างพ่อของนางและเงยหน้าขึ้นมองเขา

“แน่นอน ! รอดชีวิตจากเคราะห์กรรมคราใหญ่มาได้ก็จะโชคดีแล้ว ! วันข้างหน้าครอบครัวของเราจะต้องดีขึ้นไป ดีขึ้นไปอีกเป็นร้อยเป็นพันเท่า !” หยูไห่ยกลูกสาวเข้ามากอดเมื่อคิดว่าตัวเองเกือบตายและจะไม่ได้เห็นครอบครัวที่เขารักและลูกสาวที่แสนฉลาดของเขาอีก ถึงเขาจะเป็นพ่อของนาง แต่หยูเสี่ยวเฉาก็ไม่เคยถูกผู้ชายที่เป็นผู้ใหญ่กอด ดังนั้นนางจึงดันตัวออกมาและยิ้มให้ “ท่านพ่อ ต้องเปลี่ยนยาพอกที่ขาแล้วนะ ข้าจะทำให้ท่านพ่อเองเจ้าค่ะ !”

อาการบาดเจ็บที่ขาของหยูไห่สาหัสเป็นอย่างมาก หมีดำตัวนั้นฉีกเนื้อที่ขาของเขาเสียจนเละเทะมิมีชิ้นดี ถ้าหยูเสี่ยวเฉาไม่ได้รักษาเขาทุกวันด้วยหินศักดิ์สิทธิ์และล้างแผลด้วยน้ำหินศักดิ์สิทธิ์ ขาของเขาก็คงจะเน่าไปแล้ว

เสี่ยวเฉาแกะเอาผ้าพันแผลออกอย่างระมัดระวังและใช้น้ำหินศักดิ์สิทธิ์ล้างบริเวณบาดแผล บาดแผลที่ดูน่ากลัวเริ่มมีเนื้อและหนังงอกออกมาแล้ว เมื่อวานท่านหมอซุนมาตรวจอาการของเขา อีกทั้งท่านหมอซุนยังรู้สึกตกตะลึงเป็นอย่างมากกับความสามารถในการฟื้นตัวของหยูไห่ คนอื่นถ้าหากมีแผลขนาดนี้คงต้องถูกตัดขาไปแล้ว

หยูเสี่ยวเฉาไม่ยอมให้นางหลิวช่วย นางได้ทุบยาลดไข้ที่หมอโหยวทิ้งไว้ให้เป็นผง  จากนั้นก็ผสมผงยากับน้ำหินศักดิ์สิทธิ์เพื่อทำให้เป็นครีมข้น ๆ ก่อนจะทาลงบนแผลของหยูไห่อย่างระมัดระวัง

หยูไห่ถอนใจอย่างโล่งอกขณะที่ยาพอกแผลเย็น ๆ ช่วยบรรเทาอาการคันที่บาดแผล  เขามองลูกสามอย่างซึ้งใจและเอ่ยขึ้นมาว่า “หลังจากเสี่ยวเฉาหัวกระแทกมานี่ นอกจากจะแข็งแรงขึ้นแล้ว ยังคล่องแคล่วและฉลาดมากขึ้นอีกด้วย ความรู้ทางการแพทย์ที่ยาก ๆ เนื้อหาเยอะ ๆ ก็ยังเรียนได้ง่าย ๆ นี่เป็นอีกเรื่องที่ท่านเทพแห่งโชคลาภให้มาด้วยใช่หรือไม่ ?”

หยูเสี่ยวเฉาพันผ้าที่แผลอย่างพิถีพิถันและเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้เขา นางไม่ตอบรับหรือปฏิเสธในสิ่งที่พ่อของนางเอ่ยออกมา

คืนนั้นเมื่อทุกคนในครอบครัวหลับกันหมดแล้ว หยูเสี่ยวเฉาก็ได้ให้หินศักดิ์สิทธิ์ปล่อยพลังวิญญาณที่ได้มายากเย็นทำการรักษาเส้นเอ็นที่ฉีกขาดของหยูไห่

น้ำในโลกนี้ทั้งสะอาดและบริสุทธิ์ นอกจากนี้หินศักดิ์สิทธิ์ยังช่วยชีวิตพ่อของเจ้านายเอาไว้ ปัจจัยทั้งหมดนี้ช่วยคลายพันธนาการของมัน ความเร็วในการดูดซับพลังวิญญาณจึงเพิ่มขึ้นมาอย่างมาก มันเชื่อมั่นว่าอีกไม่นานมันจะสามารถปรากฏกายต่อหน้าทุกคนได้อย่างเปิดเผย แต่พลังงานที่มันเพียรพยายามรวบรวมอยู่ทุกวันก็ถูกใช้รักษาขาที่บาดเจ็บของหยูไห่อยู่ตลอด ทำให้หินศักดิ์สิทธิ์รู้สึกหดหู่ขึ้นมาบ้าง

โชคดีที่มันค้นพบว่าทุกครั้งที่มันใช้พลังวิญญาณจนหมด พันธนาการที่กักขังมันไว้ก็ค่อย ๆ คลายลงทีละนิด ยิ่งตอนที่ช่วยรักษาอาการบาดเจ็บของผู้คน เช่นบาดแผลที่หัวของเจ้านายและขาของพ่อเจ้านายก็ยิ่งคลายพันธนาการได้มากเป็นพิเศษ

หินศักดิ์สิทธิ์อดบ่นอยู่ในใจไม่ได้ ‘อย่าบอกนะว่าทุกครั้งที่ช่วยเจ้านาย พันธนาการของเทพีแห่งวิญญาณจะคลายออก ? ’ นี่เป็นคำบ่นอยู่ในใจของมัน แต่ก็เป็นสาเหตุว่าทำไมมันถึงช่วยเสี่ยวเฉารักษาอาการบาดเจ็บของหยูไห่ต่อไป

วันต่อมา ครอบครัวของเสี่ยวเฉาทั้งหมดก็ได้นอนจนเต็มตื่นเสียที เมื่อนางจางตื่นขึ้นมาและพบว่ายังไม่มีใครให้อาหารหมู ไก่กำลังร้องกระต๊าก ๆ ด้วยความหิว ไม่มีใครเก็บฟืนมาไว้ในครัว ไม่มีใครกวาดบ้าน และไม่มีใครซักเสื้อผ้า นางก็รีบวิ่งไปที่ห้องตะวันตกและได้ตะโกนออกมาว่า “จะนอนกินบ้านกินเมืองไปถึงไหน ? มิรู้หรือเยี่ยงไรว่านี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว ?”

หยูเสี่ยวเฉาเปิดประตูและมองนางจางพร้อมด้วยรอยยิ้มบาง ๆ บนใบหน้า “ท่านย่าลืมอะไรไปรึเปล่าเจ้าคะ เราแยกบ้านกันแล้ว ต่างคนต่างอยู่สิเจ้าคะ ! ถ้าท่านย่าอยากให้เราให้อาหารหมูกับไก่ ก็หมายความว่าท่านย่าจะยกสัตว์พวกนั้นให้พวกเราใช่หรือไม่เจ้าคะ ?”

นางจางกลืนคำด่าทอที่อยากจะด่าลงไปแล้วมองไปที่นางหลี่ที่แต่งตัวรุ่มร่ามซึ่งกำลังยืนพิงกรอบประตูดูโชว์อยู่ นางหาเป้าหมายใหม่มาระบายความโกรธได้แล้วจึงตะโกนใส่นางหลี่ว่า “นังคนเกียจคร้าน เหตุใดถึงยังมิเริ่มทำงานอีก ? ถ้าทำมิเสร็จก็มิต้องกินข้าว”

นางหลี่หน้าเปลี่ยนสีทันที นางรู้ตัวแล้วว่าในอนาคตนางจะต้องเป็นเฉกเช่นนางหลิวเป็นแน่ ทำงานทั้งวันไม่ได้หยุดพักตั้งแต่เช้าจรดเย็น นางหลี่ลอบบ่นพึมพำอยู่ในใจ

หลังจากแต่งงานมาสิบกว่าปี นางถูกนางจางสั่งโน่นสั่งนี่ในช่วงปีแรกเท่านั้น พอนางหลิวแต่งเข้ามาในตระกูล นางก็ได้ใช้ชีวิตแบบสบาย ๆ แล้วนี่อยู่ ๆ นางก็ต้องกลับมาทำงานบ้านอีกครา นางไม่รู้จริง ๆ ว่าควรจะเริ่มจากตรงไหน ตลอดทั้งเช้านางยุ่งอยู่กับงานมากมายพร้อมกับถูกแม่สามีตามด่าอยู่ตลอดเวลา

หยูไซตี้ทนมองอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ นางจึงช่วยกวาดพื้นและให้อาหารไก่ พอถึงเวลาทำอาหารเช้าพวกเขาก็ยังไม่ได้เก็บฟืนที่จำเป็นต้องใช้ เมื่อเฒ่าหยูกลับมาถึงบ้าน ห้องครัวยังเย็นและเงียบอยู่ เขาต้องทนหิวไปจนถึงยามอู่ถึงจะได้กินอาหารเช้าที่ทำมาแบบมักง่าย

เฒ่าหยูชักสีหน้าพร้อมกับถอนหายใจออกมา ไม่มีนางหลิวกับคนอื่น ๆ แล้วก็คงเป็นไปไม่ได้ที่บ้านจะสะอาดเรียบร้อยและเป็นระเบียบอย่างที่เคยเป็น เขาวางถ้วยและตะเกียบลงและไปที่บ้านเก่าเพื่อดูว่ามีอะไรที่เขาพอจะช่วยได้หรือไม่

ส่วนเสี่ยวเฉากับคนอื่น ๆ นั้น หลังจากสนุกกับฉากที่ลานบ้านแล้ว พวกเขาก็ได้รีบกินมื้อเช้าและไปที่บ้านเก่าตรงเชิงเขาตะวันตกทันที หยูไห่ถูกทิ้งไว้ที่บ้านใหญ่เพื่อพักฟื้น

บ้านเก่ากับบ้านของตระกูลหยูในปัจจุบันใช้เวลาเดินหากันราว 2 เค่อ ถึงจะบอกว่ามันอยู่ที่เชิงเขา แท้จริงแล้วมันก็อยู่ห่างจากเชิงเขาประมาณ 4 ลี้ ด้วยทิวทัศน์อันงดงามของภูเขาและสายน้ำ หยูเสี่ยวเฉาจึงยังอารมณ์ดีอยู่แม้ว่าบ้านเก่านั้นใกล้จะพังลงเต็มที นางมั่นใจว่าพวกเขาจะสร้างครอบครัวใหม่ได้ดีและจะเจริญรุ่งเรืองมากยิ่งขึ้นในสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ นี้ เรื่องการปรับตัวให้เข้ากับบ้านใหม่นี่ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง

บ้านเก่า ๆ โทรม ๆ หลังนี้สภาพแย่เสียจนทำให้ผู้คนอ้าปากค้าง แม้ว่าพวกเขาจะกลับมาซ่อมแซมมันทุกปี แต่ก็ทำแค่พอไม่ให้บ้านทั้งหลังพังลงมาเพียงเท่านั้น ปีนี้หิมะตกหนัก  จึงมีหนึ่งห้องถูกน้ำหนักของหิมะทับจนพัง แม้ว่าพวกเขาจะรีบซ่อมมันแล้วนิดหน่อยตอนฤดูใบไม้ผลิ แต่ห้องนั้นก็ยังไม่เหมาะสำหรับอยู่อาศัยอยู่ดี

บ้านพัง ๆ นั้นมีลานหน้าบ้านที่มีวัชพืชขึ้นไปทั่วทุกหนทุกแห่ง ด้านที่เป็นรั้วไม้ไผ่ก็เกือบจะล้มลงมา กระต่ายป่าสร้างรังอยู่ในลาน เมื่อพวกมันได้ยินเสียงคนก็รีบพุ่งหนีไปด้วยความกลัว ฉีโตวไล่ตามกระต่ายป่าอย่างร่าเริง นางหลิวปล่อยลมหายใจออกมาอย่างโล่งอกและเริ่มต้นถอนวัชพืชออกจากสนามพร้อมกับลูกสาวทั้งสองคนของนาง

บ้านเก่านี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกล มีเพื่อนบ้านในบริเวณใกล้เคียงอยู่แค่ไม่กี่หลังคาเรือนเท่านั้น ทางด้านซ้ายห่างไปประมาณ 1 จั้งเป็นบ้านของตระกูลโจวที่เลี้ยงไก่เพื่อทำมาหากิน นางฟางแต่งเข้าตระกูลโจวและมีความสัมพันธ์ที่ดีกับนางหลิว เมื่อนางเห็นนางหลิวและลูกของนางกำลังต่อสู้กับวัชพืชกันอยู่ นางจึงพาลูกสาวทั้งสองคนมาช่วยด้วยอีกแรง

ตระกูลโจวมีลูกชาย 1 คนและลูกสาว 2 คน ลูกสาวคนโตโจวหลิงหลงอายุ 14 ปีและมีอายุมากพอที่จะหาคู่ครองได้แล้ว โจวชานหูน้องสาวอายุ 9 ขวบ นิสัยเปิดเผยไร้เดียงสา  สิ่งที่นางชอบทำมาก ๆ ก็คือเล่นกับเสี่ยวเฉาและเสี่ยวเหลียน

ลุงโจวหรือโจวต้าเหนียน เริ่มต้นจากการเป็นพ่อค้าหาบเร่ โจวเหวินหัวลูกชายของเขาเข้าโรงเรียนได้ 2 ปีแล้วและได้ตามพ่อไปซื้อขายสินค้าด้วย เวลาที่บ้านไม่มีงาน เขาก็จะมาที่หมู่บ้านและเดินไปเดินมาตามถนนเพื่อขายของใช้ในบ้าน อย่างเช่น เข็มกับด้าย ที่บ้านของพวกเขามีไก่อยู่ประมาณ 100 ตัว ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงเป็นหนึ่งในไม่กี่ครอบครัวที่สามารถซื้อแป้งสาลีและข้าวขาวมากินได้ตามปกติ

“ท่านพี่ฮัน !” ฉีโตวที่กำลังถือเคียวเล็ก ๆ ตัดวัชพืช เงยหน้าขึ้นมาและเห็นคนที่คุ้นเคย  เขาจึงเข้าไปทักทายคนผู้นั้นอย่างร่าเริง

จ้าวฮันม้วนแขนเสื้อขึ้นและคว้าเคียวไปหนึ่งอัน เขาเริ่มต้นทำงานพร้อมกับเอ่ยว่า “ข้าได้ข่าวว่าพวกท่านกำลังจะย้ายมาอยู่ที่นี่ก็เลยมาหา มีอันใดให้ช่วยหรือไม่ขอรับ ?”

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด