ตอนที่แล้วTZ2 รอยสักที่สมบูรณ์แบบ (3)
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปTZ3 พระสงค์ประหลาด (2)

 

“ปกติแล้วบ้านของคนทิเบต ต้องมีธงติดไว้แบบนั้นด้วยเหรอ” ฉีเยว่ชี้ไปบ้านเรือนที่ตั้งอยู่ห่างกันในทุ่งหญ้า

 

ฉุ่ยเยว่ตอบ “นั่นเรียกว่าพระสูตร คนทิเบตมักจะทำแบบนั้นเป็นเรื่องปกติ… บางบ้านมีน้ำจากภูเขาศักดิ์สิทธิ์ไว้บูชา บางบ้านมีรูปพระพุทธเจ้าแขวนอยู่บนผนัง… พระสูตรเป็นเหมือเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ มีด้วยกันทั้งหมด 5 สี… มี ฟ้า ขาว แดง เขียว และเหลือ แต่ละสีมีความหมายที่ต่างกันออกไป สีฟ้าคือท้องฟ้า สีขาวคือหิมะ สีแดงคือพระอาทิตย์หรือไฟ สีเขียวคือทุ่งหญ้า และสีเหลืองคือพื้นดิน… บนพระสูตรจะมีอักขระต่างๆสลักไว้ ชาวทิเบตเชื่อว่า ถ้าสายลมได้พัดพาพระสูตรอยู่ตลอดเวลา จะทำให้พวกเขาปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง”

 

ฉีเยว่ยิ้ม “ไหนบอกว่าเพิ่งมาเป็นครั้งแรก? ดูเหมือนเธอจะคุ้นเคยกับที่นี่มากเลยนะ”

 

ฉุ่ยเยว่ตอบ “ไม่หรอก พ่อของชั้นเคยมาที่นี่หลายครั้ง พ่อชอบเล่าเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับที่นี่ให้ฟังอยู่บ่อยๆ บางครั้งก็ชอบเอารูปให้ดู อย่างวิหารศักดิ์สิทธิ์โปตาลาก็ด้วย พ่อบอกว่าถ้าไม่เคยไปวิหารโปตาลา จะไม่มีวันรู้ว่าสาธารณะรัฐฮวั๋งของเราศิวิไลขนาดไหน”

 

“วิหารโปตาลาคือะไร?” ฉีเยว่ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน แต่จู่ๆเขากลับจินตนาการถึงวังสีทองขนาดใหญ่ที่เห็นในความฝัน ถึงจะมองเห็นไม่ชัดนัก แต่ก็ให้ความรู้สึกศักดิ์สิทธิ์

 

“วิหารโปตาลาตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเมืองลาซา เป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียง มีสถาปัตยกรรมที่ซับซ้อน ที่สร้างขึ้นจากรากฐานสถาปัตยกรรมของทิเบต… วิหารแห่งนั้นสร้างขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 7 ราชาแห่งทิเบต ‘ซ่งซานกานปู่’ ได้อภิเษกกับองค์หญิง ‘เวิ่นเฉิง’ แห่งตระกูลถัง จึงได้จัดสร้างวิหารแห่งนี้ขึ้นมาก วิหารแห่งนี้ตั้งอยู่ในระดับที่สูงกว่าน้ำทะเล 700 เมตร ในพื้นที่กว้างเทียบเท่ากับบ้าน 999 หลัง ตัววิหารตั้งอยู่บนเนินที่มีพื้นที่ 410,000 ตารามเมตร ตัวพื้นของวิหารมีพื้นที่ 130,000 ตารางเมตร วิหารหลักสูงถึง 115 เมตร หลังคาวิหารตกแต่งด้วยแผ่นทองดูยิ่งใหญ่สวยงาม เวลาที่วิหาต้องแสงอาทิตย์ จะเปล่งแสงสีทองเรืองรอง ทำให้ดูยิ่งใหญ่โอ่อ่ามาก”

 

เมื่อได้ฟังฉุ่ยเยว่อธิบาย ฉีเยว่สั่นสะท้าน โดยเฉพาะแสงสีทองเรืองรอง ยิ่งทำให้หัวใจฉีเยว่บีบรัด แม้การเดินทางมาธิเบตในครั้งนี้จะไร้จุดหมาย แต่ฉีเยว่ตัดสินใจว่าจะไปวิหารโปตาลาให้ได้สักครั้ง ถึงวังที่เห็นในฝันจะเป็นเพียงความฝัน แต่บางทีมันอาจจะมีอยู่จริงก็ได้

 

ฉุ่ยเยว่หันไปจ้องตาฉีเยว่แล้วยิ้ม “น่าเสียดายที่นายหลับไปนานจนพลาดโอกาสได้เห็นภูเขาคุนหลุนไป ทางตะวันออกของเขาคุนหลุนสวยมาก รถไฟเราก็ผ่านเส้นทางนั้นด้วย… ตอนนี้เรามาถึง ‘ภูเขาเนี่ยนชิงถางกู่ล่า’ แล้ว ที่นี่เป็นภูเขาที่สำคัญที่สุดของลาชา นายดูภูเขาตรงนั้นสูงๆที่ปกคลุมด้วยหิมะนั่นสิ ตำแหน่งที่เราอยู่ตอนนี้สูงมากๆ ทุ่งหญ้ากว้างๆพวกนั้นเรียกวานลานหญ้าพระเจ้า ภูเขาลูกนั้นได้ชื่อว่าเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ที่ตั้งอยู่ใจกลางทิเบต อยู่สูงจากพื้นดิน 7,117 เมตร ตัวภูเขาสูงถึง 4,700 เมตร… ถ้าผ่านยอดเขานั่นไป เราก็จะไปถึงเมืองลาชาแล้ว”

 

น้ำเสียงและสีหน้าของเธอดูงดงาม ราวกับผสานไปกับธรรมชาติของที่นี่

 

ฉีเยว่เงียบไม่พูดจา จ้องมองภูเขาหิมะที่งดงาม ตอนนี้ฉีเยว่ไม่ได้ฉุ่ยเยว่ ไม่ได้พูดจาเกี้ยวเธอเหมือนก่อน… ขณะที่เขากำลังจ้องมองภูเขาลูกนั้น จู่ๆเขาก็มีความรู้สึกบางอย่าง อย่างที่ไม่เป็นมาก่อน เป็นความรู้สึกเศร้าที่จากบ้านมา

 

เมื่อเวลาล่วงถึง 3 ทุ่ม รถไฟก็เดินทางมาถึงเมืองลาชา ฉีเยว่และฉุ่ยเยว่เดินออกมาจากรถไฟพร้อมกัน ทั้งสองเดินออกมาจากถึงบริเวณที่มีคนชูป้าย มีป้ายหนึ่งในนั้นเขียนชื่อของฉุ่ยเยว่เอาไว้

 

เธอหันกลับมามองฉีเยว่ “ชั้นว่าเราต้องลากันแล้วหล่ะ พ่อของชั้นมีเพื่อเป็นหมอในลาชา เขามารับชั้นแล้ว ชั้นจะฝึกงานอยู่ที่นี่จนถึงเดือนสิงหาแล้วกลับเมืองหลวง บางทีเราอาจได้เจอกันที่เมืองหลวงอีกครั้ง” ฉุ่ยเยว่พูด

 

มีพบก็ต้องมีจาก การที่จะได้อยู่ด้วยกันตลอดคงเป็นไปไม่ได้ ฉีเยว่ในตอนนี้ไม่ได้รู้สึกบ้ากามเหมือนก่อน ต่อให้จ้องมองหน้าอกใหญ่ๆของฉุ่ยเยว่ก็ไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไร เขารู้สึกนับถือเธอมากกว่า “ผมขอเบอร์คุณได้หรือเปล่า?”

 

ฉุ่ยเยว่ยิ้มกว้าง “ถ้ามีชะตาต้องกัน เราจะได้พบกันอีกครั้ง” เมื่อพูดจบ เธอก็ลากกระเป๋าใบใหญ่จากไป

 

ฉีเยว่ยังคงอยู่ที่เดิม เฝ้ามองป้ายที่เขียนชื่อฉุ่ยเยว่ เลือนหายไปกับผู้คน… นี่เราเป็นอะไรไป? หรือเราจะชอบเธอคนนั้นจริงๆ? ไม่… เป็นไปไม่ได้ เราแค่จีบเธอไปงั้นๆ

 

ฉีเยว่นำบุหรี่ในกระเป๋าออกมา คาบไว้ที่ปากเพื่อเตรียมจุดไฟ แต่ในขณะที่จุดไฟนั้น ไฟกลับไม่ติด ดูเหมือนอากาศที่นี่จะเบาบาง จนจุดไฟแช็กไม่ขึ้น

 

ฉีเยว่หยิบโทรศัพท์ออกมา แล้วกดโทรไปหาคนรู้จักในมือถือ

 

“เจ้าอ้วน ชั้นฉีเยว่เอง”

 

“ลูกพี่ ตอนนี้อยู่ที่ไหน” น้ำเสียงของเจ้าอ้วนดูประหลาดใจ

 

ฉีเยว่มองไปรอบๆก่อนลากกระเป๋าเดินพลางคุยพลาง “ตอนนี้ชั้นมาถึงงทิเบตแล้ว… สถานะการณ์ที่นั่นเป็นยังไงบ้าง? เสี่ยวหยีตายหรือยัง?”

 

เจ้าอ้วนฝืนยิ้ม “หมอนั่นเป็นแมลงสาบ พ่อชั้นส่งคนไปสืบอาการ รู้มาว่าสมองมันได้รับการกระทบกระเทือนเล็กน้อย ยังอยู่โรงพยาบาล มันบอกว่าไม่ปล่อยลูกพี่ไว้แน่… ลูกพี่หาที่ซ่อนตัวก่อน พอเรื่องซาแล้วค่อยกลับมา”

 

ฉีเยว่ผ่อนคลาย ในเมื่อเสี่ยวหยี่ไม่ตาย เรื่องราวก้ไม่ร้ายแรงมาก “ขอบคุณมาก… แล้วพ่อของนางเป็นยังไงบ้าง ท่านไม่ได้กดดันนายใช่มั้ย?”

 

เจ้าอ้วนตอบ “ไม่หรอก… ลูกพี่ก็รู้ว่าครอบครัวเสี่ยวหยี่ไม่ค่อยมีอำนาจ ในเมื่อพ่อบอกว่าจะจัดการเองผมก็วางใจ” เจ้าอ้วนไม่ได้บอกฉีเยว่ว่ามันถูกพ่อตำหนิอย่างรุนแรง และถูกสั่งให้ย้ายโรงเรียน หลังจากนี้คงไม่มีโอกาสได้พบกันอีก

 

“งั้นนายดูแลตัวเองดีๆนะ” ฉีเยว่วางโทรศัพท์ ถึงเขาและเจ้าอ้วนจะรู้จักกันแค่ไม่กี่ปี แต่ก็นับถือกันเหมือนพี่น้องจริงๆ สิ่งที่เจ้าอ้วนเสียสละให้ ฉีเยว่จะจดจำไปตลอดกาล

 

ตอนนี้จะไปไหนดี? เขายังไร้จุดหมาย ทิเบตคือสถานที่ลึกลับสำหรับฉีเยว่ ไม่มีผู้ใดให้้พึ่งพิง ไร้คนรู้จัก ทั้งยังไม่รู้เหนือใต้ ตอนนี้ฉีเยว่มีเงินตัวอยู่เพียงหมื่นคอลล่าห์

 

ตะวันตกดิน แสงไฟส่องเรืองรองงดงามภายในเมืองลาชา ฉีเยว่ตกตะลึงกับทิวทัศน์ใหม่ตรงหน้า แสงไฟประดับประดาบนถนนอย่างงดงาม ไกลออกไปมีหมอกสีทองระยิบ เหมือนกับสิ่งที่เขาเห็นในความฝัน

 

ที่นั่นคือที่ไหน? หลังจากสอบถามผู้คน ก็ได้คำตอบว่า ที่นั่นคือสถานที่ลึกลับและศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของทิเบต วิหารโปตาลา… แสงสีที่วิหารเปล่งออกมาในยามค่ำคืนแบบนี้ ทำให้ดูลึกลับพิศวง

 

เมื่อจ้องมองวิหารโปตาลา ฉีเยว่รู้สึกราวกับได้ยินเสียงหา แววตาเริ่มเหม่อลอย ร่างกายสูญเสียการควบคุม… ฉีเยว่ตรงไปยังถนน โบกเรียกรถแท็กซี่มุ่งตรงไปยังวิหารโปตาลา

 

หากได้ขึ้นไปยืนอยู่บนวิหารโปตาลา จ้องมองมายังเบื้องล่าง จะรู้สึกราวกับว่าตนเองยืนอยู่ในวิหารสูงสุดของโลก… เมื่อฉีเยว่มาถึงวิหาร เสียงเรียกที่ดังในหัวของเขาก็หายไป แต่วังที่งดงามเหมือนครั้งที่เห็นในความฝันปรากฏขึ้นอีกครั้ง ราวกับสถานที่แห่งนั้นมีตัวตนอยู่จริง

 

“สวยมากใช่มั้ยหล่ะ?” เสียงดังขึ้นไม่ห่างจากฉีเยว่มาก น้ำเสียงนั้นดูเปี่ยมไปด้วยความเมตา ฉีเยว่รับรู้ได้แต่ไม่เข้าใจ…

คะแนน 3.0
กรุณารอสักครู่...