ตอนที่แล้วราชันย์เร้นลับ 166 : บททดสอบ
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปราชันย์เร้นลับ 168 : โอสถตัวตลก

ราชันย์เร้นลับ 167 : สมบัติศักดิ์สิทธิ์

 

    “ตกลง” 

 

    เครสไทน์·ซีสม่าผงกศีรษะพร้อมกับก้มตัวลงเล็กน้อย

 

    “ถ้าอย่างนั้นก็สาบานต่อสมบัติศักดิ์สิทธิ์”

 

    ขณะกล่าว มันเหยียดแขนเอื้อมไปยกกระเป๋ากล่องสีเงินข้างฝ่าเท้า

 

    สมบัติศักดิ์สิทธิ์…? 

 

    สมบัติศักดิ์สิทธิ์ซึ่งมอบฉายาดาบแห่งเทพธิดาให้คุณ…? 

 

    ไคลน์จ้องมองพฤติกรรมอีกฝ่ายอย่างตั้งใจ

 

    เครสไทน์วางกระเป๋าลงบนตัก นัยน์ตาเขียวเข้มของมันแปรเปลี่ยนเป็นดำสนิทในพริบตา

 

    มันใช้มือสองข้างกดลงบนกระเป๋าอย่างแผ่วเบา ผิวกล่องโลหะสีเงินพลันสั่นกระเพื่อมคล้ายคลื่นทะเล

 

    ขณะเดียวกัน ไคลน์เริ่มสัมผัสว่าแสงสว่างภายในห้องเริ่มเจือจาง ราวกับถูกกระเป๋าตรงหน้าดูดซับไว้จนหมด

 

    แม้จะมีแสงไฟจากตะเกียงแก๊สเรียงรายตามทางเดิน รวมถึงแสงสว่างสีเงินซึ่งส่องลอดผ่านจากช่องขอบกระเป๋า อย่างไรก็ตาม บรรยากาศรอบตัวไคลน์กลับมืดสนิทจนมองไม่เห็นแม้แต่ฝ่ามือตัวเอง

 

    แกร๊ก!

 

    เสียงเครสไทน์·ซีสม่าเปิดกลไกกระเป๋า

 

    หลังจากฝาถูกเปิดอ้า ไคลน์พบดาบกระดูกสีขาวบริสุทธิ์ด้านใน

 

    ใช่แล้ว ดาบกระดูก… 

 

    ในวินาทีสายตากระทบกับวัตถุ สัญชาตญาณไคลน์บ่งบอกว่าศาสตราตรงหน้าถูกสร้างจากกระดูกเป็นส่วนใหญ่

 

    ดาบขนาดไม่ยาวนักกำลังแผาแสงสว่างสีขาวบริสุทธิ์ด้วยบรรยากาศสุขสงบ ท่ามกลางห้องแปรธาตุมืดสนิทถ้วนทั่ว กึ่งกลางห้องคลับคล้ายมีดวงจันทร์เป็นของตัวเอง

 

    หากมองผ่านๆ จะเหมือนกับผิวดาบเรียบสนิทไร้จุดตำหนิ แต่เมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนจะพบอักษรอักขระ สัญลักษณ์ และตราประทับจำนวนมากอัดแน่นบนผิวดาบจนแทบไม่มีช่องว่างปรากฏ มันเรียบเนียนกลมกลืนจนเหมือนเนื้อเดียว

 

    ไคลน์เพ่งพิจารณาดาบศักดิ์สิทธิ์ครู่หนึ่ง 

 

    จนกระทั่งพบว่าตัวมันไม่สามารถละสายตาออกจากศาสตราเล่มนี้ได้เลย!

 

    สายตาถูกบังคับให้จ้องมองอาวุธเบื้องหน้าโดยไม่กระพริบ นัยน์ตาน้ำตาลเข้มเริ่มสูญเสียความแวววาวไปทีละน้อย

 

    เครสไทน์ออกแรงยกกระเป๋ากล่องแผ่วเบา ส่งผลให้ดาบกระดูกถูกเลื่อนตำแหน่งไปจากจุดเดิม

 

    ทันใดนั้น จิตไคลน์ถูกกระตุกให้หลุดพ้นจากภวังค์ เป็นอิสระจากฝันร้ายซึ่งมิอาจหลีกหนีได้ด้วยพลังของตัวเอง

 

    ชายหนุ่มรีบจ้องมองไปด้านข้างเพื่อไม่ให้สายตาส่องกระทบดาบ ก่อนจะซักถามด้วยน้ำเสียงตึงเครียด

 

    “ท่านครับ ให้ผมใช้ฝ่ามือแตะดาบใช่ไหม”

 

    “ถูกต้อง ขยับเข้ามาใกล้อีกสักหน่อย”

 

    เสียงเครสไทน์ก้องกังวาลราวกับกำลังขับขานเพลงกล่อมเด็ก

 

    ไคลน์ยืนขึ้น สายตายังคงจดจ่อกับความมืดมิดด้านข้างลำตัว มันเดินตรงไปทีละนิดโดยไม่มองทาง ไม่เห็นแม้กระทั่งท่อนขาหรือรองเท้าบูทหนังของอาวุโสใหญ่แห่งโบสถ์

 

    “หยุด” เครสไทน์ให้สัญญาณ

 

    ไคลน์ชะงักฝีเท้า มันยืนค้างไว้ตรงนั้นโดยไม่กล้าขยับตัว หางตาแอบชำเลืองผิวดาบกระดูกชั่วครู่ จากนั้นรีบเบือนหน้าหนีทันควันอย่างหวาดกลัว

 

    การชำเลืองช่วยให้ไคลน์สามารถกะระยะห่างจากดาบได้แม่นยำ มันเหยียดมือขวาออกไปวางทาบพอดิบพอดี

 

    ทันใดนั้น ความเย็นเฉียบแผ่ซ่านทุกรูขุมขนร่างกาย ไม่เว้นกระทั่งจิตใจหรือวิญญาณ อารมณ์หลากหลายภายในหัวถูกปัดเป่าชำระล้างจนบริสุทธิ์ ร่างกายผ่อนคลายประหนึ่งนอนแผ่หราบนหลังคาในหมู่บ้านห่างไกล จมูกสูดกลิ่นทุ่งข้าวใหม่เพิ่งถูกเก็บเกี่ยว สายตาเชยชมความงามของท้องฟ้ายามราตรี

 

    “ท่องตามผม” เครสไทน์กล่าวเสียงขรึม

 

    “ครับ” ไคลน์ผงกศีรษะ

 

    ทันใดนั้น ชายหนุ่มได้ยินอาวุโสใหญ่พูดเป็นภาษาเฮอมิส

 

    “ข้าแต่ท่านเทพธิดาผู้สูงสง่ากว่าดาราและยาวนานกว่าห้วงนิรันดร์

 

    “ข้าขอสาบานกับท่านด้วยนามจริงและพลังวิญญาณอันเป็นเอกลักษณ์

 

    “นับแต่นี้เป็นต้นไป. ตัวข้า. ไคลน์. จักไม่เปิดเผยรายละเอียดของเทคนิคสวมบทบาทให้กับบุคคลซึ่งยังไม่เคยทราบมาก่อน 

 

    “หากตัวข้าฝ่าฝืน กรุณาลงโทษอย่างสาสมตามแต่ท่านเทพธิดาเห็นสมควร

 

    “ได้โปรดท่านเทพธิดาเป็นสักขีพยานต่อหน้าคำสาบานของข้าด้วย”

 

    ไคลน์รวบรวมสมาธิก่อนจะกล่าวตามบทพูดของเครสไทน์ทุกกระเบียดนิ้ว

 

    เมื่อพูดจบ ชายหนุ่มพลันตระหนักว่า ระหว่างตนและดาบกระดูกสีขาวมี ‘พันธะ’ ลึกลับถูกสร้างขึ้น

 

    หลังจากหดมือกลับ ไคลน์รีบทำสัญลักษณ์จันทร์แดงกลางหน้าอก 

 

    “เทพธิดาจงเจริญ”

 

    “เทพธิดาจงเจริญ” 

 

    เครสไทน์ยิ้มตอบ มันผงกศีรษะแผ่วเบาเป็นเชิงตอบรับ ขณะเดียวกันก็ปิดฝากระเป๋ากล่องสีเงินจนสนิท จากนั้นก็ใช้มือขวากดซ้ำอย่างแรงหนึ่งหน

 

    บรรยากาศมืดมิดภายในห้องสลายไปราวกับเรื่องโกหก แสงไฟจากตะเกียงแก๊สทางเดินส่องเข้ามาด้านในอีกครั้ง

 

    ดวงตาของเครสไทน์เปลี่ยนจากดำสนิทกลับเป็นเขียวเข้มตามเดิม

 

    ไคลน์เดินกลับไปนั่งเก้าอี้ตัวเก่าพร้อมกับขมวดคิ้วถามอย่างฉงน

 

    “เทคนิคสวมบทบาท?”

 

    เครสไทน์กระแอ่มล้างคอหนึ่งหน มันยังไม่ตอบตามตรง 

 

    เพียงอมยิ้มและเล่าว่า

 

    “ขอเตือนไว้ก่อน คุณอาจรู้สึกสับสนและไม่เข้าใจความหมายของคำพูดผมหลังจากนี้ แต่ผมไม่สามารถอธิบายเพิ่มเติมมากกว่านั้นได้ เนื่องจากขัดต่อหลักความลับของโบสถ์

 

    คุณมีสิทธิ์ได้รับคำอธิบายหลังจากกลายเป็นบุคลากรระดับสูงของโบสถ์แล้วเท่านั้น หากไม่ใช่อาร์คบิชอปก็ต้องอาวุโสใหญ่… 

    

    ใช่ไหม…? ไคลน์เสริมเอาเองในใจ

 

    “คุณจะได้รับอนุญาตให้เข้าถึงข้อมูลหลังจากกลายเป็นบุคลากรระดับสูงของโบสถ์แล้วเท่านั้น เช่นอาร์คบิชอปหรืออาวุโสใหญ่”

 

    เครสไทน์เน้นย้ำ

 

    นั่นปะไร… ไคลน์ผงกศีรษะรับ

 

    เครสไทน์วางกระเป๋าไว้ข้างเท้าในจุดเดิม

 

    “จากประวัติศาสตร์อันยาวนานของโบสถ์รัตติกาล เหล่าอัจฉริยะรุ่นแล้วรุ่นเล่าได้ค้นพบวิธีช่วยลดอัตราการคลุ้มคลั่งของผู้วิเศษ

 

    “โดยหัวใจสำคัญของวิธีการดังกล่าวคือชื่อของโอสถแต่ละชนิด ไม่เพียงสำคัญมาก แต่ยังเป็นกุญแจ…”

 

    ขณะเห็นไคลน์แสดงสีหน้าครุ่นคิด มันทำการอธิบายเพิ่มเติม

 

    “พวกเราจึงเริ่มตระหนักว่า ชื่อของโอสถคือการแบ่งกลุ่มรูปแบบหนึ่ง แต่ละกลุ่มจะมีวิธีรับมือต่างกัน…  

 

    “สรุปโดยสั้นก็คือ โอสถทุกชนิดจะมีชุด ‘กฎระเบียบ’ แฝงมาด้วย โอถสแต่ละชนิดจะใช้ชุดของกฎไม่เหมือนกัน หากปฏิบัติตามกฎเหล่านั้นอย่างเคร่งครัด โอกาสคลุ้มคลั่งจะลดลงจากเดิมหลายเท่าตัว”

 

    “กฎ…? เหมือนกับหลักปฏิบัติของนำทายซึ่งผมคิดขึ้นเองใช่ไหม” 

 

    ไคลน์ฉวยโอกาสซักถาม

 

    มันตระหนักว่าคำอธิบายของเครสไทน์ฟังดูซับซ้อนวุ่นวาย ไม่ง่ายเหมือนกับเมื่อครั้งตนสอนจัสติสและแฮงแมน

 

    “ถูกต้อง” อาวุโสใหญ่ยืนยันหนักแน่น

 

    “เมื่อปฏิบัติตามกฎของโอสถอย่างเคร่งครัด พวกเราจะกลายเป็นกลุ่มสิ่งมีชีวิตคล้ายคลึงกับชื่อโอสถ หรือก็คือ พวกเราต้องสวมรอยเป็น ‘อาชีพ’ ตามชื่อโอสถบอกใบ้ 

 

    “นี่คือเทคนิคสวมบทบาท คุณต้องไม่ลืมว่า มนุษย์ทุกคนมีลักษณะพลังวิญญาณแตกต่างกันไป กฎของแต่ละคนจึงแตกต่างกันเล็กน้อย ส่วนนี้ต้องอาศัยประสบการณ์ คำบอกเล่าในอดีตเป็นได้แค่แนวทางเท่านั้น”

 

    ถือเป็นข้อมูลน่าสนใจ เพราะเราไม่ได้ตระหนักถึงเรื่องกฎในตอนแรก… ไคลน์ผงกศีรษะอย่างซาบซึ้ง

 

    “ขอบคุณครับ ผมจะจำใส่ใจเอาไว้”

 

    เครสไทน์อมยิ้ม

 

    “สิ่งเหล่านี้คือประสบการณ์สั่งสมจากเหยี่ยวราตรีรุ่นสู่รุ่น

 

    “หลังจากใช้เทคนิคสวมบทบาท พวกเราไม่เพียงกลมกลืนไปกับโอสถ แต่ยัง ‘ย่อย’ พวกมันอีกด้วย คล้ายกับการย่อยอาหารมื้อใหญ่ซึ่งต้องใช้เวลา หากย่อยหมดเมื่อไร ร่างกายจะเกิดความรู้สึกมหัศจรรย์เหนือคำบรรยาย… เข้าใจหรือยัง?”

 

    “เข้าใจแล้วครับ… คำว่า ‘ย่อย’ ช่วยให้เห็นภาพชัดเจนกว่าเดิมมาก”

    

    ไคลน์แสร้งก้มหน้าครุ่นคิดราวกับเป็นความรู้ใหม่แกะกล่อง

 

    เมื่อตระหนักว่าเครสไทน์ยอมอธิบายเชิงลึกให้ตนฟัง มันตัดสินใจถามประเด็นค้างคาใจ

 

    “ท่านครับ… ในเมื่อชื่อของโอสถสำคัญมาก นอกจากเป็นหัวใจสำคัญ ยังเป็นกุญแจช่วยในการย่อยด้วย แล้วผู้วิเศษรุ่นแรกได้รับชื่อโอสถจากไหน? 

 

    “ผมเคยได้ยินว่า ชื่อโอสถทุกชนิดและทุกลำดับ ได้ถูกบันทึกไว้ในศิลาเย้ยเทพอย่างสมบูรณ์”

 

    “ถูกต้อง” เครสไทน์ตอบเถรตรง

 

    “แต่แผ่นศิลาเย้ยเทพถูกจารึกด้วยชื่อเก่า ต้องมีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัยปัจจุบัน บางชื่อได้มาจาก ‘สารแห่งเทพ’ ส่วนบางชื่อเกิดจากการสั่งสมประสบการณ์ของผู้วิเศษ”

 

    ไคลน์พยักหน้าเชื่องช้า มันเม้นริมฝีปากและแสร้งถามด้วยความฉงน

 

    “ท่านครับ… ในเมื่อเทคนิคสวมบทบาทมีประสิทธิภาพสูงขนาดนี้ เหตุใดทางโบสถ์ถึงไม่แจ้งให้บุคลากรระดับล่างทราบ”

 

    “ผมบอกได้เพียงว่า มันคือความลับระดับสูงสุดของโบสถ์ คุณจะมีสิทธิ์เข้าถึงก็ต่อเมื่อกลายเป็นอาร์คบิชอปหรืออาวุโสใหญ่เท่านั้น”

 

    เครสไทน์ตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย

 

    “เอาล่ะ กลับขึ้นไปข้างบนและบอกให้เหยี่ยวราตรีคนอื่นลงมาหาผมทีละคน พวกเราจะได้จบพิธีการทดสอบของคุณสักที”

 

    ให้ฟรายและคนอื่นสาบานต่อหน้าดาบศักดิ์สิทธิ์สินะ ว่าจะไม่แพร่งพรายเทคนิคสวมบทบาทให้ใครทราบ… ไคลน์ครุ่นคิดพลางลุกขึ้นยืนและกล่าวคำอำลาตามมารยาทของเหยี่ยวราตรี

 

    ขณะเดินกลับไปยังขึ้นไปยังสำนักงานบริษัทหนามทมิฬ ชายหนุ่มเหลือบเห็นดันน์กำลังสูบไปป์ในห้องบันไดหิน 

 

    ไคลน์ฉีกยิ้มและเป็นฝ่ายเริ่มทัก

 

    “น่าจะเสร็จแล้วครับ แต่ท่านอาวุโสบอกว่าให้ฟรายและคนอื่นลงไปพูดคุยกับเขาทีละคนจนครบ…”

 

    ขณะยืนมองฟรายและซิกาในห้องนันทนาการ มันพลันฉุกคิดบางสิ่ง

 

    “หัวหน้า แล้วพวกเราควรทำอย่างไรกับมาดามรอยัลซึ่งกำลังเข้าเวรประตูยานิส? 

 

    “ยิ่งไปกว่านั้น วันนี้เป็นวันหยุดประจำสัปดาห์ของโคเฮนรี ส่วนเลียวนาร์ดกำลังทำภารกิจเฝ้าโรงพยาบาลจิตเวช… 

 

    “แล้วผมจะได้ผ่านการทดสอบไหม?”

 

    ดันน์ยืนแข็งทื่อสักพัก ก่อนจะเลื่อนมือขวาขึ้นมาบีบหน้าผาก

 

    “ผมลืมไปเลย…”

 

    มันเว้นวรรคเล็กน้อย

 

    “แต่คุณไม่ต้องกังวลเกินไป ข้อดีของการมีอาวุโสใหญ่มาช่วยทดสอบคือ เขาสามารถตัดสินใจด้วยตัวเอง ไม่ต้องส่งโทรเลขกลับไปหาวิหารศักดิ์สิทธิ์ให้วุ่นวาย ชายคนนั้นสามารถตัดสินให้คุณสอบผ่านและมอบสูตรโอสถตัวตลกรวมถึงวัตถุดิบหลักได้ทันที”

 

    “ได้ยินแบบนี้ค่อยโล่งใจ” 

 

    ไคลน์มิอาจระงับอาการตื่นเต้น

 

    … 

 

    ผ่านไปราวหนึ่งชั่วโมงครึ่ง 

 

    โคเฮนรีเดินกลับขึ้นชั้นบนด้วยสีหน้าสับสนสุดขีด ขณะเดียวกันก็มีคำสั่งเรียกตัวไคลน์กลับไปหาเครสไทน์ ดาบแห่งเทพธิดา อีกรอบ

 

    ในหนนี้ อาวุโสใหญ่ผู้มีดวงตาสีเขียวเข้มและเส้นผมสีน้ำตาลทองมิได้กำลังนั่งเก้าอี้ มันยืนรับสายลมเย็นเฉียบของชั้นใต้ดินและปล่อยให้เสื้อกันลมตัวโคร่งสะบัดพลิ้ว

 

    ปกเสื้อตั้งสูงเช่นเคย ปกปิดส่วนคางและริมฝีปากจนเกือบหมด

 

    มันจ้องมองไคลน์พลางอมยิ้ม

 

    “เหยี่ยวราตรีไคลน์·โมเรตติ ผมขอประกาศให้คุณผ่านการทดสอบของวิหารศักดิ์สิทธิ์อย่างเป็นทางการ

 

    “และขอแสดงความยินดี จากคะแนนคุณประโยชน์ก่อนหน้า คุณสามารถเลื่อนลำดับกลายเป็นผู้วิเศษลำดับ 8 ได้ทันที”

 

▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬

ตอนฟรีลงทุกวันอังคาร – เสาร์

ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/

คะแนน 4.2
กรุณารอสักครู่...