ตอนที่แล้วตอนที่ 10 : งานประมูลของบริษัทคาฟ่า [2]
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 12 : ถักทอเส้นใยแห่งเวทมนต์

อเดลสงบสติอารมณ์อย่างรวดเร็วพร้อมกับนั่งลงวิเคราะห์เกล็ดมังกรเพลิงอย่างใจเย็น ดูจากพลังเวทย์ที่ปล่อยออกมานั้นดูเหมือนว่ามังกรตัวนี้จะเป็นมังกรเพลิงที่อยู่ในชนชั้นกลางค่อนไปทางต่ำที่พึ่งจะตายได้ไม่นาน

 

เพราะพลังเวทย์ที่ปล่อยออกมาจากเกล็ดนั้นแลดูอ่อนแอและเบาบาง บางทีเกล็ดอันนี้อาจจะเป็นของมังกรที่ยังไม่โตเต็มที่ไม่งั้นมันคงจะไม่โผล่มาที่ทวีปทูรินนี้อย่างแน่นอน

 

มังกรนั้นจัดเป็นมอนสเตอร์ไม่สิมันต้องถูกเรียกว่าสิ่งมีชีวิตชั้นสูงที่เทียบเคียงได้กับภูติชั้นสูงและพวกเอลฟ์ชั้นสูงที่เป็นเผ่าพันธุ์ที่ถูกเรียกว่าลูกรักของผืนป่า

 

แต่พวกมังกรชั้นสูงนั้นแตกต่างออกไปพวกมันแข็งแกร่งกว่ามังกรปกติหลายสิบเท่าพวกมันมีพลังเพียงพอที่จะครอบครองโลกใบเล็กได้อย่างง่ายดายพวกมันถูกจัดเป็นจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารอย่างแท้จริงที่แม้แต่เมกัสก็ต้องคิดหนักหากต้องปะทะกับพวกมันโดยตรง

 

แต่ถึงอย่างงั้นก็ยังมีมังกรอีกประเภทหนึ่งที่ไม่ว่าจะยังไงก็ห้ามปะทะด้วยเด็ดขาด พวกมันถูกเรียกว่าจักรพรรดิมังกร เพียงแค่ชื่อก็ฟังดูแข็งแกร่งแล้วจักรพรรดิมังกรนั้นมีพลังมากกว่ามังกรชั้นสูงหลายร้อยเท่า พวกมันมีพลังเพียงพอที่จะเผาโลกใบเล็กทั้งใบให้วอดวายได้ในเวลาไม่กี่วัน

 

เหล่าจักรพรรดิมังกรนั้นถือเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตไม่กี่ชนิดที่ถูกบอกว่าพวกมันมีพลังเทียบเคียงกับพระเจ้า

 

ในอดีตอเดลเคยปะทะกับจักรพรรดิมังกรอยู่ตนหนึ่งทั้งคู่ต่อสู้กันยาวนานกว่าหลายวันจนเกือบจะทำให้โลกใบเล็กใบนั้นล่มสลาย การต่อสู้จบลงด้วยที่อเดลเสียแขนซ้ายไปข้างหนึ่งเพื่อแลกกับปีกขวาของจักรพรรดิมังกรแม้มันจะเสียปีกไปข้างหนึ่งแต่มันก็ดูจะไม่ได้กังวลสักเท่าไหร่นักเพราะเมื่อระยะเวลาผ่านไปด้วยพลังเวทย์ที่มีจำนวนมหาศาลของมันทำให้ปีกที่หายไปสามารถที่จะฟื้นฟูสภาพกลับมาได้เอง

 

ต่างจากตัวของอเดลที่แขนซ้ายของเขาไม่สามารถฟื้นฟูกลับมาได้ทำให้เขาจำใจต้องใส่แขนเทียม และเมื่อเวลาผ่านไปเขาก็ได้รู้ตัวว่าการแลกกันครั้งนั้นดูจะไม่ค่อยแฟร์สักเท่าไหร่

 

อเดลจ้องมองเกล็ดมังกรเพลิงที่กำลังถูกประมูลอยู่อย่างสงบ แม้เขาจะอยากได้มันก็ตามแต่ตอนนี้ด้วยจำนวนเงินประมูลที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆดูเหมือนว่าเงินในกระเป๋าของเขาจะไม่พอที่จะแข่งขันกับเศรษฐีคนอื่นๆ

 

ในตอนนี้อเดลมีเงินในกระเป๋าจากการที่ประมูลโพชั่นอออกไปหลังจากหักค่าทำเนียมแล้วก็เหลือเพียงห้าแสนเหรียญทองเท่านั้น

 

แม้เขาจะมีอาติเฟคอีกสองชิ้นที่ยังรอการประมูลอยู่ในชิ้นถัดไปนั้นเขาก็ไม่แน่ใจนักว่ามันจะทำเงินได้มากน้อยแค่ไหน

 

ราคาของเกล็ดมังกรยังคงพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆจนตอนนี้แตะสี่แสนเหรียญทองเรียบร้อยแล้ว แม้เกล็ดมังกรชิ้นนี้จะไม่ได้สำคัญกับตัวเขามากนักแต่หากได้มันมาเขาก็สามารถนำมันมาสร้างอะไรได้อีกหลายอย่างดังนั้นจึงมีไว้ก็ไม่เสียหาย แต่ดูจากราคาแล้วเขาคงต้องยอมแพ้เพราะดูเหมือนราคาของมันอาจจะสูงถึงหกแสนเหรียญทองเลยก็ได้

 

หลังจากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วอเดลก็ตัดใจจากเกล็ดมังกรนี้ไปเพราะยังไงซะเมื่อเขาเข้าไปในโลกใบเล็กเขาก็มีโอกาสที่จะได้พบเจอกับมังกรอีกมาก อีกทั้งเกล็ดมังกรอันนี้ยังถือเป็นเกรดต่ำและมีจำนวนน้อย(มาก)ทำให้ไม่เพียงพอที่จะเอาไปสร้างอะไรอย่างจริงจังได้

 

เขาจึงตัดสินใจเก็บเงินไว้ประมูลของชิ้นอื่นจะดีกว่า

 

สุดท้ายเกล็ดมังกรเพลิงถูกประมูลออกไปด้วยราคากว่าแปดแสนเหรียญทองซึ่งมากกว่าที่เขาคิดเอาไว้นิดหน่อย หลังจากเกล็ดมังกรเพลิงนั้นก็มีแร่จำนวนหนึ่งถูกนำออกมาประมูลซึ่งตัวของอเดลก็ได้ประมูล แร่ซาไฟต์กับอดาเมนไทป์ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพของรูนบนอาติเฟคได้

 

และยังได้ประมูลหนังของมอนสเตอร์ระดับสูงและอื่นๆไปอีกนิดหน่อย

 

หลังจากนั้นก็เป็นรายการของอาติเฟคระดับต่ำที่ถูกนำมาประมูลซึ่งก็ไม่ได้มีอะไรน่าดึงดูดใจเท่าไหร่นักจนมาถึงแหวนมิติของเขา

 

สาวงามเรวี่เดินขึ้นมาบนเวทีพร้อมกับกล่องไม้ใบเล็กๆใบหนึ่งก่อนจะแสดงรอยยิ้มทรงเสน่พร้อมกับพูดขึ้นว่า

 

”อย่างที่ทุกท่านเห็นนี่คืออาติเฟคที่มีลักษณะเป็นแหวนซึ่งถูกเสริมด้วยเวทมนต์ประเภทมิติและกาลเวลา”

 

เมื่อได้ยินแบบนั้นผู้เข้าร่วมประมูลทุกคนก็ต่างฮือฮาขึ้นมาทันทีเพราะอาติเฟคที่ถูกเสริมด้วยเวทมนต์สองชนิดนั้นพบเห็นได้ยากมากจะมีก็แต่เหล่าตระกูลชั้นสูงในทวีปกลางเท่านั้น และยิ่งมันถูกเสริมด้วยเวทมนต์หายากอย่างเวทมนต์ประเภทมิติและเวทมนต์ประเภทกาลเวลาอีกด้วยยิ่งหายากเข้าไปใหญ่

 

หลังจากกระตุ้นผู้เข้าร่วมประมูลแล้วเรวี่ก็พูดขึ้นอีกครั้ง

 

”จากการทดสอบของทางเรานั้นปรากฏว่ามิติข้างในแหวนนั้นสามารถรับสิ่งของได้เกือบหนึ่งตัน แน่นอนว่าหลายท่านอาจคิดว่าหนึ่งตันนั้นดูน้อยแต่หากคิดกลับกันน้ำหนักสิ่งของหายไปถึงหนึ่งตันนั้นมีประโยชน์ได้หลากหลายเกินกว่าที่ทุกท่านจะจินตนาการได้”

 

อเดลพยักหน้าให้กับคำพูดของเรวี่เพราะการต่อสู้ในโลกใบเล็กนั้นอันตรายและเต็มไปด้วยสงครามไม่ว่าจะเป็นมอนสเตอร์หรือผู้คนด้วยกัน และเมื่อสงครามเกิดขึ้นสิ่งที่จำเป็นที่สุดของสงครามก็คือการขนส่งเสบียงและอุปกรณ์ต่างๆให้กับแนวหน้า

 

ในอดีตระหว่างสงครามนั้นมีการขนส่งเสบียงและอุปกรณ์นั้นมากกว่าสี่สิบตันทุกวัน สงครามขนาดใหญ่เกิดขึ้นอยู่เป็นประจำฉะนั้นสิ่งที่ช่วยอำนวยความสะดวกในด้านนี้จึงเป็นที่นิยมเป็นอย่างมากเพราะมันสามารถป้องกันเรื่องผิดพลาดได้หลายอย่าง

 

ยกตัวอย่างเช่นการโจมตีขบวนขนส่ง หรือการถูกดักสุ่มโจมตีด้วยการที่ใช้อาติเฟคประเภทนี้ทำให้เรื่องพวกนี้ยากที่จะเกิดขึ้นดังนั้นในอดีตอาติเฟคประเภทเก็บของจึงเป็นที่นิยมอย่างมาก

 

การพูดคุยของผู้เข้าร่วมประมูลเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆเมื่อเห็นแบบนั้นเรวี่จึงเปิดการประมูลทันที

 

”ราคาเริ่มต้นของอาติเฟคชิ้นนี้อยู่ที่ หนึ่งแสนเหรียญทองการเสนอราคาทุกครั้งจะไม่ต่ำกว่าหนึ่งหมื่นเหรียญทอง ถ้าทุกท่านเข้าใจกันแล้วดิฉันขอเริ่มต้นการประมูลอาติเฟคชิ้นนี้ได้เลยค่ะ !!”

 

ทันทีที่เรวี่พูดจบราคาของแหวนมิติก็พุ่งขึ้นสูงอย่างรวดเร็วจากหนึ่งแสนเป็นสองแสน และยังคงเพิ่มขึ้นไปอีกเรื่อยๆ

 

”สองแสนสามหมื่นเหรียญทอง”

 

”สองแสนห้าหมื่นเหรียญทอง”

 

”สองแสนเจ็ดหมื่นเหรียญทอง”

 

”สามแสนเหรียญทอง”

 


..
.

 

ราคาของแหวนมิติยังคงพุ่งสูงขึ้นแม้มันจะเกินกว่าห้าแสนเหรียญทองแล้วก็ตาม

 

”ห้าแสนเจ็ดหมื่น”

 

”หกแสน”

 

”หนึ่งล้านเหรียญทอง !!”

 

ในจังหวะที่ทุกคนกำลังเสนอราคากันอยู่นั้นก็มีคนๆหนึ่งตะโกนราคาที่เหนือความคาดหมายออกมา ทุกคนเงียบลงพร้อมกับหันไปตามเสียงที่ถูกตะโกนออกมาซึ่งมันออกมาจากห้องรับรองพิเศษที่อยู่ด้านบนทันที

 

หลังจากความเงียบเกิดขึ้นเสียงหนึ่งก็ถูกส่งออกมาจากห้องนั้นอีกครั้ง

 

”ทุกท่านโปรดเห็นแก่หน้าของเราตระกูลทาเนียร์ด้วยเถิด”

 

เมื่อทุกคนที่ได้ยินคำว่าตระกูลทาเนียร์ก็ต่างหยุดเสนอราคากันทันที อเดลมองไปยังห้องรับรองพิเศษห้องนั้นพร้อมกับพิจารณาก่อนจะขบคิดว่าตระกูลทาเนียร์นั้นแลดูจะมีอำนาจไม่น้อยที่ทำให้เศรษฐีทุกคนต่างเกรงอกเกรงใจ

 

สุดท้ายด้วยอำนาจของตระกูลทาเนียร์การประมูลแหวนมิติก็ถูกหยุดลงด้วยราคาหนึ่งล้านเหรียญทอง แม้ตัวของอเดลอยากจะให้ราคามันสูงขึ้นอีกนิดนึงก็ตามแต่เขาก็พอใจกับเงินจำนวนนี้แล้วเพราะเขาสามารถนำเงินจำนวนนี้ไปทำอะไรได้หลายอย่าง

 

หลังจากการประมูลแหวนมิติจบลงพนักงานของโรงประมูลก็นำกล่องไม้ขึ้นมาบนเวทีซึ่งเป็นอาติเฟคชิ้นต่อไปและเป็นสินค้าชิ้นสุดท้ายที่จะถูกนำมาประมูลนั่นคือดาบที่อเดลได้เป็นของสร้างขึ้นมาซึ่งมันถูกเสริมด้วยเวทมนต์เล็กน้อยและถูกประมูลไปด้วยราคาสามแสนเหรียญทองโดยเศรษฐีคนหนึ่ง

 

งานประมูลของค่ำคืนนี้จบลงโดยรวมแล้วอเดลถือว่าพอใจกับผลลัพธ์นี้เป็นที่น่าพอใจเล็กน้อยเพราะเขาสามารถทำเงินได้มากกว่าหนึ่งล้านห้าแสนเหรียญทองแม้จะถูกหักภาษีก็ตาม

 

 

 

คะแนน 5.0
กรุณารอสักครู่...