ตอนที่แล้วบทที่ 10 : เติบโตและเรียนรู้
ทั้งหมดรายชื่อตอน
บทที่ 11 : รู้ในสิ่งที่ไม่รู้
 
เมื่อเรียนรู้วิธีการอ่านและเขียนอย่างเป็นทางการแล้ว ลิทก็ฝึกมันทุกวัน ทุกคนในครอบครัวคิดว่าเขาเป็นสุดยอดอัจฉริยะ แต่เขารู้ตัวเองดี ถ้าไม่มีความทรงจำและสติปัญญาจากชีวิตก่อน การจดจำตัวอักษร 21 ตัว และเลขอีก 10 ตัว มันต้องใช้เวลานานสำหรับเด็กคนหนึ่ง
 
การตีเหล็กต้องทำในขณะที่ยังร้อน ลิทขอร้องให้ราซแกะสลักไม้ให้ ยาว 50 เซ็นติเมตรและกว้าง 3 เซนติเมตร
 
ด้านหน้าของไม้แกะสลักตัวอักษรทั้งหมดไว้ ด้านหลังเป็นตัวเลข ด้วยไม้อันนี้ เขาจะสามารถฝึกซ้อมได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องรบกวนราซ
 
ราซไม่เคยรู้ความคิดของเด็กน้อยคนนี้ ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ถามอะไรเกี่ยวกับการขอไม้แปลกๆ เขาเสนอว่าสามารถทำให้มันบางและสั้นลงเพื่อพกพาได้ง่ายขึ้น แต่เด็กน้อยปฏิเสธและขอให้เขาทำตามขนาดเดิม
 
ลิทสัมผัสได้ถึงสายตาไม่เป็นมิตรจากออป้าทุกครั้งที่มีคนเรียกเขาว่าอัจฉริยะ เขาต้องดูแลไม้นี้ให้ดี และแน่ใจว่ามันจะไม่หายไปจาก “อุบัติเหตุ”
 
ทุกคนคิดว่าเขาจะใช้มันเพื่อฝึกเขียนตัวเลขและตัวอักษร แต่ไม่เพียงแค่นั้น เขาสามารถฝึกจิตเวทด้วยไม้นี้ได้ มันเป็นข้ออ้างที่สมบูรณ์แบบ
 
เมื่อสภาพอากาศสงบลง เอลิน่าก็ตัดสินใจว่ามันเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการตรวจอาการของทิสต้า อากาศหนาวเย็นจากพายุหิมะในช่วงเวลาหลายวัน ไม่ว่าราซจะพยายามรักษาอุณหภูมิในบ้านมากแค่ไหน
 
ทิสต้ามีอาการไอรุนแรงมาก และทุกคนเป็นห่วงเธอ เอลิน่าจะพาทิสต้ากับลิทเดินทางเข้าไปในหมู่บ้านด้วยเกวียนม้า
 
สภาพอากาศเลวร้ายเกิดขึ้นเป็นเวลานาน ทำให้ทุกคนต้องช่วยเหลือกันจัดการกับฟาร์มส่วนที่มีปัญหาให้เสร็จก่อน
 
เธอพาลิทไปด้วยเพราะเขาจะไม่มีใครดูแล หลังจากทุกคนสวมเสื้อผ้าหนา การเดินทางก็เริ่มขึ้น
 
ลิทมีความสุขมาก นี่เป็นครั้งแรกของเขาในการออกไปด้านนอกฟาร์ม 
 
การเดินทางของพวกเขามีปัญหาเล็กน้อย มีแมลงหลายตัวคอยสร้างความรำคาญ พวกมันเรียกว่า แมลงกรอธ เป็นแมลงที่มีเหล็กในพิษอยู่ส่วนท้ายของท้องเหมือนผึ้ง แต่เป็นสีฟ้าและมีขนาดใหญ่กว่า
 
“พวกมันมาจากไหน?” เอลิน่าบ่น “ปกติพวกมันต้องจะจำศีลในฤดูหนาว”
 
มีแมลงกรอธตัวหนึ่งดื้อด้านและไม่ยอมไป แม้ว่าเอลิน่าจะไล่มันไปแล้วก็ตาม มันแอบบินเงียบๆเข้ามาหาทิสต้า
 
ลิทสะบัดมือของเขา แม้ร่างกายของเด็กน้อยจะเชื่องช้า แต่ไม่ใช่กับจิตเวท
 
ตอนนี้จิตเวทของเขามีรัศมีถึง 10 เมตร แมลงตัวนั้นถูกอากาศบีบอัดจนแบน
 
ลิทมองดูเหยื่อของเขาร่วงลงไปด้วยความภาคภูมิ ‘ชั้นจะปกป้องเธอเอง’ 
 
ทิสต้ายังคงสับสนอยู่กับการตายกลางอากาศของมัน เอลิน่ากังวลว่าจะมีแมลงตัวอื่นตามมาอีก พวกเขาจึงรีบเดินทางต่อทันที
 
ในที่สุดพวกเขามาถึงหมู่บ้านลูเทีย 
 
ภาพที่ลิทเห็นทำให้เขานึกถึงภาพวาดหมู่บ้านในชนบทสมัยยุคเก่าแก่ เขาเคยเห็นมันในหนังสือประวัติศาสตร์
 
ไม่มีวี่แววของเทคโนโลยีใดๆ บางทีแค่กังหันลมหรือโรงสีอาจจะถือว่าเป็นเทคโนโลยีมหัศจรรย์แล้วก็ได้
 
เอลิน่าอธิบายว่าที่หมู่บ้านนี้มีแค่ช่างฝีมือ นักวิชาการ และพ่อค้าเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีแค่จำนวนน้อย ชาวบ้านที่เหลือทั้งหมดต่างก็ทำการเกษตรและเลี้ยงสัตว์
 
บ้านในหมูบ้านลูเทียทำจากไม้ สูงสองชั้นหรือสามชั้น ไม่มีบ้านไหนทำด้วยหินหรืออิฐ
 
ไม่มีถนนสำหรับการเดินทางใดๆ ช่องว่างระหว่างบ้านเป็นพื้นดินและโคลน
 
เขามองเห็นป้ายสูงที่แขวนอยู่บางบ้าน นั้นเป็นโรงตีเหล็ก ร้านเหล้าและร้านเสื้อผ้า
 
ร้านเบเกอรี่ไม่จำเป็นต้องมีป้ายหรือสัญลักษณ์ใดๆ แค่กลิ่นจากปล่องไฟก็เพียงพอที่จะทำให้ทุกคนที่เดินผ่านรับรู้
 
กลิ่นหอมของขนมปังทำให้เด็กน้อยรู้ล่วงหน้าได้ว่าคืนนี้เขาจะฝันถึงอะไร
 
บ้านของนาน่าใหญ่และดูดีกว่าบ้านของพวกเขา เอลิน่าเล่าให้ฟังว่าบ้านหลังนี้มีนาน่าอาศัยอยู่แค่คนเดียว
 
หมายความว่าถ้านาน่าไม่ได้มาจากครอบครัวที่ร่ำรวย ธุรกิจการรักษาของเธอต้องได้รับความนิยมเป็นอย่างดี ความสำคัญของธาตุแสงในใจเขาพุ่งสูงขึ้นทันที
 
พวกเขาประตูเปิดเข้าไป ด้านหน้าเป็นห้องขนาดเล็กที่เต็มไปด้วยกลิ่นยาและสมุนไพร กลิ่นอันคุ้นเคยเหมือนห้องรอคนไข้ตามโรงพยาบาล
 
ด้านหลังห้องมีอีก 2 ประตู ประตูด้านซ้ายเป็นพื้นที่ส่วนตัวของนาน่า ประตูด้านขวามีม่านกว้างบดบังไว้ ใช้สำหรับรักษาผู้ป่วย
 
พื้นที่ในห้องเต็มไปด้วยเก้าอี้ยาว และมีหลายคนกำลังนั่งอยู่
 
อากาศในห้องอบอุ่นผิดจากด้านนอก ดูเหมือนที่นี่จะมีวิธีจัดการกับความหนาวเย็นเป็นอย่างดี เอลิน่าถอดเสื้อผ้ากันหนาวออกจากตัวพวกเขา ก่อนจะสั่งให้พวกเขาอยู่เงียบๆและห้ามไปรบกวนคนอื่น
 
ในห้องมีแม่หลายคนที่พาลูกๆของเธอมาหานาน่า ในไม่ช้าเอลิน่าก็เดินไปร่วมวงสนทนากับพวกเธอทันที
 
ลิทเดินสำรวจรอบห้องอย่างเงียบๆ ผู้คนในห้องต่างก็ยุ่งอยู่กับการดูแลลูกหรืออาการป่วยของตัวเอง ไม่มีใครมาสนใจเด็กน้อยคนหนึ่ง
 
เขาไม่พบอะไรน่าสนใจ แต่เมื่อเขาเดินเข้าใกล้กับห้องที่มีม่านเขาก็แทบสะดุด มีตู้เล็กใบหนึ่งตั้งอยู่ ด้านในเต็มไปด้วยหนังสือที่เกี่ยวกับเวทมนตร์!
 
‘ดูไปแล้วที่นี่ก็คล้ายกับหมอที่เปิดคลินิครักษาในชนบท’ หนังสือส่วนมากเกี่ยวข้องกับเวทมนตร์เฉพาะทาง แต่มีเล่มนึงที่สะดุดตาของเขา
 
‘พื้นฐานของเวทมนตร์’ หลังจากตรวจสอบว่าไม่มีใครสนใจ เขาก็คว้ามันและเริ่มอ่าน
 
‘การขอโทษน่าจะดีกว่าการขออนุญาต สำหรับหนังสือเวทมนตร์กับเด็กสามขวบ’ เขาเดินไปที่มุมของห้อง แล้วนั่งอ่านโดยหวังว่าจะไม่มีใครสังเกตเห็น
 
ชัดเจนว่าเป็นหนังสือสำหรับผู้เริ่มต้น เขาอ่านข้ามคำแนะนำที่ไม่จำเป็น
 
เวทมนตร์ธาตุน้ำไม่ได้แค่สร้างน้ำและควบคุมน้ำเท่านั้น ผู้ใช้ยังสามารถลดอุณหภูมิของทุกสิ่งรอบๆตัวได้ สามารถสร้างเป็นเวทมนตร์น้ำแข็ง ใช้มันทั้งโจมตีและป้องกัน
 
เวทมนตร์ธาตุลมก็ร้ายกาจ ในระดับสูงคือการควบคุมสภาพอากาศ สามารถสร้างเป็นเวทมนตร์สายฟ้าได้
 
ธาตุไฟและธาตุดินนั้นเรียบง่าย แต่ก็ทรงพลังไม่แพ้กัน
 
น่าประหลาดใจเมื่อพบว่าธาตุแสงและธาตุมืดเป็นบทเดียวกันแทนที่จะแยกกัน
 
ตามที่หนังสืออธิบาย สำหรับผู้ใช้เวทรักษา ทั้งสองธาตุเป็นเหมือนขนมปังและเนย ประสิทธิภาพจะดีที่สุดเมื่อทำงานร่วมกัน 
 
มีคำแนะนำด้วยว่าในการเริ่มฝึกเวทมนตร์ ต้องระมัดระวังให้มาก อย่ากัดคำใหญ่เกินกว่าจะเคี้ยวได้
 
เวทมนตร์ธาตุมืดไม่มีดีหรือชั่วร้าย เป็นแค่องค์ประกอบธาตุชนิดนึง เป็นเครื่องมือล้ำค่าของผู้ใช้เวทรักษา เวทมนตร์ที่เกี่ยวกับการทำลายปรสิตหรือเชื้อโรคในร่างกาย เป็นเวทมนตร์ธาตุมืดเกือบทั้งหมด
 
เวทมนตร์ธาตุแสงเพียงช่วยในการตรวจหาสิ่งแปลกปลอม แต่กำจัดพวกมันไม่ได้
 
ดังนั้นธาตุแสงและธาตุมืดจะทำงานได้ดีที่สุดเมื่อใช้ร่วมกัน เวทมนตร์ธาตุแสงใช้ฟื้นฟูพลังชีวิตและตรวจสอบสิ่งผิดปกติ รักษาอาการของโรคและกู้คืนความแข็งแกร่ง
 
การรักษากระดูกที่หักจะยากขึ้นไปอีก
 
หลังจากอ่าน เขารู้สึกว่าตัวเองโง่มาก เขาสามารถเข้าใจคุณสมบัติต่างๆด้วยตัวเอง ถ้าพยายามจิตนาการและไม่ปิดกั้นความคิด
 
‘นี่ชั้นงี่เง่าอยู่แบบนี้มา 3 ปีเลยหรอเนี่ย? ความมืดคือสิ่งชั่วร้ายและแสงสว่างเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์? ชั้นทำเหมือนว่าโลกนี้คือวิดิโอเกมที่เคยเล่น มีระดับและกฎของเกม แต่ชั้นลืมไปว่ามันคือโลกจริงๆ ทุกอย่างคล้ายกับหลักวิทยาศาสตร์’
 
ถ้าเวทมนตร์ธาตุไฟคือการใช้มานาเพื่อสร้างความร้อน เวทมนตร์น้ำต้องเป็นการใช้มานาเพื่อสร้างความเย็น ควบแน่นจากอากาศเปลี่ยนเป็นของเหลว ทุกอย่างมีเหตุและผล
 
เมื่อเขากำลังจะพลิกหน้าต่อไป เพื่ออ่านวิธีรักษาอาการกระดูกหัก มือของใครบางคนก็เอื้อมมาจับไหล่เขาไว้แน่น
 
“นั่นไม่ใช่ของเล่นนะหนุ่มน้อย ถ้าเจ้าทำมันเสียหาย ครอบครัวเจ้าต้องจ่ายเงินชดใช้”
คะแนน 4.5
กรุณารอสักครู่...