ตอนที่แล้วTZ3 ก้อนอิฐทำลายวิทยายุทธ์ (3)
ทั้งหมดรายชื่อตอน

 

“เอ่อ…” ฉีเยว่เร่งเค้นสมองคิดว่าตนจะเป็นนักดนตรีหรือนักวาดภาพ แต่ถ้าเธอถามเจาะลึกมากกว่านี้จะทำยังไง? แต่ในจังหวะนั้น จู่ๆไอเดียฉีเยว่ก็บรรเจิดขึ้นมา เขาพูดด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “ผมเป็นศิลปินในอาชีพพิเศษ… ไหนๆเราก็เป็นเพื่อกันแล้วผมจะบอกคุณ… ผมเป็นศิลปินด้านเรือร่างมนุษย์”

 

คำตอบของฉีเยว่ทำให้ฉุ่ยเยว่ตกใจจนเอามือปิดปาก “ศิลปินบนเรือร่างมนุษย์… ใช่พวกสักลายหรือเปล่า? มิน่าสายตาของพี่ชายถึงได้ดูแปลกๆ”

 

ฉีเยว่ยิ้มและพูดด้วยความพึงพอใจ “จริงๆแล้วศิลปะบนเรือนร่างมนุษย์เป็นอะไรที่ละเอียดอ่อนมาก ผมว่าเรือนร่างของผู้หญิงคืองานศิลปะที่สมบูรณ์ที่สุดในโลกแล้ว… นอกจากจะให้ความรู้สึกน่าพิศวง ยังให้ความรู้สึกที่น่าหลงไหลจนยากจะละสายตา… ถ้ามีโอกาสเราค่อยมาคุยแบบเจาะลึกกันใหม่” ยิ่งพูดฉีเยว่ก็ยิ่งนับถือตัวเองที่สรรหาคำพูดมาได้

 

ฉุ่ยเยว่พยักหน้าเบาๆ “พี่ชายพูดมีเหตุผล แต่หนูไม่เข้าใจศิลปะบนเรือนร่างมนุษย์หรอก”

 

ฉีเยว่พูดอย่างจริงจัง “ไม่มีปัญหา… ถึงผมอายุยังน้อย แต่ผมเป็นอาจารย์ให้คุณได้แน่นอน เราค่อยๆคุยกันจนกว่าจะถึงทิเบต” ขณะพูด สายตาของฉีเยว่ก็จับจ้องไปที่หน้าอกอันอวบอิ่มของเธอ ที่มีเสื้อคลุมบางๆปิด แต่ยังมองเห็นหน้าอกที่กลมมนและอวบอิ่มได้

 

ฉุ่ยเยว่หน้าแดงก่ำจากสายตาที่ฉีเยว่มองเธอ “ไม่… ไม่… ไม่ได้… ถ้าพ่อรู้เข้าได้โกรธแน่… หนูว่าหนูไม่เข้าใจศิลปะบนเรือนร่างมนุษย์ดีกว่า”

 

“น่าเสียดายจริงๆ… จริงๆผมก็ไม่ได้คาดหวังอะไร เพราะเรื่องศิลปะบนเรือนร่างมนุษย์นั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อน… อย่าใส่ใจไปเลย ว่าแต่… เธอไปทำอะไรที่ทิเบต?” เมื่อพลาดโอกาส ฉีเยว่ก็ไม่ถามต่อ และเร่งเปลี่ยนเรื่องคุย

 

ฉุ่ยเยว่ดูราวกับจะเชื่อคำพูดของฉีเยว่ เธอตอบ “หนูเป็นนักเรียนหมอของเมืองหลวง พ่อหนูก็เป็นหมอ… หนูได้เรียนรู้หลายๆอย่างมาตั้งแต่เด็ก ตอนนี้พ่อของหนูไปเป็นหมอที่ทิเบต พ่อบอกว่าอยากหาประสบการณ์ หนูเองก็เลยต้องตามท่านไปที่โรงพยาบาล ‘ลาชา’ พอหมดช่วงหน้าร้อนเมื่อไหร่ หนูก็กลับเมืองหลวงแล้ว”

 

“เธอเป็นหมอ… สุดยอดเลย” ฉีเยว่กลัวว่าคำพูดของตัวเองจะทำให้ฉุ่ยเยว่คิดว่าตนเองไร้ยางอาย ถึงได้พูดน้อยลง… ตอนนี้ฉุ่ยเยว่เริ่มนำผ้าห่มมาห่มนอน เพราะตอนนี้เริ่มดึกแล้ว เธอหลับตา แต่ไม่รู้ว่าหลับจริงหรือเปล่า

 

คนชั้นล่างที่ว่างอยู่ได้มีคนเดินเข้ามา แต่ด้วยที่ฉุ่ยเยว่นอนห่มผ้า คนที่มาจึงไม่รู้ว่ามีสาวสวยอยู่ข้างบน

 

รถไฟเริ่มเดินทางออกจากปักกิ่ง มุ่งสู่เมืองลาชาประเทศทิเบต ฉีเยว่มองออกไปนอกหน้าต่าง ทิวทัศน์เต็มไปด้วยแสงนีออน ฉีเยว่มองฉุ่ยเยว่ เธอน่ารัก เติบโตมาในครอบครัวที่อบอุ่นและให้การศึกษาที่ดี เมื่อเทียบกับนานาแล้ว ฉุ่ยเยว่ดีกว่ามาก

 

เมื่อรถไฟเคลื่อนขบวน เสียงประกาศตามสายก็ดังขึ้น เป็นการแนะเส้นทางการเดินรถ จากเมืองหลวงไปยังเมืองลาชา ช่วงแรกของการเดินทาง รถไฟยังเต็มไปด้วยเสียงผู้คนพูดคุย แต่เมื่อผ่านไป 1 ชั่วโมง เสียงก็ค่อยๆเงียบลง ทุกคนเริ่มนอนแล้ว… แต่ฉีเยว่ยังไม่นอน ฉุ่ยเยว่ที่นอนอยู่ไม่ไกลนักช่างน่ามอง รูปร่างน่าหลงไหลเย้ายวน ยิ่งตอนที่เธอนอนแบบนี้… แต่น่าเสียดายที่เธอห่มผ้า ฉีเยว่จึงคิดจะมองพนักงานบริการบนรถไฟแทน แต่ก็น่าเสียดายอีกเหมือนกันที่พนักงานมีแต่ผู้ชายเท่านั้น เมื่อสอบถามก็ได้รู้ว่าพนักงานผู้หญิงลาป่วย และส่วนใหญ่พนักงานรถไฟทางไกลแบบนี้จะมีพวกทหารผ่านศึกที่เกษียณตัวเองมาทั้งนั้น ฉีเยว่ก็เลยต้องเลิกล้มความคิดพวกนั้นไป

 

ไม่ช้าสติขอฉีเยว่ก็ค่อยๆเลือนลาง เสียงลมหายใจของฉุ่ยเยว่เริ่มทำให้ฉีเยว่ทนไม่ไหว กระทั่งเปลือกตาค่อยๆปิดลงและหลับไป

 

ในความฝัน ฉีเยว่ฝันว่าตัวเองลอยได้ พื้นใต้เท้าเต็มไปด้วยหมอกที่ทำให้ทิวทัศน์พร่ามัว โลกที่ฉีเยว่อยู่ให้ความรู้สึกที่น่าอัศจรรย์ แต่ที่น่าอัศจรรย์กว่านั้นคือเขามองไม่เห็นร่างกายตัวเอง เห็นแค่แสงสีแดงที่แผ่ความร้อน

 

แสงสีแดงนั้นเริ่มสว่างขึ้นเรื่อยๆ “นี้มันอะไร? ชั้นลอยได้เหรอ?” ฉีเยว่สงสัย

 

แต่ทันใดนั้น หมอกตรงหน้าก็แยกออกเป็น 2 ฝั่ง เขาเห็นสิ่งก่อนสร้างขนาดใหญ่ที่เปล่งแสงสีทองเรืองรอง ลักษณะของสิ่งก่อสร้างนั้นดูคลุมเครือ แต่ก็ทำให้ฉีเยว่ตกตะลึง สิ่งก่อสร้างนั้นดูโอ่อ่า หรูหราราวกับพระราชวัง จนดูเหมือนมันกำลังเชื้อเชิญให้เขาเข้าไป

 

ฉีเยว่พุ่งทะยานพร้อมกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้เกิดขึ้น ยิ่งพุ่งทะยานไปเท่าไหร่ ก็ยิ่งรู้สึกว่าที่แห่งนั้นห่างไกลออกไปเรื่อยๆ แล้วเสียงเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น

 

“เข้ามาสิ… มีคนต้องการพบเจ้า” เมื่อได้ยิน ฉีเยว่รู้สึกตกใจ

 

ไม่นาน หมอกขาวได้บดบังหนทางเบื้องหน้าจนไม่อาจมองเห็นอีกครั้ง แสงสีทองจากที่แห่งนั้นค่อยๆหายไป แต่เสียงเรียกเมื่อครู่ยังดังอยู่ในหัวไม่ขาด

 

ทำไมเสียงนั้นถึงฟังดูอบอุ่น…แล้วก็ไม่ใช่เสียงของผู้หญิงด้วย! หรือชั้นจะหันไปชอบผู้ชายแล้ว! บ้าน่า… ชั้นยังเป็นผู้ชายทั้งแท่งไม่เปลี่ยน ความคิดลามกยังไม่เปลี่ยน… ไม่นานนักหมอกรอบกายก็หายไป ทุกสิ่งค่อยๆเข้าสู่ความมืดมิด

 

“เค้าเรียกชั้น… เค้ากำลังเรียกชั้น…” ฉีเยว่สะดุ้งตื่น

 

“พี่ชายตื่นสักที!” เสียงที่ไพเราะน่าฟังดังขึ้น

 

ฉีเยว่ค่อยๆได้สติ สิ่งแรกที่เขาเห็นใบหน้าที่งดงาม อา… ชั้นยังอยู่ในรถไฟ เมื่อกี้เป็นแค่ฝัน

 

ไม่นานฉีเยว่ก็รู้สึกผิดสังเกตุ เขาหันมองรอบๆและรู้ว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในสถานที่เดิม เสียงรถไฟยังคงดังอื้ออึง เขาถามด้วยความสงสัย “ที่นี่ที่ไหน!”

 

ฉุ่ยเยว่ตอบ “ในที่สุดพี่ชายก็ตื่นสักที หนูไม่เคยเห็นใครที่หลับได้นานเหมือนพี่ชายมาก่อน”

 

ฉีเยว่จัดแจงผมที่ยุ่งเหยิงแล้วถาม “ผมนอนไปนานเท่าไหร่?”

 

ฉุ่ยเยว่ตอบอย่างเรียบเฉย “ที่นี่เป็นห้องพยาบาล พี่ชายหลับไปถึง 30 ชั่วโมง… อีกไม่นานเราก็จะถึงลาชาแล้ว ถ้าพี่ไม่ตื่น พนักงานรถไฟคงต้องส่งพี่เข้าโรงพยาบาลในสถานีก่อนจะถึงลาชาแน่… โชคดีที่หนูเป็นหมอ เลยรู้ว่าชีพจรของพี่ยังปกติ ไม่ได้เป็นอะไร”

 

30 ชั่วโมง แต่เมื่อกี้แค่ฝันไปแปบเดียวเองนี่นา? ฉีเยว่ประหลาดใจ ความทรงจำที่เกิดขึ้นในความฝันกำลังย้อนกลับมาจนจำได้อย่างชัดเจน ผิดกับทุกครั้งที่ฝัน แล้วพอตื่นขึ้นมาก็จะจำทุกอย่างไม่ได้

 

ฉีเยว่มองหน้าฉุ่ยเยว่ “คุณเป็นคนดูแลผมหรอ?”

 

เธอหน้าแดง “ลืมแล้วหรอว่าหนูเป็นหมอ… ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า?”

 

ฉีเยว่สำรวจร่างกายด้วยความรู้สึกก่อนจะส่ายหน้า “ไม่มี! ผมไม่ชอบกลิ่นอบบนี้เลย… สิ่งที่ผมกลัวที่สุดตั้งแต่เด็กคือโรงพยาบาล เรากลับไปที่ห้องกันเถอะ” ฉีเยว่พยายามยันตัวลุกนั่ง แต่ในจังหวะเดียวกันนั้น ฉุ่ยเยว่ก็นั่งลงข้างๆ ฉีเยว่ก็มึนหัวขึ้นในฉับพลัน ร่างกายไร้เรี่ยวแรงกระทั่งร่างกายท่อนบนเองเข้าหาฉุ่ยเยว่

 

โดยทั่วไปเวลาคนจะจมน้ำตาย ไม่ว่าจะเป็นกิ่งไม้หรืออะไรที่คว้าได้ ก็จะคว้าสุดแรงเกิด ฉีเยว่ก็เป็นแบบนั้น มือขวาเอื้อมไปคว้าฉุ่ยเยว่ด้วยจิตใต้สำนึก เพื่อประครองร่างของตัวเอง

 

นุ่ม.. ใหญ่… สบายมือ… ฉีเยว่ที่มึนงงอยู่ ได้สติทันที เพราะสิ่งที่มือขวาของเขาคว้าคือหน้าอกของฉุ่ยเยว่…

 

คะแนน 5.0
กรุณารอสักครู่...