ตอนที่แล้วตอนที่ 42: ประจัญบาน (7)
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 44: ทุกฝ่ายประจันหน้า (1)

ติดตามการแจ้งเตือนตอนใหม่ที่แฟนเพจ

Facebook Fanpage กดเลย

••••••••••••••••••••

นิยายอื่นที่ทางค่ายแปล

สารบัญ ราชันเทพเก้าสุริยัน

สารบัญ ARK [จบแล้ว]

สารบัญ โกลาหลแห่งอสนีบาต

••••••••••••••••••••

ตอนที่ 43: เพชรน้ำหนึ่ง!

 

สายตาของฉือหยางอี้และของฉู่เจาหนันจับจ้องกันกลางอากาศคล้ายกับการกรีดทองและเหล็ก ในเวลาเดียวกัน เจตนาเดียวกันปรากฏขึ้นภายในดวงตาของทั้งสอง มันคือการชื่นชมพรสวรรค์ของอีกฝ่าย

ริมฝีปากของฉือหยางอี้ขยับ ฉู่เจาหนันเชื่อว่ามองเห็นไม่ชัดเจน ถึงอย่างนั้นเขาพบว่าตอนนี้มองเห็นได้ชัดกว่าใคร โดยไม่สงสัย เขาเห็นคำพูดที่อีกฝ่ายกล่าวออกมา

ไม่เสียใจ!

“บัดซบ!” ฉู่เจาหนันหัวเราะอย่างจริงใจขณะยกมือขึ้นอย่างรวดเร็ว เสียงพลันว่างเปล่า ที่หลงเหลืออยู่คือร่างทั้งสองบนเวทีลานประลอง เงาสองร่างที่มีเลือดไหลออกมา ความเงียบคล้ายกับผันผวนอย่างหนักจนทำให้อารมณ์ของผู้ฝึกฝนทุกคนที่เพิ่งเข้าสู่เส้นทางการฝึกฝนหรือแม้แต่กับผู้อาวุโสปั่นป่วน

ฟิ่ว! ในวินาทีต่อมา ดาบลมปราณสองเล่มมาถึงด้านหน้าฉู่เจาหนัน เศษเสี้ยวสุดท้ายของพลังวิญญาณในร่างกายกำลังหายไป ฉือหยางอี้ปลดปล่องพลังทั้งหมดเพื่อฟันออกไปโดยไม่ลังเลแม้แต่นิดเดียว! ในเวลาเดียวกัน รูปากกระบอกปืนสีดาสองรูจ่ออยู่ตรงหน้าแล้ว

“ใต้จันทราสงัด หยกทอประกายด้วยแสงทอง”

ตูม! ตูม! เปลวไฟคล้ายปืนใหญ่สองลูกพลันปลดปล่อยระหว่างทั้งสอง! มันเหมือนกับระเบิดขนาดเล็กที่จุดชนวนบนเวที คลื่นกระแทกสีชาดที่มองเห็นด้วยตาเปล่าระเบิดอย่างรุนแรง!

ควันและธุลีปกคลุมท้องฟ้าขณะเศษหินปูนปลิวในอากาศ ไม่มีใครมองเห็นชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้นข้างใน เมฆอัคคีไม่ใช้สัมผัสวิญญาณเพื่อตรวจสอบรอบข้าง เงาสังหารก็เช่นกัน

การต่อสู้ครั้งนี้กล่าวได้ว่าขมขื่น ผู้แพ้จะไร้ศักดิ์ศรีจากการดวลนี้ ผู้ชนะที่เต็มไปด้วยเลือดจะฉกฉวยสู่ระดับสูงสุด การที่สัมผัสวิญญาณของเขาเข้าสู่สมรภูมิจะเป็นการดูหมิ่นศักดิ์ศรีของผู้ฝึกฝน ไม่ต่างอะไรกับการยั่วยุ พวกเขาไม่อยากยั่วยุชายหนุ่มสองคนนี้ที่มีโอกาสไร้พรมแดน

“อีกหลายสิบปี… ฉันจะรอให้พวกเขากลายเป็นระดับการก่อตั้งรากฐาน” เมฆอัคคีกล่าวเสียงหนัก

“ใช่เลย” เงาสังหารกล่าวอย่างซับซ้อนขณะสายตาทอประกาย

“เกิดอะไรขึ้น?!”

“ใครชนะ?!”

“ใครจะได้เป็นเพชรน้ำหนึ่ง?!”

“ทั้งสองคนใช้พลังทั้งหมดแล้วงั้นหรือ?”

อันดับหนึ่งวิ่งเข้าใกล้กำแพงลมปราณเพื่อดูผลลัพธ์ แต่พวกเขาไม่สามารถเข้าไปได้ กำแพงลมปราณเหล่านี้แม้แต่ผู้ฝึกฝนระดับการก่อตั้งรากฐานขั้นสูงสุดก็ไม่สามารถเข้าไปได้ มันถูกสร้างด้วยมือของอาจารย์ระดับการก่อรูปแกนกลาง ต่อให้พวกเขารีบเร่งก็ทำได้เพียงอดทนรอเท่านั้น

ที่ใจกลางกำแพงลมปราณ คลื่นวิญญาณอบอวลขณะทรายปกคลุมท้องฟ้า ตอนนี้เอง… เสียงหึ่งสะเทือนปฐพีดังก้องขึ้นมา

หึ่งงงงง… สายตาของทุกคนจับจ้องทันทีระหว่างรอคอย

“พระ… เจ้า…” หญิงสาวระดับการรวมลมปราณขั้นต้นป้องปากขณะมองศิลามากกว่าสี่สิบแผ่นที่ถูกสร้างขึ้นรอบสเตเดียมราวกับเห็นผี

“ไม่ใช่ว่า…” มนุษย์ธรรมดาจากตระกูลฝึกฝนเงยหน้าขึ้นด้วยความไม่อยากเชื่อ ลูกกระเดือกของเขากำลังขึ้นลงด้วยความหวาดกลัว เขาเพียงไม่อยากเชื่อตาตัวเอง

หญิงชรายืนขึ้นด้วยความตกตะลึง เส้นเลือดที่มือปูดโปนจากการจับไม้ค้ำเด่นชัด ริมฝีปากสั่นไหวขณะมองทุกสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า

ชายหนุ่มคนหนึ่งคล้ายกับหุ่นเชิดบนสายป่านกำลังลุกขึ้นโดยไม่พูดจา เขาเม้มริมฝีปากแน่น ไม่กล่าวอะไรสักคำ

ควันและธุลี ทั้งหมดที่เห็นในตอนนี้คือควันและธุลี ก่อนเมฆก้อนแรกจะหายไป ก้อนที่สองก็เข้ามาแทนที่

ตอนนี้… มันไม่ใช่ควันและธุลีจากหิน แต่เป็นลมปราณ! ลมปราณจำนวนมหาศาล! มหาสมุทรลมปราณ! ตอนนี้ ศิลามากกว่าสี่สิบแผ่นที่เหลือล้วนแตกสลายอย่างไม่น่าเชื่อ! ในการแข่งขันเพชรน้ำหนึ่งครั้งใหญ่ในมณฑลหนันทงปีนี้ ศิลาหินของเพชรน้ำหนึ่งปีก่อนทุกแผ่นป่นปี้เป็นผุยผง!

ไม่มีการสั่นไหวหรือแกว่งไกว ไม่มีแม้แต่การแตกหักจากรอยร้ายที่กำลังคืบคลาน ในห้าวินาที เพียงแค่ห้าวินาที เสียงหนักอึ้งสี่สิบครั้งดังประสานพร้อมกัน! ศิลาทุกแผ่นกลายเป็นธุลีลมปราณ!

ตอนนี้ มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ใต้ตัวอักษรเรียบง่ายสี่ตัว ใต้สวรรค์ไร้ใครเทียบ มหาสมุทรธุลีลมปราณโคจรและจางหาย ราวกับความฝันหรือภาพมายา มันสะท้อนในสีหน้าที่ไม่อยากเชื่อของทุกคน ราวกับอาณาจักรอมตะในโลกมนุษย์

ไม่มีใครพูด ไม่มีใครกล่าวอะไร สายตาพวกเขาจับจ้องศิลาหินแผ่นสุดท้าย! ศิลาไร้นาม! ศิลาหินแผ่นเดียวที่ยังไม่แตกสลายเป็นชิ้น ๆ ! หลังจากหล่อหลอมประเทศขึ้นมา เขาคือผู้มีพรสวรรค์การฝึกฝนอันดับหนึ่งของจีน!

มันไม่แกว่งไกว ไม่สั่นไหวมากนัก แต่ว่า… ภายใต้สายตาของทุกคน มีเสียงแตกร้าว

เสียงแตกร้าว! นี่เป็นครั้งแรกที่รอยร้าวปรากฏบนศิลาไร้นามของเมี่ยรื่อ!

แคร้ก แคร้ก แคร้ก ไม่ใช่รอยร้าวขนาดเล็ก จากส่วนล่างของใจกลาง มันขึ้นตรงไปถึงจุดสูงสุดอย่างรวดเร็ว เหนือศิลาหินจำนวนมาก รอยร้าวคล้ายกับอยากแยกศิลาไร้นามให้ขาดครึ่ง!

“แฮ่ก…” เสียงเหม่อลอยของเมฆอัคคีดังเข้าหู เขาพบว่าเมื่อใดไม่ทราบที่ได้ก้าวออกไปข้างหน้าหลายก้าว มือทั้งสองข้างยันอยู่บนสแตนด์ผู้ชม ทะเลแห่งความซับซ้อนเอ่อล้นในใจ

ระดับพรสวรรค์นี้… คือระดับที่เหนือกว่าตัวเขาเอง! แม้แต่ผู้ฝึกฝนระดับการก่อตั้งรากฐานอย่างเขาก็อดที่จะอิจฉาไม่ได้! พรสวรรค์ไม่สามารถตัดสินความสำเร็จในอนาคตได้ แต่มันสามารถตัดสินจุดเริ่มต้นได้!

สายตาของเขากวาดมองภาพในตอนนี้ อาณาเขตแห่งความเงียบสงัด… แต่ละคนกำลังมองศิลาหินด้วยความตกตะลึง ทุกกำลังหลักและตระกูลใหญ่ ไม่มีใครพูด ถึงอย่างนั้นมีความมุ่งมั่นกำลังลุกโชนในดวงตาคอยหักหลังอยู่

พวกเขาอดใจรอไม่ไหวแล้ว! ขณะยังรอต่อไป… ทุกคนที่นี่กำลังรอเปลวไฟที่แท้จริงออกมา!

สายตาของเมฆอัคคีพลันทอประกาย หลังจากมองเวทีลานประลองอย่างมุ่งมั่น เขาเม้มริมฝีปากหลายครั้งจนในที่สุดก็กัดฟัน ด้วยคลื่นแผ่วเบา ป้ายบัญชาปรากฏขึ้น ลำแสงสีเขียวยิงใส่กำแพงลมปราณทันที ผ่านช่องว่าง ร่างคล้ายมนุษย์ปรากฏขึ้นช้า ๆ เขาแยกอากาศด้วยฝ่ามือทันที ควันและธุลีทั้งหมดหายไปสิ้นราวกับถูกพายุพัดพาไป

เมื่อธุลีหายไป เงาสองร่างเปิดเผยบนเวที

คนทั้งสองนั่งบนพื้นด้วยร่างที่หนักอึ้ง ผลลัพธ์ยังไม่ทราบ จากไหล่ขวาจนถึงท้องของฉู่เจาหนัน มีบากแผลสาหัสจนเกือบเผยอวัยวะภายในให้ได้เห็น ส่วนฉือหยางอี้ หน้าอกขวาฉีกขาด เขานั่งเผชิญหน้าอีกฝ่ายคล้ายก้อนถ่านที่มอดดับ

“ทำไมแข็งแกร่งอย่างนี้?” ผ่านไปสักพัก ฉู่เจาหนันถามแผ่วเบา

“ไม่รู้สิ” ฉือหยางอี้หัวเราะ “อาจจะเพราะนายพบศัตรูแล้ว ถึงวันนี้ ฉันยังต้องแบกรับเรื่องที่จะสะสางเอาไว้อยู่”

ความเงียบปกคลุม จนกระทั่งหลังจากผ่านไปเนิ่นนาน ฉู่เจาหนันถามเสียงหนักอึ้งว่า “นั่นเพราะฉันไม่มีเป้าหมายหรือ…?”

“อาจจะนะ” ฉือหยางอี้ปิดหน้าอกและหัวเราะเบา ๆ “รู้อะไรไหม ทุกครั้งที่ฉันอยากเกียจคร้าน ฉันจะคิดถึงครอบครัวที่กำลังมองมาจากสวรรค์… ฉันไม่กล้าเกียจคร้านเลย ฉันจำตอนวัยเด็กได้ดี ทั้งตอนไปโรงเรียน ทั้งตอนพวกท่านพาไปร้านเครื่องเขียนในชานเมืองเล็กเพื่อเลือกซื้อของทีละชิ้น…”

ไม่มีใครได้ยินว่าพวกเขากำลังพูดอะไร นี่คือความเคารพอันน้อยนิดที่สามารถมอบให้ได้

ฉู่เจาหนันไม่เปิดปากขณะฟังเงียบ ๆ

“หลังจากนั้น… พวกท่านใส่ไม้บรรทัดไว้ในกล่องดินสอ จากนั้นก็ดินสอที่เหลาแล้ว…”

“ฉันไม่ชอบกินผัก แต่พวกท่านบังคับให้กินตลอด… เพราะแบบนั้นฉันเลยต้องพยายามมากกว่าคนอื่น ฉันกล้าพูดเลยว่าหากเทียบกับความพยายามยิ่งใหญ่ที่สุดที่นายสามารถจินตนาการได้แล้ว มันยังหนักหนายิ่งกว่านั้น”

“หลายสิบปีผ่านไป ฉันยังใช้เวลาบนอินเทอร์เน็ตไม่มากพอ ฉันมีเพื่อนไม่มาก ไม่มีแม้แต่เวลาจะพักผ่อน…” ฉือหยางอี้กำหมัดอย่างภาคภูมิใจ “แต่ถ้าฉันไม่แข็งแกร่ง แล้วใครจะแข็งแกร่งล่ะ?”

ไม่มีใครพูด ตอนนี้ บนเวทีลานประลองที่เต็มไปด้วยรอยร้าวและภายใต้ตัวอักษรขนาดใหญ่สี่ตัวที่อยู่ด้านบน ใต้สวรรค์ไร้ใครเทียบ ฉู่เจาหนันและฉือหยางอี้คล้ายกูเฉิงและชีเหมินชุยเสวี่ยที่ยอดเมืองต้องห้ามหลังจากสนทนาเรื่องกระบี่ เปิดอกคุยกันอย่างจริงใจ

“เป็นแบบนี้เอง…” ผ่านไปนานเท่าใดไม่ทราบจนกระทั่งรอยยิ้มเจ็บปวดเล็กน้อยเผยบนใบหน้าของฉู่เจาหนัน “ฉันยอมรับความพ่ายแพ้จากใจจริง” ก่อนน้ำเสียงจะสิ้นสุด แผ่นหลังของฉู่เจาหนันพลันฉีกขาด บาดแผลน่าหวาดกลัวเป็นรูปกากบาทกระจายทั่วแผ่นหลัง!

เลือดไหลออกมาคล้ายน้ำพุ! สีหน้าขาวสนิท สวรรค์หมุนวน ปฐพีโคจรรอบศีรษะ เขาตกลงบนเวทีลานประลองดังตูมก่อนหมดสติไปทันที

วินาทีต่อมา ทั่วทั้งร่างกายของฉือหยางอี้กลายเป็นกระชอน ศรเลือดขนาดเล็กพุ่งออกมาอย่างรุนแรงด้วยวิธีคล้ายกัน พวกเขากลายเป็นมนุษย์เลือดไม่ถึงห้าวินาที แต่ว่า ฉือหยางอี้ยืนขึ้น ฉู่เจาหนันล้มลง บทสรุปที่ไร้สุ้มเสียงช่วยอธิบายทุกสิ่งจนกระจ่าง

ภายในขอบเขตหนึ่งร้อยเมตรบนเวทีลานประลอง ไม่มีหินสักก้อนอยู่ในสภาพที่เรียกว่าดี รอยร้าวใยแมงมุมอันโกลาหลนี้อยู่ทุกหนแห่งควบคู่กับหลุมสีดำที่ลึกหลายเมตร ในบรรดาส่วนของเวทีที่ถูกเผยออกมา แทบไม่มีตรงไหนที่สามารถแตะต้องได้ เลือดถูกย้อมไปทั่ว แต่สีหน้าพวกเขาไม่ได้สนใจมากนัก

รอบบริเวณ เดิมทีศิลาหินมากกว่า 120 แผ่น แต่เหลือเพียงศิลาไรนามหนึ่งแผ่น ศิลาไร้นามนี้ยังตระหง่านแก่สายตา รอยร้าวขนาดยักษ์อยู่กึ่งกลาง

“ฉู่เจาหนันแพ้…” ร่างของเงาสังหารสั่นไหวเล็กน้อย “นักเรียน 4A ผู้ครอบครองระบำปืน… ถึงกับแพ้นักเรียนที่รู้จักแค่ร้อยทางแก้…”

ใบหน้าของฉู่เทียนอีพลันขาวซีดราวกระดาษ นิ้วของเขายังกดบนแหวน เขาหลับตาอย่างเจ็บปวด สั่นสะท้านอย่างรุนแรง ในที่สุดเขาก็เข้าใจ… ต่อให้เป็นเขาก็ยังมีช่วงเวลาที่อ่อนหัด

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เป็นสักขีพยานการต่อสู้ระหว่างผู้ฝึกฝน ในอดีต เขาดูพวกเขาในวิดีโอ ดังนั้นเขาไม่สามารถประสบกับความรู้สึกจากแผ่นดินถล่มหรือสึนามิโดยตรงได้ ดังนั้น เขาเชื่อว่าสามารถใช้พิษอมตะที่ได้รับมาได้ ถึงอย่างนั้นความเป็นจริงกลับตบหน้าเขาอย่างจัง

ไม่สามารถใช้ได้เลย…

หรืออาจจะกล่าวว่ามันไม่สามารถใช้ได้หากอยู่ในมือของเขา

ถึงอย่างนั้น ไม่มีทางที่เขาสามารถยื่นมือไปฉกฉวยรางวัลของคนอื่นได้! แหวนที่เขาสัมผัสนับครั้งไม่ถ้วนก่อนปล่อยออกนับครั้งไม่ถ้วนเช่นกันคือโอกาสระยิบระยับที่หลุดลอยไป ท้ายที่สุด เขาไม่สามารถหาโอกาสได้

เมฆอัคคีสูดหายใจเข้าลึก ๆ แต่เมื่อกำลังจะพูด เสียงร้อนแรงดังก้องจากผู้ชม

“ผู้อาวุโสเมฆอัคคี ในเมื่อผลลัพธ์ถูกตัดสินแล้ว… รีบคลายผนึกแล้วให้สหายเต๋าสองคนนี้ออกมาก่อนดีหรือไม่?”

คำพูดของเมฆอัคคีค้างที่ลำคอ สายตาตัดผ่านคล้ายมีด

ใคร?! หมอนี่คือใคร?! เขายังไม่ได้แสดงเจตนาดีออกมา ใครที่วิตก?! พวกเขาไม่เห็นหรือว่าฉือหยางอี้และฉู่เจาหนันเต็มไปด้วยเลือด?! พวกเขาไม่เห็นความโกลาหลจากภาพในตอนนี้หรือ?! เขายังคิดที่จะช่วยสองคนนี้อยู่ แต่ใครกันที่รีบร้อน? ใครกันที่ทำให้คนอื่นตกอกตกใจ?

เมฆอัคคีชำเลืองมองชายชราผู้อยู่ระดับการรวมลมปราณขั้นสูงสุด อีกก้าวเดียวจะเข้าสู่ระดับการก่อตั้งรากฐาน ความแตกต่างระหว่างการรวมลมปราณและการก่อตั้งรากฐานเหมือนกับสวรรค์และปฐพี เขาไม่ให้ค่ากับผู้ฝึกฝนแบบนี้อยู่แล้ว แต่ตราเปลวเพลิงบนหน้าอกของอีกฝ่ายกับตัวอักษร หลี่ ที่ใจกลางทำให้เปลือกตาของเขาขยับขึ้น

ผู้ฝึกฝนหนึ่งล้านคน ระดับการก่อตั้งรากฐานสองหมื่นคนและสาขาของแต่ละมณฑล ไม่ใช่แค่กองกำลังใหญ่ที่มีผู้ฝึกฝนระดับการก่อตั้งรากฐาน

ถ้าเขาจำไม่ผิด… ถึงแม้จะอยากไปจริง ๆ แต่ตระกูลหลี่จากเมืองเฟิงยี่คือตระกุลผู้ฝึกฝนอันดับหนึ่งของมณฑลหนันทง เพราะพวกเขามีผู้ฝึกฝนระดับการก่อตั้งรากฐานสามคนอยู่ในสังกัด เขาไม่อยากมีเรื่องผิดใจระหว่างกันนัก

เมฆอัคคีกวาดตามองผ่าน จ้องมองดวงตาสีดำคล้ายหมาป่าหลายพันคู่ ใช่แล้ว… รอบคัดเลือกมีถึงบทสรุปแล้ว… แต่นี่อาจจะโหดเหี้ยมกว่ารอบคัดเลือกด้วยซ้ำ!

เขาเอามือไขว้หลังอย่างเงียบงัน แคปซูลละเอียดอ่อนกำอยู่ในฝ่ามือ นี่คือยาเม็ดวิญญาณทองคำที่เดิมเตรียมไว้ให้ฉู่เจาหนันและฉือหยางอี้ แต่ตอนนี้…

“เพชรน้ำหนึ่ง ฉือหยางอี้จากเมืองหยีหยาง”

ขณะระงับความไม่ยินดีในใจเอาไว้ สายตาของเขากวาดผ่านที่นั่ง VIP เงาหลายร่างยืนขึ้นอย่างไม่ลังเล

คะแนน 3.4
กรุณารอสักครู่...