ตอนที่แล้วบทที่ 513 ยินดี
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปบทที่ 515 - เผ่าหมีดำผู้ฉลาด

บทที่ 514 – เผ่าหมีดำ

เจ่าไห่หัวเราะและพูดว่า “ดีมากๆ เลยมาดูกันว่าใครกันที่จะกล้ากวนข้าในตอนนี้” ถ้าเขาอยุ่ในเมืองมนุษย์ เจ่าไห่จะพูดว่า “ข้าไม่สนใจเลยว่าข้าจะเดินไปข้างหน้าได้หรือไม่ เพราะว่ายังไงข้าก็จะเดินไป” อย่างไรก็ตามเจ่าไห่ไม่สามารถพูดเช่นนี่นได้ในทุ่งหญ้า เพราะมันจะเท่ากับว่าเขาดูถูกคนอื่นๆ ถ้าเขาไม่คิดจะทำเช่นนั้นอีกไม่นานเขาก็จะต้องได้ธงของทุกเผ่าแน่นอน

บุฟฟ่อนหัวเราะและพูดว่า “อย่ามัวแต่กลัวเผ่ามาร์ซีไม่ถือเป็นเผ่านักรบหรือเผ่าต่อสู้มันก็ดีที่เจ้าพบกับพวกเรา ถ้าหากว่าเจ้าไปพบกับเผ่าที่มีความสามารถหรือทักษะในการต่อสู้จริงๆ พวกเขาอาจจะไม่ได้ใจดีเช่นนี้ แต่ก็ไม่ต้องเป็นห่วงถ้าหากว่าเจ้าขายอาหารให้กับพวกเขา พวกเขาก็น่าจะยอมให้กับเจ้า และยอมมอบธงของพวกเขาให้

เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “ลืมไปเถอะ พวกเขาอาจไม่เป็นมิตรกับข้า มาดื่มกันเถอะและดูว่าเผ่าหมีขาดแคลนอาหารมากเพียงไหน แต่ข้าก็ได้ยินมาว่าเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาพวกเขาขาดแคลนอาหารอย่างหนักมากๆ เผ่าหมีเป็นมิตรกับเผ่ามาร์ซีพวกเราจะต้องช่วยเหลือพวกเขา”

บุฟฟ่อนยิ้มและพูดว่า “เราไม่ควรคิดมากจริงๆ เพราะเผ่าหมีเป็นมิตรที่ดีสำหรับพวกเขา หากว่าเจ้าเป็นมิตรกับพวกเขา พวกเขาจะช่วยเหลือเจ้าในอนาคตอย่างแน่นอน แม้ว่าพวกเขาจะสูญเสียพวกเขาก็ไม่ได้สนใจเลย”

***ต้องขออธิบายก่อนนะครับ ว่าตามจริงๆ แล้วชนเผ่าเหล่านี้เป็นสัตว์จริงๆ แต่เนื่องจากเราได้แปลโดยการให้พวกเขากลายเป็นชนเผ่ามานานแล้วอาจจะต้องให้เป็นแบบนี้ต่อไป จะพยายามทำให้ดีที่สุดครับ***

เจ่าไห่พยักหน้า รับฟังจากสิ่งที่บุฟฟ่อนบอก เขามีความเข้าใจในเผ่าหมีดำ จากสิ่งที่บุฟฟ่อนได้พูดออกมามันก็แสดงให้เห็นว่าพวกเผ่าหมีดำนั้นเป็นคนที่ดี หากว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ มันก็คุ้มค่าที่จะไปหาพวกเขา

ทั้งสามยังคงดื่มกันต่อไป ในขณะเดียวกันคนข้างนอกก็ไม่มีอะไรจะพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ท้ายที่สุดแล้วเจ่าไห่ยังหาไวน์และของว่างให้พวกเขาเพื่อที่จะได้พักผ่อนกันในช่วงพัก

พวกเขาเดินทางมาทั้งวันทั้วคืน พวกเขาได้พบกับเผ่าหมีดำ ตามทางซึ่งอยู่ในอาณาเขตของพวกเขา ดูเหมือนว่าคนของพวกเขาจะมีเพียงแค่ 300 คนเท่านั้นเมื่อเทียบกับเจ่าไห่แล้วพวกเขามีจำนวนที่น้อยมาก

เผ่าหมีดำเหล่านี้เป็นเผ่าที่มีความขยันมากๆ เมื่อพวกเขาเห็นเผ่ามาร์ซี พวกเขาเชิญบุฟฟ่อนเข้ามาในเต็นท์ทันทีในขณะที่สั่งให้คนไปฆ๋าแกะเพื่อต้อนรับพวกเขา

เจ่าไห่และคนอื่นๆ ไม่ได้ขัดขวางพวกเขาจากสิ่งที่พวกเขาทำ หากเจ่าไห่ทำเช่นนั้นก็จะเป็นการดูถูกพวกเขา พวกเขาเพียงแค่ให้ของขวัญด้วยอาหาร แต่เจ่าไห่ก็คิดว่าเมื่อพวกเขาออกไปพวกเขาเหล่านี้อาจมีปัญหาขาดแคลนอาหารได้ แต่เจ่าไห่ก็ไม่ได้คิดที่จะปล่อยให้มันเป็นเช่นนั้น

ในตอนกลางคืนเจ่าไห่ไม่จำเป็นต้องตั้งเต็นท์ของตัวเอง เขาสามารถพักผ่านในซอมบี้ได้ เพราะมันสบายและอุ่นกว่ามาก ด้วยเหตุนี้เจ่าไห่ยังสามารถอยู่หรือตามเผ่าหมีได้อย่างใกล้ชิดอีกด้วย

แม้ว่าเผ่าหมีเหล่านี้จะมีหัวที่ใหญ่ แต่พวกเขาก็ไม่ได้อ้วนเหมือนกับเผ่าหทมูป่า ในทางตรงกันข้ามพวกเขาดูน่ารักกว่ามากๆ เมื่อเปลียบเทียบกับเผ่าเฮคัส

อย่างไรก็ตามเจ่าไห่ยังเห็นว่าพวกเขาไม่ได้ทำเหมือนกับเผ่ามาร์ซีและเผ่าเฮคัส พวกเขาเป็นเพียงเผ่าที่มีคนเพียง 300 คนเท่านั้น ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้มีแกะจำนวนมากเพื่อต้อนรับกลุ่มของเจ่าไห่ แต่พวกเขาก็ยังหาอาหารมาต้อนรับพวกเขา แต่เจ่าไห่ก็เห็นว่าอาหารของพวกเขากำลังจะหมดแล้ว

บอกตามตรงว่าหัวใจของเจ่าไห่กำลังเจ็บปวดมากๆ เผ่าเหล่านี้เจ่าไห่รู้สึกชอบพวกเขามากๆ แต่เมื่อเห็นว่าแกะที่พวกเขามีไม่มากนัก มันก็อาจจะเป็นเพราะว่าพวกเขาไม่สามารถทำการค้ากับพ่อค้าได้ ทำให้เจ่าไห่รู้สึกว่าโลกนี้ไม่ยุติธรรมต่อพวกเขามากนัก

ในความเป็นจริงถ้าคิดอย่างรอบคอบพวกเขาจะเห็นว่าสงครามส่วนใหญ่ระหว่างพวกเขาและคนทั่วไปน่าจะเกิดจากคนทั่วไปมากกว่า สิ่งแรกที่เห็นได้ชัดเลยว่าคนต่างแดนปลูกพืชไว้แล้วเหล่าชนเผ่าก็ขโมยพวกเขา พวกเขาอาจจะต้องตายเพราะความอดอยากได้ แม้แต่คนก็ไม่สามารถอดอาหารได้เป็นเวลานาน

เจ่าไห่ใช้เวลาทั้งคืนในค่ายเล็กๆ ของเผ่าหมี เมื่อพวกเขาเตรียมออกเดินทางในตอนเช้า เจ่าไห่ทิ้งผลขนมปังไว้ 5,000 กิโลเพื่อให้หมีกิน หมีมีความยินดีอย่างมาก พวกเขาต้องการจ่ายเงินให้กับเจ่าไห่ด้วยแกะ ซึ่งเจ่าไห่ก็ได้ปฏิเสธพวกเขาไป

สิ่งต่างๆ เช่นการทำธุรกรรมเล็กๆ เหล่านี้ไม่สมควรทำให้เจ่าไห่เป็นห่วง ของที่เจ่าไห่ให้ไปมันไม่ได้เป็นอะไรมากนัก หากว่าเจ่าไห่สามารถหาเพื่อนโดยการที่เขาให้ของได้ มันก็จะเป็นผลที่ดีต่อพวกเขามากๆ

หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จแล้ว กลุ่มของเจ่าไห่ก็ออกเดินทาง เนื่องจากพวกเขาอยู่ในอาณาเขตของเผ่าหมีดำ พวกเขาต้องเดินทางอีก 4 วันเพื่อไปยังค่ายหลัก เผ่าหมีดำก็ค่อนข้างใหญ่เช่นกันดังนั้นเขตของพวกเขาก็จะใหญ่เหมือนกัน แต่ที่นั่นก็ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี

หลังจาก 4 วันของการเดินทางและพักอยู่ในค่ายเผ่าหมีดำย่อย ในที่สุดเจ่าไห่ก็สามารถเห็นค่ายหลักของเผ่าหมีดำ

ในตอนนี้ก็มีทหารของเผ่าหมีดำออกมาจากค่ายหลัก คนพวกนี้ขี่หมีดำสูง 4 เมตร หมีดำเหล่านี้มีความสูงมากกว่า 3 เมตรซึ่งก็แน่นอนว่าใครที่เห็นพวกเขาก็ต้องรู้สึกกลัวอยู่แล้ว

ไม่นานพวกเขาก็มาถึงกลุ่มของเจ่าไห่ เมื่อหัวหน้าของพวกเขาเห็นบุฟฟ่อนเขาก็ยิ้มแล้วพูดว่า “นั่นคือพี่บุฟฟ่อนที่เคยมาหาพวกเรา และก็ยังมีเผ่าเฮคัสและคนแตกต่างอีกด้วย”

เมื่อได้ยินเช่นนั้นเจ่าไห่ก็เข้าใจว่าเขาเป็นคนที่ตรงไปตรงมา แสดงให้เห็นถึงความใกล้ชิดจากคำพูดของพวกเขา เมื่อเขาเห็นบุฟฟ่อนเขาก็เชิญเข้าไปในค่ายทันที เมื่อเขาเห็นเม็นเดสเขาก็พูดทักทายทันที และเมื่อเขาเห็นเจ่าไห่เขาก็แสดงให้เห็นถึงการเป็นศัตรูเล็กน้อย

บุฟฟ่อนกระโดดลงมาจากม้าของเขาแล้วกอดทหารจากเผ่าหมีแล้วพูดว่า “ลีเบนวันนี้เป็นหน้าที่ของเจ้างั้นเหรอ? ทำไมเจ้าถึงออกมานอกค่ายเช่นนี้?

ลีเบนยิ้มและพูดว่า “เจ้าไม่รู้หรอก แต่ตอนนี้เผ่าไม่ได้มีข้าวเยอะเราได้แบ่งพวกมันออกไปไม่มีใครที่สามารถกินได้เต็มที่ตอนนี้ดังนั้นเราจึงไม่มีพลังงานในการลาดตระเวนไปรอบๆ”

บุฟฟ่อนไม่ได้คิดว่าเผ่าหมีดำจะประสบปัญหาการขาดแคลนในระดับนี้ มันยังคงเป็นจุดเริ่มต้นของฤดูใบไม้ผลิ แต่เผ่าหมีดำแบ่งไปให้กับคนอื่นๆ และก็ดูเหมือนว่าตอนนี้พวกเขาก็เหมือนจะไม่ค่อยมีอะไรเหมือนกัน

บุฟฟ่อนตบไหล่ของลีเบนและพูดว่า “เจ้าไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องนั้นอีกแล้วเมื่อพบกับชายคนนี้จากเผ่าเฮคัส เจ้าชายต่างแดน เขาเป็นพ่อค้าข้าวรายใหญ่ เขามีอาหารมากมายเพียงพอที่จะทำการค้าได้เลย”

ลีเบนมองไปที่เจ่าไห่และยิ้ม “มนุษย์จะกลายเป็นเจ้าชายของเผ่าเฮคัสได้จริงงั้นเหรอ? เขามีอาหารอยู่ในมือจริงๆ งั้นเหรอ?”

บุฟฟ่อนยิ้มและพูดว่า “แน่นอนเขามีจริง ข้าไม่กล้าหลอกเจ้าหรอก พาเราไปที่ค่ายก่อนเถอะ”

ลีเบนทำตามและพาพวกเขาไปสู่ค่ายหลัก พวกเขามุ่งหน้าไปยังเต็นท์ทองทันที

เมื่อพวกเขามาถึงด้านนอกเต็นท์ทองคำลีเบนเข้าไปรายงานขณะที่เจ่าไห่และคนอื่นๆ ยืนอยู่ข้างนอก ไม่นานนักลีเบนก็ออกมาหาทั้ง 3 คนแล้วพูดว่า “บุฟฟ่อนผู้เฒ่าต้องการพบเจ้า” เนื่องจากลีเบนไม่ได้บอกเจ่าไห่และเม็นเดส ทั้งสองจึงไม่ได่ทำอะไร บุฟฟ่อนพยักหน้าให้พวกเขาสองคนแล้วเข้าไปข้างในเต็นท์

หลังจากผ่านไประยะหนึ่งลีเบนก็ออกไปอีกครั้งและบอกเจ่าไห่และเม็นเดสว่า “ผู้เฒ่าเชิญเจ้าสองคนเข้าไป” จากนั้นเจ่าไห่และเม็นเดสก็เข้าเต็นท์ไป

เมื่อเจ่าไห่เข้ามาในเต็นท์เขาสังเกตเห็นว่ามีผู้คนมากมายอยู่ในนั้น มีคนของเผ่าหมีดำเกือบ 20 คนบุฟฟ่อนนั่งอยู่ทางด้านซ้ายของเต็นท์

ในที่ที่ไกลที่สุดจากทางเข้าหมีดำกำลังนั่งอยู่ หมีคนนี้ดูเหมือนว่าเขาเป็นคนสำคัญ ดวงตาของเขามองมาที่พวกเขาที่พึ่งเข้ามา

พวกเขา 2 คนรู้ได้ทันทีว่าคนนี้เป็นปผู้เฒ่าของเผ่า หลังจากที่ทั้งสองให้ความเคารพ ผู้เฒ่าก็มองเม็นเดสและพูดว่า “เจ้าเป็นเจ้าชายแห่งเฮคัสใช่ไหม?”

เม็นเดสตอบอย่างรวดเร็ว “ข้ายินดีที่ได้พบท่านผู้เฒ่า”

ผู้เฒ่าพยักหน้าและพูดว่า “ข้ารู้เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเจ้ากับเผ่าบูลที่ได้ร่วมมือกับกิลแห่งความสว่าง”

จากนั้นหมีดำก็หันหน้าไปหาจ้าวไห่และพูดว่า “แล้วเจ้าคือเจ่าไห่แห่งเฮคัสใช่ไหม เจ้าชายต่างแดน”

เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “ข้าน้อยได้พบกับท่านผู้เฒ่า”

ผู้เฒ่ามองเจ่าไห่ “เนื่องจากเจ้าได้กลายเป็นเจ้าชายนั่นหมายความว่าเจ้าได้ช่วยพวกเขามากมาย ดูเหมือนว่าเจ้าจะไม่ใช่คนเลว บุฟฟ่อนบอกว่าเจ้ามีอาหารเยอะจริงไหม?”

เจ่าไห่พยักหน้าแล้วพูดว่า “ข้ามีอาหารอยู่จริงๆ” จากนั้นเขาก็วางผลขนมปังลงตรงหน้าผู้เฒ่า เพื่อให้พวกเขาได้ลิ้มรส

หลังจากผู้เฒ่าได้ลิ้มรสผลไม้เขาพยักหน้าแล้วพูดว่า “นี่เป็นสิ่งที่ดีมาก เจ้ามีให้ข้าได้มากแค่ไหน?”

เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “ข้ามีจำนวนมากพอเลยทีเดียว ผลไม้นี้เป็นสิ่งที่เติบโตในดินแดนของข้าเท่านั้นในทวีปข้ามีสิ่งนี้เท่านั้นมันยังคงมีการซื้อขายปีที่สองของฉันในทุ่งหญ้าและตอนแรกข้าไม่ได้วางแผน แต่เมื่อข้าเห็นว่ามีการขาดแคลนอาหารที่นี่ข้าก็เลยตัดสินใจที่จะขายให้มิตรของข้า”

ผู้เฒ่าพยักหน้าแล้วเขาพูดว่า “เอาล่ะ พวกข้าต้องการทุกอย่างที่เจ้ามี”

เจ่าไห่ไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี พวกเขามั่นใจในตัวของเจ่าไห่มาก พวกเขาคิดว่าพวกเขาสามารถซื้อทุกสิ่งที่เขามีได้จริงๆ

จ้าวไห่ตอบอย่างรวดเร็วและพูดว่า “ท่านผู้เฒ่าท่านควรบอกข้าในปริมาณที่เฉพาะเจาะจงข้ามีอาหารมากมายก็จริงๆ นอกจากนี้ข้าเกรงว่าท่านจะไม่อยากได้ทั้งหมดแม้แต่ผลขนมปัง พวกมันไม่สามารถอยู่ได้นานโดยเฉพาะเมื่อมันระเบิด

ตามปกติแล้วขนมปังไม่สามารถแตกออกได้ด้วยตัวเอง นี่เป็นเพียงข้ออ้างของเจ่าไห่ หากเขาบอกผู้เฒ่าว่าตรงๆ ว่าพวกเขาไม่สามารถซื้ออาหารได้ทั้งหมด พวกเขาก็จะคิดว่าเขาดูถูกพวกเขา ในเวลานั้นคงเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะเป็นมิตรกับพวกเขา

จ้าวไห่รู้อยู่แล้วว่าตั้งแต่พวกเขาถูกพ่อค้าต่างแดนหลอก พวกเขาค่อนข้างเป็นศัตรูต่อพ่อค้า สิ่งนี้ทำให้เจ่าไห่ต้องคิดก่อนที่จะพูด เขาจะต้องระวังให้มากขึ้นเมื่อพูดกับเผ่าอื่นๆ ต่อจากนี้

จบบทแล้วนะครับ ขอบคุณที่ติดตามนะครับ บ๊าย…บาย

https://www.facebook.com/ไปสร้างฟาร์มที่ต่างโลกกันเถอะ-589977038117446

ฝากเพจด้วยนะครับ กดไลค์เพื่อเป็นกำลังใจด้วยนะครับ มีอะไรก็บอกกันได้เลย อย่าด่ากันแรงนะครับ บอกได้ครับ ผมจะได้นำเอาไปพัฒนาตัวเองครับ

คะแนน 3.7
กรุณารอสักครู่...