ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปChapter 2: พลังที่เอ่อล้น

ณ อาณาจักรเถียนหวู เมืองสื่อเหยียน ลานประลองตระกูลเย้อ

 

ได้มีการรวมตัวกันของวัยรุ่นเกิดขึ้นภายใต้ความร้อนระอุจากดวงอาทิตย์ ณ ที่แห่งนี้ ใบหน้าของพวกเขาต่างเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความกดดัน

 

กลับกัน กลุ่มวัยกลางคนที่อยู่รอบ ๆ ลานประลองต่างมองเข้ามาด้านในลานประลองด้วยความเป็นห่วงขณะที่สายตาจับจ้องไปยังลูก ๆ ของตัวเอง

 

วันนี้จะมีการทดสอบเปิดด่านประตูพลังของตระกูลเย้อ ผู้ดูแลงานในวันนี้คือเย้อเซียนเถียนที่ดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายศิลปะการต่อสู้ สมาชิกในตระกูลคนใดก็ตามที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปีจะได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมงานนี้ได้

 

ไม่ว่ายามปกติเด็กคนนั้นจะมีความเก่งกาจมากเพียงใดก็ไม่สำคัญ เพราะการทดสอบในวันนี้จะเป็นตัวตัดสินเพียงหนึ่งเดียวของผู้เข้าร่วมทดสอบและสถานะของพวกเขาในตระกูลเย้อ

 

เฉพาะคนที่มีความสามารถเท่านั้นที่จะได้รับการคัดเลือกจากตระกูลซึ่งเป็นประเพณีที่มีชื่อเสียงและยอมรับกันอย่างกว้างขวาง

 

“เย้อเหม่ย!”

 

ชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่ตรงกลางลานประลองเริ่มอ่านรายชื่อผู้เข้าการทดสอบทีละคน ชายคนนั้นแต่งกายด้วยชุดเกราะโซ่ถักสีเทา การแสดงออกของเขาเต็มไปด้วยความเคร่งขรึมแต่นัยน์ตาของเขากลับกำลังความรู้สึกพึงพอใจออกมา

 

ขณะนั้นเอง สายตาของผู้ชมก็หันไปทางหญิงสาวนางหนึ่งที่มีผมสีดำขลับ นางมีอายุได้ 14 ปีที่มาพร้อมกับใบหน้าละเอียดอ่อน สวมใส่ชุดอุปกรณ์การฝึกสีม่วงที่ช่วยเน้นความโค้งของสัดส่วนได้เป็นอย่างดี

 

เมื่อได้ยินชื่อของตัวเอง เย้อ เหม่ยมุ่งหน้าไปยังใจกลางลานประลองด้วยท่าทีงดงามและมั่นคง หันหน้าเข้าหาตอไม้ที่ได้มาจากต้นเหล็กกล้า จากนั้นนางก็ปล่อยหมัดจากมือที่ดูบอบบางออกไป

 

ตั้ม!!

 

เสียงร้องหวือหวาดังขึ้นตามมาในทันที บนพื้นผิวแข็ง ๆ ของตอไม้เกิดรอยประทับกำปั้นที่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน

 

“รอยพิมพ์มีความหนา 1 นิ้ว นางสอบผ่านการเปิดด่านประตูพลังหมัดขวา”

 

เมื่อได้ยินผลลัพธ์ ใบหน้าของเย้อเหม่ยก็เปล่งประกายไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข

 

“ว้าว ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพวกเขาถึงชอบพูดกันว่าเย้อเหม่ยเป็นอัจฉริยะ ครึ่งปีที่ผ่านมาหมัดขวาของนางยังไม่สามารถเปิดด่านประตูพลังได้อยู่เลย”

 

“ความสามารถของนางเทียบอาจเท่ากับนายน้อยเย้อชางเฉิงเลยก็ได้!”

 

เมื่อเสียงอุทานจากความหวาดหวั่นเริ่มเปล่งออกมาจากผู้ชมมากขึ้น รอยยิ้มของเย้อเหม่ยก็กว้างขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน

 

ที่อาณาจักรเถียนหวูแห่งนี้ศิลปะการต่อสู้คือความสำคัญขั้นสูงสุด นักต่อสู้ทุกคนต่างปราถนาที่จะเปิดด่านประตูพลังทั้งห้าให้สำเร็จ ซึ่งจะทำได้โดยการมุ่งเน้นไปที่การไหลเวียนของพลังที่เกิดจากศูนย์พลังภายในร่างกาย

 

ภายในร่างกายของทุกคนจะมีด่านพลังด้วยกัน 5 ประตู ซึ่งจะตั้งอยู่ตามแขนและขาทั้งสองข้างรวมเป็น 4 ด่าน และที่สติปัญญาของพวกเขาอีก 1 เมื่อด่าน เมื่อด่านประตูพลังถูกเปิด การไหลเวียนของพลังที่สะสมอยู่ในศูนย์พลังก็จะปะทุประตูนั้นขึ้น ส่งผลให้พลังและปฏิกิริยาการตอบโต้เพิ่มขึ้นตาม และเมื่อไหร่ก็ตามที่ด่านประตูพลังทั้งห้าถูกเปิดได้สำเร็จ ผู้ที่มีทักษะศิลปะการต่อสู้ทั้งหลายก็จะเริ่มดำเนินฝึกฝนอย่างเป็นที่อาณาบ่มเพาะลมปราณ

 

ความแรงหมัดปกติของวัยรุ่นโดยคร่าว ๆ จะเท่ากับความแข็งแกร่งครึ่งหนึ่งของหินหรือประมาณ 130 ปอนด์ แต่เมื่อด่านประตูพลังถูกเปิดออกและใช้ศูนย์พลังไปพร้อม ๆ กับการชก จะก่อให้เกิดพลังงานที่น้ำหนักเท่ากับหิน 1 ก้อน

 

และเมื่อด่านประตูพลังทั้งห้าถูกเปิดออกได้สำเร็จจนขึ้นไปถึงอาณาบ่มเพาะลมปราณเมื่อไหร่ ก็เป็นไปได้ที่จะบรรลุความแข็งแกร่งที่เท่ากับหิน 2 ก้อน

 

“ยอดเยี่ยมมาก! สำหรับการทดสอบครั้งต่อไปข้าหวังว่าเจ้าจะมุ่งเน้นไปที่การเปิดด่านประตูสุดท้ายและเข้าถึงอาณาบ่มเพาะลมปราณจนได้นะ!” เย้อเซียนเถียนอุทานอย่างไม่ลังเลที่จะแสดงความเห็นชอบของตัวเอง

 

ประตูด่านเดียวที่เย้อเหม่ยยังไม่สามารถผ่านไปได้ก็คือด่านประตูพลังแห่งปราชญ์หากนางสามารถเปิดด่านประตูพลังแห่งปราชญ์ได้เมื่อไหร่ นางก็จะไปถึงอาณาบ่มเพาะลมปราณได้ด้วยวัยเพียง 14 ปี ไม่ว่าจะเป็นตระกูลเย้อหรือตระกูลอื่น ๆ ที่เมืองสื่อเหยียนเองก็มีนักต่อสู้มากมายที่สามารถผ่านด่านดังกล่าวได้ด้วยวัยเท่านี้ 

 

“ขอบคุณเจ้าค่ะท่านลุง ข้าจะตั้งใจอย่างหนักเพื่อผ่านด่านนั้นให้ได้เจ้าค่ะ!”

 

เมื่อได้รับคำชมจากเย้อเซียนเถียน เย้อเหม่ยก็รีบออกจากลานประลองไปอย่างรีบร้อน นางหันหน้ากลับมามองอีกครั้งในขณะที่หน้าอกของนางกำลังกระโจนไปด้วยความรู้สึกตื่นเต้น

 

เย้อเซียนเถียนขมวดคิ้วเล็กน้อยขณะสังเกตเห็นรายชื่อผู้ทดสอบคนต่อไปในรายการ “ต่อไป เย้อโม่!”

 

เมื่อได้ยินการประกาศของเย้อเซียนเถียน ทุกคนต่างก็พากันส่ายหัวไปมาขณะมองหาร่างของเย้อโม่

 

“คนต่อไป เย้อโม่!” เย้อเซียนเถียนทวนซ้ำเสียงดังอีกครั้งอย่างชัดเจน ทว่าเย้อโม่ก็ยังไม่ปรากฏตัวออกมาให้เห็นเสียที

 

“ดูนั่น พวกที่มาจากบ้านรองมันไม่เพียงแต่ไม่เก่งเท่านั้นนะ แต่ยังไม่สนใจที่จะเข้าร่วมการทดสอบนี้เสียด้วยซ้ำ จิ๊ ๆ”

 

“อย่างน้อย ๆ มันก็รู้ตัวเองดี ตลอดการทดสอบ 5 ปีมานี้เจ้านั่นไม่เคยเปิดด่านประตูพลังได้เลยสักด่านเดียว หากมาปรากฏตัวขึ้นในวันนี้ด้วยก็มีแต่จะเสียหน้าเพิ่มกว่าเก่า”

 

“มังกรย่อมให้กำเนิดมังกร เฉกเช่นนกฟีนิกซ์ที่ให้กำเนิดนกฟีนิกซ์ มันคงไม่แปลกอะไรถ้าจะกล่าวว่าลูกหลานพวกขยะ…ก็คือขยะไม่ต่างกัน!”

 

เมื่อได้ยินเสียงพึมพำจากฝูงชน เย้อ เซียนเถียนก็ประกาศกร้าวออกมาเสียงดัง “ใครกันที่พูดว่า ‘ลูกหลานขยะก็คือขยะ?! จริงอยู่ที่เย้อโม่อาจไม่มีความสามารถในแง่ของการต่อสู้ แต่ก็ไม่มีใครควรไปพูดถึงเขาและพ่อของเขาว่าเป็นดั่งขยะเช่นนี้! หากไม่ใช่เพราะผลงานของเย้อชิ๋งที่ประตูแห่งความสิ้นหวัง พวกเราชาวตระกูลเย้อคงจะไม่ที่อาศัยอยู่เฉกเช่นทุกวันนี้ได้!”

 

อาณาจักรเถียนหวูเป็นเขตประเทศที่เล็กที่สุดจากบรรดาเขตอื่น ๆ ที่อยู่ในเขตพื้นที่สิ้นหวัง ประตูแห่งความสิ้นหวังคือประตูเก่าแก่ที่ทรงพลังที่สุดในเขตนี้ ไม่ว่าจะเป็นอาณาจักรเถียนหวูหรือตระกูลใดก็ตาม การดำรงอยู่ของมันนั้นช่างห่างไกลและเทียบหาไม่ได้

 

มีเพียงนักต่อสู้ที่เก่งกาจที่สุดในอาณาจักรเท่านั้นที่จะได้รับการพิจารณาว่าสมควรเข้าสู่ประตูแห่งความสิ้นหวังไปหรือไม่

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อศูนย์พลังของเย้อชิ๋งถูกทำลายไปในการต่อสู้ยี่ด้าว หลังจากที่เขากลับมายังอาณาจักรเถียนหวู เขาก็ได้รับประสบการณ์ถูกลอบสังหารอยู่บ่อยครั้ง ความช่วยเหลือจากเพื่อนของเขาเท่านั้นที่ทำให้เขายังสามารถใช้ชีวิตต่อไปได้ในตระกูล

 

นี่คือเรื่องราวของดวงดาวที่ร่วงหล่นจากท้องฟ้า

 

10 ปีต่อมา อาณาจักรเถียนหวูก็ไม่เคยพบเห็นอัจฉริยะคนใดที่โดดเด่นเท่ากับเย้อชิ๋งอีกเลย

 

และตลอด 10 ปีที่ผ่านมานี้ ชายคนหนึ่งที่เคยได้รับการยกย่องในฐานะอัจฉริยะของตระกูลเย้อก็กลับถูกลดค่าลงเหลือแค่เพียงขยะไร้ประโยชน์ สาเหตุก็เพราะพลังที่ล่มสลายของเย้อชิ๋ง ประตูแห่งความสิ้นหวังได้ตอบแทนให้ตระกูลเย้อและยังคงมีความสมดุลมาจนถึงทุกวันนี้ ในตอนนี้มันกลายเป็นเครื่องมือที่ทำให้ตระกูลเย้อเจริญยิ่งขึ้น จึงไม่จำเป็นต้องมีเย้อชิ๋งอีกต่อไป…

.

.

.

ด้านนอกกระท่อมที่ดูเรียบง่ายและสบาย ชายหนุ่มอายุ 15 ปีคนหนึ่งกำลังรีบเช็ดเลือดที่มุมปากของตัวเองออกอย่างลวก ๆ 

 

เขามีผมสีดำและใบหน้าที่อ่อนเยาว์ แต่ท่ามกลางความละเอียดอ่อนของรูปร่างหน้าตาอันอ่อนเยาว์นั้นก็เผยให้เห็นถึงความุ่งมั่นได้เป็นนัย ๆ ถึงแม้จะเช็ดเลือดจากมุมริมฝีปากของตัวเองไปจนหมดแต่ทว่าแก้มขวาของเขายังคงเป็นสีแดงช้ำและมีอาการบวมอยู่เล็กน้อย

 

“ข้าอาจเปิดไม่ได้แม้แต่ประตูเดียวแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าข้าจะอดทนต่อคำดูถูกพวกนั้นได้หรอกนะ!” เย้อโม่พึมพำกับตัวเองเงียบ ๆ 

 

วันนี้วันคือทดสอบ และในขณะที่เขาไม่เคยประสบความสำเร็จในการเปิดด่านประตูพลังได้แม้แต่ด่านเดียวเขาจึงไม่ต้องการหลอกตัวเองอีกต่อไปและตัดสินใจที่จะไม่เข้าร่วมงานไปซะตั้งแต่แรก แต่น่าเสียดายที่เขาเดินไปชนกับพวกที่คอยแต่จะรังแกและสร้างบาดแผลไว้ตามร่างกายของเขาเข้าโดยบังเอิญ

 

เย้อโม่ถ่มน้ำลายรดพื้นก่อนจะเดินเข้าไปในกระท่อมหลังเล็กอย่างช้า ๆ

 

บนเตียงไม้มีชายวัยกลางคนคนหนึ่งกำลังนอนอยู่ โฉมหน้าของเขาแสดงให้เห็นถึงอดีตของความเพียรพยายามและความแข็งแกร่งได้เป็นอย่างดี แต่ใบหน้านั้นกลับซีดกว่าที่ควรจะเป็นมากแถมผมเผ้าก็ยังยุ่งเหยิงไปหมด

 

เมื่อมองดูสีหน้าของผู้เป็นพ่อที่ซีดมากขึ้น เย้อโม่ทำได้แค่เพียงฝืนยิ้มและพูดออกมาว่า “ท่านพ่อ ข้ากลับมาแล้ว”

 

เย้อ ชิ๋งสังเกตเห็นบาดแผลของเย้อโม่ได้ในทันที จากนั้นความเจ็บปวดในใจเขาก็ถูกแสดงออกผ่านทางสายตา “วันนี้เจ้าก็ถูกทุบตีมาอีกแล้วงั้นรึ?”

 

“ข้าไม่ได้เป็นอะไรมาก ข้าอาจเปิดด่านประตูพลังไม่ได้ก็จริง แต่แค่กับคนพวกนั้นข้าสามารถต่อสู้กลับได้ดีทีเดียว”

 

เย้อโม่เอื้อมมือไปปกคลุมแก้มของตัวเองเพื่อปกปิดรอยแดงและอาการบวม

 

“โม่เออร์ลูกรัก ด้วยความสามารถโดยทั่วไปที่ควบคู่ไปกับของขวัญที่เจ้าควรจะได้จากแม่ของเจ้าแล้ว ทั้ง ๆ ที่ทักษะของเจ้าควรเทียบเท่ากับข้าแท้ ๆ ถ้าเป็นเช่นนั้นได้ก็จะไม่มีใครกล้ามารังแกเจ้าแบบนี้” เย้อชิ๋งถอนหายใจอย่างหนัก

 

พวกอันธพาลที่เปิดด่านประตูพลังได้เพียงด่านเดียวมักเลือกเย้อโม่มาเป็นที่ระบายอารมณ์ด้วยเสมอ สำหรับเย้อโม่ที่เปิดไม่ได้เลยแม้แต่ด่านเดียวจึงถือเป็นคนไร้ความสามารถไปอย่างชัดเจน เป็นผลให้ทุกครั้งที่เขาพบเจอกับคนพวกนั้นเขาจะต้องได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยกลับมา

 

เหตุผลที่แท้จริงที่อยู่เบื้องหลังเย้อโม่ในวัย 15 ปีและยังไม่สามารถเปิดด่านประตูพลังใด ๆ ได้แม้แต่ด่านเดียวนั้นไม่ใช่เพราะเขาไร้ความสามารถ หากแต่ในความเป็นจริงเขาอาจถูกรับพิจารณาให้เป็นนักต่อสู้ชั้นนำของเมืองสื่อเหยียนในแง่ของความสามารถที่มีเลยก็ว่าได้

 

แล้วเหตุใดเย้อโม่ถึงเป็นเช่นนี้น่ะหรือ? สืบเนื่องมากจากตอนที่เย้อโม่อายุได้เพียง 10 ขวบเขาก็สามารถควบคุมการไหลเวียนพลังจากศูนย์พลังของเขาและดูดซับหยวนจิแห่งสวรรค์และโลกได้เสียแล้ว ด้วยเหตุการณ์สำคัญนี้เองที่ได้แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนจากพลเรือนทั่วไปมาเป็นนักต่อสู้

 

ในเวลานั้นข่าวนี้ทำให้เกิดความแตกตื่นไปทั่วทั้งเมืองสื่อเหยียน ความสามารถในการควบคุมการไหลเวียนพลังจากศูนย์พลังตั้งแต่อายุยังน้อย ๆ นั้นหาได้ยากมาก ไม่เพียงแต่ในเมืองสื่อเหยียนเท่านั้น แม้แต่ในอาณาจักรเถียนหวูทั้งหมดเองก็ด้วย

 

อย่างไรก็ตาม เย้อ โม่ได้ละทิ้งการฝึกฝนการต่อสู้ต่าง ๆ ไปเพื่อมาดูแลพ่อที่พิการด้วยความหวังที่ว่าพ่อของเขาจะสามารถฟื้นตัวกลับมาเป็นดั่งเดิมได้

 

หลังจากเย้อ โม่ได้เรียนรู้วิธีอ่าน เขาได้ผ่านไปยังห้องสมุดของตระกูลและค้นพบความเป็นไปได้ในการจะใช้หยวนจิมารักษาความพิการของเย้อชิ๋งและกู้พลังของเขากลับคืนมา แต่ถึงอย่างไรมันเป็นแค่เพียงความเป็นไปได้เท่านั้น ไม่มีอะไรมารับรองได้ว่ามันจะเป็นการกระทำที่สำเร็จ การเลิกฝึกเป็นเวลานานหลายปีเพื่อมาสนับสนุนความเป็นไปได้เพียงหนึ่งเดียวนั้นมีความเสี่ยงสูงเกินไป คนอื่น ๆ ส่วนใหญ่ไม่มีใครเต็มใจที่จะเสียสละในเรื่องนี้

 

เมื่อเย้อโม่ในวัย 10 ขวบสามารถควบคุมการไหลเวียนพลังจากศูนย์พลังได้ เขาก็เริ่มต้นภารกิจใช้หยวนจิจากศูนย์พลังของเขาเองมารักษาอาการอัมพาตของผู้เป็นพ่อที่กำลังบาดเจ็บ

 

เบื้องต้นเย้อชิ๋งปฏิเสธอย่างเด็ดขาดเกี่ยวกับการกระทำนี้ แต่เขาก็ไม่สามารถเอาชนะการโต้เถียงบุตรชายของตัวเองไปได้

 

แม้ศูนย์พลังจะถูกทำลายไปอย่างสมบูรณ์จนต้องกลายมาเป็นอัมพาต แต่ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมานี้เย้อชิ๋งสามารถฟื้นความรู้สึกบางอย่างได้จากทางแขนและขาของเขาอย่างน่าอัศจรรย์ ต้องขอบคุณความดื้อรั้นของเย้อ โม่ที่ไม่ยอมแพ้ไปเสียก่อน

 

นี่คือสิ่งที่พวกเขาเรียกกันว่าปาฏิหาริย์

 

สิ่งนี้เองที่ทำให้เย้อ โม่มีความหวังมากยิ่งขึ้น ความเชื่อที่ว่าวันหนึ่งพ่อของเขาจะฟื้นตัวได้อย่างสมบูรณ์และสามารถกลับมายืนได้ด้วยเท้าของตัวเองอีกครั้งก็เพิ่มมากขึ้น

 

ทุก ๆ วัน เย้อโม่จะซึมซับหยวนจิแห่งสวรรค์และโลกเพื่อนำมาดูแลเย้อชิ๋งให้กลับมามีสุขภาพดีตามเดิมอย่างช้า ๆ เหตุนี้เองที่เป็นผลให้การฝึกของเขาไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร

 

หากหยวนจิของเขาถูกนำมาใช้ไปกับความพยายามที่จะเปิดด่านประตูพลังตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา การเปิดด่านประตูพลังทั้งห้าของเขาจะไร้ซึ่งปัญหาแต่อย่างใด เย้อโม่อาจขึ้นไปถึงระดับ 2 หรือระดับ 3 แห่งอาณาบ่มเพาะลมปราณแล้วก็เป็นได้

 

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากขาดการฝึกฝนไปนาน ทำให้เขาต้องอดทนกับฉายา “ขยะ” ที่เลวร้ายมาโดยตลอด เขาจ้องทนทุกข์ทรมานจากการถูกกลั่นแกล้งโดยคนรอบข้างอยู่เสมอ ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเย้อ โม่ต้องระทมทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส

 

ทันใดนั้นเย้อชิ๋งก็พูดขึ้นมาว่า “โม่เออร์ ถ้าข้าจำไม่ผิดวันนี้คือวันทดสอบเปิดด่านประตูพลังไม่ใช่หรือ?”

 

“ข้าไปที่นั่นมาแล้วแต่ข้าล้มเหลว”

 

“โกหกข้าอีกแล้วงั้นรึ!”

 

“ถึงอย่างไรข้าก็ล้มเหลวอยู่ดีท่านพ่อ แทนที่จะไปเป็นตัวตลกที่นั่น สู้ข้าไม่ไปปรากฏตัวและใช้เวลาเหล่านั้นมารักษาร่างกายของท่านด้วยหยวนจิที่ข้าสะสมไว้จะดีกว่า”

 

เย้อโม่ส่งยิ้มให้กับผู้เป็นพ่อพร้อมเดินเข้าหาเขาอย่างช้า ๆ จากนั้นก็วางมือข้างหนึ่งไว้บนหน้าอกของเย้อ ชิ๋ง หยวนจิจากศูนย์พลังของเขากลายเป็นคลื่นพลังปั่นป่วนที่ค่อย ๆ ไหลรินลงสู่ร่างของเย้อ ชิ๋งไม่หยุดยั้ง

 

เมื่อมองใบหน้าที่ตั้งอกตั้งใจของเย้อโม่แล้วเย้อชิ๋งเลยทำได้แค่เพียงปิดตาลงอย่างช้า ๆ ตาม ศูนย์พลังของเขาค่อย ๆ ซึมซับหยวนจิที่เข้ามาในร่างกายของเขาอย่างกระตือรือร้น ไม่ช้าแก้มของเยอ ชิ๋งเริ่มเปล่งประกายกลับมามีสุขภาพดีอีกครั้ง

 

เขาต้องการกู้คืนพลังให้ได้โดยเร็วที่สุด เมื่อเขาฟื้นพลังเต็มที่ได้สำเร็จ เขาจะได้ตอบแทนความพยายามของบุตรชายของเขาได้เสียที

 

เมื่อรู้สึกว่าหยวนจิจากศูนย์พลังของเขาหมดลงไปอย่างรวดเร็วผิดปกติ เย้อโม่ก็ส่งเสียงไอและพูดขึ้นว่า “แปลก… ทำไมวันนี้หยวนจิถึงพร่องไปเร็วมากขนาดนี้กัน มันชักจะหมดลงเร็วขึ้น ๆ ทุกวันจนน่าประหลาดใจ!”

 

เย้อโม่ที่คอยสังเกตการรักษาร่างกายผู้เป็นพ่อมาตลอดรู้สึกได้ว่าอัตราการดูดซึมหยวนจิของเขาเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ

 

แคร่ก!

 

ในขณะที่เย้อโม่ยังคงสับสนวุ่นวายอยู่นั้น จู่ ๆ เตียงไม้ก็เกิดการแตกหักจนทำให้เย้อชิ๋งตกลงสู่พื้นเสียงดัง

 

“ท่านพ่อ! ท่านเป็นอะไรหรือไม่ขอรับ?!” เย้อโม่ถามด้วยความกังวล

 

“ไม่เป็นอะไรไร แต่…อยู่ให้ห่างจากข้าไว้ซะ!”

 

ดวงตาของเย้อชิ๋งยังคงปิดสนิทแต่เสียงของเขาอยู่ในระดับที่น่ากลัวมากทีเดียว ภายในห้องเล็ก ๆ เตียงไม้ที่เกิดการแตกหักยังคงสั่นไหวอย่างต่อเนื่องไม่หยุด

 

“ท่านพ่อ…ท่านเป็นอะไรไป?!” เย้อโม่ถามด้วยความกังวล เย้อชิ๋งตัวสั่นราวกับว่าเขาไม่สามารถควบคุมร่างกายตัวเองเอาไว้ได้อีกต่อไป

 

ใบหน้าของเย้อชิ๋งบิดเบี้ยวไปด้วยความเจ็บปวด แต่ภายใต้ใบหน้าที่บิดเบี้ยวนั้นกลับมีรอยยิ้มแปลก ๆ เผยออกมา การรักษาตลอด 5 ปีที่เขาได้รับมาจากเย้อโม่กำลังสัมฤทธิ์ผล เขาสามารถเริ่มกลับมาควบคุมการไหลเวียนจากศูนย์พลังของตัวเองได้อีกครั้ง

 

ในขณะที่เย้อชิ๋งพยายามควบคุมการไหลเวียนพลังภายในของตัวเองอยู่ ในทันใดนั้นเขาก็เริ่มดูน่ากลัวมากขึ้นเรื่อย ๆ

 

บู้ม!

 

ราวกับเสียงฟ้าร้องดังสนั่น ศูนย์พลังของเย้อชิ๋งพร้อมกับหน้าท้องถูกแยกออกจากกันด้วยแรงระเบิดจนเลือดสาดกระเซ็นไปทั่วใบหน้าของเย้อ โม่

 

เมื่อเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นเย้อโม่ได้แต่ยืนนิ่งและตกตะลึง เขายกมือขึ้นสัมผัสกับละอองเลือดที่เต็มไปทั่วใบหน้าของเขาอย่างไม่เข้าใจ

 

เย้อโม่รีบวิ่งไปหาเย้อชิ๋งด้วยดวงตาที่แดงก่ำพร้อมตะโกน “ท่านพ่อ!” ออกมาเสียงดัง

 

รอว์!

 

ทันใดนั้นเองเสียงครวญครางน่าสยดสยองก็ปรากฏขึ้น สัตว์เดรัจฉานหยวนหลีสีดำโผล่ขึ้นมาจากศูนย์พลังของเย้อชิ๋ง เจ้าสัตว์ร้ายที่ว่านี้มีลักษณะคล้ายกันกับเสือดำ มันมาพร้อมกับเขี้ยวยักษ์ทั้งสองข้างที่มุมปาก เป็นภาพที่ใครต่างก็ต้องหวาดกลัวเมื่อได้พบเจอ!

คะแนน 4.3
กรุณารอสักครู่...