ตอนที่แล้วตอนที่ 7 บรรลุเป้าหมาย
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 9 พ่อแม่ที่น่าสงสาร

เนตรเซียนทะลุสมบัติ

ตอนที่ 8 สงสัย


ขณะที่หลี่หลิงเทน้ำที่อยู่ในแก้วไปที่ถนนด้านหน้าร้าน เขาก็มองไปที่แผ่นหลังของหยางโปที่เดินออกไปพร้อมกับความรู้สึกสงสัยที่เกิดขึ้น หยางโปไปอยู่กับคนที่ขายวัตถุโบราณคนนั้นได้ยังไงกันนะ ?

หลังจากที่เดินกลับเข้ามาในร้าน เถ้าแก่เจี่ยก็เห็นสีหน้าของหลี่หลิงที่กำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง เขาจึงเอ่ยปากถามขึ้นว่า “เป็นอะไร ? เมื่อกี้คุยกับใครอยู่เหรอ? “

“อ่อ หยางโปน่ะครับ” หลี่หลิงตอบกลับไปก่อนที่จะอดไม่ได้ที่จะพูดต่อว่า “คุณลุงว่าแปลกไหมครับ เมื่อกี้ผมเห็นหยางโปกำลังคุยอยู่กับคนที่หลอกขายภาพคนนั้นด้านนอกร้านเราด้วย”

เถ้าแก่เจี่ยยิ้ม “แล้วยังไงล่ะ ? “

พูดจบสีหน้าของเถ้าแก่เจี่ยก็เปลี่ยนไป ก่อนที่จะพูดด้วยน้ำเสียงที่แปลกใจ “ห้ะ ! เมื่อกี้นายว่าอะไรนะ? หยางโป ? ใช่หยางโปที่ร้านกู่เต๋อจายหรือเปล่า ? เขาอยู่กับคนที่หลอกขายภาพนั่นเหรอ? “

หลี่หลิงได้ยินเช่นนั้นก็รีบตอบกลับไป “ใช่ครับ หยางโปจากร้านกู่เต๋อจายนั่นแหละ เมื่อกี้พวกเขาคุยกันอยู่หน้าร้านเราครับ”

เถ้าแก่เจี่ยได้ยินเช่นนั้นก็พูดด้วยน้ำเสียงเกลียดชังว่า “กัวปาผี! พวกสิบแปดมงกุฎมาหลอกฉันถึงที่ มันจะมากเกินไปแล้วนะ! เขาคงคิดสินะว่าทำแบบนี้แล้วจะทำให้ฉันติดกับง่ายๆน่ะ ?”

“ชิ! กัวปาผี! ฉันต้องฉีกหน้าแกให้ได้ ! ” เถ้าแก่เจี่ยพูดพึมพำออกมาด้วยความเกลียดชังอยู่ไม่กี่ประโยคก็หันไปมองหลี่หลิงพร้อมกับพูดขึ้นมาว่า “เรื่องนี้นายไม่ต้องพูดกับหยางโปนะ หลังจากนี้นายเองก็อยู่ห่างๆเขาเอาไว้ อย่าปล่อยให้เขาหลอกจนไม่รู้ตัว”

หลี่หลิงเองก็คิดถึงเรื่องนี้ หลังจากที่คิดได้ว่ามันมีโอกาสที่ลุงของเขาจะถูกหยางโปและเถ้าแก่รวมหัวกันมาหลอกพวกเขา ภายในใจของหลี่หลิงก็เต็มไปด้วยความโกรธเคือง … นี่ฉันนับถือว่าเราเป็นเพื่อนกันมาตลอดเลยนะ!

….

หยางโปไม่รู้ถึงพายุที่เกิดขึ้นจากอีกฝ่าย เขายังคงเดินนำชายวัยกลางคนมาที่ธนาคารก่อนที่จะร่างสัญญาสำหรับการโอนสัญญาแบบง่ายๆ หลังจากเขาโอนเงินจำนวน 50,000 หยวนให้กับอีกฝ่าย ก็ถือเป็นอันเสร็จสิ้นการทำธุรกรรม

หยางโปนั่งกอดกล่องยาวอยู่ในห้องรับรองลูกค้าภายในธนาคารด้วยความรู้สึกที่ผ่อนคลาย ทว่าเขาก็ยังรู้สึกถึงความกดดันที่เข้ามา เงิน 50,000 หยวนที่เพิ่งจะอยู่ในมือของเขาได้หายไปแล้ว ดีนะที่เขายังไม่ได้โทรศัพท์ไปหาที่บ้าน แต่กล่องที่อยู่ในอ้อมกอดของเขามันทำให้เขารู้สึกอุ่นใจและเขาก็หวังว่าภาพวาดนี้จะนำความโชคดีมาให้กับเขา

ภาพวาดเก่าแก่ได้ตกมาอยู่ในมือของเขาแล้ว หลังจากนี้ปัญหาก็คือการขายมันออกไป กู่เต๋อจาย โป๋กู่จาย สองชื่อนี้ตัดออกไปได้เลย แถวนี้ยังมีร้านขายวัตถุโบราณอีกไม่น้อย ทว่าที่สามารถเชื่อถือได้จริงๆก็มีเพียงไม่กี่ร้านเท่านั้น เมื่อเช้านี้เขาเองก็ไปร้านโป๋กู่จายพร้อมกับผู้ดูแลชวี สุดท้ายก็เกือบจะโดนสองคนนั่นรวมหัวหลอก คนที่คุ้นเคยกันก็เป็นซะแบบนี้แหละ

หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง หยางโปก็ตัดสินใจที่จะไปที่ร้านที่เขาขายเครื่องลายครามหยีโหล่วจินเมื่อเช้า ก่อนหน้านี้เขาก็แสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพของตัวเองให้อีกฝ่ายเห็นแล้ว เขาคิดว่าเถ้าแก่หลิวคงจะไม่กล้าให้ราคาที่น่าเกียจเกินไป

หลังจากที่เดินทางมาถึงหน้าร้าน “จี๋หย่าถาง” หยางโปก็เดินเข้าไปในร้าน ในเวลานี้ไม่มีลูกค้าอยู่ภายในร้านมีเพียงแค่เถ้าแก่หลิวที่กำลังนั่งดื่มน้ำชาอยู่และดูเหมือนว่าจะงีบหลับอยู่บนโต๊ะ

หลังจากที่เห็นหยางโปเดินเข้ามาในร้าน เถ้าแก่หลิวก็เกิดอาการประหลาดใจขึ้นมา เขาลุกขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มที่ปรากฎขึ้นมาบนใบหน้า “อ้าว เสี่ยวหยาง เอาของดีมาด้วยเหรอ ?”

หยางโปพยักหน้าก่อนที่จะวางกล่องในมือลง “คุณลองดูก่อนสิครับ เดี๋ยวเราค่อยคุยกัน”

“ได้” เถ้าแก่หลิวยิ้มก่อนที่จะตะโกนบอกเด็กในร้าน “น้ำในกาจืดเกินไปแล้ว ไปต้มน้ำชาดีๆมาหน่อย”

เด็กในร้านมองหยางโปด้วยความประหลาดใจโดยไม่รู้เลยว่าเถ้าแก่ของเขาให้ความสำคัญกับชายหนุ่มคนนี้ได้ยังไงกัน

หยางโปทำเพียงแค่ยิ้มออกมา ที่แท้กฎของแต่ละร้านก็ต่างกันไม่มากเพราะการใช้คำพูดว่ารินน้ำชากับน้ำชาดีๆ มีความแตกต่างกัน

แม้ว่าจะได้รับของดีมาจากหยางโปก่อนหน้านี้แล้วหนึ่งชิ้น แต่เถ้าแก่หลิวก็ยังไม่กล้าที่จะประมาท เขาเปิดกล่องก่อนที่จะหยิบกระดาษที่ม้วนอยู่ด้านในพร้อมกับเปิดและวางลงบนโต๊ะที่มีผ้ารองอยู่หนึ่งชั้น หลังจากที่เริ่มมองภาพวาดตรงหน้าความรู้สึกสะอาดตาและเงียบสงบก็พัดผ่านเข้ามา ก่อนที่จะเอ่ยปากชม

หยางโปนั่งอยู่ข้างๆ พร้อมกับจิบน้ำชาตรงหน้า ตอนที่เขามาที่นี่ในช่วงเช้าตรู่ เขามาพร้อมกับความรู้สึกที่ตื่นเต้นและประหม่าทำให้เขาแทบจะนั่งไม่ติดเก้าอี้ แม้แต่น้ำชาเขาก็ไม่มีกระจิตกระใจที่จะสนใจมันด้วยซ้ำ ตอนนี้ภายในใจของเขานิ่งสงบกว่าก่อนหน้านี้แล้ว ตอนที่จิบชาอยู่นั้นเขาก็กวาดตามองไปยังเฟอนิเจอร์ที่อยู่ภายในร้าน

ก่อนหน้านี้ หยางโปเองก็สังเกตมองลูกค้าที่เข้ามาซื้อของภายในร้าน ทุกคนต่างก็มีสถานะที่แตกต่างกันออกไป การแสดงออกก็ไม่เหมือนกัน ตอนที่คนบ้านๆนำของมาที่นี่มากกว่าครึ่งต่างก็เกิดอาการกังวลสายตาลอกแลกไปมา นักต้มตุ๋นที่มาก็จะมาพร้อมกับท่าทางที่นิ่งสงบตอนที่พูดคุยกันคนเหล่านั้นก็จะหัวเราะออกมาจนทำให้คนดูไม่ออกว่าเขาคิดอะไรอยู่ มีเพียงแค่ความไหลลื่นของพ่อค้าเท่านั้นที่จะไม่สามารถจะหลอกได้ ประเภทสุดท้ายคือพวกนักสะสมที่มีทักษะมากที่สุด ทุกคำที่พวกเขาพูดออกมาสามารถที่จะทำให้กัวปาผีกลายเป็นใบ้ไปในทันทีและแน่นอนว่าคนพวกนี้มีเพียงน้อยนิดเท่านั้น

ก่อนหน้านี้หยางโปเองก็เคยฝันไว้ว่าจะให้ตัวเองกลายเป็นนักสะสมที่มีของสะสมอยู่ในมือ ตอนที่เอ่ยปากพูดไม่ต้องพูดจนน้ำไหลไฟดับแต่ก็สามารถทำให้คนชมเชยได้ คิดเช่นนี้ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกอยากจะหัวเราะออกมาให้กับความไร้สาระ ถ้าหากเขาไม่ตั้งใจศึกษาอย่างจริงจังเขาจะสามารถทำแบบนั้นได้ยังไงกัน ?

หลังจากที่กลับมาอยู่ในโลกแห่งความจริง เถ้าแก่หลิวก็นั่งลงอีกครั้ง “เสี่ยวหยาง นายนี่ยอดเยี่ยมจริงๆเลยนะ ภาพวาดโบราณนี้คงไม่ใช่ว่าได้มาตอนเที่ยงหรอกใช่ไหม ?”

เถ้าแก่หลิวมองหยางโปกลายเป็นตัวแทนจำหน่ายของมือสองไปเสียแล้ว หยางโปยิ้มโดยที่ไม่ตอบคำถามของอีกฝ่าย “คุณฉาน ตัวอักษรเจี้ยชิว ฉายาประทับว่าสือซี เป็นของหนึ่งในสี่ของราชวงศ์ชิง การนำเสนอเนื้อหาในภาพวาดนี้สมบูรณ์เชื่อถือได้ มีความซับซ้อนและละเอียด ทัศนียภายในภาพไม่ใช่นำเสนอด้วยความแปลกใหม่ แต่มันแสดงให้เห็นถึงความลึกซึ้งที่อยู่ภายในภาพในแบบธรรมดาๆ ซึ่งมีพลังในการวาดที่ล้ำเลิศอีกด้วย”

หลังจากที่เห็นว่าหยางโปพูดถึงแต่รูปภาพโดยไม่ได้กล่าวสิ่งอื่น เถ้าแก่หลิวก็ไม่พูดอะไรต่อจากนั้นแต่เลือกที่จะเก็บความแปลกใจไว้ภายในใจของเขา ไม่รู้เลยจริงๆว่าเด็กแปลกคนนี้ถูกเลี้ยงมาจากตระกูลไหนกันแน่ “ถูกต้องอย่างที่นายว่ามา ตราประทับของนักเขียนคุณฉานมีความเข้มงวด การลงพู่กันเต็มไปด้วยพลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการชอบใช้พู่กันหัวทู่ของเขา มีการถูและถมสีของหมึกเป็นชั้นๆ มีความหนาแต่ไม่แข็งทื่อ เขียนภาพโดยการใช้มุมมองธรรมดาแต่มันสามารถทำให้เห็นได้ถึงความลึกซึ้งที่อยู่ภายในภาพนั้น “

หยางโปยิ้มออกมาก่อนที่จะจิบชาตรงหน้าของเขา ซึ่งน้ำชาที่เขาดื่มเข้าไปมีความหอมและมันค่อยๆไหลลงไปในคอของเขา

เถ้าแก่หลิวมองภาพตรงหน้าด้วยความระมัดระวัง “เสี่ยวหยาง นายควรจะรู้นะว่าภาพวาดนี้สู้เครื่องลายครามหยีโหล่วจวินก่อนหน้านี้ไม่ได้ ถนนทั้งสายนี้ต่างก็เป็นร้านค้าทั้งหมด มีของหลายอย่างที่มีชื่อเสียงและทุกคนต่างก็แลกเปลี่ยนกันและรู้เกี่ยวกับชื่อเสียงของสิ่งของเหล่านั้น”

ตอนแรกหยางโปไม่เข้าใจว่าคำพูดของเถ้าแก่ต้องการจะสื่ออะไร ทว่าหลังจากที่คิดอยู่ครู่หนึ่งเขาก็เข้าใจแล้วว่าอีกฝ่ายคิดว่าเขาเป็นขโมยนี่เอง!

เป็นเพราะเขาไม่ได้แสดงให้เห็นถึงตัวตนที่ชัดเจนของเขา จึงทำให้อีกฝ่ายต่างก็คาดเดาไปจนวุ่นวาย ซึ่งนั่นทำให้หยางโปทำอะไรไม่ถูก ทว่าเขาก็ไม่สามารถที่จะแสดงตัวตนของตัวเองได้หรือจะให้เขาบอกอีกฝ่ายหรอว่าเขาเป็นเด็กที่อยู่ในร้านขายวัตถุโบราณร้านหนึ่งน่ะ ? ถ้าบอกแบบนั้นไปเขายังจะสามารถมาค้าขายกับอีกฝ่ายได้อีกเหรอ? ถ้าหากความลับของตัวตนที่สร้างขึ้นด้วยความพยายามของเขาหายไปจะต้องเกิดความเสียหายครั้งใหญ่แน่ๆ แต่ถ้าหากว่าอีกฝ่ายไม่รู้ตัวตนที่แท้จริงของเขา อีกฝ่ายก็ไม่กล้าที่จะกดราคาเขาให้ต่ำลงได้

“เถ้าแก่หลิวสบายใจเถอะ ของในมือของผมได้มาอย่างถูกต้อง เป็นเพราะว่าเถ้าแก่หลิวให้ราคาที่สมน้ำสมเนื้อ ผมก็เลยตัดสินใจมาที่ร้านของเถ้าแก่อีก” หยางโปอธิบายให้อีกฝ่ายเข้าใจ

คะแนน 4.0
กรุณารอสักครู่...