ตอนที่แล้วหมื่นสวรรค์สิ้นโลกา Online Ep.187 - พวกเราน่ะคือวายร้าย
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปหมื่นสวรรค์สิ้นโลกา Online Ep.189 - จิตเทวะ

หมื่นสวรรค์สิ้นโลกา Online Ep.188 – ความลับที่ไม่มีใครล่วงรู้

 

ซางหยิงฮ่าวเอ่ยสนับสนุน “ใช่ นายพูดถูกนะ ตั้งแต่ที่ได้เป็นหุ้นส่วนกับเจ้าเด็กนี่ ไม่นานฉันก็ได้รับของเดิมพันเป็นตึกคาสิโนหลังใหญ่เชียวล่ะ”

 

“โอ้?”

 

เย่เฟย์หยูเผยถึงท่าทีสนใจเช่นเดียวกับเหลียวฮัง

 

ซางหยิงฮ่าวสารภาพออกไปตามตรง “ถึงแม้ว่าสถานการณ์ในปัจจุบันจะไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่นัก แต่เมื่อภัยพิบัติเหล่านี้ได้ผ่านพ้นไป ฉันจะกลับมาเปิดตึกคาสิโนแห่งนั้นอีกครั้ง”

 

“ถ้าวันหนึ่งโลกกลับมาเป็นปกติ ฉันจะเปิดบาร์เปลือย คอยนั่งดูพวกสาวๆที่ออกมาเต้นแบบเปิดเผยเนื้อหนัง” เหลียวฮังกล่าว

 

เย่เฟย์หยูละความสนใจจากประโยคข้างบนไปโดยสิ้นเชิง เขาเอ่ยขอ “อย่าลืมเก็บบัตร VIP ไว้ให้ฉันด้วยล่ะ ถึงแม้ว่าฉันจะไม่เคยไปเล่นสถานที่พวกนั้นมาก่อน แต่สัญญาว่าจะต้องไปเจิมอย่างแน่นอน”

 

“แล้วนายล่ะ หลังจากภัยพิบัติจบลง นายคิดจะทำอะไร?” ซางหยิงฮ่าวหันไปถามกู่ฉิงซาน

 

เย่เฟย์หยูและเหลียวฮังหยุดทุกการกระทำ หันมามองเขาเพื่อตั้งใจฟัง

 

กู่ฉิงซานกำลังคิดเกี่ยวกับโลกแห่งผู้ฝึกยุทธอยู่เลยเอ่ยปากออกไปว่า “ฉันก็คง .. จะฝึกยุทธต่อไปล่ะมั้ง”

 

“ฝึกยุทธ? นั่นมันจะใช้เวลานานแค่ไหน?”

 

“จะให้ตอบเป๊ะคงไม่ได้หรอก การฝึกฝนน่ะต้องทำอย่างต่อเนื่อง”

 

“ทำอย่างต่อเนื่อง แล้วต่อเนื่องที่ว่ามันจะนานแค่ไหนกัน”

 

“ตราบใดที่ฉันยังคงมีชีวิตอยู่ ฉันก็จะฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง .. ฝึกฝนต่อไปเรื่อยๆ”

 

“ฟังดูน่าเบื่อจัง” ทั้งสามเอ่ยเป็นเสียงเดียวกัน

 

กู่ฉิงซานยิ้มเล็กน้อยและกล่าว “แต่ตอนนี้ โชคชะตายังคงกำหนดให้พวกเราต้องวุ่นกันต่อไป ไม่มีเวลาว่างมาพูดคุยกันเรื่องพวกนี้หรอกนะ”

 

เหลียวฮัง “สบายใจเถอะ เกมแห่งชีวิตนิรันดร์คงไม่สามารถเปิดต่อไปได้แล้วล่ะในสถานการณ์แบบนี้”

 

“ใช่แล้ว การแข่งขันครั้งนี้ พวกเราเป็นฝ่ายชนะ”

 

เป็นเวลาสองวันติดต่อกัน ที่ราชาผู้พิชิตชัยจากเกมแห่งชีวิตนิรันดร์ถูกฆ่าตายโดยเพชฌฆาตตัวตลก

 

เกรงว่าต่อให้เป็นคนที่กล้าหาญเทียมฟ้า พวกเขาก็ยังต้องลังเลที่จะเข้าร่วมเกมแห่งชีวิตนิรันดร์ในวันถัดไป

 

สถานการณ์ในเวลานี้กำลังเอนเอียงมายังทิศทางของกู่ฉิงซานและคนอื่นๆอย่างชัดเจน

 

กู่ฉิงซานหันไปเอ่ยกับเหลียวฮัง “แล้วเรื่องความคืบหน้าของเครื่องจั๊มป์ขนาดย่อยล่ะ เป็นยังไงบ้าง?”

 

เหลียวฮังเปิดจอม่านแสงขึ้น เอ่ยอธิบายถึงตัวงานต่างๆ พร้อมทั้งยังเสนอปัญหาแก่กู่ฉิงซานไปอีกหลายข้อ

 

เขาส่ายหัวและกล่าว “มันเป็นไปไม่ได้ที่จะดำเนินการอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีสำคัญๆหลายอย่างยังอยู่ในขั้นทดลอง และตอนนี้ฉันยังต้องการข้อมูลอีกเป็นจำนวนมาก ถึงจะสามารถดำเนินการต่อไปได้”

 

หลังจากที่อ่านมันอย่างรอบคอบ กู่ฉิงซานก็เอ่ยถามอย่างเป็นเรื่องเป็นราว “พอจะเข้าใจแล้ว ว่าแต่คุณมีปัญหาอะไรอีกไหม สามารถบอกผมได้เลยโดยไม่ต้องเกรงใจนะ”

 

“ฉันว่าฉันชอบที่นี่ มันมีอุปกรณ์วิจัยอันทันสมัยที่ฉันต้องการ”

 

เหลียวฮังปิดจอม่านแสง และกล่าวต่อ “แต่ปัญหาใหญ่ที่ฉันอยากจะบอกก็คือ ที่นี่มันไม่สามารถสั่งอาหารมากินได้”

 

หลายคนมองออกไปนอกหน้าต่างและมองเห็นแค่เพียงจักรวาลอันมืดมิด

 

“เราอยู่ที่นี่มาเกือบทั้งวันแล้ว ฉันคิดว่าทุกคนคงหิวไม่ต่างกับฉันหรอก” เหลียวฮังกล่าวพลางเอาสองมือกุมท้อง

 

“ฉันก็รู้สึกไม่ต่างกัน” ซางหยิงฮ่าวกล่าว

 

“งั้นพวกเราก็กลับลงไปกันเถอะ” กู่ฉิงซานกล่าว

 

เรือรบระหว่างดวงดวงขนาดเล็ก บินออกจากเฉินเตี้ยนเฮ่า และมุ่งลงสู่ชั้นบรรยากาศโลกเบื้องล่าง

 

ไม่นานนัก ทั้งสี่ก็กลับมาถึงวิลล่าของซางหยิงฮ่าว

 

พ่อครัวของที่นี่ ซางหยิงฮ่าวเป็นคนไปเชิญมาด้วยตนเอง และต้องถ่อไปเชิญเขามาอยู่หลายครั้ง อีกฝ่ายจึงจะตอบตกลง ดังนั้นฝีมือการปรุงอาหารของพ่อครัวจะต้องอยู่ในระดับสูงอย่างไม่ต้องสงสัย

 

ทีมคนครัว 15 คน เริ่มวุ่นวายกันทันทีเมื่อรู้ว่าซางหยิงฮ่าวกำลังจะกลับมา

 

ระหว่างรออาหารค่ำ เหลียวฮังก็เดินไปที่ตัวโปรเจคเตอร์และเปิดดูละครสาวน้อยอย่างตั้งอกตั้งใจ

 

ส่วนเย่เฟย์หยู เขาเปิดสมองควอนตัมส่วนบุคคลของตน ก่อนจะเริ่มเข้าเกมยิงๆที่เน้นไปทางฆ่ากันเพื่อคว้าชัยชนะ

 

ขณะที่ซางหยิงฮ่าวยกโทรศัพท์ขึ้นมาตอบคำถามอยู่หลายครั้ง เขาอธิบายไม่หยุด และสั่งการบางสิ่งบางอย่างออกไป

 

“ยุ่งมากเลยหรอ?” กู่ฉิงซานเอ่ยถาม

 

“ใช่แล้วล่ะ ดูเหมือนว่าวันสิ้นโลกที่กำลังมาถึงมันจะไม่มีความหมายเลย ตรงกันข้าม ความปรารถนาของผู้คนกลับยิ่งชัดเจนยิ่งกว่าเก่า” ซางหยิงฮ่าวกล่าว

 

เขายกสมองคอวนตัมของตนขึ้นมา และเริ่มอ่านข้อมูล “เมียน้อยคนที่เจ็ดต้องการจะฆ่าคู่นอนของเขาที่เป็นเจ้าของบริษัทค้าทอง  , ภรรยารองต้องการจะฆ่าสามีตัวเอง , คุณชายสามต้องการจะฆ่าพ่อตัวเองเพื่อรับสืบทอดมรดก เรื่องไร้สาระอะไรพวกนี้ ฉันไม่ค่อยจะอยากรับสักเท่าไหร่หรอก”

 

“แต่นั่นคือธุรกิจที่นายต้องทำนะ”

 

“อันนี้สิน่าสนใจกว่า ‘ทำการลอบสังหารพระคาร์ดินัลแห่งคริสตจักรศักดิ์สิทธิ์ เงินรางวัลที่จะได้รับคือ 120 ล้านแต้มเครดิต’ ”

 

“ผู้ว่าจ้างของภารกิจนี้ บังเอิญถูกเจอตัวโดยพระคาร์ดินัล เธอมีเทคนิคเทียนชวนอันแสนจะน่าทึ่งและโดดเด่น ควรค่าแก่การนำมาฝึกฝน”

 

“แล้วยังไง? มันก็ฟังดูดีนี่”

 

“แต่ ที่พระคาร์ดินัลรู้สึกประทับใจเป็นอย่างมากน่ะมันไม่ใช่แค่เพียงพรสวรรค์ของเธอ แต่ยังเป็นใบหน้าอันงดงามและเรือนร่างของเธออีกด้วย เขาไม่อนุญาตให้เธอเข้าร่วมกับทางคริสตจักรศักดิ์สิทธิ์ ตรงกันข้าม กลับเลือกที่จะกักขังเธอเอาไว้ยาวนานกว่าห้าปีแทน และมักจะเล่นสนุกกับเธออยู่บ่อยครั้ง”

 

“หลังจากที่เฝ้าอดทนด้วยความยากลำบากมาอย่างยาวนาน ในที่สุดเธอก็พบจังหวะที่จะหลบหนี และฉวยโอกาสนั้นหนีออกมาได้ในที่สุด จากนั้นอีกหลายปีต่อมา เธอก็ยังไม่กล้าที่จะทำการแก้แค้น จนกระทั่งตอนนี้ ที่วันสิ้นโลกกำลังจะมาถึง เธอคิดว่าตนเองคงกำลังจะตายแล้วแน่ๆ เลยตั้งรางวัลนำฆ่าชีวิตของพระคาร์ดินัล”

 

“ตามที่ลูกค้าของฉันบอก พระคาร์ดินัลได้ทำการสะสมรวบรวมสาวงามไว้เป็นจำนวนมาก เขามักจะละเล่นกับหญิงสาวเหล่านั้นจนกระทั่งเบื่อหน่าย ก่อนจะรีดเอาเลือดของพวกเธอไปบูชายัญให้แก่คริสตจักรศักดิ์สิทธิ์ เพื่อแสดงถึงความจงรักภักตีของตนเอง”

 

“ลูกค้าคนนี้ของฉัน เป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวเท่านั้นที่สามารถรอดชีวิตจากเงื้อมมือของคาร์ดินัลได้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา”

 

“ไอเจ้าพระคาร์ดินัลนี่ สมควรแล้วที่จะถูกจ้างวานฆ่า” กู่ฉิงซานเอ่ยในสิ่งที่คิด

 

“นายก็ปล่อยวางบ้างเถอะน่า นี่มันเป็นธุระกิจของฉัน ให้ฉันเป็นคนจัดการเองดีกว่า” เย่เฟย์หยูกล่าวเตือน

 

“แล้วแล้วนายมีผู้ใต้บังคับบัญชาเท่าไหร่ พอจะบอกข้อมูลตรงส่วนนี้ได้หรือเปล่า?” เย่ฟเย์หยูเอ่ยถาม

 

“นักฆ่าไม่น้อยกว่า 300 คน ส่วนจำนวนแบบเฉพาะเจาะจงไม่สามารถพูดได้” ซางหยิงฮ่าวยืดอก เอ่ยอย่างภาคภูมิ

 

“ไอ้เด็กเหลือขอ ถึงจะดูบ้าๆบอๆ แต่จริงๆแล้วก็ยอดเยี่ยมไม่เลวเลยนี่” เหลีวฮังที่สายตายังคงจดจ้องอยู่กับละคร เอ่ยออกมาคำหนึ่งจากจุดที่อยู่ไกลออกไป

 

“ด้วยความสามารถที่นายมี ทำไมต้องมาวิ่งวุ่นทำธุรกิจฆ่าคนแบบนี้ด้วย” จู่ๆกู่ฉิงซานก็เอ่ยขึ้น “ฉันว่า ถ้านายต้องการขึ้นเป็นจ้าวมณฑลของหนึ่งในเก้าตระกูลใหญ่ ก็ไม่น่าจะยากนะ”

 

“ไม่ไม่ไม่ไม่” สีหน้าของซางหยิงฮ่าวเผยถึงความลำบากใจ “ผู้สืบทอดจ้าวมณฑลจะต้องเป็นลูกหลานที่พึ่งพาได้เท่านั้น และสิ่งที่พวกเขาต้องปกป้อง ฉันก็ไม่สามารถแบกรับได้”

 

กู่ฉิงซานเผยให้เห็นถึงสีหน้าประหลาดใจ

 

ในชีวิตก่อนหน้า เขาก็ได้เดินทางออกไปยังรัฐอื่นตั้งแต่ช่วงต้นๆ จากนั้นก็ได้เข้าไปในเกม ต่อสู้เพื่อดิ้นรนเอาชีวิตรอดอยู่ทุกวี่วัน ทำให้เขาไม่อาจทราบได้จริงๆถึงความลับของเก้าตระกูลใหญ่แห่งรัฐบาลกลาง

 

แล้วสิ่งใดกันที่เก้าตระกูลใหญ่คอยปกป้อง?

 

อย่าคิดเชียวนะว่า ปกป้องที่ว่านั่นหมายถึงรัฐบาลกลาง นั่นมันเรื่องตลกสิ้นดี

 

“อะไรคือสิ่งที่จ้าวมณฑลแห่งตระกูลทั้งเก้าคอยปกป้อง” กู่ฉิงซานถามออกไปตรงๆ

 

“ฉันก็ยังไม่มั่นใจ มีเพียงจ้าวมณฑลและผู้รับสืบทอดเท่านั้นที่รู้ และจะต้องทำการเก็บความลับนั้นไปตลอดชีวิต –ทุกคนในประวัติศาสตร์ที่คิดจะล้วงความลับนี้จะต้องตาย”

 

จู่ๆเหลียวฮังก็เอ่ยปากออกมา “แต่ฉันรู้นะ”

 

เขาปิดทีวีและเดินลงมานั่งตรงข้ามกับทั้งสอง บนใบหน้าเผยให้เห็นถึงความหวาดกลัว

 

“คุณเนี่ยนะรู้?” ซางหยิงฮ่าวเอ่ยด้วยน้ำเสียงดูถูก “ขนาดฉันยังไม่กล้าตรวจสอบแล้วทำไม … ”

 

“แล้วแกคิดว่าเพราะอะไรกันล่ะ นั่นแหละคือเหตุผลที่ฉันต้องแกล้งตาย และหนีไปหลบซ่อนตัวอยู่ในห้วงอวกาศเป็นเวลากว่า 30 ปี” เหลียวฮังเอ่ยเสียงทุ้มลึก

 

ทั้งสองหันไปมองเหลียวฮังด้วยความสนใจ มีเพียงเย่เฟย์หยูเท่านั้นที่ยังคงนั่งเล่นเกมต่อไป

 

“ไม่ใช่ว่าเหตุผลมันเป็นเพราะคุณต้องการตั้งตัวขึ้นเป็นจ้าวมณฑลคนที่สิบหรอกหรือ แถมยังเตรียมวางระเบิดกับเทคโนโลยีจั๊มป์ สุดท้ายเลยถูกไล่ล่าโดยเก้าตระกูลใหญ่?” กู่ฉิงซานเอ่ยถาม

 

เหลียวฮังกล่าว “ฉันพูดออกไปอย่างนั้นเพื่อให้พวกมันไม่คิดจะหาเรื่องฉัน”

 

“แล้วสรุปความลับที่ว่ามันคืออะไรกันแน่?” ซางหยิงฮ่าวถาม

 

เขาเป็นรุ่นเยาว์ที่ถูกทอดทิ้งจากเก้าตระกูลใหญ่ ดังนั้นจึงรู้สึกสนใจเรื่องนี้มากกว่าคนอื่นๆเป็นพิเศษ

 

“ทุกครั้งที่จ้าวมณฑลในเก้าตระกูลใหญ่กำลังจะตาย เขาจะทำการเลือกผู้สืบทอดทันทีภายใต้ประจักษ์พยานของอีกแปดจ้าวมณฑล”

 

“นี่คือพิธีกรรมของเก้าตระกูลใหญ่ พวกเราทุกคนใครๆก็รู้เรื่องนี้กันทั้งนั้น ช่วยเข้าประเด็นเลยจะได้ไหม”

 

“ผู้สืบทอดจะตามอีกแปดจ้าวมณฑลเข้าไปยังสถานที่ลับแห่งหนึ่ง”

 

“แม้กระทั่งเรื่องนี้คุณก็รู้ด้วยอย่างงั้นหรอ? คุณเป็นคนนอกคนแรกเลยที่รู้เกี่ยวกับมัน” ในที่สุด เมื่อซางหยิงฮ่าวได้ยินถึงจุดนี้ ท่าทีของเขาก็เปลี่ยนเป็นจริงจัง

 

“ภาพของสถานที่แห่งนั้นที่ถูกแสดงขึ้นบนแผนที่ดาวเทียม มันเป็นเทือกเขาส่วนตัวแห่งหนึ่งที่รายล้อมไปด้วยการป้องกันแน่นหนา ทุกคนที่บังเอิญเข้าไปใกล้แม้เพียงปลายก้อย จะถูกฆ่าตายทันที”

 

“แล้วคุณได้เข้าไปข้างในไหม?”

 

“ไม่ ฉันไม่ได้เข้าไปด้วยตัวเอง แต่ใช้เครื่องจั๊มป์ขนาดเล็กรูปแบบติดตามสะกดรอยไป โดยการฉีกอากาศที่ว่างเปล่า และส่งมันไปยังเป้าหมายอย่างฉับพลัน”

 

“แล้วมีอะไรอยู่ข้างใน?”

 

“มันยากที่จะบอก ฉันก็ไม่รู้ว่าจะอธิบายยังไงเหมือนกัน แต่ดูเหมือนว่าที่นั่นแท้จริงแล้วจะไม่ใช่เทือกเขา”

 

สีหน้าของเหลียวฮังดูจะแปลกไป

 

“ไม่ใช่เทือกเขา? แต่คุณไม่ได้เห็นมันนี่ จะไปตัดสินแบบนั้นมันก็ไม่ถูกนะ”

 

“ไม่เชิงว่าไม่เห็น ฉันใช้เซ็นเซอร์เรดาร์ตรวจจับสภาพแวดล้อมโดยรอบ แต่ที่นั่นมีสนามแม่เหล็กที่แข็งแกร่งมากคอยรบกวน ทำให้เซ็นเซอร์เรดาร์ของฉันไม่สามารถรุบะสภาพโดยรอบของมันได้อย่างชัดเจน”

 

“ฉันใช้จอประมวลผลสภาพแวดล้อมเพื่อทำการแสดงภาพในเรดาร์ มันคืออุปกรณ์สอดแนมในสงคราม ที่ฉันได้พัฒนาขึ้นเพื่อใช้สำหรับการประเมินภัยคุกคามจากสิ่งแวดล้อมโดยรอบได้ทุกที่ทุกเวลา”

 

“ทันทีที่ใช้เครื่องจั๊มป์ขนาดเล็กสะกดรอยเข้ามาในระยะเทือกเขา บนจอภาพก็เริ่มกลายเป็นสีแดง พร้อมกับส่งเสียงแจ้งเตือนขึ้นอย่างกระทันหัน มันบอกให้ฉันหยุดภารกิจที่ว่านี้และให้รีบล่าถอยออกไปทันที”

 

“แต่พอฉันได้ทำการตรวจดูข้อมูลที่เก็บมาได้จากตัวเครื่อง กลับพบว่ามันไม่มีอะไรเลย”

 

เหลียวฮังเอ่ยต่อ “ตอนนั้นฉันสงสัยมาก แต่ก็เกิดลางสังหรณ์ไม่ดีที่ยากจะอธิบายขึ้นในจิตใจ สุดท้ายฉันก็ฝืนไม่ยอมถอนเครื่องจั๊มป์สะกดรอยกลับมา และยังคงควบคุมมันให้มุ่งหน้าต่อไป”

 

“พอเครื่องจั๊มป์ขนาดเล็กสะกดรอยไปถึงภายในภูเขา ฉันก็ไม่สามารถควบคุมมันได้อีกต่อไป”

 

“แล้วจากนั้นบนหน้าจอภาพระยะไกลของฉัน ก็แสดงให้เห็นถึงใบหน้าของมนุษย์”

 

“ใบหน้าของมนุษย์?”

 

“ถูกต้อง แต่เป็นเพียงใบหน้าเท่านั้น ไม่มีอะไรอย่างอื่นเลย”

 

“มันเป็นใบหน้าที่ผ่านวันคืนมานานนับหลายปี และฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเจ้าของใบหน้านั้นในตอนนี้จะยังมีชีวิตอยู่หรือว่าได้ตายลงไปแล้ว”

 

“จากนั้นล่ะ?”

 

“ใบหน้านั้นจ้องมองฉันอย่างรอบคอบชนิดหัวชนฝา แต่ในตอนนั้นเองสัญญาณทั้งหมดก็ถูกขัดขวางและดับลง”

 

“ฉันรู้สึกว่ามันไม่ดีแล้ว เลยเริ่มเตรียมที่จะหลบหนีทันที”

 

“เรื่องราวหลังจากนี้ พวกแกคงจะรู้กันหมดแล้ว”

 

“ฉันถูกไล่ล่า หลายครั้งเกือบที่จะถูกฆ่าตาย จนในที่สุดเลยต้องใช้ตัวโคลนนิ่งเพื่อแกล้งตาย และหาวิธีพยายามที่จะหลบหนีออกไปนอกอวกาศ จนรอดชีวิตมาได้ถึงตอนนี้”

 

หลายคนเงียบ และจมดิ่งลงสู่ห้วงความคิดเกี่ยวกับความลับที่พึ่งได้ล่วงรู้มาอย่างเงียบๆ

 

“เพียงเพราะล่วงรู้ความลับนี้ ทำให้คุณถูกไล่ล่า แถมในตอนนั้นคุณยังเป็นถึงนักวิทยาศาสตร์ที่เก่งที่สุดในโลก …” กู่ฉิงซานขบคิดไตร่ตรอง

 

คะแนน 4.3
กรุณารอสักครู่...