ตอนที่แล้วราชันย์เร้นลับ 48 : เฮเนส·วินเซนต์
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปราชันย์เร้นลับ 50 :  วิธีชำระหนี้ของลุงนีลล์

ราชันย์เร้นลับ 49 : ศาสตร์ทำนาย

 

   ในฐานะนักทำนายที่เพิ่งย่างกรายเข้าสู่โลกแห่งศาสตร์เร้นลับ ไคลน์ไม่กล้าอวดโอ่ว่าตนบรรลุศาตร์ทุกแขนงอย่างแจ่มแจ้ง แต่มันก็มิได้ดูถูกตัวเองด้วยการถ่อมตนว่าปราศจากความรู้เช่นกัน

 

   มีหลายสิ่งที่มันทราบในเชิงลึก โดยเฉพาะศาสตร์การทำนายหลักที่ถูกแบ่งออกเป็นสามแขนงย่อย แต่ละแขนงจะถูกแบ่งด้วย‘แหล่งที่มา’ของ‘คำบอกใบ้’

 

   ศาสตร์แขนงแรกประกอบด้วยไพ่ทาโร่ต์ ไพ่โปกเกอร์ ลูกตุ้มวิญญาณ แท่งวิญญาณ ความฝัน และอื่นๆ ที่คล้ายคลึงกัน

 

   หมวดหมู่นี้จะอาศัย‘พลังวิญญาณ’ของผู้ทำนายในการติดต่อสื่อสารกับโลกวิญญาณเพื่อขอ‘คำบอกใบ้’ จากนั้น ผู้ทำนายต้องตีความหาข้อสรุปเอาเอง

 

   สำหรับเทคนิค‘ลูกตุ้มวิญญาณ’และ‘แท่งวิญญาณ’จะแตกต่างจากที่เหลือเล็กน้อย เพราะจำเป็นต้องใช้‘พลังวิญญาณ’ของผู้ทำนายในระดับสูง คงเป็นการยากที่บุคคลซึ่งไม่ใช่ผู้วิเศษจะทำนายด้วยสองวิธีดังกล่าวสำเร็จ

 

   ส่วนไพ่ทาโร่ต์ถือเป็นวิธียอดนิยมที่บุคคลทั่วไปสามารถ‘ร้องขอ’คำบอกใบ้จากโลกวิญญาณได้อย่างคร่าว แต่คำตอบจะมาในเชิง‘สัญลักษณ์ไพ่’ ซึ่งค่อนข้างคลุมเครือและไม่ละเอียด

 

   แขนงที่สองประกอบด้วยศาสตร์เลขมงคลและโหราศาสตร์ รวมถึงเทคนิคอื่นที่มีรูปแบบคล้ายคลึงกัน

 

   ผู้ทำนายต้องได้รับข้อมูลจากผู้ถูกทำนายโดยละเอียดเพื่อให้การทำนายเป็นไปอย่างแม่นยำ ข้อมูลประกอบด้วย วัน เดือน ปีที่เกิด ช่วงเวลาเกิด ตำแหน่งของดวงดาว จากนั้นจะนำมาคำนวณตามหลักเพื่อให้ได้ผลลัพธ์

 

   ข้อเสียของศาสตร์แขนงนี้คือ ผู้ทำนายจะต้องได้รับข้อมูลที่มากพอ เพราะข้อมูลทั้งหมดมาจากฝั่งลูกค้า มิใช่ตัวหมอดู

 

   ส่วนข้อดีก็คือ ไม่ต้องเป็นผู้วิเศษก็สามารถดูดวงด้วยศาสตร์แขนงที่สองได้

 

   มาถึงแขนงที่สาม ผู้ทำนายจะอาศัยพลังลึกลับเป็น‘แหล่งที่มา’ของคำนำนาย โดยพลังหรือตัวตนดังกล่าวมิได้มาจากโลกวิญญาณ

 

   ‘ผีถ้วยแก้ว’ที่ไคลน์คุ้นเคยจากโลกเก่าถูกจัดให้อยู่ในหมวดหมู่นี้ ตามปรกติแล้ว คนธรรมดาจะไม่มีพลังวิญญาณมากพอในการติดต่อสื่อสารกับ‘วิญญาณร้าย’หรือสิ่งมีชีวิตเร้นลับที่คล้ายคลึงกัน แต่ในบางครั้งสามารถทำได้ เพราะวิญญาณร้ายดังกล่าวปรารถนาจะล่อลวงมนุษย์ด้วยเจตนาชั่ว

 

   จุดจบของการทำนายลักษณะนี้ไม่เคยสวยงาม ถ้าไม่เกิดโศกนาฏกรรม ผู้ทำนายก็เสียสติไปตลอดชีวิต

 

   เทคนิคทำนายด้วยกระจกวิเศษที่เฮเนส·วินเซนต์กล่าวถึง ถูกจัดอยู่ในแขนงที่สาม กระจกวิเศษจะทำหน้าที่เป็นประตูติดต่อกับมิติเร้นลับ คล้ายคลึงกับการใช้‘วิญญาณดารา’ติดต่อกับโลกวิญญาณ

 

   แต่มิติเร้นลับในทีนี้ไม่ปลอดภัย เนื่องจากไม่ทราบปลายทาง ไม่ทราบดีชั่ว ขึ้นอยู่กับคาถาที่ท่องระหว่างประกอบพิธีกรรม

 

   ชายหนุ่มตัดสินใจหยุดยืนฟังอยู่หน้าห้อง มันต้องการทราบว่าหมอดูชื่อดังแห่งทิงเก็นจะอธิบายเทคนิคอันตรายในทิศทางใด

 

   หากจำเป็น ไคลน์จะแจ้งให้ดันน์·สมิททราบ เพื่อจะได้ลอบเข้าจู่โจมเฮเนส·วินเซนต์ในฝันยามค่ำคืน  

 

   แน่นอน เทคนิคกระจกวิเศษสามารถนำไปใช้ในทางที่ดีได้ โดยการท่องคาถาอ้างอิงถึงหนึ่งใน‘เจ็ดเทพประจำโบสถ์หลัก’เพื่อขอรับคำบอกใบ้

 

   คนทั่วไปที่พลังวิญญาณอ่อนมักไม่ได้รับ‘คำบอกใบ้’ตอบกลับมา แต่อย่างน้อยก็เป็นพิธีกรรมที่ปลอดภัย

   

   ถึงอย่างนั้น เทคนิคทำนายด้วยกระจกวิญญาณก็ยังเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับเหยี่ยวราตรีและทูตพิพากษา

 

   สาเหตุเพราะ วิธีนี้มักถูกใช้โดยองค์กรลับเพื่อขอคำบอกใบ้จาก‘เทพนอกรีต’ที่พวกมันศรัทธา รวมถึงตัวตนชั่วร้ายมากมายที่ไม่มีทางระบุครบ

 

   การทำนายด้วยกระจกวิเศษมีความเสี่ยงสูงมาก หากกล่าวคาถาผิดแม้แต่พยางค์เดียว ตัวตนปริศนาจะเข้าครอบงำจิตใจผู้ทำนายทันที

 

   ในโลกที่มีพลังวิเศษและเหล่าเทพมากมาย พิธีกรรมทำนายต้องห้ามมักนำพาความหายนะมาสู่ผู้ประกอบพิธีเสมอ

 

   ไคลน์นึกสงสัยมาตลอดว่า บางทีตน เวิร์ช และนาย่าอาจประกอบ‘พิธีกรรมมืด’ตามที่เขียนไว้ในสมุดบันทึกตระกูลอันทีโกนัสจนชีวิตต้องถึงจุดจบ

 

   ขณะเดียวกัน เฮเนสยังคงอธิบายหลักการทำนายด้วยกระจกวิเศษแก่ผู้ฟังบรรยายทั้งห้าคนภายในห้องอย่างละเอียด

 

   “ประการแรก พวกคุณต้องเลือกวันเวลาให้เหมาะสมกับเทพองค์ที่ศรัทธา สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากคู่มือโหราศาสตร์

 

   “ตัวอย่างเช่น หากเป็นผู้ศรัทธาเทพธิดารัตติกาล วันอาทิตย์คือสัญลักษณ์แห่งเทพธิดา และยังเป็นสัญลักษณ์แทนการพักผ่อนด้วย ช่วงเวลาที่ดีคือระหว่างตีสองถึงตีสาม เก้าโมงถึงสิบโมง สี่โมงเย็นถึงห้าโมงเย็น และห้าทุ่มถึงเที่ยงคืน นี่คือช่วงเวลาที่เทพธิดาสำแดงพลังอย่างเต็มที่ สาวกโบสถ์รัตติกาลควรใช้ช่วงเวลาเหล่านี้ในการประกอบพิธีกรรม”

 

   เป็นคำแนะนำที่ค่อนข้างถูกต้อง…

 

   ไคลน์ที่ใช้ประตูทางเข้าห้องประชุมเป็นกำบัง มันพยักหน้ากับตัวเองเล็กน้อย

 

   ดูเหมือนเรื่องที่แต่ละโบสถ์คอยระแวงซึ่งกันและกันจะเป็นความจริง เห็นได้จากการมีข้อมูลที่ละเอียดของเทพแต่ละองค์ถูกเขียนไว้ใน‘คู่มือโหราศาสตร์’ที่เฮเนสกล่าวถึง

 

   แต่แน่นอนว่า ไม่มีเรื่องเกี่ยวกับโอสถหรือผู้วิเศษถูกบันทึกไว้ คนธรรมดาอ่านไปก็ไม่พบข้อมูลที่โบสถ์พยายามเก็บงำเป็นความลับ

 

   “ถัดมาเป็นการทำความสะอาดกระจกอย่างระมัดระวัง กระจกเงาที่ใช้ต้องเคลือบด้วยโลหะเงินเท่านั้น และถ้าต้องการร่ายคาถาโดยเอ่ยพระนามเทพธิดารัตติกาล ตำแหน่งที่วางกระจกควรเป็นจุดที่แสงจันทร์ส่องถึง…”

 

   เฮเนสบรรยายโดยทำท่าทางประกอบ

   

   ผิดแล้ว การระบุตำแหน่งวางกระจกควรใช้เทคนิคลูกตุ้มวิญญาณช่วย ประการแรก วางกระจกในตำแหน่งที่คิดว่าใช่ จากนั้นก็ท่อง—ตำแหน่งปัจจุบันเหมาะสมแล้วที่จะประกอบพิธีกรรมกระจกวิเศษ—ให้ครบเจ็ดครั้ง คำตอบจะมาในรูปแบบการหมุนตามหรือทวนเข็มของโซ่ลูกตุ้ม…

 

   แต่ถ้าคิดพึงพาพลังจากตัวตนชั่วร้ายนอกรีต ต่ำแหน่งวางกระจกคงไม่สลักสำคัญสักเท่าไร…

 

   ไคลน์แก้ไขคำอธิบายเฮเนสภายในใจ

 

   ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนกับตนเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยที่ต้องนั่งฟังลูกศิษย์อธิบายเนื้อหาผิดๆ ถูกๆ

 

   เฮเนส·วินเซนต์ย่อมไม่ได้ยินเสียงเย้ยหยันจากไคลน์ มันยังกล่าวต่อไปด้วยสีหน้าเป็นธรรมชาติ

 

   เมื่อผู้ฟังภายในห้องจดเนื้อหาลงสมุดเสร็จ มันเริ่มอธิบายต่อ

 

   “หลังจากอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายตัวเองเสร็จ ให้ขึงผ้าม่านทุกผืนในห้องจนตึง ปิดประตูลงกลอนให้มิดชิด และเริ่มลงมือจุดเทียนไขหน้ากระจกพร้อมกับท่องคาถาเอ่ยพระนามของเทพที่ตัวเองศรัทธา

 

   “ถัดมาจะเป็นการท่องคำถามในใจให้ครบเจ็ดครั้ง อย่าใช้ภาษาที่สละสลวยหรือเข้าใจยากเกินไป พยายามตั้งคำถามให้ง่ายที่สุด…

 

   “เมื่อเสร็จสิ้น ให้บรรจงหยิบกระจกและปล่อยลงพื้นอย่างนุ่มรวล เน้นย้ำว่านุ่มนวล คำบอกใบ้จากองค์เทพจะแฝงมาในลักษณะการแตกของกระจก

 

   “ส่วนสัญลัษณ์และหลักการตีความ ผมจะอธิบายอย่างละเอียดถัดจากนี้”

 

   ฟู่ว! เมื่อทราบว่าเฮเนส·วินเซนต์มิได้สอนพิธีกรรมที่ขัดต่อจารีตเจ็ดโบสถ์หลัก ไคลน์ถอนหายใจยาวโล่งอก มันตัดสินใจเดินกลับเข้าห้องประชุมและนั่งในจุดเดิม จากนั้นก็ยกซดกาแฟนันวีลล์จนหมดแก้วภายในหนึ่งอึก

 

   การทำนายแบบ‘ถูกจารีต’อาจได้รับคำบอกใบ้จากเทพก็จริง แต่ไม่มีทางที่คนทั่วไปจะตีความออก

 

   ยกเว้นเสียแต่จะเป็นผู้วิเศษ และถ้าเป็นผู้วิเศษที่มีพลังวิญญาณสูง ไม่จำเป็นต้องทำให้กระจกแตกด้วยซ้ำ เพียงจ้องมองเข้าไปในกระจกเงินก็จะเห็น‘ภาพ’คำบอกใบ้โดยละเอียด

 

   ถัดมาเป็นการบรรยายวิธีตีความลักษณะการแตกของกระจก เนื้อหาค่อนข้างยาวและน่าเบื่อ ขนาดเอ็ดเวิร์ด·สตีฟกลับมาจากการดูดวงก็ยังเล่าไม่จบ

 

   ไคลน์มิได้ไต่ถามเอ็ดเวิร์ดถึงผลลัพธ์การดูดวงเมื่อครู่ รวมถึงวิธีที่มันใช้ดูดวงให้ลูกค้า สิ่งเหล่านี้คือกฏปากเปล่าซึ่งเป็นความลับในวงการหมอดู

 

   และในฐานะนำทักทายตัวจริง การซักไซร้ไม่ใช่พฤติกรรมที่เหมาะสม หากมันต้องการทราบสิ่งใด ก็ควรทำนายหาคำตอบเอาเอง นั่นจะเป็นการวางตัวที่เหมาะสมกว่า นอกเสียจากอีกฝ่ายต้องการเปิดเผยอย่างเต็มใจ

 

   “ผมเคยคิดอยู่บ่อยครั้งว่า ผลลัพธ์ทำนายที่พวกเราบอกกับลูกค้านั้นค่อนข้างคลุมเครือ มีหลายหนที่พวกเขาต้องกลับไปตีความคำพูดเอาเอง”

 

   เอ็ดเวิร์ดซดชาดำซิบป์ก่อนจะถอนหายใจเสียงค่อย

 

   “ตัวอย่างเช่นคำทำนายที่ว่า—ชีวิตของคุณจะพบกับความเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง ถูกอุปสรรคในชีวิตเล่นงานอย่างหนัก แต่ท้ายที่สุด คุณจะกลับมาตั้งตัวได้และมีชีวิตที่สดใส—แม้จะพูดไปเช่นนั้น แต่ผมก็บอกไม่ได้ว่าอุปสรรคในชีวิตจะมาตอนไหน และจะดีขึ้นเมื่อไร ได้แต่ให้พวกเขาเดากันเอง

 

   “หรืออีกหนึ่งตัวอย่างคือ—การเดินทางไกลของคุณอาจไม่ราบรื่นนัก แต่จะกลับมาได้อย่างปลอดภัยแน่นอน—ต่อให้เขาประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต แต่คนตายก็พูดไม่ได้อยู่ดี”

 

   ในฐานะที่ไม่ได้เริ่มฟังตั้งแต่ต้น เอ็ดเวิร์ดจึงไม่ใส่ใจกับคาบบรรยายของเฮเนส·วินเซนต์

 

   “ปรากฏการณ์เอนเอียงของผู้อยู่รอดสินะ”

 

   ไคลน์เสริมพลางอมยิ้ม

 

   ปรากฏการณ์เอนเอียงของผู้อยู่รอดหมายถึง บทสรุปที่เกิดขึ้นจากปากของผู้อยู่รอดหรือโชคดี โดยไม่คำนึงถึงบุคคลที่ตายไปโดยใช้วิธีการแบบเดียวกัน ด้วยเหตุนี้ ผลลัพธ์จึงออกมาไม่สัมพันธ์กับความจริง

 

   ตัวอย่างเช่น หากมีคนบอกว่า ใช้ทางลัดเส้นนี้แล้วจะไม่ถูกโจรปล้น แต่คนที่พูดคือ 1 ใน 10 ที่รอดพ้นจากการถูกปล้น โดยไม่สนอีก 9 คนที่เป็นเหยื่อ นี่คือปรากฏการณ์เอนเอียงของผู้อยู่รอด

 

   “ใช่แล้วครับ ถ้อยคำของจักรพรรดิโรซายแฝงปรัชญาล้ำลึกไว้เสมอ”

 

   เอ็ดเวิร์ดกล่าวสรรเสริญ

 

   …ไคลน์พูดอะไรไม่ออก มันแสร้งทำเป็นยกซดด้วยกาแฟที่ดื่มหมดนานแล้ว

   

   …

 

   หลังจากผ่านคาบเรียนอันยาวนานตลอดช่วงบ่าย สมาชิกที่เหลืออีกห้าคนหันมานั่งจับกลุ่มแลกเปลี่ยนความรู้ร่วมกับไคลน์และเอ็ดเวิร์ด

 

   ไคลน์ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเหยี่ยวราตรีอย่างเต็มที่ มันพยายามสอดส่องหาบุคคลน่าสงสัยหรือบทสนทนาที่จะนำพาไปสู่พิธีกรรมอันตรายและผู้วิเศษ

 

   เรียกได้ว่า ทำงานเกินเงินเดือนไปมาก

 

   ทว่า มันกลับไม่บรรลุในสิ่งที่ตัวเองต้องการที่สุด—การสวมบทบาทเป็นนักทำนาย ตลอดช่วงบ่าย มีลูกค้าเรียกใช้บริการดูดวงอีกสามถึงสี่ครั้ง แต่ไม่มีใครที่เลือกไคลน์

 

   “หรือว่าเราควรสร้างชื่อเสียงด้วยการเริ่มทักสมาชิกทุกคนก่อน เช่น ‘คุณกำลังถูกความโชคร้ายครอบงำ’ ‘คุณดวงไม่ดีในระยะหลังใช่ไหม’ หรือจำพวก ‘เหตุการณ์ที่ผ่านมาไม่ค่อยราบรื่นสินะครับ’…

 

   “ไม่สิ นั่นไม่ใช่วิถีของนักทำนายสักหน่อย”

 

   ขณะเกิดความคิดสุดห่วย ไคลน์ตัดพ้อตำหนิตัวเอง

 

   ท้ายที่สุด เมื่อไม่มีเบาะแสเพิ่มเติม ชายหนุ่มตัดสินใจหยิบไม้ค้ำและกล่าวคำอำลากับทุกคน

 

   …

 

   ราวห้าโมงครึ่ง เอ็ดเวิร์ด·สตีฟสวมโค้ทตัวนอกทับเสื้อเชิ้ตและเสื้อกั๊ก ขณะมันกำลังเดินออกจากสโมสรพยากรณ์ บุคคลที่คุ้นเคยได้ปรากฏตัวเบื้องหน้า

 

   “สายัณห์สวัสดิ์ กลาซิส ไม่ได้พบกันนาน”

 

   เอ็ดเวิร์ดทักทายด้วยรอยยิ้ม มันสำรวจการแต่งกายของเพื่อนสนิทที่มีความชื่นชอบร่วมกัน กลาซิสมาในชุดภูมิฐานสีขาวดำเหมือนทุกครั้ง บริเวณหน้าอกมีแว่นตาหนึ่งขาหรูหราห้อยอยู่

 

   ทันใดนั้น เอ็ดเวิร์ดพบว่าเพื่อนรักมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก เส้นผมที่เคยเหลืองทองเริ่มจางซีด

 

   “สายัณห์สวัสดิ์ เอ็ดเวิร์ด… แค่ก!”

 

   กลาซิสที่ถอดหมวกทักทาย มันรีบเลื่อนหมวกปิดปากขณะไอกระแอมหลายหน

 

   เอ็ดเวิร์ดไต่ถามด้วยสีหน้าฉงน

 

   “คุณป่วยฉับพลันหรือ?”

 

   “ป่วยร้ายแรงมาก เป็นโรคปอดบวมโดยไม่ทราบสาเหตุ หากไม่เพราะภรรยาของพบได้พบสุดยอดเภสัชโดยบังเอิญ คุณอาจได้พบผมอีกครั้งในงานศพ”

 

   น้ำเสียงกลาซิสเจือความหวาดกลัวผสมโล่งใจ

 

   “พระเจ้า ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่า คนที่มีลักษณะแข็งแรงแบบคุณจะล้มป่วยฉับพลันด้วยโรคร้ายเช่นนี้ ถ้าจำไม่ผิด ผมเคยดูดวงสุภาพให้คุณแล้วไม่ใช่หรือ? ผลการดูดวงยังบอกว่าสุขภาพดีปราศจากโรคภัยอยู่เลย”

 

   เอ็ดเวิร์ดโบกไม้ค้ำไปมาเพื่อแสดงท่าทีตกตะลึงหลังจากทราบข่าว

 

   “ผมก็เคยดูดวงให้ตัวเอง ผลลัพธ์ไม่ต่างจากคุณนัก บางทีพวกเราอาจไม่ใช่หมอดูที่ยอดเยี่ยมขนาดนั้น แล้วก็…”

 

   กลาซิสย้อนนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงวันจันทร์ สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นความเคร่งขรึม

 

   ทันใดนั้น เจ้าหน้าที่สาวสวยแผนกต้อนรับ—แอนเจลิก้า·บาเรฮาร์ท กล่าวทักทายกับกลาซิสที่เพิ่งเข้าสโมสรด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

 

   หลังจากทักทายซึ่งกันและกันตามมารยาท เธอเริ่มสังเกตุเห็นความผิดปรกติของสุขภาพกลาซิส แองจิเลน่าไต่ถามเล็กน้อยและแนะนำพอเป็นพิธี

 

   ก่อนจะกล่าวในสิ่งที่น่าตกตะลึง

 

   “มิสเตอร์กลาซิส ลูกค้าของคุณเมื่อวันก่อน มิสเตอร์โมเร็ตติ เขาตัดสินใจเข้าร่วมสโมสรพยากรณ์แล้วนะคะ”

 

   “ลูกค้าคนล่าสุดของผม?”

 

   นัยน์ตากลาซิสพลันส่องประกาย

 

   “พระเจ้า! เขาอยู่ที่ไหน?”

 

   “กลับไปแล้วค่ะ”

 

   แอนเจลิก้าและเอ็ดเวิร์ดต่างฉงนกับท่าทีตกใจเกินงามของกลาซิส

 

   กลาซิสเหม่อลอยจนเซไปด้านหน้าสองก้าวโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะหันไปกล่าวกับแอนเจลิก้า

 

   “คราวหน้าที่เขามา… ถ้าผมไม่อยู่ ช่วยถามให้ด้วยว่าเขาจะเข้าสโมสรวันไหนบ้าง!”

 

   “กลาซิส… เกิดอะไรขึ้นกันแน่? มิสเตอร์โมเร็ตติทำอะไรไม่ดีกับคุณอย่างนั้นหรือ?”

 

   เอ็ดเวิร์ดขมวดคิ้ว

 

   กลาซิสยกแขนขวาเชิงปฏิเสธ มันจ้องมองไปมาระหว่างแอนเจลิก้ากับเอ็ดเวิร์ดเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มอธิบายด้วยจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

 

   “เขาเป็นหมอที่… ลึกลับมาก… มากๆ”

   

   กลาซิสย้ำคำว่า‘มาก’ถึงสามครั้ง

 

▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬

ตอนฟรีลงทุกวันอังคาร – เสาร์

ติดตามผู้แปลได้ที่ : www.facebook.com/bjknovel/

 

คะแนน 4.5
กรุณารอสักครู่...