ตอนที่แล้วบทที่ 37 ฆ่าสังหาร
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปบทที่ 39  เปลวเพลิงสามประเภท

บทที่ 38 วิชาระดับวิญญาน


บทที่ 38 วิชาระดับวิญญาน

 

ภายในถ้ำ ร่างศพถูกซ้อนกันเป็นกองพะเนิน และพลังปราณลึกลับของพวกมันก็เหือดแห้งไป

ภายใต้การทำงานจิตวิญญานต่อสู้ของฉื่อหยาน ร่างกายพวกมันไม่เพียงจะไร้ซึ่งพลังปราณลึกลับ แต่เลือดในร่างของมันก็เริ่มที่จะแข็งตัวเช่นกัน

ด้วยเลือดของพวกมันที่กำลังแข็งตัวขึ้น ทำให้กลิ่นคาวเลือดที่อยู่ในถ้ำไม่รุนแรงเหมือนก่อนหน้านี้

อย่างไรก็ตาม ฉื่อหยาน ก็ยังไม่พอใจกับมันนัก

หลังจากที่คิดขึ้นมาได้ เขาก็รีบหยิบซองผงยาจากกระเป๋าของเขาและพ่นไปทั่วถ้ำโดยไม่ลังเล

ผงสมุนไพรนี้ถูกเรียกว่า " ผงชำระล้าง " ซึ่งสามารถดูดซับพลังงาน และขจัดเสษคราบเล็กๆน้อยๆที่อยู่ในอากาศ รวมทั้งสารพิษ และควันพิษได้

หลังจากใช้ " ผงชำระล้าง " เพียงห่อเดียว กลิ่นเลือดที่ยังหลงเหลืออยู่ในถ้ำพลันหายไปอย่างน่าอัศจรรย์

หลังจากที่ขจัดกลิ่นเลือดในอากาศให้หมดไปแล้ว , " ผงชำระล้าง " ได้กลายเป็นจุดสีแดงๆเล็กๆที่ดูเหมือนหยดเลือด , และจุดเล็กๆเหล่านั้นค่อยๆกลายเป็นเซลและซึมลงไปในดิน

" ข้าจะหาของที่ซ่อนอยู่ในถ้ำ "

ถึงแม้จะสามารถขจัดกลิ่นที่อยู่ในถ้ำได้แล้ว แต่ฉื่อหยาน ก็ยังกังวลนิดๆ . เขาเริ่มปิดทางเข้าถ้ำด้วยพุ่มไม้และกิ้งไม้ที่อยู่ใกล้ๆ .

แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะต่อสู้กันในถ้ำ แต่ทั้งสองฝ่ายต่างก็รู้ถึงความสำคัญของพุ่มไม้ที่อยู่ใกล้ๆดี เช่นนั้น พุ่มไม้และต้นไม้ที่อยู่ใกล้ๆปากทางเข้าถ้ำจึงไม่ถูกทำลาย

อย่างไรก็ตาม ด้วยแรงระเบิดของ " ระเบิดดารา " , พุ่มไม้ที่ทางอยู่ตรงทางเข้าถ้ำกลับถูกทำลายไปบางส่วน โชคดีที่พุ่มไม้ใกล้ๆ ปากทางเข้าถ้ำก็ยังคงเหมือนเดิม

สิ่งที่ฉื่อหยานต้องทำก็คือย้ายพุ่มไม้ไปไว้ในแต่ละด้านและตรงกลางขอทางเข้าถ้ำเพื่อคลอบคลุมมันทั้งหมดอย่างสมบูรณ์

ฉื่อหยาน หายใจอย่างราบรื่นและมุ่งความสนใจไปที่การเคลื่อนไหวของเขา เขาทำมันด้วยความระมัดระวัง เขาค่อยๆเคลื่อนย้ายมันช้าๆ พุ่มต่อพุ่ม ปกคลุมไปรอบๆทางเข้าทีละนิ้วๆอย่างแนบเนียน เพราะกลัวว่าสัตว์อสูรจะพบสิ่งที่น่าสงสัยที่ปากทางเข้า

ด้วยเสียงคำรามของสัตว์อสูรที่ดังขึ้นบ่อยขึ้น มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่จะรู้ว่ามีสัตว์อสูรจำนวนเท่าใดรวมกันอยู่ด้านนอกของถ้ำ

ฉื่อหยานใบหน้าของเขาดูจริงจังและมีท่าทางตื่นเต้นมาก เหงื่อของไหลออกมาจากหน้าผาก และร่างของเขาเริ่มที่จะเปียกชุ่มไปด้วยเหงือ

ในที่สุดเขาก็สร้างพุ่มไม้ใหญ่ปิดทางเข้าถ้ำสำเร็จ มือของเขาสั่นเล็กน้อย เขาต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมากที่จะทำมันให้สำเร็จ

" เจ้าเป็นอะไรมั้ย ? " ตี่ย่าหลาน ถามด้วยความห่วงใย

" ไม่เป็นอะไรหรอก ข้าเพียงแค่เหนื่อยนิดหน่อยเท่านั้น "

ฉื่อหยานส่ายหน้า ใบหน้าของเขากลายเป็นอ่อนโยน เขาหยุดคิดสักครู่แล้วบอกว่า " เจ้าต้องระวังตัวให้มาก ถ้าเจ้าพวกสัตว์อสูรค้นพบถ้ำแห่งนี้เข้า เจ้าจะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อหยุดพวกมันไว้ที่ทางเข้าของถ้ำนะ ! "

ตี่ย่าหลาน พยักหน้า และพูดด้วยความเป็นห่วง " ตกลง ข้าเข้าใจแล้ว แต่นี่เกิดเรื่องอะไรขึ้นกับเจ้า ข้าพึ่งเห็นเจ้าไล่สังหารนักรบในระดับมนุษย์ แต่แล้วเหตุใดตอนนี้เจ้ากลับอ่อนแอหละ ? "

" ก็แน่ละสิ เพราะข้านั้นได้ใช้ความพยายามอยากมากที่จะต่อสู้กับมัน ตอนนี้ข้าก็เลยอ่อนแอเช่นนี้ไง " ฉื่อหยาน นั่งขัดสมาธ และไม่พูดอธิบายอะไรเพิ่มเติม

ในช่วงเวลานี้ จู่ ๆเขาหลับตาลงเพื่อพักผ่อน

นี้ย่อมเป็นผลข้างเคียงของ " บ้าคลั่ง " แน่นอน ที่แสดงออกมาในร่างกายของเขา

ทุกครั้งที่เขาใช้ " บ้าคลั่ง " ร่างกายของเขาจะได้รับความกดดันมหาศาล

วิชา [บ้าคลั่ง] จะกระตุ้นพลังงานเชิงลบทุกชนิด ในหนึ่งเส้นชีพจร พลังของ " บ้าคลั่ง " นั้นเป็นดาบสองคม มันมอบพลังอำนาจให้เกินกว่าขีดจำกัดของร่างกาย แต่ระยะเวลาของมันนั้นสั้นมาก และหลังจากที่หมดช่วงระยะเวลา ร่างกายของเขาก็จะอ่อนแอลงอย่างมหาศาล

มันเป็นพลังที่ชั่วร้ายและน่าขนลุกมากเกินไป

เมื่อพลังงานเชิงลบเหล่านี้ไหลไปสู่เส้นชีพจรของเขา , พวกมันจะจู่โจมร่างกายเขาอย่างหนักหน่วง ทุกครั้งเมื่อเขาเสร็จสิ้นการใช้ " บ้าคลั่ง " ร่างกายของเขาจะถูกปลกคลุมไปด้วยความอ่อนล้าอย่างรวดเร็ว

ขณะที่นั่งอยู่ในถ้ำ ฉื่อหยาน รู้สึกว่าทั้งขาและแขนของเขาอ่อนแอลงและอ่อนแอลง เขารู้สึกเจ็บไปทั่วเส้นชีพจรในร่างของเขา เขาเจ็บเหมือนตายทั้งเป็น

พลังปราณลึกลับที่เขาได้ดูดซับมาจากนักรบทั้ง 6 คน กำลังไหลเข้าไปในเส้นชีพจรของเขา และมันก็เต็มไปด้วยคลื่นพลังที่แข็งแกร่ง เขาพยายามกลั่นพลังปราณลึกลับพวกนั่นให้รวดเร็วที่สุด แต่พลังด้านลบเหล่านั้นกลับใช้โอกาศนี้เพื่อแอบออกมาและค่อยๆ กัดกินจิตใจ และ สติของเขา .

 

ในตอนนี้ เขาไม่สามารถทำอะไรได้เลย เพราะเส้นชีพจรของเขายังคงวุ่นวายอยู่กับการกลั่นพลังปราณลึกลับเหล่านั้นอยู่ เขาจึงไม่สามารถปล่อยวางร่างกายของเขาได้ และด้วยเหตุนั้นเขาจึงไม่สามารถฟื้นฟูสภาพร่างกายของเขาได้ทั้งหมด

ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจที่จะทิ้งทุกอย่างไว้ และนั่งอยู่เฉยๆคนเดียว ทำให้จิตใจสงบ เพื่อฟื้นฟูสภาพร่างกายของเขา

เมื่อเห็นเขานั่งพักพร้อมกับปิดตาทั้งสองข้าง หญิงสาวทั้งสอง ตี่ย่าหลาน และมู่หยู่เตี๋ย มองไปที่เขาอย่างจริจัง และพวกนางก็หันไปสังเกตการเคลื่อนไหวต่างๆที่อยู่นอกถ้ำอย่างตั้งใจ

สัตว์อสูรยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในหุบเขา และยังมีสัตว์อสูรบางตัวที่มาวนเวียนอยู่รอบถ้ำ เหมือนกับว่าพวกมันกำลังหาอะไรบางอย่าง

ทั้งมู่หยู่เตี๋ย และ ตี่ย่าหลาน ต่างก็เฝ้าทางเข้าถ้ำอย่างจริงจัง พวกนางไม่กล้าแม้แต่จะผ่อนคลาย

ตี่ย่าหลาน ถือดาบสั้นในมือของนางแน่น นางมองออกไปอย่างระมัดระวังผ่านช่องว่างระหว่างต้นไม้ที่คลุมทางเข้าถ้ำ โดยเกรงว่าสัตว์อสูนจะกระโดดเข้ามา

พวกนางรู้ดีว่าสัตว์อสูรมีประสาทสัมพัสที่ว่องไวเกี่ยวกับกลิ่น พวกนางกังวลว่า สัตว์อสูรพวกนั้นจะพบพวกนางเข้าจากกลิ่นเลือดที่อยู่ในอากาศ พวกนางรู้ว่าหากถ้ำของพวกนางถูกพบ บรรดาสัตว์อสูรตัวอื่นๆก็จะกูกันเข้ามาล้อมรอบถ้ำไว้แน่นอน

" แต๊ก แต๊ก "

เป็นหมายักษ์สามหัวที่ปรากฏขึ้น มันสายหัวของมันไปมาในอากาศ ดูเหมือนว่ามันจะพบอะไรบางอย่าง ตาทั้งหกและหัวทั้งสามของัมนก็สังเกตไปรอบๆ เหมือนกับมันพบบางอย่างที่ผิดปกติ

โอ้ ไม่นะ !

ตี่ย่าหลาน พลันเปลี่ยนสีหน้าของทันทีนางพร้อมกับกำมีดสั้นในมือแน่น เหงื่อไหลออกมาจากฝ่ามือของนาง นางจ้องไปที่หมาสามหัวด้วยสมาธิทั้งหมดของนางโดยไม่มองไปที่อื่น

ตี่ย่าหลาน รู้สึกเครียดเป็นอย่างมาก และพร้อมที่จะเริ่มการต่อสู้ได้ตลอดเวลา

หมาสามหัวเป็นสัตว์อสูรในระดับสาม เทียบเท่ากับนักรบในระดับมนุษย์ ซึ่งค่อนข้างยากที่จะจัดการมัน

นอกจากนี้ สัตว์อสูรตัวนี้ยังมีประสาทรับกลิ่นที่แหลมคม กลิ่นเลือดภายในถ้ำอาจจะหลอกสัตว์อสูรตัวอื่นๆได้ แต่มันไม่สามารถที่จะหลอกหมาสามหัวได้แน่นอน

ด้วยความกังวลของนาง ร่างกายทั้งหมดของตี่ย่าหลาน กลายเป็นแข็งและตึงขึ้น มือของนางที่ถือมีดสั้นก็สั่นเล็กน้อย พลังปราณลึกลับของนางไหลอย่างรวดเร็วผ่านหลอดเลือดดำ และจุดชีพจร

" อาหูววว ! "

ในตอนนั้น , ก็มีเสียงหอนจากหมาป่าอัศนีขนเงิน ดังมาจากที่ห่างไกลเสียงของมันก้องอยู่ในหุบเขา และสัตว์อสูรตัวอื่นๆก็ร้องคำรามออกมา

 

" ข้าชื่อกานเสี่ยว จากหุบเขายา ข้ามาที่ป่าทมิฬเพื่อเก็บสมุนไพรให้กับตัวเอง ข้าไม่เคยเหยียบเข้าไปในถ้ำของเจ้าเลย ! เจ้าหมาป่าอัศนีขนเงิน ข้ารู้ว่าเจ้าแข็งแกร่ง แต่ข้าก็ไม่กลัวเจ้าเช่นกัน หากเจ้ายังก่อกวนและสังหารคนของข้า ข้าจะไม่ปล่อยเจ้าไปง่ายๆแน่ !  " เสียงเข้มต่ำดังมาจากที่ห่างไกล

" อาหูววว ! "

หมาป่าอัศนีขนเงินเริ่มหอนอีกครั้ง และก็ปรากฏเสียงดังออกไประยะไกล

เมื่อได้ยินเสียงหอน , หมาสามหัวที่กำลังเข้าใกล้ถ้ำที่พวกเขาสามคนซ่อนอยู่ ก็หยุดลงตรงนั้น

มันชะงักเล็กน้อย รีบหันหลังกลับไปและวิ่งออกไปด้วยความรวดเร็วหลังจากที่ได้ยินเสียงหอนของหมาป่าอัศนีขนเงิน

เมื่อเสียงของหมาป่าอัศนีขนเงินดังขึ้น สัตว์อสูรที่รวมตัวกันในหุบเขาก็เริ่มถอยออกจากหุบเขาไป และรีบไปรวมตัวกับหมาป่าอัศนีขนเงินทันที

หมาป่าอัศนีขนเงินและกานเสี่ยว ดูเหมือนว่าพวกมันกำลังจะเริ่มทำสงครามครั้งใหญ่กัน

เมื่ิเห็นดังนั้น ตี่ย่าหลาน ก็กลายเป็นผ่อนคลาย ร่างของนางอ่อนแป้ลงทันที นางล้มนั่งลงบนพื้น ร่างกายเต็มไปด้วยเหงื่อ

ถ้าหมาสามหัวเคลื่อนตัวมาอีกเพียง  2-3 เมตร ถ้ำของพวกเขาก็จะถูกพบ และเมื่อหมาสามหัวได้ค้นพบถ้ำ สัตว์อสูรตัวอื่น ๆในหุบเขาก็จะต้องมาที่นี่อย่างแน่นอน

ถ้ามันเกิดขึ้นจริง มันไม่มีทางที่พวกเขาทั้งสามคนจะหนีรอดจากฝูงสัตว์อสูรได้เลย

" พี่สาวหลาน ท่านเป็นอย่างไรบ้าง ? " มู่หยู่เตี๋ยก็เช็ดเหงื่อจากหน้าผากนางด้วยผ้าเช็ดหน้าที่เปื้อนเลือด นางนั่งลงบนพื้นพิงกับกำแพงหินที่อยู่เบื้องหลังของนาง

" ข้าไม่เป็นไร " ตี่ย่าหลาน ยิ้มเบาๆ แต่ก็ถอนใจ " เราโชคดีมากแล้ว ถ้าหมาป่าอัศนีขนเงินไม่ประทะกับกานเสี่ยงจากหุบเขายา และมันไม่เรียกสัตว์ปีศาจทั้งหมดไปรวมกันแล้วหละก็ เกรงว่าเราคงจะไม่สามารถรอดพ้นได้แน่นอน" .

" ถูกต้อง ตอนนี้ข้าเองก็กลัวอยู่เช่นกัน" หน้ามู่หยู่เตี๋ยดูค่อนข้างซีด นางกล่าวด้วยเสียงเบาๆ " ตอนนั้นข้าเองยังเตรียมพร้อมที่จะฆ่าตัวตายด้วยซ้ำ "

" ข้าไม่สามารถคิดหาทางอื่นได้ ข้าไม่มีทางเลือก . "

 

ฉื่อหยานสูดลมหายใจเข้า. เขาก็ลืมตาขึ้น และสั่งพร้อมกับขมวดคิ้ว " ถ้าเจ้าติดอะไรไม่ออก ทำไมเจ้าไม่ค้นกระเป๋านักรบทั้งหกคนนั้นเหล่า ? เพื่อดูว่าพวกมันได้ขโมยสิ่งใดมาจากถ้ำของหมาป่าอัศนีขนเงิน”

เมื่อได้ยินเขาพูดแบบนี้ ตี่ย่าหลาน ก็ตาก็สว่างขึ้น และนางก็ตอบตกลงด้วยความตื่นเต้น " ใช่เลย ! หมาป่าอัศนีขนเงินเป็นสัตว์อสูรระดับเจ็ด เป็นสิ่งมีชีวิจระดับสูงในป่าทมิฬ เขาว่ากันว่าหมาป่าอัศนีขนเงินเป็นสัตว์ที่ฉลาดมากและมันก็ฆ่านักรบระดับสูงไปหลายสิบคน มันต้องเก็บสมบัติมากมายจากศพนักรบเหล่านั้นไว้แน่และมันจะต้องเก็บไว้ในถ้ำของมัน สมบัติที่นักรบเหล่านั้นขโมยมาจะต้องไม่ธรรมดาแน่นอน "

" ข้าได้ยินว่า ในกระเป๋านั่นมีวิชาระดับวิญญานอยู่ด้วย . . . . . . . " ฉื่อหยานกล่าวด้วยเสียงเย็นชา .

" เฮ้ ! " ตี่ย่าหลาน ตอบกลับมาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสุข และดวงตาคู่สวยของนางเปล่งประกายด้วยความตื่นเต้น " วิชาต่อสู้ระดับวิญญาน เป็นวิชาที่หาได้ยากมาก แม้แต่ราชวงศ์จากจักรวรรดิอัคคีของเรายังมีวิชาระดับวิญญานเพียงแค่ ห้าเล่ม วิธีการฝึกวิชาระดับวิญญานนั้นมีค่าหลายล้านเลยทีเดียว และตระกูลใหญ่นับไม่ถ้วนเองล้วนแต่ก็ต้องการแย่งชิงมัน . "

" เจ้าควรจะค้นหาพวกมันอย่างระมัดระวังด้วย " ฉื่อหยานพยักหน้าและหลับตาลงอีกครั้ง ดูเหมือนมีอะไรบางอย่างในใจ

แน่นอนเขารู้ว่าวิชาระดับวิญญานมีค่าแค่ไหน

ในจักวรรดิ์อัคคี , จักวรรดิ์พรพระเจ้า และสมาคมการค้า มีนักรบประมาณ100คนเท่านั้นที่มีพลังถึงระดับปฐพีและระดับรู้แจ้ง อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางนักรบ 100 คนเหล่านี้ , ผู้ที่มีวิชาการต่อสู้ระดับจิตวิญญาณนับได้เพียงหนึ่งในสี่ของนักรบเหล่านี้เท่านั้น !

และหนึ่งในสี่นี้ , บางคนยังเรียนและฝึนฝนวิชาต่อสู้ระดับวิญญาน ที่เป็นวิชาเดียวกันอีกด้วย

ตามข่าวลือ ทั่วทั้งจักวรรดิ์อัคคี , จักวรรดิ์พรพระเจ้า และสมาคมการค้า มีเพียง 18 วิชาระดับวิญญานเท่านั้นที่พวกเขารู้จัก

และ แต่ละวิชาที่อยู่ในระดับวิญญานล้วนแต่ถูกครอบครองโดยตระกูลต่างๆที่ทรงอำนาจ หรือถูกครอบครองโดยนักรบที่มีจักวรรดิ์เป็นของตัวเองเท่านั้น

เช่นตระกูลฉื่อ

ตระกูลฉื่อมีวิชาต่อสู้ต่างๆมากมาย เช่น วิชาระดับมนุษย์และวิชาระดับลึกลับ แต่วิชาในระดับวิญญานนั้นมีเพียงวิชาเดียวเท่านั้น ซึ่งถูกครอบครองโดยหัวหน้าตระกูลฉื่อ ฉื่อเจี้ยน , เชื่อกันว่าเป็นสมบัติที่มีค่าที่สุดในตระกูล แม้แต่ลูกหลานของเขาเอง ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะเก็บวิชาระดับวิญญานนี้ไว้กับตัว

" ดูเหมือนพวกเราจะโชคดีมาก ! "

ตี่ย่าหลาน ดวงตาเต็มไปด้วยความสุข นางหยิบอกจากเป้ของหัวหน้านักรบด้วยความตื่นเต้นและไม่เสียเวลาเปิดดู

ในตอนนั้นเองก็ปรากฏคลื่นพลังที่แข็งแกร่งส่องประกายออกมาจากกระเป๋า  หินในถ้ำที่เคยมืดมิดก็สว่างขึ้นและทิวทัศน์ก็กลายเป็นอย่างเดียวกับตอนอาทิตย์ขึ้น

" ว้าว ! ! ! "

 

––––––––––––––––––––––––

ห่างหายไปนานในการลงเว็ปนี้ ปัจจุบันเรื่องนี้แต่งไปจนถึงตอนที่ 1183 แล้วนะคะ หากสนใจอ่านติดตามได้ที่เพจด้านล่างเลยค่ะ

ติดตามข่าวสารต่าง ๆ ได้ที่เพจของเรา กดตรงนี้ >>GOS เทพเจ้าล่าสังหาร << ฝากกดไลท์กดแชร์เพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้แปลด้วยครับ

 

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด