ตอนที่แล้วราชันย์เร้นลับ 69 : เครื่องราง
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปราชันย์เร้นลับ 71 : ปรากฏการณ์เฉื่อยชา

ราชันย์เร้นลับ 70 : การมาถึงของ 2-049

 

    กร่อก กร่อก กร่อก

 

    ม้าเริ่มเร่งฝีเท้าออกจากสถานี ล้อใต้ห้องโดยสารหมุนเคลื่อนตัวตามไปติดๆ

 

    ไคลน์หวังจะตรวจสอบสีออร่าของเด็กสาวใบหน้ากลม แต่มิอาจบรรลุผลลัพธ์ที่ต้องการได้ เพราะคนจากสถานีดารารัตน์เดินสวนขึ้นห้องโดยสารจนบดบังการมองเห็น

    

    เมื่อผู้โดยสารขึ้นรถครบ ประตูห้องโดยสารจึงปิดสนิทและรถม้าแล่นออกไป 

 

    ถึงจะเห็นสีออร่าทะลุผ่านผนังรถม้า แต่ชายหนุ่มไม่สามารถแยกแยะได้ว่าออร่าสีไหนเป็นของใคร     

 

    มันส่ายศีรษะอย่างจนปัญญาพร้อมกับออกจากภาวะเนตรวิญญาณ ถึงจะไม่ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านนัก แต่หากมีคนกำลังเดือดร้อนก็ควรยื่นมือช่วยเหลือ

 

    ทว่าสถานการณ์ของเธอยังไม่แน่ชัด และตนไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขอะไรได้ มันควรรีบกลับไปจัดการธุระส่วนตัวที่บ้าน

 

    ปัจจุบันค่อนข้างมืด ท่ามกลางแสงจันทร์สีแดงสาดส่อง ไคลน์เดินผ่านถนนดารารัตน์ที่ยังเนืองแน่นด้วยผู้คน 

 

    เมื่อถึงบ้านโมเร็ตติ มันเปิดประตูเข้าไปพบเมลิสซ่านั่งก้มหน้าทำการบ้านภายใต้โคมไฟ

 

    เด็กสาวใช้ปากกัดด้ามปากกาหมึกซึมพลางขมวดคิ้ว คล้ายกับกำลังเค้นสมองขบคิดอย่างหนัก

 

    “เบ็นสันอยู่ไหน?”

 

    ไคลน์ถาม

 

    “อ๊ะ…”

 

    เมลิสซ่าเงยหน้าผงะ ก่อนจะได้สติกลับมาในอีกสองสามวินาที 

 

    “กำลังอาบน้ำ ได้ยินว่าวันนี้ต้องตระเวนเดินทางข้ามเขตทั้งวันจนเหงื่อชุ่มร่างกาย”

 

    “ขอบใจ”

 

    ไคลน์ยิ้ม ทันใดนั้น มันเหลือบเห็นเมลิสซ่ากำลังสวมชุดเดรสที่ตนไม่คุ้นเคย

 

    เดรสทั้งตัวถูกถักทอจากผ้าสีเบจ (น้ำตาลอ่อน) ชายกระโปรงถักลูกไม้เล็กๆ เข้ากับยุคสมัย คอเสื้อพับจีบบาง ส่วนอื่นๆ ก็ตามมาตรฐานชุดออกงานทางการของสุภาพสตรี ค่อนข้างเป็นที่นิยมสำหรับเด็กสาววัยสิบหกสิบเจ็ด

 

    “ชุดใหม่หรือ?”

 

    ไคลน์ถามอมยิ้ม มันดีใจที่เมลิสซ่ายอมฟังข้อเสนอของตนและเบ็นสัน

 

    เด็กสาวตอบห้วน

 

    “เพิ่งเอามาจากมาดามร็อชเชอร์ ในเมื่อต้องซักอยู่แล้ว เลยทดลองใส่ดูก่อน”

 

    ไคลน์ค่อนข้างประหลาดใจ

 

    “มาดามร็อชเชอร์?”

 

    เพื่อนบ้านเก่าสมัยยังอยู่ที่ถนนทางเขนเหล็กไม่ใช่หรือ?

 

    เมลิสซ่าพยักหน้าตอบเสียงขึงขัง

 

    “อันที่จริง มาดามร็อชเชอร์เป็นช่างตัดเย็บฝีมือดี เพียงแต่โชคร้ายไปหน่อย เธอไม่สามารถไล่ตามความฝันของตัวเองที่จะเปิดร้านขายชุด ทำได้เพียงรับซ่อมแซมชุดเก่าไปวันๆ ที่บ้าน ชีวิตค่อนข้างน่าสงสาร…

 

    “จากที่เคยคุยกัน ฉันทราบดีว่าฝีมือของเธอยอดเยี่ยม และการสั่งตัดโดยตรงจะทำให้ฉันได้ชุดไซส์พอดีตัว แถมราคายังถูกกว่าปรกติหลายเท่า 

 

    “เสื้อผ้าแบบนี้ ถ้าซื้อในห้างแฮร็อดส์ ราคาจะไม่ต่ำกว่าสามปอนด์ครึ่งแน่ แต่เธอเรียกเก็บเงินเพียงเก้าซูลเท่านั้น และยังใช้เวลาตัดชุดแค่สามวัน”

 

    ตระหนี่ฉิบ… น้องสาวที่น่ารัก พี่ทราบดีว่าเธอทำแบบนี้เพราะสงสารมาดามร็อชเชอร์ 

 

    ไคลน์มิได้ต่อว่าเมลิสซ่าที่เปลี่ยนแผนด้วยตัวเอง เพียงย้อนถามกลับด้วยรอยยิ้ม

 

    “แล้วเธอเคยไปแฮรอดส์มาเมื่อไร?”

 

    ห้างดังกล่าวตั้งอยู่บนถนนฮาเวิส ใกล้กับสโมสรพยากรณ์ ถือเป็นย่านจับจ่ายสำหรับชนชั้นกลาง

 

    “…”

 

    เมลิสซ่าพลันอึ้ง ก่อนจะได้สติกลับคืนในอีกหลายสิบวินาที

 

    “เป็นเพราะเซเลน่ากับอลิธาเบธขอร้องต่างหาก! พวกเธอคะยั้นคะยอให้ฉันไปเป็นเพื่อนให้ อันที่จริง ฉันชอบเฟืองกับน็อตมากกว่า และชอบที่ๆ มีเครื่องจักร…”

 

    “ไม่ได้ว่าอะไร ดีเสียอีก เป็นผู้หญิงทั้งทีต้องรู้จักเดินห้างบ้าง”

 

    ไคลน์กล่าวชม

 

    หลังจากพูดคุยเรื่องเปื่อยอีกสักพัก ชายหนุ่มเดินขึ้นไปอาบน้ำที่ชั้นสอง มันหวังขจัดกลิ่นอันไม่พึงประสงค์หลายชนิดที่ติดมาจากผับและตลาดมืด

 

    ขณะกำลังเดินกลับเข้าห้อง มันได้ยินเสียงฝีเท้าใครบางคนกำลังตรงมายังทางเดิน

 

    ไคลน์หยุดรอ สองสามวินาทีถัดมา มันเห็นเบ็นสันเปิดประตูออกมา หน้าผากพี่ชายคนโตบ้านโมเร็ตติเริ่มเถิกล้านขึ้นทุกวัน

 

    “เป็นยังไงบ้าง? นายชมเดรสของเมลิสซ่าไปหรือยัง?”

 

    เบ็นสันอมยิ้ม

 

    “ลืมสนิท… เราแค่คุยกันว่าเธอไปเอาเดรสตัวนั้นมาจากไหน”

 

    ไคลน์ครุ่นคิดก่อนตอบด้วยสีหน้าสำนึกผิด

 

    เบ็นสันส่ายศีรษะตำหนิ

 

    “นายมันพี่ชายไม่ได้ความ… หลังจากได้รับเดรสตัวนั้น เมลิสซ่าต้องการสวมมันมาก ทันทีที่ทานข้าวและล้างจานเสร็จ เธอรีบใส่อย่างมีความสุข ไม่ถอดจนกระทั่งตอนนี้…”

 

    “ก็แค่ลองใส่ไม่ใช่หรือไง? ก่อนที่เดรสตัวนั้นจะถูกซักและลงแป้งในตอนที่เธออาบน้ำ”

 

    ไคลน์ปฏิเสธทันควัน มันอ้างเหตุผลเดียวกับที่เมลิสซ่าบอกตน

 

    “ชิ…”

 

    เบ็นสันพ่นลมหายใจยาว

 

    “อากาศร้อนแบบนี้ แถมยังทำกับข้าวอยู่ในครัวนาน ไม่แปลกที่เมลิสซ่าจะอาบน้ำตั้งแต่ก่อนทำการบ้านแล้ว”

 

    นั่นก็จริง… ไคลน์พลันกระจ่างหลังจากได้ยินพี่ชายอธิบาย

 

    ทำตัวสมกับเป็นเมลิสซ่า… ไม่ใช่เรื่องผิดสักหน่อยหากเป็นคนรักสวยรักงาม นั่นยิ่งดีเสียอีก ไม่เห็นต้องอ้างนั่นนี่ให้พี่ชายตัวเองเข้าใจผิด

 

    มุมปากไคลน์กระตุกเล็กน้อย มันเดินเข้าห้องนอนพลางส่ายศีรษะ

 

    ขณะกำลังอาบน้ำอย่างสบายใจ ชายหนุ่มได้ยินเสียงใครบางคนเคาะประตูหน้าบ้านดังมาจากชั้นล่าง

 

    พนักงานเก็บค่าแก๊สจะมาเดือนละสองครั้งไม่ใช่หรือ?

 

    มาดามชาเดอร์ข้างบ้าน? ไม่ใช่แน่ หล่อนเป็นพวกรู้จักมารยาท ไม่มีทางเคาะประตูบ้านคนอื่นในยามวิกาล

 

    เมื่อหาคำตอบไม่ได้ ไคลน์รีบเช็ดตัวและแต่งกายด้วยชุดนอนเก่าที่สวมสบาย ก่อนจะเดินลงมาชั้นล่าง

 

    เมื่อกวาดสายตามอง ชายหนุ่มพบว่าไม่มีแขกมาเยือนแม้แต่คนเดียว     

 

    “เสียงใครเคาะประตู?”

 

    เบ็นสันกำลังอ่านหนังสือพิมพ์ มันเงยหน้าอธิบาย

 

    “บิช·เมาท์บัตเท่น หนึ่งในตำรวจสายตรวจที่คอยดูแลย่านกางเขตเหล็ก มันถามว่าพวกเราเคยเห็นเด็กชายวัยประมาณสิบแปดปี ใบหน้ากลมกลึงบ้างหรือไม่ แถมยังแนบรูปมาให้ดูด้วย น่าเสียดายที่เราสองคนไม่เคยพบ จึงอดรางวัลผู้แจ้งเบาะแส

 

    “แล้วนายล่ะ? เคยพบเด็กแบบนั้นไหม?”

 

    “ไม่เลย”

 

    ไคลน์ทราบทันทีว่าบิช·เมาท์บัตเท่นกำลังตามหาใคร

 

    นักกระตุ้น·ทริส ผู้ร้ายตามหมายจับที่หลบหนีจากผับมังกรชั่ว มันคงมุ่งหน้ามาแถวย่านถนนกางเข็นและดารารัตน์ ตำรวจสายตรวจจึงออกเคาะประตูถามทุกบ้าน

 

    เป็นเครื่องยืนยันได้ดีว่า แผนการลอบจับกุมตัวทริสที่ตลาดมืดล้มเหลว

 

    ไคลน์ไม่คิดเอาตัวไปเสี่ยง มันไม่เคยฝึกฝนต่อสู้มาก่อน ทักษะป้องกันตัวชนิดเดียวคืออาวุธปืน หากต้องเผชิญหน้ากับนักลอบสังหารที่ช่ำชอง เกรงว่าคงเป็นการไม่รักชีวิตเกินไป

 

    คืนนั้นทั้งคืน ไคลน์นอนหลับไม่เต็มอิ่ม เพราะกลัวว่านักกระตุ้น·ทริสจะลอบเข้าบ้านและก่อคดีสังหารหมู่

 

    เมื่อถึงเช้าวันถัดมา โชคดีที่ถนนดารารัตน์ไม่เกิดเหตุโศกนาฏกรรมใดขึ้น

 

    ไคลน์ตื่นนอนอย่างโล่งใจ มันรีบเปลี่ยนชุดทำงานและเดินทางไปยังถนนซุตแลนด้วยรถม้าสาธารณะ 

 

    เมื่อถึงที่ทำงาน ชายหนุ่มกล่าวทักทายสาวสวยโรแซนซึ่งประจำห้องรับแขก

 

    “อรุณสวัสดิ์ไคลน์”

 

    เธอตอบกลับร่าเริง จากนั้นก็หรี่เสียงลงเพื่อกระซิบกระซาบ

 

    “ฉับแอบได้ยินมาว่า ปฏิบัติการเมื่อคืนล้มเหลวล่ะ!”

 

    “ปฏิบัติการจับกุมนักกระตุ้น·ทริส?”

 

    “ใช่!”

 

    โรแซนพยักหน้าหนักแน่น เธอเหลือบมองฉากกั้นและกล่าวต่อ

 

    “สายข่าวของหน่วยทูตพิพากษาพบตัวหมอนั่นโดยบังเอิญแถวท่าเรือ… พวกเขาวางแผนเตรียมจับกุมอย่างระมัดระวัง ตำรวจและผู้วิเศษจำนวนมากถูกระดมพลในภารกิจ เป้าหมายของปฏิบัติการคือการลงมืออย่างเงียบเชียบและไม่ทำให้คนธรรมดาแตกตื่น

 

    “แต่เมื่อเริ่มยุทธการล้อมจับ คนร้ายมีสัมผัสเฉียบแหลมกว่าที่คิด ทันทีที่พบสิ่งปรกติ มันพุ่งฝ่าวงล้อมหน่วยผู้วิเศษของทูตพิพากษาออกมาอย่างน่าเหลือเชื่อ!”

 

    “ถ้ามีผู้วิเศษสายแกะรอยแบบผมอยู่ คงไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้แน่นอน”

 

    ไคลน์กล่าวติดตลก

 

    “ขณะถูกคนร้ายตีฝ่าวงล้อมหนี ที่นั่นมีก็เจ้าหน้าที่สายแกะรอยจำนวนมากอยู่ในเหตุการณ์”

 

    เสียงดันน์·สมิทดังแว่ว

 

    โรแซนเงยศีรษะด้วยใบหน้าตกตะลึงคล้ายเห็นผี ดันน์·สมิทยังคงสวมชุดกันลมสีดำตัวเก่ง มันยืนพิงฉากกั้นและใช้นัยน์ตาเทาจ้องมองโรแซนขึงขัง

 

    สาวผมน้ำตาลรีบยกมือสองข้างปิดปากพร้อมกับส่ายศีรษะหนักแน่นแสร้งไม่รู้ไม่ชี้

 

    ผ่านไปหลายวินาที ดันน์เบือนหน้ากลับมามองไคลน์และกล่าว

 

    “ในที่เกิดเหตุมีผู้วิเศษสายแกะรอยจำนวนทั้งสิ้นหกนาย มาจากหน่วยทูตพิพากษา จิตแห่งจักรกล รวมถึงเหยี่ยวราตรี พวกเขาร่วมมือค้นหาแหล่งกบดานทริสที่ได้รับบาดเจ็บ จนพบว่ามันมีบ้านชั่วคราวอยู่ที่ถนนกางเขนเหล็กสายล่าง แต่ร่อยรอยกลับสิ้นสุดลงที่จุดดังกล่าว…

 

    “เมื่อไปถึง พวกเราไม่พบเบาะแสใดเพิ่มเติม ปฏิบัติการค้นหาด้วยวิธีธรรมดาและวิธีผู้วิเศษล้วนไม่เป็นผล ประหนึ่งหมอนั่นระเหยกลายเป็นไอน้ำปะปนกับอากาศ”

 

    “คุณจะให้ผมช่วยทำนายไหม?”

 

    ไคลน์ถามหยั่งเชิง

 

    ดันน์ส่ายศีรษะ

 

    “หน่วยจิตแห่งจักรกลมีผู้ส่องความลับที่เก่งกาจไม่แพ้ลุงนีลล์ ผมสงสัยว่าอาจเป็นลำดับแปดด้วยซ้ำ แต่ทางเราไม่ทราบว่าโอสถลำดับแปดของเส้นทางผู้ส่องความลับชื่อว่าอะไร และมีพลังแบบไหน”

 

    “ชุมนุมสัมผัสวิญญาณเป็นองค์กรเก่าแก่ พวกมันคงมีลูกไม้สำหรับหลบหนีแพรวพราว”

 

    ไคลน์ให้ความเห็น

 

    … 

 

    ตลอดช่วงเช้า ไคลน์เข้าเรียนคาบวิชาเร้นลับกับลุงนีลล์ อ่านเอกสารโบราณ และฝึกฝนเทคนิคสำคัญของตนจนเชี่ยวชาญ กระทำซ้ำไปมาเพื่อมิให้เบื่อหน่าย

 

    เมื่อใกล้ถึงเวลาอาหารเที่ยง สมองไคลน์เริ่มเตลิดไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

 

    หลายนาทีถัดมา ชายหนุ่มวางเอกสารโบราณลงเนื่องจากกระเพาะเริ่มส่งเสียงประท้วง

 

    ทันใดนั้น ดันน์เดินเข้ามาในห้องทำงานรวมของเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือน มันกล่าวด้วยเสียงสุขุมค่อนไปทางเบา

 

    “ไคลน์ ตามผมมาที่ประตูยานิส ของวิเศษต้องห้ามรหัส 2-049 มาถึงแล้ว แผนปฏิบัติการจำเป็นต้องพึ่งพาความเชื่อมต่อระหว่างคุณกับสมุด”

 

    “…ครับผม”

 

    ไคลน์ลุกขึ้นยืน

 

    ความคิดในหัวเริ่มพุ่งพล่าน ชายหนุ่มพยายามจินตนาการรูปลักษณ์ของ 2-049 ที่ต้องเสียเวลาเบิกจากมุขมณฑลเบ็คลันด์

 

    ท่ามกลางบรรยากาศเงียบงันและตึงเครียด ชายหนุ่มเดินลงไปชั้นใต้ดินพร้อมกับดันน์

 

    เมื่อมาถึงสี่แยก ดันน์หยุดฝีเท้าและหันมาพูดกับไคลน์ด้วยน้ำเสียงขึงขัง ผิดวิสัยจากปรกติมาก

 

    “กระทำเช่นนี้ตามผม ห้ามหยุดเด็ดขาด ขอย้ำอีกครั้งว่าห้ามหยุด ทั้งหมดก็เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเอง!”

 

    ขณะกล่าว ดันน์·สมิทเหยียดแขนตรงและหดกลับ ทำซ้ำไปมาไม่หยุดพัก คล้ายคลึงกับท่า‘ยกดัมเบลลม’บนโลกเก่า

 

    ไคลน์ขมวดคิ้วขณะเห็นพฤติกรรมสุดประหลาดของหัวหน้า ก่อนจะฉุกคิดได้ในอีกหลายวินาทีถัดมา

 

    “เป็นวิธีรับมืออันตรายจากของวิเศษต้องห้ามใช่ไหมครับ?”

 

    “ถูกต้อง”

 

    ดันน์พยักหน้า แววตาของมันเอาจริงเอาจังชนิดที่ไคลน์ไม่เคยพบเจอ

 

    “การทำแบบนี้ก็เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีสิ่งผิดปรกติเกิดขึ้นกับคุณ ถ้าหากมี ทุกคนจะได้ช่วยเหลือทันท่วงที ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต”

 

    “เข้าใจแล้วครับ”

 

    ไคลน์ไม่ลังเลอีกต่อไป มันเริ่มยืดหดแขนยกดัมเบลลมไม่หยุดพัก

 

    “ถ้าเมื่อยให้เปลี่ยนข้าง แต่ห้ามหยุด”

 

    ดันน์เสริม

 

    รหัส 2-049 เป็นของวิเศษที่แปลกชะมัด… 

 

    การยกดัมเบลลมบัดซบนี่ช่วยอะไร? 

 

    ต้องเป็นภารกิจที่เต็มไปด้วยอันตรายแน่… คำถามมากมายผุดขึ้นในหัวไคลน์

 

    “เข้าใจแล้วครับ”

 

    แต่เมื่อประตูยานิสปรากฏเบื้องหน้า ชายหนุ่มเก็บงำคำถามทั้งหมดไว้ในใจ

 

    และบางที ด้วยสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลในปัจจุบันที่มีไม่มาก ตนคงหมดโอกาสรับรู้ข้อมูลลับของโบสถ์ 

    ทำได้เท่าที่ถูกออกคำสั่ง… 

 

    ไคลน์ถอนหายใจยาว มันเดินตามหัวหน้าดันน์เข้าไปในห้องผู้คุมหน้าประตูยานิส

 

▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬

ตอนฟรีลงทุกวันอังคาร – เสาร์

ติดตามผู้แปลได้ที่ : www.facebook.com/bjknovel/

คะแนน 4.3
กรุณารอสักครู่...