ตอนที่แล้วเทพราชันเก้าตะวัน ตอนที่ 0013
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปเทพราชันเก้าตะวัน ตอนที่ 0015

เทพราชันเก้าตะวัน ตอนที่ 0014


ตอนที่ 14 : สำเร็จเคล็ดวิชาขั้นกลาง

 

“อาจารย์ขอรับ การแข่งนี้สำคัญหรือ? หากไม่สำคัญ พวกเราก็อย่าเก็บมันมาใส่ใจเลย!” ฉินหยุนพยายามปลอบหยางฉีเย่ว์

“การประลองห้องเรียนไม่เพียงแค่เรื่องชนะหรือแพ้ มันยังเป็นการตัดสินถึงทรัพยากรของห้องเรียนในภาคเรียนนี้ด้วย หากเจ้าแพ้ เจ้าก็จะไม่ได้รับทรัพยากรใดเลย หากเจ้าชนะ เจ้าจะได้รับส่วนแบ่งทางทรัพยากรที่มากขึ้นและมากขึ้นตามลำดับ” หยางฉีเย่ว์กล่าว “หากเจ้าไม่มีทรัพยากรใด แบบนั้นภาคเรียนนี้ก็คงมีแต่ความยากลำบากแล้ว”

“เรื่องนี้...” หางตาของฉินหยุนกระตุก ชัดเจนว่านี่เป็นการประลองคุ้มเสี่ยงชีวิตแล้ว เขาเอ่ยถาม “อาจารย์ ทรัพยากรเหล่านั้นประกอบด้วยอะไรบ้าง?”

“20,000 เหรียญผลึก และเม็ดยาวิญญาณระดับกลางสองเม็ด และยังมีเม็ดยาก่อลมหายใจ’ ซึ่งก็จะมีการจัดสรรตามดุลยพินิจของห้องเรียน นอกจากนี้ยังมีตำราวิชายุทธ์ระดับสูง นักเรียนทุกคนในชั้นสามารถเรียนรู้มันได้ หากเจ้าชนะในรอบที่สองขึ้นไป ส่วนแบ่งที่ได้ก็จะเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวหนึ่ง”

เมื่อฉินหยุนได้รายละเอียดทรัพยากรที่สมควรได้รับจากหยางฉีเย่ว์ เขาถึงกับสบถก่นด่าสาปแช่งจักรพรรดินีผู้โฉดชั่วภายในใจ

ตัวจักรพรรดินีสมควรรู้กฎข้อนี้ เพราะแบบนั้นนางถึงได้ดำเนินการกดดันให้นักเรียนคนอื่นโยกย้ายห้องเรียน ผลลัพธ์ที่ได้ ห้องเก้าเหลือนักเรียนเพียงหนึ่ง เมื่อเป็นเช่นนี้พวกเขาก็คงเลี่ยงความพ่ายแพ้ในการต่อสู้ไม่ได้แล้ว

บรรดานักเรียนชั้นปีสูงกว่าพบว่าเรื่องราวน่าสนุกสนานยิ่งขึ้นหลังได้เห็นสีหน้าลำบากใจของฉินหยุน

“ห้องเก้ามีสภาพแบบนี้คงยากกอบกู้แล้ว ก็มีคนเหลือแค่คนเดียวนี่นะ”

“เป็นฉินหยุนยั่วยุจักรพรรดินีเอง ต้องบอกเลยว่าครั้งนี้จักรพรรดินีเดินหมากได้ปราดเปรื่องมาก ฉินหยุนคงไม่มีทางได้รับทรัพยากรในภาคเรียนนี้แล้ว”

“ถ้าไม่มีทรัพยากรเพื่อฝึกฝนก็ไม่มีความก้าวหน้า ภาคเรียนหน้าก็คงไม่ต่างกัน หากไม่ใช่เพราะเป็นนักเรียนของฮัวหลิง จักรพรรดินีคงเข้ามาจัดการด้วยตัวเองไปแล้วแน่”

“ฮ่าฮ่า ห้องเก้านี่น่าเวทนาชะมัด สงสัยจริงว่าคราวนี้อาจารย์หยางจะคิดเห็นยังไง”

นักเรียนชั้นปีอื่นต่างยืนอยู่รอบนอก พวกเขายินดีที่ได้เห็นเรื่องสนุก ต่างพูดคุยและหัวเราะกันอย่างออกรส

“เพราะสถานการณ์พิเศษของปีนี้ จึงมีหนึ่งห้องเรียนที่มีนักเรียนเพียงหนึ่ง เพื่อให้เกิดความยุติธรรมสูงสุด กฎจึงเปลี่ยนจากการแข่งทั้งห้องเรียนเป็นการต่อสู้เดี่ยว ปีนี้การประลองกลุ่มจะเป็นสองการประลองเดี่ยว!”

ชั่วขณะที่ผู้อำนวยการจางกล่าวคำนี้ออก ฉินหยุนถึงกับพบว่ายังพอมีความหวังอยู่

การประลองต่อสู้ของเด็กใหม่ครั้งนี้ถึงกับยกเลิกการประลองกลุ่ม!

ผู้คนรวมทั้งหยางฉีเย่ว์ถึงกับตื่นตกใจกับสิ่งที่ได้รับฟังอยู่ตอนนี้เช่นกัน!

“สถาบันยุทธ์ฮัวหลิงไม่อนุญาตให้ผู้คนก่อปัญหาในทางลับอย่างเด็ดขาด กฎคือของตาย แต่คนคือของเป็น หากมีสถานการณ์พิเศษเช่นนี้เกิดขึ้นย่อมมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้เช่นกัน” ผู้อำนวยการจางกล่าวเย็นเยือก เขาไม่พอใจมากที่จักรพรรดินีเข้าแทรกแซงกิจการ

“แต่ถึงแบบนั้นห้องเก้าก็ไม่ใช่ว่าจะมีโอกาสชนะ! แม้ฉินหยุนจัดการฉินเทียนอี้ที่พระราชวังหลวงได้ แต่หมอนั่นก็โดนข้าราชบริพารเฒ่าคนนั้นทำบาดเจ็บไปไม่ใช่น้อย อาการบาดเจ็บภายในไม่มีทางหายได้ง่าย”

“ห้องอื่นก็มีนักเรียนพรสวรรค์เยี่ยมกระจายตัวกันอยู่ ถึงกับมีคนที่ได้วิญญาณยุทธ์ในตำนาน แถมยังมีเส้นวิญญาณสี่ตะวันกับห้าตะวันด้วย เรียกได้ว่างานนี้ไม่หมู ฉินหยุนเองก็บาดเจ็บอยู่ ไม่น่าสู้พวกนั้นได้แน่”

“ต่อให้ฉินหยุนชนะสักครั้งหนึ่ง อีกครั้งก็คงยืนหยัดไม่ไหวแล้ว อย่างดีที่สุดคือชนะได้แค่เพียงรอบเดียว”

เมื่อหยางฉีเย่ว์ได้ยินเรื่องที่ฝูงชนสนทนากัน นางจึงหันไปพูดคุยกับฉินหยุนเสียงเบา “อย่าได้เศร้าใจไป ต่อให้พวกเราไม่ได้เข้าร่วมการประลองนี้ ก็ยังมีวิธีอื่นสามารถได้รับทรัพยากร”

แต่ฉินหยุนอยากชนะอย่างน้อยก็สักรอบเพื่อให้ได้อะไรติดไม้ติดมือมาบ้าง!

สำหรับเขา การประลองสองรอบไม่ใช่เรื่องง่าย ห้องเรียนอื่นมีนักเรียนหลายคน เขาลำพังเพียงคนเดียวต้องรับมือสองศึก นี่ไม่ต่างอะไรกับโดนรุม

“อาจารย์ พลังธาตุของข้ากำลังโคจรอยู่ อาการบาดเจ็บดีขึ้นมากแล้ว ข้าอยากสู้!” ฉินหยุนกล่าวตอบหยางฉีเย่ว์เสียงเบา

เพื่อทรัพยากรการฝึกฝน เพื่อเกียรติยศของห้องเรียนและหยางฉีเย่ว์ เขาต้องลุกขึ้นยืนหยัด เขาต้องไม่ท้อถอย

“จริงหรือ? งั้นก็รีบโคจรพลังและทำให้มันสั่นกระเพื่อม!” หยางฉีเย่ว์ต้องการยืนยันเรื่องนี้ นางเร่งรีบคว้าข้อมือของฉินหยุนเป็นการยืนยัน

ฉินหยุนสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนหลับตาลง โคจรวิชาหยางสีดำ พลังธาตุของเขากำลังสั่นกระเพื่อม

อย่างรวดเร็ว หยางฉีเย่ว์สัมผัสได้ว่าพลังธาตุภายในของฉินหยุนกำลังสั่นกระเพื่อม สิ่งที่ทำให้นางแตกตื่นยิ่งกว่าคือพลังธาตุนี้กระเพื่อมรุนแรงมาก หากเป็นเช่นนี้จะเรียกว่ากระเพื่อมไม่ได้แล้ว แต่นี่คือแรงสั่นรุนแรง!

นางมอบวิชาหยางสีดำแก่ฉินหยุน นางรู้จักวิชาหยางสีดำเป็นอย่างดี อย่างน้อยมันก็ต้องใช้เวลาสักสิบวันกว่าจะถึงขั้นต้นของวิชา

แต่แล้วฉินหยุนตอนนี้ไม่เพียงแค่อยู่ระหว่างการเริ่มต้น แต่กลับเป็นขั้นต้นของการฝึกฝนวิชานี้แล้ว!

เวลาทั้งหมดที่เขาใช้เพียงแค่คืนเดียวเท่านั้น!

ความคืบหน้าการฝึกฝนเคล็ดวิชาแบ่งออกเป็นห้าระดับ ขั้นต้น ขั้นกลาง ขั้นสูง สมบูรณ์ และสมบูรณ์แบบ

หยางฉีเย่ว์สะกดความแตกตื่นไว้ภายในใจขณะกล่าวกับฉินหยุนอย่างจริงจัง “เช่นนั้นเจ้าจงสู้! แต่จำเอาไว้ให้ดีว่าอย่าผลักดันตัวเองจนเกินไป หากเจ้าบาดเจ็บที่วิญญาณก็เท่ากับจบสิ้น มันจะส่งผลกระทบรุนแรงต่ออนาคตได้”

จุดประสงค์ของการประลองเด็กใหม่ครั้งนี้ก็เพื่อให้เด็กใหม่รับรู้ถึงความโหดเหี้ยมของการประลอง

ความพ่ายแพ้ที่นี่ไม่ใช่แค่ไม่ได้รับทรัพยากร หากเขาพ่ายแพ้ที่นี่ก็เทียบเท่ากับพ่ายแพ้ไปทั้งชีวิต

หลังจับคู่แบ่งสายกันเสร็จเรียบร้อย หยางฉีเย่ว์จับได้ห้องเจ็ด คู่ประลองของห้องเก้าก็คือห้องเจ็ด!

แพ้ครั้งหนึ่งถูกคัดออก ท้ายที่สุดจะมีเพียงสี่ทีมได้รับชัยชนะ การแบ่งสายเช่นนี้นับว่าโหดเหี้ยมไม่น้อย

ชนะการประลองได้ผลลัพธ์เป็นทรัพยากร ในเมื่อของล่อลวงดี ก็นำพามาซึ่งความเสี่ยงครั้งใหญ่ ตราบเท่าที่แพ้แม้สักครั้ง เขาจะต้องสูญเสียทรัพยากรทั้งหมด นี่คือความโหดเหี้ยมของโลกภายนอก!

“ก็เป็นเช่นนี้ เริ่มคัดเลือกตัวแทนจากแต่ละห้องเรียนกันได้!” ผู้อำนวยการจางประกาศเสียงดังก้อง

สำหรับห้องเรียนของหยางฉีเย่ว์นั้นพิธีการตรงนี้ไม่จำเป็น เพราะนางมีเพียงฉินหยุนที่เป็นนักเรียน

ไม่ช้าห้องอื่นก็เลือกตัวแทนสำหรับรอบแรกกันได้

บุคคลที่ได้ต่อสู้กับฉินหยุนคือเยี่ยนจงหมิงที่ย้ายไปอยู่ห้องเจ็ด เขาคือผู้ครอบครองเส้นวิญญาณสี่ตะวัน อีกทั้งยังมีวิญญาณยุทธ์ไฟระดับทอง

“เยี่ยนจงหมิงคือหลานชายของแม่ทัพใหญ่เยี่ยน ย้อนกลับไปตอนนั้น ตาเฒ่านั่นก็มีส่วนร่วมในการแยกเส้นวิญญาณเราเช่นกัน” ฉินหยุนนึกย้อนเรื่องราวภายในใจ

“จดจำสิ่งที่ข้าบอกไปเมื่อครู่ด้วย” หยางฉีเย่ว์เอ่ยเตือนเขาอีกครั้ง ฉินหยุนตอนนี้เป็นนักเรียนเพียงคนเดียว นางต้องการให้มั่นใจว่าจะไม่เกิดเรื่องอันใดขึ้น

การประลองนัดนี้แทบไม่มีผู้ใดคิดเป็นอื่น ผู้ชมต่างมองว่าคู่นี้เยี่ยนจงหมิงเป็นฝ่ายเหนือกว่าอย่างชัดเจน

“เยี่ยนจงหมิง หลานชายของแม่ทัพ ตั้งแต่ยังเยาว์ได้รับการชี้แนะวิชายุทธ์ดีเยี่ยมเสมอมา พละกำลังต้องเกินกว่าใครคาดคิดแน่”

“แหงอยู่แล้ว! ทางด้านฉินหยุนก็แค่คนพิการตั้งแต่อายุสิบปี แถมยังเว้นว่างบนเส้นทางนี้ไปถึงห้าปีด้วยกัน ที่เอาชนะฉินเทียนอี้ไปได้ก็เพราะโชคดีแค่นั้นแหละ”

ฉินหยุนขณะเดินขึ้นบนลานประลองก็เริ่มได้ยินน้ำเสียงถากถางตนไม่ขาดปาก เขาทำได้เพียงกำหมัดแน่น การเหยียดหยามและเย้ยหยันเหล่านี้เป็นเขาอดทนต่อพวกมันมาแล้วทั้งสิ้นห้าปีจนกระทั่งเป็นเขาในวันนี้ เขาจะแสดงผลลัพธ์ของการฝึกให้พวกมันได้เห็นเอง!

“ฉินหยุนจงคุกเข่าเสีย! ขออภัยต่อจักรพรรดินีตอนนี้ยังไม่สายเกินไป!” ยามเมื่อเยี่ยนจงหมิงเห็นฉินหยุนขึ้นมาบนลานประลอง เขาจึงใช้น้ำเสียงเชิงออกคำสั่งตะคอกใส่ฉินหยุนโดยทันที “ตราบเท่าที่เจ้ายอมรับความผิด ข้าจะปราณีมีเมตตาให้!”

“พูดจาใหญ่โตเสียจริงนะ! พระบิดาข้ายังไม่เคยให้ข้าต้องคุกเข่าโค้งกายแก่ผู้ใด เจ้านั้นเล่ากล้าดียังไงกล่าววาจาสาวหาวถึงขนาดนี้? ปู่ของเจ้าเป็นแม่ทัพที่ภักดีต่อจักรวรรดิเทียนฉินหรืออะไรกันแน่?” ฉินหยุนเอ่ยถามพร้อมน้ำเสียงเหยียดหยัน “ปู่ของเจ้านั้นตอนนี้กลายเป็นแค่สุนัขเลียเท้าจักรพรรดินี เจ้านั้นยังมีหน้ามาภาคภูมิทั้งที่เป็นหลานชายสุนัขเลียเท้าผู้นั้นอีกหรือ?”

ผู้ชมรอบบริเวณต่างหัวเราะกันเสียงเบา ถ้อยคำเหล่านี้ทำเอาเยี่ยนจงหมิงกราดเกรี้ยวและคำรามลั่น “ปู่ข้าไม่ใช่ผู้ที่คนพิการเช่นเจ้าจะมาเหยียดหยามได้!”

นิ้วทั้งสามของเขาพลันเหยียดออกให้เห็น น้ำเสียงเย็นเยือกเปี่ยมไปด้วยความดูถูกอย่างถึงที่สุด “สามกระบวนท่า! ข้าจะใช้เพียงสามกระบวนท่าทำให้เจ้าพิการจนเดินไม่ได้!”

“ห้องเจ็ดและห้องเก้า เริ่มได้!” ผู้อาวุโสกรรมการตะโกนดังลั่น

เยี่ยนจงหมิงที่กราดเกรี้ยวพุ่งเข้าหาฉินหยุนประหนึ่งลูกธนูถูกยิงออกจากคันศร ฝีเท้านั้นเบามากจึงทำให้เร็วยิ่ง

“ก้าวหงส์อมตะโรยรา! เคล็ดวิชาท่าเท้าระดับสูง เยี่ยนจงหมิงถึงกับเรียนรู้มันได้ น่าประทับใจนัก”

“ก้าวหงส์อมตะโรยรา ช่างเป็นวิชายุทธ์ที่เยี่ยมนัก!”

เหล่าเด็กใหม่นั้นเพิ่งปลุกวิญญาณยุทธ์กันเมื่อวาน ดังนั้นจึงยังไม่มีใครมีเวลาพอไปเรียนรู้วิธีใช้พลังภายใน ด้วยเหตุนี้ในการประลองระหว่างห้องเรียนจึงเป็นการทดสอบเด็กใหม่ถึงสิ่งที่เรียนรู้มาตลอดตั้งแต่ยังเยาว์ รวมถึงวิชายุทธ์พื้นฐานของแต่ละตระกูลที่ถ่ายทอดส่งต่อมากันด้วย

5 1 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด