ตอนที่แล้วGE288 ทาส [ฟรี]
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปGE290 บุบผาดาราม่วง [ฟรี]

GE289 ไสหัวไป [ฟรี]


ในสมัยอดีตมีทวยเทพที่ร่างกายใหญ่โตยิ่งกว่าจักรวาล ดวงตาใหญ่โตเท่าดารา

ในโลกแห่งผู้เชี่ยวชาญ มีสิ่งมีชีวิตหลากหลายอาศัยอยู่ เหล่าทวยเทพมักจะมุ่งไปยังดาราต่างๆเพื่อสร้างบุตรหลาน จากนั้นจึงออกเดินทางไปยังจักรวาลอันไพศาลเพื่อต่อสู้

แดนสามแห่งเคยเป็นที่อยู่อาศัยของเหล่าทวยเทพเมื่อในอดีต ดังนั้น วังดาราแห่งนี้สมควรมีเทพอาศัยอยู่เมื่อยามนั้น

สิ่งที่น่าขันคือเหล่าอสูรที่มาเยือนวังดารา ไม่รู้ว่าสถานที่แห่งนี้แท้จริงแล้วคือที่ใด

"ที่นี่คือวังดารา ถ้าที่นี่มีดาราแห่งจักรพรรดิอยู่จริง ข้าสมควรทะลวงขอบเขตตัดวิญญาณขั้นกลาง และข้าอาจได้รู้ว่าดวงจิตที่เหลืออยู่ของลู่หวู่อยู่ที่ใดในวังสวรรค์"

หนิงชี้นิ้วไปยังเหล่าทาส พวกมันทั้งหมดเปลี่ยนร่างเป็นกระเบื้องให้หนิงฝานเก็บเข้าไปไว้ในกระเป๋า

หนิงฝานคอยคุ้มกันให้ลู่เฉิงกับบุรุษเกราะแดงพักรักษาตัวอยู่ 7 วันกระทั่งดีขึ้นมาก

เข็มทิศที่ลู่เฉิงมีนั้น ลู่ตู้เฉินสร้างขึ้นเป็นพิเศษเพื่อระบุตำแหน่งของหนิงฝาน ชายชรากลัวว่าจะเกิดอะไรที่คาดไม่ถึงขั้น

อาการบาดเจ็บของทั้งสองสาหัส จะให้หายดีในเวลาสั้นๆย่อมเป็นไปไม่ได้ แต่โชคดีที่ยามนี้ ผู้ที่อยู่ในวังมนุษย์ นอกจากหนิงฝานและพวกตนแล้วก็แทบไม่มีคนอื่นอยู่ต่อ ดังนั้นสถานที่แห่งนี้จึงไม่เป็นอันตรายมากนัก หนิงฝานจึงปล่อยให้ทั้งสองพักฟื้นโดยที่ตนล่วงหน้าไปก่อน

หนิงฝานเคลื่อนไหวได้รวดเร็ว แต่ละก้าวของเขาสามารถเคลื่อนผ่านระยะทาง 5 หมื่นลี้ได้ในพริบตา

วังมนุษย์เปรียบเสมือนโลกที่มีผืนดินให้หยั่งเท้า แต่วังพิภพมีลักษณ์คล้ายกับดาราสมุทร เป็นเหมือนจักรวาลอันไพศาลที่ดาษดื่นไปด้วยดารา ยากจะหาที่หยั่งเท้า

ในดาราสมุทรอันไพศาล เต็มไปด้วยสัตว์อสูรที่กลายร่างมาจากดวงดารา หากสบโอกาส พวกมันจะลอบจู่โจม แต่หากพวกมันเป็นอสูรที่มีระดับต่ำกว่าขอบเขตตัดวิญญาณ กระบี่แยกสวรรค์จะเป็นผู้สังหารมัน

แต่เมื่อสัตว์อสูรตัดวิญญาณปรากฏตัว หนิงฝานจะเพิ่มความระมัดระวัง

อสูรตัดวิญญาณนั้นนานๆครั้งจะปรากฏตัว ระดับของพวกมันจะมีตั้งแต่ขอบเขตตัดวิญญาณขั้นต้น ไปจนถึงขั้นสูงสุด แต่ยิ่งพวกมันมีระดับสูง ยิ่งยากที่จะปรากฏตัว

หนิงฝานไม่ได้สังหารอสูรตัดวิญญาณทุกตัวที่พบ เขาจะเลือกสังหารเพียงขอบเขตตัดวิญญาณขั้นกลางเพื่อชิงแก่นอสูรของมันมา ดังนั้นในระยะสี่เดือนนี้ เขาจึงสังหารอสูรตัดวิญญาณไปแล้วกว่า 10 ตัว

แต่ในระหว่างการเดินทาง เขาพบอันตรายที่ร้ายแรงที่สุด คือสัตว์อสูรกึ่งไร้ดัดแปลงนำสัตว์อสูรตัดวิญญาณกว่า 10 ตัวไล่ล่าหนิงฝาน แต่ดีที่เขามีรถเพลิงทองคำจึงหนีพวกมันได้อย่างง่ายดาย

หลังจากผ่านการต่อสู้นับครั้งไม่ถ้วน ปราณของหนิงฝานก็ทรงพลังยิ่งขึ้น นอกจากนี้ เมื่อเจอสถานที่ที่พอจะหยั่งเท้าได้ เขาหยุดพักและดูดซับแก่นอสูรที่ได้มา กระทั่งได้ปราณอสูรเพิ่มขึ้นอีก 700 เกราะ

นอกจากนี้ การสังหารพวกมันยังทำให้เขาได้ผลไม้แห่งเต๋าระดับตัดวิญญาณมาด้วย

การที่เขาได้ผลไม้แห่งเต๋าแสดงให้เห็นว่า โชคชะตาที่ทอดทิ้งได้หวนคืนแล้ว

ผลไม้แห่งระดับตัดวิญญาณ 1 ผล สามารถเพิ่มปราณให้เขาได้ 1000 เกราะ หลังจากที่เขาได้ดูดซับมัน ทำให้ยามนี้ เขามีปราณอสูรทั้งหมด 20150 เกราะแล้ว

หากเทียบกับผู้เชี่ยวชาญตัดวิญญาณที่มีปราณ 10,000 เกราะ ตัวเขาที่มีปราณถึง 20,150 เกราะย่อมแข็งแกร่งกว่า

ณ จุดสิ้นสุดของดาราสมุทรนั้น มีเกาะขนาดยักษ์แห่งหนึ่งอยู่ ที่ใจกลางของเกาะ มีประตูขนาดยักษ์ที่เปล่งแสงเจิดจ้า เป็นทางเจ้าสู่วังสวรรค์

เมื่อเดินทางไปถึงเกาะแห่งนั้น เขาสังเกตุเห็นร่องรอยการต่อสู้มากมาย มีซากร่างที่เริ่มเน่าเปื่อยของสัตว์อสูรตัดวิญญาณกองเป็นพะเนินราวกับพวกมันถูกสังหารมาหลายเดือนแล้ว

เมื่อลองสำรวจรอบๆเกาะ หนิงฝานพบว่าสมุนไพรอายุราวหมื่นปีได้ถูกเก็บไป

สถานที่แห่งนี้สามารถให้กำเนิดสมุนไพรได้เหมือนกับวังมนุษย์ เพียงแต่ปราณของที่นี่หนาแน่นกว่า

“น่าสนใจจริงๆ… สมุนไพรที่สลายเป็นผงเหล่านั้นถูกบางคนเก็บไปอย่างประณีต ทุกสิ่งดูราวกับมีกำหนดเวลาที่ทำให้เกิดขึ้น… แสดงว่าบนเกาะนี้มีคนอยู่!”

หนิงฝานกระตุ้นอัฐิสวรรค์ปกปิดตัวตน จากนั้นออกสำรวจเกาะแห่งนี้อย่างละเอียด ยิ่งเขาเข้าใกล้ใจกลางของเขา เขายิ่งพบกลิ่นอายของบางคนที่เหลือไว้ จากกลิ่นอายคนผู้นั้นสมควรเป็นสตรี ที่สำคัญ ยังไม่ได้มีเพียงคนเดียว

หลายวันถัดมา เมื่อหนิงฝานเข้าใกล้ใจกลางของเกาะมากขึ้น เขาก็ได้ยินเสียงบางอย่าง

ฟังจากเสียง เป็นเสียงที่เกิดจากเสียงคำรามของสัตว์อสูรในขอบเขตกึ่งไร้ดัดแปลง เสียงคำรามของมันทำให้หมู่วิหคและสัตว์อสูรตนอื่นหลบหนีคนละทิศละทาง

ห่างออกไปสามพันจ้าง มีหมีสีเงินตัวใหญ่กำลังวิ่งไล่กวดบางสิ่ง

เบื้องหน้าของหมีตนนั้นมีสตรีอาภรณ์ครามกำลังขี่กระเรียนเจ็ดสีหลบหนี สีหน้าของนางไม่สู้ดีนักราวกับถูกกดดันจากการล่าอย่างหนักหน่วง ที่สำคัญ บนหลังของกระเรียนยังมีสตรีในอาภรณ์เหลืออีกคนที่หมดสติอยู่

พวกนางเป็นผู้เชี่ยวชาญตัดวิญญาณขั้นสูง ส่วนกระเรียนที่เห็นสมควรเป็นวิชาของพวกนาง

สตรีที่บังคับกระเรียนเองก็บาดเจ็บไม่แพ้กัน ร่างกายของนางดูอ่อนแรงไร้กำลัง กระเรียนที่บังคับก็ทำท่าจะหายไปได้ทุกเมื่อ

เมื่อมองหน้าของสตรีนางนั้นชัดๆ หนิงฝานต้องขมวดคิ้วและเร่งทะยานเข้าหานางทันที

“วู่หยาน!”

เมื่อ 4 เดือนก่อนสนมอสูรจื่อและสตรีคนอื่นๆได้ผ่านเข้ามายังวังพิภพ ทั้งหมดพบเกาะแห่งนี้ และพบว่าเกาะแห่งนี้มีสมุนไพรมากมาย จึงได้ให้วู่หยาน

อยู่เก็บ ส่วนสนมอสูรจื่อก็ล่วงหน้าไปยังวังสวรรค์พร้อมกับสตรีคนอื่นๆ

เพียงแต่บนเกาะแห่งนี้ยังมีอีกหลายที่ที่ยังไม่ได้สำรวจ บางแห่งมีสัตว์อสูรที่เป็นอันตรายจนนางไม่อาจรับมือซ่อนอยู่

สนมอสูรจื่อราวกับจงใจทิ้งวู่หยานไว้ที่นี่ หากวู่หยานตาย นางอาจจะดีใจก็ได้

สตรีในอาภรณ์เหลืองนางนั้นคือผู้ที่ต้องขึ้นประลองกับหนิงฝานเมื่อคราวนั้น...สนมอสูรซี นางเป็นผู้มีจิตใจบริสุทธิ์ เมื่อเห็นวู่หยานต้องอยู่ในสถานที่อันตรายเพียงลำพัง นางจึงอาสาอยู่ช่วย

ในระหว่างการเก็บสมุนไพรนั้น พวกนางคาดไม่ถึงว่าจะมีอสูรกึ่งไร้ดัดแปลงเฝ้าอยู่ กระทั่งพวกนางเข้าไปใกล้ๆถิ่นของมันโดยไม่รู้ตัว สมนอสูรซีจึงกลายเป็นผู้โชคร้าย ถูกมันลอบจู่โจมหวังปลิดชีวิต แต่วู่หยานทุ่มกำลังเพื่อช่วยเหลือนางจนตนเองต้องบาดเจ็บสาหัส

ดังนั้นนางจึงจะมุ่งหน้าหนีไปยังประตูบานยักษ์เพื่อหวังจะข้ามไปยังวังสวรรค์

“ข้าต้องมาตายที่นี่เหรอ...”

ทั่วร่างนางอาบโชกไปด้วยเหงื่อ ใบหน้าแสดงออกถึงความเหน็ดเหนื่อยจนแทบจะยืนไม่ไหว

โลหิตไหลรินจากแผลที่หน้าอกของนางอย่างต่อเนื่อง ทุกครั้งที่นางหายใจ นางเจ็บปวดจนแทบทนไม่ไหว ใบหน้าที่งดงามสดใส ยามนี้ซีดขาวราวกับไร้ซึ่งโลหิต

ดวงตาของนางเริ่มพร่ามัว และเริ่มจะคงสภาพวิชาไม่ได้

เมื่อดวงตาของนางปิดสนิท กระเรียนตัวนั้นสลายเป็นหมอกควัน ร่างของพวกนางร่วงหล่นจากท้องนภา หมีตัวนั้นก็ยิ่งเข้าประชิดพวกนาง

บางทีหมีตัวนั้นอาจเป็นเจ้าของที่นี่!

หากผู้เชี่ยวชาญกึ่งไร้ดัดแปลงปรากฏตัวในโลกพิรุณ คนผู้นั้นจะได้รับคำเทียบเชิญจากวิหารพิรุณ และกลายเป็นบุคคลสำคัญของที่นั่น

หมีสีเงินตนนี้ไม่ธรรมดา ดูเหมือนจะสามารถทะลวงขอบไร้ดัดแปลงได้ทุกเมื่อ ระดับความแข็งแกร่งของมันจึงเทียบเคียงได้กับตงสู่ ชายชรานักพยากรณ์คนนั้น

การที่ถูกสนมอสูรจื่อทิ้งไว้เช่นนี้ วู่หยานย่อมไม่พอใจ แม้จะรู้สึกเช่นนั้นแต่นางต้องกัดฟันทน แต่หากนางรอดกลับไปตำหนักราชาอสูร ชีวิตของนางก็อาจจบสิ้นที่นั่นเพราะสนมอสูรจื่อ ดังนั้น นางจึงไม่อยากจากแดนสองไป

“ข้าอิจฉาน้องว่านเอ๋อร์จริงๆ…  ข้ายังไม่อยากตาย...” นางพึมพัมด้วยเสียงที่แทบจะฟังไม่ได้ยิน แต่จู่ๆนางกลับต้องตกตะลึง มีบางคนกำลังโอบประครองร่างนางไว้

นางเป็นถึงสนมอสูรผู้สูงศักดิ์ เหตุใดคนผู้นี้ถึงกล้าสัมผัสกายนาง!

แม้นางอยากจะดิ้นรนขัดขืน แต่นางไม่อาจขยับได้แม้แต่น้อย ยามนี้ สติของนางเลือนลางจนแทบไม่ได้สติ

“ท่านอิจฉาว่านเอ๋อร์เรื่องอะไร? แล้วไปทำยังไงถึงได้บาดเจ็บขนาดนี้...”

เมื่อได้ยินเสียง นางที่แทบไม่ได้สติกลับฟื้นคืนเรี่ยวแรง ดวงตาที่ปิดสนิทลืมขึ้น ปากที่แทบไม่แรงกล่าวเปล่งเสียงตะโกน

“เป็นเจ้า… แค่เป็นเจ้า...จะตายข้าก็ไม่เสียใจแล้ว”

“มีข้าอยู่ท่านไม่ได้ง่ายๆหรอก… กินโอสถเข้าไปแล้วนอนพักก่อนเถอะ...”

หนิงฝานโบกมือ หมอกสีม่วงก่อตัว เขาวางร่างสนมอสูรซีที่หมดสติลงบนหมอกที่สร้าง พร้อมกับประครองวู่หยานนอนลงแล้วป้อนโอสถให้นาง หนิงฝานหันมองหมีสีเงินที่กำลังใกล้เข้ามาพร้อมกับดวงตาที่ดูแปลกไปจากทั่วไป

หมีตนนี้แข็งแกร่ง มันให้ความรู้สึกที่อันตรายร้ายแรงเช่นเดียวกับที่เคยได้จากตงสู่

อีกเพียงก้าวเดียวมันจะทะลวงขอบเขตไร้ดัดแปลง หากเขานำทาสทั้งหมดออกมา นำศพปีศาจ ศพนางสวรรค์ และเยว่หลิงคงออกมา เขายังมั่นใจเพียงครึ่งว่าจะเอาชนะมันได้

แต่เมื่อหมีตนนั้นเห็นหนิงฝาน มันกลับสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายบางอย่าง จึงชงักฝีเท้า

“ไสหัวไป!”

หนิงฝานกระตุ้นดวงตาข้างซ้ายด้วยอำนาจของโลหิตฟู่ลี่ 4 หยด

เมื่อแรงกดดันที่น่าเกรงขามแผ่ออกจากร่างหนิงฝาน สีหน้ามีตัวนั้นแปรเปลี่ยน มันหวาดกลัวและรีบถอยไปอย่างรวดเร็ว

มันไม่เคยสัมผัสกับแรงกดดันที่น่าสะพรึงกลัวขนาดนี้มาก่อน!

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด