ตอนที่แล้วหมื่นสวรรค์สิ้นโลกา Online Ep.100 - เตรียมทะลวงด่าน
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปหมื่นสวรรค์สิ้นโลกา Online Ep.102 - เป็นอีกครั้ง

หมื่นสวรรค์สิ้นโลกา Online Ep.101 – การประชุม

 

เมื่อยามเที่ยงวันมาถึง ทุกอย่างก็ได้ถูกเตรียมการเอาได้โดยพร้อมเพรียงแล้ว

 

ห่านขาวถือแผ่นหยกและวางมันลงเบื้องหน้ากู่ฉิงซาน

 

นี่คือหนึ่งในวิธีการที่จะสามารถปกป้องจิตเทวะของเจ้าได้แม้ว่าจะทำการทะลวงขอบเขตใหญ่ล้มเหลว  จงทำความเข้าใจมันอย่างถี่ถ้วน เพื่อที่จะได้เริ่มทะลวงมันเสียที

 

 ห่านขาวกล่าวแนะนำอย่างจริงจัง

 

“ตกลง ขอบคุณศิษย์พี่ใหญ่”

 

กู่ฉิงซานหยิบแผ่นหยกและกวาดจิตสัมผัสเทวะลงไป

 

“ร้อยบัญญัติสู่ประทับเทพ”

 

กู่ฉิงซานอ่านมันทั้งหมดในลมหายใจเดียว

 

เขาไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน และหลังจากที่ดูเนื้อหาภายในแผ่นหยก เขากลับพบว่าบางส่วนของมันได้ถูกลบออกไปแล้ว และถูกเขียนขึ้นใหม่อีกครั้งด้วยจิตสัมผัสเทวะ

 

ดูจากการปรับเปลี่ยนและแก้ไขจากภายในแผ่นหยก และสีที่กว่าครึ่งยังดูไม่สมบูรณ์เนื่องจากไอความร้อน เห็นได้ชัดว่ามันเป็นแผ่นหยกที่พึ่งถูกสร้างขึ้นมาอย่างใหม่เอี่ยม

 

ส่วนชื่อที่ดูทรงพลังเช่นนี้ของมัน เกรงว่าคงไม่พ้นจะเป็นความคิดของนางเซียนไป่ฮั่ว

 

บางทีเนื้อหาทั้งหมดนี้คงเป็นสิ่งที่เธอพึ่งคิดค้นขึ้นเมื่อคืนที่ผ่านมา

 

อย่างไรก็ตามเนื้อหาส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความก้าวหน้าในการทะลวงขอบเขตของผู้ฝึกดาบ และยังรวมไปถึงวิธีการฝึกฝนเทคนิคปราณปรับแต่งทางทหารตั้งแต่ต้นจนจบ แถมยังระบุวิธีปรับปรุงและขยายความจุของพลังงานวิญญาณอีกด้วย

 

นี่คือเทคนิคลับที่ใช้ในการฝึกฝน ที่นางเซียนไป่ฮั่วจัดทำขึ้นเพื่อกู่ฉิงซานเป็นการส่วนตัว

 

ความอบอุ่นแผ่ซ่านเข้าไปในจิตใจของเขา ไม่อาจเอ่ยออกมาเป็นคำพูดได้

 

จะมีสักกี่คนกันบนโลกใบนี้กัน ที่จะได้รับการปฏิบัติเช่นนี้จากนักปราชญ์

 

“จ่าย 10 แต้มพลังวิญญาณเพื่อเรียนรู้ร้อยบัญญัติสู่ประทับเทพ”

 

เขามองไปยังแผ่นหยก และเลือกที่จะจ่าย 10 แต้มพลังวิญญาณเพื่อเรียนรู้ทำความเข้าใจเนื้อหา

 

อย่างไรก็ตาม กู่ฉิงซานกลับไม่อาจลุกยืนขึ้นได้ในทันที เนื่องเพราะในโลกใบนี้ ไม่มีเทคนิควรยุทธอันใดหรือคนใดจะสามารถทำความเข้าใจกับมันได้อย่างถ่องแท้ได้ในทันที

 

เขาจำเป็นต้องแสร้งถือแผ่นหยก นั่งลงบนฟูก หลับตาลง และเริ่มทำทีเป็นตรึกตรองอย่างหนักหนา 

 

“ศิษย์พี่ใหญ่ ข้าจำเป็นต้องใช้เตาหลอมเม็ดยาขนาดใหญ่ที่มีอายุอย่างน้อย 200 ปีขึ้นไป” ฉินเซี่ยวโหลวเข้าสู่โหมดจริงจังในที่สุด

 

“ต้องการใหญ่แค่ไหน?” ห่านขาวถาม

 

“เอ่อ อย่างน้อยก็ซักประมาณเทียบเท่ากับความสูงของคนหนึ่งคน” ฉินเซี่ยวโหลวขบคิดและกล่าว

 

“ตกลง ข้าจะไปตามหามันจากคลังเก็บของ” ห่านขาวบินจากไป

 

“ศิษย์พี่สอง แล้วข้าเล่า ข้าสามารถช่วยอะไรได้บ้าง?” ซิวซิวกระโดดมาเบื้องหน้าเขาและเอ่ยถาม

 

“ซิวซิว เจ้าจงไปยังสวนหน้าที่พำนักของอาจารย์และเลือกหยิบน้ำตามังกรมา” ฉินเซี่ยวโหลวกล่าว

 

“ตกลง!” ซิวซิว เดินกระโดดออกไปพร้อมกับฮัมเพลง

 

ฉินเซี่ยวโหลว ยกมือขึ้นและเริ่มจีบคาดคำนวณอย่างรวดเร็ว

 

เขาเอียงคอเล็กน้อยและเอ่ยงึมงำกับตนเอง “ตอนนี้คือเวลา12.45 เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการทะลวงด่าน ทว่าเวลานี้โดยทั่วไปแล้วมักจะเป็นช่วงเวลาที่ใช้ประหารหัวคน ศิษย์น้องอาจจะไม่สบายใจ ฉะนั้นลองคำนวณอีกรอบ … ”

 

ฉินเซี่ยวโหลวกำลังใช้เทคนิคทำนายดวงชะตาคาดคำนวณ และในเวลานั้นเองเสียงดังปัง! ก็กังวาลไปทั่วทั้งวังร้อยบุปผา

 

คนรับใช้สามคนนำเตาหลอมเม็ดยาขนาดใหญ่มาวางลงบนห้องโถง สองขาของพวกเขาส่ายไปมาไม่หยุด

 

ห่านขาวโฉบเกาะลงเหนือเตาหลอม และสำรวจมันรอบๆ

 

“อืม … มันไม่ได้ถูกใช้งานมาเป็นเวลานานมากแล้ว แต่ดูเหมือนว่านี่จะไม่นับว่าเป็นปัญหาใดๆ” ห่านขาวกล่าวด้วยความพึงพอใจ

 

ฉินเซี่ยวโหลวทำราวกับไม่ได้ยินสิ่งใด ในปากยังคงเอ่ยงึมงำ “ทำนายชะตาหมายเลข 93 สุภาพบุรุษจะพึงฟันฝ่าอย่างไม่หยุดยั้งตลอดทั้งวี่วัน ตกเย็นจงพึงระวัง หากผ่านพ้นก็ไม่นับว่ามีอันใดให้ผิดพลาดอีก เอาล่ะ ตัดสินใจได้แล้ว”

 

จากนั้นเขาก็หยิบดิสก์ค่ายกลออกมาและเริ่มต้นจัดแจงค่ายกลรอบๆเตาหลอมเม็ดยา

 

“ลม ไฟ สายฟ้า น้ำ สวรรค์และโลก .. รวบรวมวิญญาณ!”

 

“ไม้ น้ำ จงชำระล้างให้บริสุทธิ์ ยกระดับวิญญาณ!”

 

เขาจัดเรียงค่ายกลนี้ ก็ผลัดเปลี่ยนไปจัดเรียงค่ายกลอื่นต่อ ก่อนจะพักสักเล็กน้อยเพื่อเช็ดเหงื่อไคล และหันไปทางห่านขาวพร้อมเอ่ยออกมา “เจ้าช่วยข้าสักหน่อย ไปยังคลังเก็บของแล้วช่วยค้นหาวัตถุดิบไฟหลอมทั้งเก้านำมายังที่นี่”

 

“ข้าจะไปนำมันมาในทันที” ห่านขาวตอบรับอย่างว่าง่ายเกินคาด และโผบินออกไป

 

ซิวซิววิ่งสวนกลับเข้ามาพร้อมกับดอกไม้ช่อหนึ่ง เธอหอบหายใจและกล่าว “ศิษย์พี่สอง ข้านำมันมาแล้ว”

 

ฉินเซี่ยวโหลวมองไปยังปริมาณมากมายของมันและเอ่ย “ข้าให้เจ้าเลือกมาเพียงหนึ่ง ไม่ใช่ถือได้เท่าไหร่ก็นำมันมา”

 

“ก็ข้าเกรงว่ามันจะไม่เพียงพอต่อศิษย์พี่สามนี่นา” ซิวซิวเอ่ยอย่างเขินอาย ขณะเดียวกันใบหน้าของเธอก็เต็มไปด้วยรอยยิ้ม

 

“เอาเถอะ หากท่านอาจารย์กลับมาแล้วกล่าวตำหนิ เจ้าก็บอกไปว่าข้าเป็นคนหยิบมันมาเองก็แล้วกัน” ฉินเซี่ยวโหลวกล่าว

 

“มันเลอค่ามากเลยกระนั้นหรือ?”

 

“เปล่าหรอกซิวซิว เพียงแค่ท่านอาจารย์เป็นคนที่ค่อนข้างตระหนี่ถี่เหนียวน่ะ”

 

ห่านขาวที่กำลังบินออกไป หรี่ตาลงทันทีเมื่อได้ยินคำพูดดังกล่าว

 

……

 

กู่ฉิงซานแกล้งทำท่าทีเป็นกำลังนั่งสมาธิ ทว่าหูของเขากลับเบนความสนใจไปกับเสียงและทุกๆการเคลื่อนไหวในห้องโถงอย่างเงียบๆ และฉากการกระทำของผู้คนเหล่านี้ก็ได้ติดตรึงอยู่ในจิตใจของเขาอย่างลึกซึ้ง

 

ในชีวิตก่อนหน้า ไม่เคยมีใครเป็นจะเป็นกังวลเกี่ยวกับเขามากมายถึงขนาดนี้เลย

 

ในช่วงเวลานั้น ที่เขาทะลวงเข้าสู่ระดับก่อตั้ง เขาเกือบจะถูกกัดกัดจิตวิญญาณจนแทบตกตายโดยมารสวรรค์ อาจกล่าวได้ว่ารอดมาได้แบบเส้นยาแดงผ่าแปด

 

หลังจากผ่านพ้นไปได้หนึ่งชั่วยาม

 

กู่ฉิงซานก็เงยหน้าขึ้นมองคนทั้งสาม พร้อมทั้งเตาหลอมเม็ดยาขนาดใหญ่ ด้วยคำพูดที่จุกแน่นอยู่ในลำคอ

 

“ศิษย์พี่สอง ท่านไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนี้ก็ได้ … ”

 

“เจ้ารู้หรือไม่ ว่าภายในห้องโถงใหญ่แห่งนี้ติดตั้งไว้ด้วยค่ายกลปกปักษ์ ส่วนข้าและศิษย์พี่ใหญ่ก็จะทำหน้าที่เป็น ธรรมพิทักษ์ ทั้งซ้ายและขวา และเหนือสิ่งอื่นใดคือเตาหลอมนี้มีมีอายุกว่า 200 ปี สรรพคุณของมันจึงย่อมไม่ธรรมดา เจ้าจงวางใจลงไปในเตาหลอม รับรองว่ามารสวรรค์จะไม่อาจทำอะไรเจ้าได้” ฉินเซี่ยวโหลวกล่าวพลางจดจ้อง

 

กู่ฉิงซานเผยยิ้มออกมาและกล่าว “เช่นนั้นจะเริ่มต้นกันเมื่อใด?”

 

“รออีกครึ่งชั่วยาม ช่วงเวลานั้นคือนิมิตหมายจากเทคนิคทำนายชะตาที่ดีที่สุดของวัน”

 

สามคนหนึ่งห่านเฝ้ารอเวลาอีกครึ่งชั่วยาม

 

กู่ฉิงซานเดินตรงไปยังเตาหลอม ทว่ากับรู้สึกได้ว่าแขนเสื้อถูกกระตุก

 

เขาก้มลงมองและพบกับซิวซิว

 

“ศิษย์พี่สามสู้เขานะ” ซิวซิวเงยหน้าขึ้นกล่าวด้วยน้ำเสียงห่วงใจ

 

“มั่นใจได้เลย” กู่ฉิงซานสัมผัสลงบนหัวของเธอ

 

เขากระโจนเข้าไปในเตาหลอม

 

“งั้นเริ่มล่ะนะ”

 

ฉินเซี่ยวโหลวคว้าจับดิสก์ค่ายกล มือทั้งสองวูบไหวไม่หยุดยั้ง และเปิดใช้งานค่ายกลถึง 70 ค่าย

 

ร่างเขาเซเล็กน้อย ก่อนจะหอบหายใจอีกครั้ง พักเพียงครู่จึงเริ่มใช้ออกด้วยศาสตร์ลับ และวางรูนป้องกันรอบๆเตาหลอมอย่างเงียบๆ

 

เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการทั้งหมดนี้ ฉินเซี่ยวโหลว ก็เดินไปทางซ้ายของเตาหลอม

 

“นั่นเจ้าคิดจะทำอะไร?” ห่านขาวเอ่ยถาม

 

“ข้าจะปกปักษ์ทางซ้าย เจ้าไปก็ปกปักษ์ทางขวา นี่จึงจะนับว่าเป็นการป้องกันไม่ให้มารสวรรค์ฉกฉวยผลประโยชน์จากสถานในตอนนี้” ฉินเซี่ยวโหลวกล่าว

 

“เจ้ามิจำเป็นต้องทำเช่นนั้น”

 

“เพราะเหตุใด”

 

“เพราะเจ้าทำดีมามากพอแล้วในวันนี้” ห่านขาวมองเขาและกล่าวด้วยความพึงใจ “ส่วนที่เหลือ ไว้เป็นหน้าที่ของข้าเอง”

 

“เหอะ! วันนี้เจ้าดูจะใจดีเป็นพิเศษนะ”

 

ฉินเซียวโหลวถอยฉากออกไปหลายฝีเท้า ก่อนจะนั่งลงบนพื้น หลับตาลงและเริ่มควบคุมลมหายใจ

 

ส่วนห่านขาวก็กำลังยืนนิ่งอยู่ใจกลางห้องโถง คอยเฝ้าปกปักษ์เตาหลอมอย่างเงียบๆ

 

ณ แนวหน้า

 

ย้อนกลับมาในช่วงเช้า ไตรภาคีกล่าวหารือกันเป็นระยะเวลานาน แต่ก็ยังไม่ได้คุยอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

 

เดิมทีพวกเขาคิดว่าการประชุมหารือจะเสร็จสิ้นลงในยามเที่ยง ทว่าเวลานี้ก็ข้ามเลยมาช่วงบ่ายคล้อยแล้ว

 

ผู้ฝึกยุทธมากมายเอ่ยถามไปหลายครั้งแล้ว ทว่านางเซียนกลับไม่ยอมเอ่ยคำใดออกมาเลย

 

“ท่านนักปราชญ์ดูท่าจะอารมณ์ไม่ดีนะวันนี้ว่าไหม?” นายพลเอ่ยถามกระซิบ

 

ทว่ากลับไม่มีใครกล้าเอ่ยตอบ

 

แม้ในฉากนี้จะท่วมท้นไปด้วยผู้ฝึกยุทธระดับสูงมากมาย ทว่ากลับไม่มีใครกล้าเอ่ยติเตียนนางออกมา

 

“ไม่หรอก นางเพียงแค่ไม่มีกระจิตกระใจที่จะประชุมหารือ มิใช่อารมณ์ไม่ดี” เสียงๆหนึ่งเอ่ยดังขึ้น

 

เจ้าของเสียงเป็นชายที่มีใบหน้าสีแดงสวมชุดนักบวชเต๋าสีฟ้า เขานั่งอยู่บนหนึ่งในสามที่นั่งกิตติมศักดิ์ ก่อนจะหันไปหานักพรตชราที่อยู่ข้างๆและเอ่ยกล่าวต่อ “ท่านนักพรต คิดเห็นเช่นไร?”

 

“อามิตตาพุทธ”  นักพรตชรายิ้มอย่างอ่อนโยนและเอ่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบนิ่งราวกับสายน้ำ “ในสายตาของอาตมา นางเซียนดูจะมีสิ่งสำคัญบางอย่างที่ต้องจัดการอย่างแน่แท้ พวกเรารอกันก่อนเถิด”

 

ในโลกใบนี้ ผู้ที่สามารถทำให้ชายชราเอ่ยปากบอกให้เฝ้ารอได้ นอกเหนือไปจากนักบวชเต๋าที่มีใบหน้าสีแดงก่ำ ก็คงจะมีเพียงนางเซียนไป่ฮั่วเท่านั้น

 

“นั่นสินะ ข้าก็เห็นด้วย ดูเหมือนว่านางจะมีบางสิ่งบางอย่างที่จำเป็นต้องเร่งทำภายในวันนี้จริงๆ”

 

“บางทีมันอาจจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันธ์กับความเป็นความตายของมนุษยชาติ ในขณะนี้ พวกเราทุกคนต้องรู้นะว่า เรื่องราวที่ทำให้เกิดการประชุมในครั้งนี้ขึ้นได้ นั่นก็เป็นเพราะนางเซียนไป่ฮั่วเป็นคนค้นพบ”

 

ผู้ฝึกยุทธมากมายต่างเผยให้เห็นถึงความตระหนักรู้ออกมาโดยพร้อมเพรียง

 

สมควรเป็นเช่นนั้น หากนางเซียนไม่ปรากฏขึ้น การหารือแผนวางอันสั่นสะเทือนสวรรค์นี้ก็คงไม่มีทางเกิดขึ้น ดังนั้นหากในช่วงวิกฤตเช่นนี้เธอยังคงเงียบ นั่นหมายว่าว่ามีเรื่องสำคัญยิ่งกว่าที่เธอจำต้องให้ความสนใจ 

 

เมื่อคิดถึงจุดนี้ ในหัวใจของผู้คนก็ต่างพากันยกย่องเธอจนไม่รู้จะเอ่ยกล่าวอธิบายออกมาเช่นไร

 

กล่าวกันว่านางเซียนไป่ฮั่วนั้นไม่เคยที่จะสนใจปัญหาใดๆ ทว่าเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้ เธอกลับเป็นคนวิ่งเต้นด้วยตัวเองทั้งหมด

 

ไม่ว่าจะเป็นบุกไปยังอาณาเขตเผ่ามารในแนวหน้า ทำการช่วยเหลือหนิงเยว่ฉานและกงซุนซี ฆ่าสังหารสี่มารนักปราชญ์ และมีหนึ่งในนั้นยอมจำนน แถมยังเป็นคนค้นพบจ้าวกระบี่ สายลับคนทรยศอีกด้วย

 

ด้วยเรื่องดังกล่าวนี้ ในโลกทั้งใบจะมีสักกี่คนกันเชียวเล่าที่กระทำได้!?

 

คิดได้ดังนี้ นักบวชหน้าแดงก็ถอนหายใจออกมาและบ่นอุบกับตนเองในจิตใจว่าตนคงด้อยกว่านางเสียแล้ว

 

เขาตบแขนลงบนคานที่นั่งและกล่าว “งั้นก็รอแล้วกัน!”

 

ด้วยเหตุนี้ มนุษยชาติระดับสูงทั้งหมดที่มารวมตัวกัน จึงได้แต่เฝ้ารอนางอย่างอดทนในเต็นท์ทหาร …

 

ภายในเตาหลอม กู่ฉิงซานเริ่มขับเคลื่อนเทคนิคลับที่นางเซียนไป่ฮั่วมอบให้อย่างสงบ เพื่อเริ่มต้นทะลวงเข้าสู่ขอบเขตก่อตั้ง

 

ทุกสิ่งอย่างเป็นไปด้วยดี พลังวิญญาณก็อิ่มตัว สติอารมณ์ก็สมดุลอยู่ในสภาวะที่ดีที่สุด

 

ภายในเตาหลอมอันมืดมิด ปรากฏแสงเรืองรองสลัวๆอันน่าอัศจรรย์ขึ้น

 

แสงเรืองรองอันน่าอัศจรรย์นี้ ค่อยๆเปล่งประกายขึ้นจากเบื้องหลังของกู่ฉิงซาน ยามแรกมันแลดูคล้ายหมอกสักพักก็ค่อยจับตัวกันแน่นจนกลายเป็นน้ำค้างแข็ง

 

ยิ่งเวลาผ่านไป รัศมีแสงก็ยิ่งเปล่งประกายมากขึ้น เรืองรองยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

 

ยามเมื่อรัศมีแสงเรืองรองทั้งหมดเปลี่ยนไปกลายเป็นน้ำค้างแข็ง น้ำค้างแข็งก็สาดแสงรังสีแสงสีขาวน้ำนมออกมา ทั่วทั้งเตาหลอมขณะนี้เจิดจ้าไปด้วยแสงสีขาวนวล

 

ตามด้วยปรากฏจันทร์เต็มดวงแขวนเด่นอยู่เหนือศีรษะเบื้องหลังของกู่ฉิงซาน

 

นี่คือรังสีแสงแห่งจิตวิญญาณซึ่งเป็นตัวแทนบ่งบอกว่าผู้ฝึกยุทธได้ก้าวเข้าสู่ขอบเขตใหม่อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว!

 

คะแนน 4.3
กรุณารอสักครู่...