ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปChapter 2: พลังที่เอ่อล้น

ณ อาณาจักรเถียนหวู เมืองสื่อเหยียน ลานประลองตระกูลเย้อ

 

ได้มีการรวมตัวกันของวัยรุ่นเกิดขึ้นภายใต้ความร้อนระอุจากดวงอาทิตย์ ใบหน้าของพวกเขาต่างเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและกดดัน

 

กลับกัน กลุ่มวัยกลางคนที่อยู่รอบ ๆ ลานประลองต่างมองเข้ามาด้วยความเป็นห่วงขณะที่สายตาของพวกเขาจับจ้องไปยังลูก ๆ ของตัวเอง

 

ในวันนี้จะมีการทดสอบเปิดด่านประตูตระกูลเย้อ ซึ่งผู้ดูแลงานนี้ก็คือเย้อ เซียนเถียนที่รับตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายศิลปะการต่อสู้ของตระกูล สมาชิกในตระกูลคนใดก็ตามที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปีจะได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมงานนี้ได้

 

โดยปกติแล้ว ไม่ว่าเด็กคนไหนจะทำได้ดีหรือไม่ดีแค่ไหนก็ไม่สำคัญ เพราะการทดสอบในวันนี้จะเป็นตัวตัดสินเพียงหนึ่งเดียวของผู้สมัครและสถานะครอบครัวของพวกเขาในตระกูลเย้อ

 

เฉพาะคนที่มีความสามารถเท่านั้นที่จะได้รับการคัดเลือกจากตระกูลซึ่งเป็นประเพณีที่มีชื่อเสียงและยอมรับกันเป็นอย่างดี

 

“เย้อ เหม่ย!”

 

บุรุษคนหนึ่งที่ยืนอยู่ตรงกลางลานประลองอ่านรายชื่อที่อยู่ในรายการเสียงดัง บุรุษผู้นั้นแต่งกายด้วยชุดเกราะโซ่ถักสีเทา การแสดงออกของเขาค่อนข้างจะดูโหดร้ายแต่นัยน์ตาของเขากลับกำลังแสดงออกมาอย่างสดใส

 

ขณะนั้นเอง สายตาของผู้ชมก็หันไปทางสาวงามนางหนึ่งที่มีผมสีดำขลับ นางอายุ 14 ปีมาพร้อมกับใบหน้าที่ละเอียดอ่อน นางสวมชุดอุปกรณ์การฝึกสีม่วงซึ่งช่วยเน้นความโค้งของสัดส่วนได้เป็นอย่างดี

 

เมื่อได้ยินชื่อของตัวเอง เย้อ เหม่ยก็มุ่งหน้าไปยังใจกลางลานประลองด้วยความงดงามและมั่นคง เมื่อหันหน้าไปทางตอไม้ที่ได้มาจากต้นเหล็กกล้า นางก็ออกหมัดที่บอบบางของนางออกไป

 

ตั้ม!!

 

เสียงหวือหวาดังขึ้นตามมาทันที บนพื้นผิวแข็ง ๆ ของตอไม้เกิดรอยประทับกำปั้นที่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน

 

“รอยพิมพ์มีความหนา 1 นิ้ว นางสอบผ่านการเปิดด่านประตูหมัดขวา”

 

เมื่อได้ยินผลลัพธ์ ใบหน้าของเย้อ เหม่ยก็เปล่งประกายไปด้วยรอยยิ้ม

 

“ว้าว ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพวกเขาถึงชอบพูดกันว่าเย้อ เหม่ยน่ะเป็นอัจฉริยะ ครึ่งปีที่ผ่านมาหมัดขวาของนางยังไม่สามารถเปิดด่านประตูได้อยู่เลย”

 

“ความสามารถของนางเทียบเท่าได้กับนายน้อยเย้อ ชางเฉิงเลย!”

 

เมื่อเสียงอุทานจากความหวาดหวั่นเริ่มเปล่งออกมาจากผู้ชมมากขึ้น รอยยิ้มของเย้อ เหม่ยก็กว้างขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน

 

ที่อาณาจักรเถียนหวูแห่งนี้ ศิลปะการต่อสู้คือความสำคัญสูงสุด นักต่อสู้ทุกคนต่างปรารถนาที่จะเปิดด่านประตูพลังทั้งห้าให้สำเร็จ ซึ่งจะทำได้โดยการมุ่งเน้นไปที่การไหลเวียนของพลังที่เกิดจากศูนย์พลังภายในร่างกาย

 

ภายในร่างกายของทุกคนจะมีอยู่ด้วยกัน 5 ประตู ซึ่งจะตั้งอยู่ตามแขนและขารวมเป็น 4 และสติปัญญาของพวกเขาอีก 1 เมื่อด่านประตูถูกเปิด การไหลเวียนของพลังที่สะสมอยู่ในศูนย์พลังก็จะปะทุประตูนั้นขึ้นมา พลังและปฏิกิริยาตอบโต้ก็จะเพิ่มขึ้นตาม เมื่อด่านประตูพลังทั้งห้าถูกเปิดได้สำเร็จ ผู้ที่มีทักษะศิลปะการต่อสู้ทั้งหลายก็จะเริ่มดำเนินฝึกฝนอย่างเป็นทางการเพื่อไปให้ถึงอาณาบ่มเพาะลมปราณ

 

ความแรงหมัดปกติของวัยรุ่นโดยคร่าว ๆ จะเท่ากับครึ่งหนึ่งของหินหรือประมาณ 130 ปอนด์ แต่เมื่อด่านประตูถูกเปิดออกและใช้ศูนย์พลังไปพร้อม ๆ กับการออกแรงชก จะก่อให้เกิดพลังที่น้ำหนักเท่ากับหิน 1 ก้อน

 

และเมื่อด่านประตูทั้งห้าถูกเปิดออกได้สำเร็จจนได้เข้าไปถึงอาณาบ่มเพาะลมปราณ ก็เป็นไปได้ที่จะบรรลุความแข็งแกร่งที่เท่ากับหิน 2 ก้อน

 

“ยอดเยี่ยมมาก! สำหรับการสอบครั้งต่อไป ข้าหวังว่าเจ้าจะมุ่งเน้นไปที่การเปิดด่านประตูสุดท้ายและไปให้ถึงอาณาบ่มเพาะลมปราณจนได้นะ เย้อ เหม่ย!” เย้อ เซียนเถียนอุทานอย่างไม่ลังเลที่จะแสดงความเห็นชอบของตัวเอง

 

ประตูด่านเดียวที่เย้อ เหม่ยยังไม่สามารถปลดล็อคได้ก็คือด่านประตูแห่งปราชญ์ หากนางสามารถเปิดด่านประตูแห่งปราชญ์ได้เมื่อไหร่ นางก็จะไปถึงอาณาบ่มเพาะลมปราณได้ตอนอายุ 14  ทั้งตระกูลเย้อหรือที่เมืองสื่อเหยียนเองก็มีนักต่อสู้มากมายที่สามารถผ่านด่านดังกล่าวได้ตอนอายุเท่านี้

 

“ขอบคุณเจ้าค่ะท่านลุง ข้าจะตั้งใจอย่างหนักเพื่อผ่านมันไปให้ได้!”

 

เมื่อได้ยินการยกย่องจากเย้อ เซียนเถียน เย้อ เหม่ยก็รีบออกจากลานประลองไปอย่างรีบร้อน นางหันหน้ากลับมามองอีกครั้งในขณะที่หน้าอกของนางกำลังกระโจนไปด้วยความตื่นเต้น

 

เย้อ เซียนเถียนขมวดคิ้วเล็กน้อยขณะที่เขาสังเกตเห็นรายชื่อผู้เข้าทดสอบคนต่อไปในรายการ “คนต่อไป เย้อ โม่!”

 

เมื่อได้ยินการประกาศของเย้อ เซียนเถียน ทุกคนต่างก็พากันส่ายหัวไปมาขณะมองหาร่างของเย้อ โม่

 

“คนต่อไป เย้อ โม่!” เย้อ เซียนเถียนทวนซ้ำเสียงดังอีกครั้งอย่างชัดเจน แต่เย้อ โม่ก็ยังไม่ปรากฏตัวออกมาให้เห็นเสียที

 

“ดูนั่นสิ พวกที่มาจากบ้านสาขามันไม่เพียงแต่ไม่เก่งเท่านั้นนะ แต่ยังไม่สนใจที่จะเข้าร่วมการทดสอบนี้ด้วยซ้ำ จิ๊ ๆ”

 

“อย่างน้อย ๆ มันก็รู้ตัวเองดี ตลอดการทดสอบ 5 ปีมานี้มันไม่เคยเปิดได้เลยสักด่านเดียว หากมันมาปรากฏตัวขึ้นในวันนี้ด้วย คงจะเสียหน้าน่าดู”

 

“มังกรย่อมให้กำเนิดมังกร เฉกเช่นนกฟีนิกซ์ที่ให้กำเนิดนกฟีนิกซ์ มันคงไม่แปลกอะไรถ้าจะบอกว่าลูกหลานพวกขยะ…ก็คือขยะ!”

 

เมื่อได้ยินเสียงพึมพำจากฝูงชน เย้อ เซียนเถียนก็ประกาศกร้าวออกมาในทันที “ใครกันที่พูดว่า ‘ลูกหลานขยะก็คือขยะ?!’ จริงอยู่ที่เย้อ โม่อาจไม่มีความสามารถในแง่ของศิลปะการต่อสู้ แต่ก็ไม่มีใครควรไปพูดถึงเขาและพ่อของเขาว่าเป็นขยะเช่นนี้! หากไม่ใช่เพราะผลงานของเย้อ ชิ๊งที่ประตูแห่งความสิ้นหวัง พวกเราชาวตระกูลเย้อก็คงจะไม่ที่อาศัยอยู่เฉกเช่นทุกวันนี้!”

 

อาณาจักรเถียนหวูเป็นเขตประเทศที่เล็กที่สุดในบรรดาเขตอื่น ๆ ที่อยู่ในเขตพื้นที่สิ้นหวัง ประตูแห่งความสิ้นหวังคือประตูบรรพบุรุษที่ทรงพลังที่สุดในเขตนี้ ไม่ว่าจะเป็นอาณาจักรเถียนหวูหรือตระกูลใดก็ตาม การดำรงอยู่ของมันนั้นช่างห่างไกลและเทียบหาไม่ได้

 

มีเพียงนักต่อสู้ที่เก่งที่สุดในอาณาจักรเท่านั้นที่จะได้รับการพิจารณาว่าสมควรเข้าสู่ประตูแห่งความสิ้นหวังไปหรือไม่

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อศูนย์พลังของเย้อ ชิ๊งถูกทำลายไปในการต่อสู้ยี่ด้าว หลังจากที่เขากลับมายังอาณาจักรเถียนหวู เขาก็ได้รับประสบการณ์ถูกลอบสังหารอยู่บ่อยครั้ง ความช่วยเหลือจากเพื่อนของเขาเท่านั้นที่ทำให้เขายังสามารถใช้ชีวิตที่สงบสุขได้ต่อไปในตระกูล

 

และนี่คือเรื่องราวของดวงดาวที่ร่วงหล่นจากท้องฟ้า

 

10 ปีต่อมา อาณาจักรเถียนหวูก็ไม่เคยได้เห็นอัจฉริยะที่โดดเด่นเท่ากับเย้อ ชิ๊งอีกเลย

 

และตลอด 10 ปีมานี้ ชายคนหนึ่งที่เคยได้รับการยกย่องในฐานะอัจฉริยะของตระกูลเย้อก็กลับถูกลดค่าลงเหลือแค่เพียงขยะ สาเหตุก็เพราะความล่มสลายของตัวเย้อ ชิ๊ง ประตูแห่งความสิ้นหวังที่ทำให้ตระกูลเย้อยังคงสมดุลอยู่จนถึงทุกวันนี้ และในตอนนี้ก็กลายเป็นเครื่องมือที่ทำให้ตระกูลเจริญยิ่งขึ้น จึงไม่จำเป็นต้องมีเขาอีกต่อไป…

.

.

.

ด้านนอกกระท่อมที่ดูเรียบง่ายและสบาย ๆ ชายหนุ่มอายุ 15 ปีคนหนึ่งกำลังรีบเช็ดเลือดที่มุมปากของตัวเองออกอย่างลวก ๆ 

 

เขามีผมสีดำและใบหน้าที่อ่อนเยาว์ แต่ท่ามกลางความละเอียดอ่อนของรูปร่างหน้าตาอันอ่อนเยาว์นั้นแล้ว ได้เผยให้เห็นถึงความุ่งมั่นได้เป็นนัย ๆ  แม้จะเช็ดเลือดจากมุมริมฝีปากของตัวเองไปหมดแล้ว แต่ทว่าแก้มขวาของเขาก็ยังคงเป็นสีแดงและมีอาการบวมอยู่เล็กน้อย

 

“ข้าอาจเปิดไม่ได้แม้แต่ประตูเดียว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าข้าจะอดทนต่อคำดูถูกพวกนั้นได้หรอกนะ!” เย้อ โม่พึมพำกับตัวเองอย่างเงียบ ๆ 

 

วันนี้วันคือทดสอบ และในขณะที่เขาไม่เคยประสบความสำเร็จในการเปิดด่านประตูได้แม้แต่ด่านเดียวเขาจึงไม่ต้องการที่จะหลอกตัวเองอีกต่อไปและตัดสินใจที่จะไม่เข้าร่วมงานไปซะตั้งแต่แรก แต่น่าเสียดายที่เขาบังเอิญเดินไปชนกับพวกที่คอยรังแกและสร้างรอยแผลไว้ตามร่างกายของเขาเข้า

 

เย้อ โม่ถ่มน้ำลายรดพื้นและเดินเข้าไปในกระท่อมหลังเล็กอย่างช้า ๆ

 

บนเตียงไม้มีชายวัยกลางคนคนหนึ่งกำลังนอนอยู่ โฉมหน้าของเขาแสดงให้เห็นถึงอดีตของความเพียรพยายามและความแข็งแกร่งได้เป็นอย่างดี แต่ใบหน้าของเขากลับซีดลงมากและผมเผ้าก็ยุ่งเหยิงไปหมด

 

เมื่อมองดูสีหน้าของพ่อที่ซีดมากขึ้น เยhอ โม่ก็บังคับยิ้มและพูดออกมาว่า “ท่านพ่อ ข้ากลับมาแล้ว”

 

เย้อ ชิ๊งมองไปที่บาดแผลของเย้อ โม่ในทันที ความเจ็บปวดถูกแสดงออกผ่านทางสายตา “วันนี้เจ้าก็ถูกทุบตีมาอีกแล้วงั้นรึ?”

 

“ข้าไม่เป็นไร ข้าอาจเปิดด่านประตูไม่ได้ก็จริง แต่กับคนพวกนั้นข้าต่อสู้ได้ดีทีเดียว”

 

เย้อ โม่เอื้อมมือไปปกคลุมที่แก้มของตัวเองเพื่อปกปิดรอยแดงและอาการบวม

 

“โม่เออร์ลูกรัก ด้วยความสามารถโดยทั่วไปของเจ้าที่ควบคู่ไปกับของขวัญที่เจ้าควรจะได้จากแม่ของเจ้า ทั้ง ๆ ที่ทักษะของเจ้าควรเทียบเท่ากับข้าแท้ ๆ ถ้าเป็นเช่นนั้นได้ก็จะไม่มีใครกล้ามารังแกเจ้าแบบนี้” เย้อ ชิ๊งถอนหายใจอย่างหนัก

 

พวกอันธพาลที่เปิดด่านประตูได้เพียงด่านเดียวมักจะเลือกเย้อ โม่มาเป็นที่ระบายอารมณ์ด้วยเสมอ สำหรับเย้อ โม่ที่เปิดไม่ได้แม้แต่ด่านเดียวเขาจึงมีข้อเสียที่ชัดเจน เป็นผลให้ทุกครั้งที่เขาพบกับคนพวกนั้นเขาจะต้องได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยกลับมา

 

เหตุผลแท้จริงที่อยู่เบื้องหลังเย้อ โม่ในวัย 15 ปีและยังไม่สามารถเปิดด่านประตูได้แม้แต่ด่านเดียวนั้นไม่ใช่เพราะเขาไร้ความสามารถ ในความเป็นจริง เขาอาจถูกรับพิจารณาให้เป็นนักต่อสู้ชั้นนำของเมืองสื่อเหยียนในแง่ของความสามารถได้เลย

 

แล้วทำไมน่ะหรือ? เพราะในตอนที่เย้อ โม่อายุได้เพียง 10 ขวบ เขาก็สามารถควบคุมการไหลเวียนพลังจากศูนย์พลังของเขาและดูดซับหยวนจิแห่งสวรรค์และโลกได้เสียแล้ว เหตุการณ์สำคัญนี้ได้แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนจากคนธรรมดาทั่วไปมาเป็นนักต่อสู้

 

ในเวลานั้น ข่าวนี้ทำให้เกิดความตกใจไปทั่วทั้งเมืองสื่อเหยียน ความสามารถในการควบคุมการไหลเวียนพลังจากศูนย์พลังตั้งแต่อายุยังน้อย ๆ นั้นหาได้ยากมาก ไม่เพียงแต่ในเมืองสื่อเหยียนเท่านั้น แม้แต่ในอาณาจักรเถียนหวูทั้งหมดเองก็ด้วย

 

อย่างไรก็ตาม เย้อ โม่ก็ได้เลิกการฝึกฝนไปเพื่อมาดูแลพ่อที่พิการด้วยความหวังว่าเขาจะฟื้นตัวกลับมาได้ดังเดิม

 

หลังจากที่เย้อ โม่เรียนรู้การอ่าน เขาได้ผ่านไปยังห้องสมุดของตระกูลเย้อและค้นพบความเป็นไปได้ในการจะใช้หยวนจิมารักษาความพิการของเย้อ ชิ๊งและกู้พลังของเขากลับคืนมา แต่ถึงอย่างไร มันเป็นแค่เพียงความเป็นไปได้เท่านั้น ไม่มีอะไรมารับรองได้ว่ามันจะสำเร็จ การเลิกฝึกไปเป็นเวลาหลาย ๆ ปีเพื่อมาสนับสนุนความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียวนั้นมีความเสี่ยงสูงเกินไป คนอื่น ๆ ส่วนใหญ่จึงไม่เต็มใจที่จะเสียสละตรงจุดนี้กัน

 

เมื่อเย้อ โม่ในวัย 10 ขวบสามารถควบคุมการไหลเวียนของพลังจากศูนย์พลังได้ เขาก็เริ่มต้นภารกิจใช้หยวนจิจากศูนย์พลังของเขาเองมารักษาอาการอัมพาตของพ่อที่กำลังบาดเจ็บ

 

ในขั้นต้น เย้อ ชิ๊งปฏิเสธอย่างรุนแรงเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่เขาก็ไม่สามารถเอาชนะการโต้เถียงลูกชายของตัวเองไปได้

 

แม้ศูนย์พลังจะถูกทำลายไปอย่างสมบูรณ์จนต้องกลายมาเป็นอัมพาต แต่ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมานี้ เย้อ ชิ๊งสามารถฟื้นความรู้สึกบางอย่างได้จากแขนและขาของเขาอย่างน่าอัศจรรย์ ต้องขอบคุณความดื้อรั้นของเย้อ โม่ที่ไม่ยอมแพ้

 

นี่คือสิ่งที่พวกเขาเรียกกันว่าปาฏิหาริย์

 

สิ่งนี้เองที่ทำให้เย้อ โม่มีความหวังมากยิ่งขึ้น ความเชื่อที่ว่าวันหนึ่งพ่อของเขาจะสามารถฟื้นตัวได้อย่างสมบูรณ์และสามารถกลับมายืนได้ด้วยเท้าของตัวเองอีกครั้งก็มีเพิ่มมากขึ้น

 

ทุก ๆ วัน เย้อ โม่จะซึมซับหยวนจิแห่งสวรรค์และโลกเพื่อนำมาดูแลเย้อ ชิ๊งให้กลับมามีสุขภาพดีตามเดิมอย่างช้า ๆ จึงเป็นผลให้การฝึกของเขาไม่ได้ก้าวหน้าเท่าที่ควร

 

หากหยวนจิของเขาถูกนำมาใช้กับความพยายามที่จะเปิดด่านประตูตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา การเปิดด่านประตูทั้งห้าของเขาจะไม่มีปัญหาแต่อย่างใด เย้อ โม่อาจเข้าไปถึงระดับ 2 หรือระดับ 3 แห่งอาณาบ่มเพาะลมปราณแล้วก็เป็นได้

 

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการขาดฝึกฝนไป จึงทำให้เขาต้องอดทนกับฉายา “ขยะ” ที่เลวร้าย ทนทุกข์ทรมานจากการถูกกลั่นแกล้งโดยคนรอบข้างอยู่เสมอ ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เย้อ โม่ต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส

 

เย้อ ชิ๊งกล่าวขึ้นทันทีว่า “โม่เออร์ ถ้าข้าจำไม่ผิด วันนี้คือวันทดสอบเปิดด่านประตูไม่ใช่หรือ?”

 

“ข้าไปที่นั่นแล้ว แต่ล้มเหลว”

 

“โกหกข้าอีกแล้วงั้นรึ!”

 

“ถึงอย่างไรข้าก็ล้มเหลวอยู่ดี แทนที่จะไปเป็นตัวตลกที่นั่น สู้ข้าไม่ปรากฏตัวและใช้เวลาเหล่านั้นมารักษาร่างกายของท่านด้วยหยวนจิที่ข้าสะสมไว้จะดีกว่า”

 

เย้อ โม่ส่งยิ้มให้กับผู้เป็นพ่อและเดินเข้าหาเขาอย่างช้า ๆ จากนั้นก็วางมือข้างหนึ่งไว้บนหน้าอกของเย้อ ชิ๊ง หยวนจิจากศูนย์พลังของเขากลายเป็นคลื่นพลังที่ปั่นป่วนและค่อย ๆ ไหลรินลงสู่ร่างของเย้อ ชิ๊งอย่างไม่หยุดยั้ง

 

เมื่อมองไปที่ใบหน้าตั้งอกตั้งใจของเย้อ โม่แล้ว เย้อ ชิ๊งเลยทำได้แค่เพียงปิดตาลงอย่างช้า ๆ ศูนย์พลังของเขาค่อย ๆ ซึมซับหยวนจิที่เข้ามาในร่างกายของเขาอย่างกระตือรือร้น แก้มของเย้อ ชิ๊งเริ่มเปล่งประกายกลับมามีสุขภาพดีอีกครั้ง

 

เขาต้องการที่จะกู้คืนพลังให้ได้โดยเร็วที่สุด เมื่อเขาฟื้นพลังได้สำเร็จ เขาจะได้ตอบแทนความพยายามของลูกชายของเขาได้

 

เมื่อรู้สึกว่าหยวนจิจากศูนย์พลังของเขาหมดลงไปอย่างรวดเร็วผิดปกติ เย้อ โม่ก็ส่งเสียงไอและพูดว่า “แปลก… ทำไมวันนี้หยวนจิพร่องไปเร็วมากขนาดนี้ มันชักจะหมดลงเร็วขึ้น ๆ ทุกวัน!”

 

เย้อ โม่ที่สังเกตการรักษาร่างกายของพ่อมาตลอดรู้สึกได้ว่าอัตราการดูดซึมหยวนจิเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ

 

แคร่ก!

 

ในขณะที่เย้อ โม่ยังคงสับสนวุ่นวายอยู่นั้น จู่ ๆ เตียงไม้ก็เกิดแตกหักลงมาจนทำให้เย้อ ชิ๊งตกลงบนพื้นเสียงดัง

 

“ท่านพ่อ! ท่านเป็นอะไรไหม?!” เย้อ โม่ถามด้วยความกังวล

 

“ไม่เป็นไร แต่…อยู่ให้ห่างจากข้าไว้!”

 

ดวงตาของเย้อ ชิ๊งยังคงปิดสนิท แต่เสียงของเขาอยู่ในระดับน่ากลัวมากทีเดียว ภายในห้อง เตียงหักที่ตอนนี้ร่วงหล่นอยู่บนพื้นยังคงสั่นไหวต่ออย่างต่อเนื่อ

 

“ท่านพ่อ…ท่านเป็นอะไรไป” เย้อ โม่ถามด้วยความกังวล เย้อ ชิ๊งตัวสั่นราวกับว่าเขาไม่สามารถควบคุมร่างกายตัวเองเอาไว้ได้

 

ใบหน้าของเย้อ ชิ๊งบิดเบี้ยวไปด้วยความเจ็บปวด แต่ภายใต้ใบหน้าที่บิดเบี้ยวนั้น กลับมีรอยยิ้มเผยออกมา การรักษาตลอด 5 ปีที่เขาได้รับมาจากเย้อ โม่ ในที่สุด เขาก็สามารถเริ่มควบคุมการไหลเวียนจากศูนย์พลังของเขาได้เองอีกครั้ง

 

ในขณะที่เย้อ ชิ๊งพยายามที่จะควบคุมการไหลเวียนพลังของตัวเอง ในทันใดนั้นเองเขาก็ดูน่ากลัวมากขึ้นเรื่อย ๆ

 

บู้ม!

 

ราวกับเสียงฟ้าร้องดังสนั่น ศูนย์พลังของเย้อ ชิ๊งพร้อมกับหน้าท้องของเขาถูกแยกออกจากกันด้วยแรงระเบิดจนเลือดสาดกระเซ็นไปทั่วใบหน้าของเย้อ โม่

 

เมื่อเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น เย้อ โม่ได้แต่ยืนนิ่งและตกตะลึง เขายกมือขึ้นมาสัมผัสกับละอองเลือดที่เต็มไปทั่วใบหน้าของเขาอย่างไม่เข้าใจ

 

เย้อ โม่รีบวิ่งไปหาเย้อ ชิ๊งด้วยดวงตาที่แดงก่ำพร้อมตะโกน “ท่านพ่อ!” ออกมาเสียงดัง

 

รอว์!

 

ทันใดนั้นเอง เสียงครวญครางน่าสยดสยองก็ปรากฏขึ้น สัตว์ร้ายหยวนหลีสีดำได้โผล่ออกมาจากศูนย์พลังของเย้อ ชิ๊ง เจ้าสัตว์ร้ายที่ว่านั่นมีลักษณะคล้ายกันกับเสือดำ มันมาพร้อมกับเขี้ยวยักษ์ทั้งสองข้างที่มุมปาก เป็นภาพที่ใครต่างก็ต้องหวาดกลัวเมื่อได้เห็น!

 


 

คะแนน 4.0
กรุณารอสักครู่...