ตอนที่แล้วตอนที่ 14: ทะเลลมปราณ (2)
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 16: ส่งผล

ติดตามการแจ้งเตือนตอนใหม่ที่แฟนเพจ

Facebook Fanpage กดเลย

••••••••••••••••••••

นิยายอื่นที่ทางค่ายแปล

สารบัญ ราชันเทพเก้าสุริยัน

สารบัญ ARK [จบแล้ว]

สารบัญ โกลาหลแห่งอสนีบาต

••••••••••••••••••••

ตอนที่ 15: ขอโทษ

 

เมาปาเอ้อร์ยืนขึ้นคล้ายมนุษย์ก่อนดึงประตูเปิดดังครืด “ดูสิ! ไม่มีใครอยู่ที่นี่!”

ฉือหยางอี้ยักคิ้วขึ้นเช่นกัน มันก็จริง ไม่มีใครสักคน เช่นนั้น… คำถามก็คือ เสียงที่เขาได้ยินเมื่อครู่คือเสียงอะไร?

เห็นได้ชัดว่าเขาได้ยินใครบางคนที่ชื่อผู้จัดการซูกำลังพูดเสียงดังอยู่ตรงประตู ผู้จัดการซูและเมาปาเอ้อร์สนทนาเรื่องข้อตกลงการร่วมมือ ราคาและส่วนแบ่งชัดเจน แต่ว่า… ถึงกับไม่มีใครอยู่ที่ทางเข้า!

“ไม่มีใครออกไปหรือ? ใครบางคนที่อยากให้หมอเปลี่ยนยาน่ะ?”

สุนัขออกไปสืบและกลับมา “ไม่มีใครเลย”

“คุณจินตนาการไปเองหรือเปล่า?” เมาปาเอ้อร์มองฉือหยางอี้อย่างสงสัย “ความจริง… ต่อให้คุณคุยโวแค่ไหน พวกเราก็ยังเป็นสหายที่ดีต่อกัน… คุณช่วยอธิบายวิธีที่ทราบข้อตกลงของผมกับหอตัวเป่ามาจะดีกว่า”

ฉือหยางอี้หรี่ตาและไม่ตอบอีกฝ่าย กลับกัน เขาปลดปล่อยสัมผัสวิญญาณ ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในใจ บางที… อาจจะไม่ใช่หูฝาดก็ได้

เมื่อเขาปลดปล่อยสัมผัสวิญญาณ เขารู้สึกทันทีว่ามันต่างออกไป มันต่างจากก่อนหน้านี้ชัดเจน! ในอดีต สัมผัสวิญญาณของเขาเด่นชัดเช่นกัน แต่เมื่อเทียบกับตอนนี้ หมอกบางคล้ายกับหายไป!

บุปผาเป็นสีแดง ถึงอย่างนั้นในสายตาของเขา กลับสัมผัสชั้นสีแดงได้มากขึ้น ราวกับสามารถมองเห็นส่วนประกอบสีสัน อธิบายให้มากขึ้นก็คือเขาสามารถมองเห็นผึ้งบนบุปผากำลังขยับปีก

หรืออาจจะกล่าวได้ว่าโลกมีความสมจริงมากยิ่งขึ้น

เขาอยู่ในห้องผู้ป่วยชั้นที่สิบ แต่สวนดอกไม้อยู่ชั้นล่างนอกโรงพยาบาล ถัดจากทางหลวงแผ่นดินเกือบ 150 เมตร! ต่อให้เขาคือผู้ฝึกฝนพลังการรวมลมปราณ เขาไม่น่าจะสามารถมองเห็นสิ่งที่อยู่ห่างออกไป 150 เมตรได้ละเอียดเพียงนี้! หนึ่งร้อยเมตรก็ถือว่ามากเกินพอแล้ว!

แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือเสียง ทุกเสียง เสียงกระพือปีกของผึ้ง เสียงสนทนาของคนไข้ชั้นล่าง และเสียงรถเซ็งแซ่ที่ห่างออกไป 200 เมตร… คล้ายกับอยู่ข้างหู เขาสามารถถึงขั้นได้ยินเสียงคนขับรถชายวัยกลางคนไอเล็กน้อย

ดวงตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อย เขาไม่ได้ยินชัดเจน… กลับกัน สัมผัสวิญญาณของเขาถูกพัฒนาเกินคาด! ยิ่งกว่านั้น มันพลันขยายออกอย่างต่ำสามเท่า!

ฉือหยางอี้ฝืนระงับอาการใจสั่นเอาไว้ สำหรับผู้ฝึกฝน สัมผัสวิญญาณอาจจะกล่าวได้ว่าอยู่ในระดับที่สำคัญเท่ากับทะเลลมปราณ มันคือดวงตา หู และลิ้นที่ผู้ฝึกฝนใช้รับรู้โลก เทียบเท่าสัมผัสทั้งห้าของมนุษย์

มันยังประกอบไปด้วยพลังการรับรู้และดูดกลืนของลมปราณ! หรือก็คือ อัตราการรับรู้และการดูดกลืนลมปราณของเขาแข็งแกร่งขึ้นกว่าผู้ฝึกฝนขั้นเดียวกันมากกว่าสามเท่า!

วิชาหรือสมบัติที่สามารถพัฒนาสัมผัสวิญญาณได้ไม่คงอยู่ถึงทุกวันนี้ไม่ว่าจินตนาการจะก้าวไกลเพียงใด! อารยธรรมการฝึกฝนของยุคนี้ยังเป็นที่รู้จักในชื่อ การหายไปของหลักธรรมะแท้จริง หรือก็คือจุดจบของโลก ลมปราณกลับเบาบางยิ่ง เรื่องราวการฝึกฝนการก่อตั้งรากฐานในหนึ่งร้อยวันที่เหมือนในนวนิยายไม่มีอยู่อีกต่อไป ตอนนี้ การไปถึงการก่อตั้งรากฐานในหนึ่งร้อยปีนับว่าเป็นยอดคน สัมผัสวิญญาณเพียงยกระดับผู้ฝึกฝนในด้านพลังเท่านั้น ไม่เคยเกิดความก้าวหน้าฉับพลันแบบนี้มาก่อน!

“พ่อหนุ่มหน้ามน… คุณโอเคหรือเปล่า?” ราวกับบ่อน้ำแห้ง สีหน้าของฉือหยางอี้ปราศจากการเคลื่อนไหว เมาปาเอ้อร์ถามอย่างวิตกว่า “หรือว่า… เป็นเพราะคุณพักผ่อนไม่เพียงพอจนจู่ ๆ ได้ยินเสียงขึ้นมา?”

“อาจจะใช่” ฉือหยางอี้หลับตาขณะพิงกับเตียงคนไข้ “เก็บของให้เรียบร้อย อีกไม่กี่วัน พวกเราจะออกจากเมืองซานฉุ่ย”

ก๊อก ก๊อก ก๊อก… ในเวลาเดียวกัน เสียงเคาะดังขึ้น ขณะเรียกให้คนเคาะเข้ามา ฉือหยางอี้เห็นช่อดอกไม้ใหญ่กับคนนับสิบอยู่ด้านหลัง

พวกเขาล้วนเป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยวินัยและสืบสวน ครั้งนี้ พวกเขาทุกคนอยู่ที่นี่! พวกเขาตามรองหัวหน้าเฉินมา!

“หัวหน้าฉือ อาการของคุณดีขึ้นหรือยัง?” รองหัวหน้าเฉินจัดช่อดอกไม้ใหญ่บนโต๊ะด้วยความเคารพขณะยืนข้างเตียงของฉือหยางอี้อย่างจริงใจ “ผมได้ยินว่าคุณหมดสตินานกว่าสิบวัน พวกผมต้องขอโทษจริง ๆ พวกผมไม่คิดว่าเจ้าสวะนั่นจะวางระเบิดเอาไว้ ถ้าไม่ใช่เพราะคุณ หัวหน้าฉือ… พวกผมไม่รู้ว่าจะได้เห็นหน้าลูกหลานอีกครั้งหรือเปล่า”

คำพูดของรองหัวหน้าเฉินเปิดเผยความชื่นชม ความนับถือและความเคารพจากใจจริง ความก้าวร้าวเมื่อหลายวันก่อนตอนฉือหยางอี้เข้ามารับหน้าที่หายไปอย่างไร้ร่องรอย

“แค่ทำตามหน้าที่น่ะ” ฉือหยางอี้มองช่อดอกไอริสใหญ่ สัญลักษณ์ของสุขภาพดี แล้วหัวเราะออกมา “ขอบคุณสำหรับดอกไม้ ทุกคน”

“มะ-ไม่จำเป็นต้องขอบคุณหรอก… ไม่สิ ผมอยากบอกว่าหัวหน้าฉือไม่จำเป็นต้องขอบคุณก็ได้!” เหล่าจูก้าวมาข้างหน้าและถอนหายใจยาว “บางคนบอกว่าคุณเคยเป็นพลร่ม พวกเขาบอกว่าคุณถูกส่งมาเพื่อเติมให้ครบคน ผมถึงกับเชื่อแบบนั้นเช่นกัน… หัวหน้าฉือ พวกผม… พวกผม…”

“พวกผมปฏิเสธที่จะรับคำชมเชยจากแผนกรักษาความปลอดภัยส่วนมณฑล” รองหัวหน้าเฉินเปิดเผยสีหน้าละอาย “หัวหน้าฉือ… พวกผมทุกคนกำลังรอคุณอยู่ แต่พวกเขาไม่อยากให้ล่าช้าอีกต่อไป คดีลากยาวมานาน คุณอาจจะไม่รู้ แต่เมืองซานฉุ่ยเป็นห่วงจนชั้นเรียนช่วงค่ำต้องถูกยกเลิกไปเมื่อหนึ่งเดือนก่อน ไม่มีใครเดินบนถนน… พวกเขาอยากประกาศข้อมูลนี้ทันที ผม…”

“ไม่จำเป็นต้องขอโทษหรอก” ฉือหยางอี้ไม่สนใจแม้แต่นิดเดียว การทำให้หัวใจของทุกคนสงบคือคำสั่งแรกหลังเกิดเหตุการณ์แปลกประหลาด “นี่คือสิ่งที่พวกคุณสมควรทำ”

บรรยากาศภายในห้องคนไข้อึดอัดเล็กน้อย

ในอดีต ไม่มีใครเคยมองฉือหยางอี้ พลร่มที่ถูกส่งมาในฉับพลัน จากนั้นรับหน้าที่ดูแลคดีใหญ่ ไม่ต่างอะไรจากแกะเดินนำราชสีห์ผู้หยิ่งทะนง เหนือสิ่งอื่นใด พวกเขาเกือบโกรธแค้นเมื่อฉือหยางอี้ ประกาศว่าจะดูแลคดีด้วยตัวเอง

จนกระทั่งพวกเขาได้สติจนทราบว่าฉือหยางอี้ช่วยชีวิตพวกเขาในช่วงวิกฤติเอาไว้ ตามรายงาน พวกเขาอยู่ใกล้กับระเบิดที่อาชญากรติดตั้งเอาไว้จนทำให้สูญเสียความทรงจำหมู่

เมื่อคิดย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ในอดีต พวกเขาปลุกความกล้าหาญมากพอที่จะรวมตัวกันมาเยี่ยม

มันเป็นเรื่องน่าอายนัก… พวกเขาจะทำหน้าอย่างไร? พวกเขาล้วนอายุสามสิบถึงสี่สิบปี แต่พวกเขาตัดสินฉือหยางอี้จากรูปลักษณ์ ท้ายที่สุด เขาช่วยชีวิตทุกคนและจับอาชญากรด้วยตัวคนเดียว เมื่อหัวหน้าเจิ้งประกาศข้อมูลนี้ออกไป ทุกกองกำลังตำรวจจากไปโดยไม่พูดจา

หลังจากตกตะลึงสักพัก ความสำนึกผิดของพวกเขาก่อตัวขึ้นคล้ายคลื่นน้ำ ถึงอย่างนั้น… พวกเขากลับละอาย หลังจากปล่อยให้ตกตะกอนสักพักใหญ่ ความรู้สึกเหล่านี้ถึงจุดสูงสุดที่ทำให้เลือกช่อดอกไม้ใหญ่จนมาห้องคนไข้พร้อมกันอย่างสำรวม

“มีเรื่องอื่นอีกหรือเปล่า?” ฉือหยางอี้เข้าใจเจตนาของพวกเขาคร่าว ๆ “ผมต้องรับการตรวจสอบอีกครั้งและจะถูกย้ายหลังจากนั้น พวกคุณทุกคนรอผมออกจากโรงพยาบาล จากนั้นค่อยสนทนากันอีกครั้งได้หรือไม่?”

ถูกย้ายหรือ?

ความรู้สึกละอายของพวกเขาอ่อนลงทันตาและถูกแทนที่ด้วยความไม่เต็มใจที่จะแยกจาก ทุกคนมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ พวกเขาคล้ายกับนึกออกว่าฉือหยางอี้เคยพูดเรื่องที่จะย้ายหลังจบคดีนี้

ก่อนหน้านั้น พวกเขาสนับสนุนเต็มที่! แต่ตอนนี้…

ถึงในอดีตพวกเขาจะเต็มใจ แต่ตอนนี้พวกเขาไม่ได้เป็นเช่นนั้น!

นี่เรื่องตลกหรือ?! แผนกไหนจะไม่อยากได้หัวหน้าโคตรเก่งแบบนี้กัน? ยังไม่รวมเรื่องคุณงามความดีที่ได้กระทำเอาไว้อีก แม้แต่ไก่และสุนัขยังได้ขึ้นสวรรค์เพื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตมากมายโดยอยู่ภายใต้การปกครองของอีกฝ่าย!

“หัวหน้าฉือ!” รองหัวหน้าเฉินเม้มริมฝีปาก พลันยืนขึ้น คำนับอย่างจริงจัง “ผมขอโทษ!”

หลังจากเขาก้มศีรษะ ทุกคนที่อยู่ข้างหลังโค้งเอวและกล่าวประสานเสียงกันว่า “พวกเราขอโทษ!”

“ไม่เป็นไร” ฉือหยางอี้ส่ายหน้า

เมื่อเขากำลังจะพูด รองหัวหน้าเฉินสวนขึ้นทันที “ไม่! มีเรื่องอื่นอีก! ถ้าผมไม่พูดเรื่องนี้ เกรงว่าจะตายตาไม่หลับ!”

“ตอนแรก พวกผมตัดสินคุณจากภายนอก หัวหน้าฉือ… ผมไม่คิดจริง ๆ … ว่าคุณจ-จะ…” เหล่าจูเม้มริมฝีปาก กรองคำพูดสองวินาที จากนั้นกล่าวอย่างจริงใจว่า “สุดยอด สุดยอดไปเลย! ไม่มีใครกล้ารับคดีนี้ในมณฑลหนันทง แต่คุณกลับสะสางเพียงสามวัน! ผม เหล่าจู เคยยอมรับหัวหน้าที่เคยดำรงตำแหน่ง หัวหน้ากง ตอนนี้ ผมยอมรับคุณ!”

“หัวหน้าฉือ โปรดรับคำขอโทษพวกเราด้วย” เจ้าหน้าที่ฉินกล่าวเช่นกัน “พวกเราไม่ได้นำของขวัญมาให้ แต่นี่คือความรู้สึกจากใจจริงของพวกเรา ถ้าเกิดท่าทีในอดีตของพวกเราทำให้คุณเข้าใจผิด…”

“ผมรับปากว่ามันจะไม่เกิดขึ้นอีก!” รองหัวหน้าเฉินยืนตรงขณะตบหน้าอก “ขอพูดอีกครั้ง ผมยอมรับหัวหน้าคนนี้ ดูจากคุณสมบัติ เดิมน่าจะถึงตาของผม แต่ว่า มีเพียงคนมากความสามารถเท่านั้นที่สามารถดำรงตำแหน่งนี้ได้! ถ้าคุณบอกให้พวกผมลงใต้ในตอนหลัง พวกผมมั่นใจว่ามันไม่ย่ำแย่เท่าทางเหนือแน่นอน!”

ฉือหยางอี้เข้าใจ พวกเขาไม่อยากให้ไป…

ขณะกังวลกับคำขอโทษของรองหัวหน้าเฉิน เขาไม่ถึงกับเก็บมาคิดมาก ถึงแม้ทุกสิ่งจะเคยยากลำบาก แต่เขาไม่ต้องเก็บมาใส่ใจ นั่นก็เพราะเขาไม่ใช่คนเดินที่บนเส้นทางเดียวกับอีกฝ่าย นี่ไม่ใช่การดูแคลนพวกเขา แต่เป็นความโกรธที่เกิดมามีรากฐานแตกต่างจากคนธรรมดา

เพราะเบื้องบนชอบทำให้เรื่องราวยุ่งยาก เพื่อนร่วมงานชวนหงุดหงิด ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น คนธรรมดาย่อมสาปแช่งเป็นปกติ แต่เขาไม่ใช่ เขาเพียงวิตกว่าการฝึกฝนจะไม่สามารถก้าวหน้าได้ ความกังวลเดียวคือไม่อยากเห็นจุดจบของยอดเต๋า

“ผมขอโทษ” เขายืนขึ้นขณะเพื่อนร่วมงานเพียงไม่กี่วันช่วยพยุง “นี่คือคำสั่งจากเบื้องบน การมาที่นี่ของผมก็เพื่อจัดการคดีนี้เท่านั้น ผมทำจบแล้ว ฉะนั้นก็ต้องกลับ” คำพูดของเขาชัดเจนยิ่ง เป็นใครก็ฟังออกว่านี่คือสิ่งที่ไม่สามารถขัดคำสั่งได้

“กะ… กฎโอนอ่อนไม่ได้หรือ?” รองหัวหน้าเฉินกัดฟันเพราะรับไม่ได้ ด้วยหัวหน้ามากความสามารถ เขาถึงกับไม่อยากให้คนอื่นย้ายฉือหยางอี้!

ฉือหยางอี้ส่ายหน้าและหัวเราะ “มีโอกาสที่พวกเราจะได้พบกันอีกครั้ง”

แม้แต่ตอนเจ้าหน้าที่ทุกคนออกจากห้องคนไข้ หัวใจพวกเขายังรู้สึกแปลกประหลาดกับการที่ฉือหยางอี้กำลังจะจากไป

“นี่ เหล่าเฉิน คุณจำสิ่งที่เกิดขึ้นในคืนนั้นได้หรือเปล่า?” เหล่าจูขมวดคิ้วและถาม “ผมจำอะไรไม่ได้เลย… ผมจำได้แค่ว่า… มีบางสิ่งที่เหลือเชื่อมาก ๆ เกิดขึ้น… พวกเราติดหนี้ครั้งใหญ่กับหัวหน้าฉือ…”

“ผมจำไม่ได้เหมือนกัน…” รองหัวหน้าเฉินยิ้มบิดเบี้ยวขณะส่ายหน้า “แต่ว่า ผมลงเรือลำเดียวกับคุณ ผมจะจดจำไว้ไม่มีวันลืมว่าหากไม่มีเขาอยู่ในคืนนั้น พวกเราทุกคนคงตายอยู่ที่นั่นไปแล้ว”

“ผมก็เช่นกัน!”

“น่าแปลก… ฉันก็คิดเหมือนกัน”

“ฉันยังคิดว่าติดหนี้ครั้งใหญ่กับเขาอยู่ แต่นึกไม่ออกจริง ๆ ว่าเป็นอะไร”

ขณะแถวคนเดินลงบันได รองหัวหน้าเฉินเป็นคนสุดท้ายที่หันไปมองห้องคนไข้บนชั้นที่สิบ เขายังคงมีความรู้สึกบางอย่าง นี่อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาจะได้เห็นฉือหยางอี้

“อย่างที่คิด…” เขาส่ายหน้าขณะตามหลังฝูงชนไป “คนมีพรสวรรค์ที่ไหนจะยอมอยู่ในสถานที่ต่ำตมเช่นเมืองซานฉุ่ยกันล่ะ…”

ฟิ่ว… ผ้าม่านลดต่ำ ฉือหยางอี้ยกไม้ระแนงแผ่วเบา สายตาสั่นไหวเล็กน้อย

“อะไร? คุณเสียใจนิดหน่อยที่จะไม่มีสหายมนุษย์งั้นหรือ?” เมาปาเอ้อร์ยืนอยู่ด้านข้าง ใช้อุ้งเท้าขยับผ้าม่านไปด้านข้างเช่นกัน “พ่อหนุ่มหน้ามน… พวกเราไม่ใช่คนธรรมดามานานแล้ว… สังคมนี้สงบสุขเมื่อมองจากภายนอก แต่ภายในมีห้วงมหาภัยของฟอสซิลมีชีวิตที่คืบคลานตั้งแต่สมัยโบราณ… อีกอย่าง ตัวตนเช่นพวกเราเหนือกว่าคนธรรมดา มีคนเคยพูดไว้สินะ สำหรับเส้นทางที่พวกเราเลือก แม้ถูกกำราบจนพ่ายแพ้ ก็ต้องทำให้สำเร็จ”

ครืด… ผ้าม่านลดต่ำแผ่วเบา ฉือหยางอี้หัวเราะ “หายากนะที่คุณจะพูดเหมือนมนุษย์ ช่วยผมติดต่อกับหอตัวเป่าในเมืองซานฉุ่ยที ผมต้องรับการประเมิน”

“แล้วคุณล่ะ?”

ฉือหยางอี้แตะนาฬิกาข้อมือ “แน่นอน ผมต้องไปยืนยันผลการสอบ”

คะแนน 3.8
กรุณารอสักครู่...