ตอนที่แล้วตอนที่ 26 : เปลวไฟที่ไม่สมบูรณ์
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 28 : ข้าต้องการที่จะเรียนรู้งานหัตถกรรมหิน

ตอนที่ 27 : วันหนึ่งเราจะเป็นเจ้าภาพงานพ็อตแลตช์


แม้กระทั่งก่อนที่ฉาวซวนลงไปจากภูเขา ผู้คนในเขตตีนเขาได้พูดคุยกันถึงเรื่องการตื่นขึ้นมาของพลังฉาวซวน ไม่มีใครคาดคิดว่าเด็กน้อยคนนี้ ที่อ่อนแอจากถ้ำเด็กกำพร้าจะสามารถปลุกพลังสัญลักษณ์ของเขาให้ตื่นขึ้น!

นับตั้งแต่ที่พลังสัญลักษณ์ของเขาได้ตื่นขึ้นมาขณะเขาที่อายุยังน้อย ผู้คนสันนิษฐานว่าเขาจะเต็มไปด้วยศักยภาพและบางทีเขาอาจจะกลายเป็นนักรบที่แข็งแกร่งคนหนึ่ง

นอกจากนี้ ผู้คนสงสัยว่าทำไมพลังสัญลักษณ์ของฉาวซวนถึงได้ตื่นเร็วขึ้น บางคนกล่าวว่ามันเป็นเพราะฉาวซวนไปออกกำลังกายทุกเช้า เช่นเดียวกับเด็กบนภูเขา ที่เขาสามารถปลุกพลังสัญลักษณ์ของเขาได้เร็วขึ้น

ยังมีบางคนที่สันนิษฐานว่าอาจเป็นเพราะปลา เพราะไม่มีสิ่งอื่น ๆได้เกิดขึ้นในเขตพื้นที่ตีนเขา ดังนั้นทำไมตอนนี้ฉาวซวนถึงเป็นขณะที่คนอื่นไม่? แต่ทฤษฎีดังกล่าวถูกหักล้างอย่างรวดเร็ว เด็กของพวกเขาเองได้กินปลาตั้งแต่พวกเขาเริ่มตกปลาได้ และพวกเขาบางคนมีอายุมากกว่าฉาวซวนหนึ่งปี ถ้าหากปลาเป็นเหตุให้พลังสัญลักษณ์ของเขาตื่นขึ้นมา เช่นนั้นทำไมพลังของพวกเขาถึงไม่ถูกปลุกขึ้นมา?

ดังนั้น ในท้ายที่สุด ผู้คนลงสรุปเหตุผลการตื่นขึ้นมาของพลังฉาวซวนที่ตื่นเร็วขึ้นกับความจริงที่ว่าเขาออกไปฝึกฝนและออกกำลังกายทุกเช้า ผู้คนส่วนใหญ่เชื่อเมื่อเวลาผ่านไป

ดังนั้น เมื่อฉาวซวนในที่สุดก็ลงมาจากภูเขา เขาสังเกตเห็นว่าเด็กๆ ส่วนใหญ่ที่ใช้เวลานอนหลับทุกวัน ตอนนี้ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นจากพ่อแม่ของพวกเขา และให้ออกไปช่วยเคลื่อนย้ายก้อนหินหรือไปตกปลากับพวกเขา

ฉาวซวนรู้เพียงว่าทำไมหลังจากที่เขาถามใครสักคน แน่นอน การทำงานยังเป็นรูปแบบหนึ่งในการฝึกฝนและการออกกำลังกาย

ฉาวซวนไม่เถียงกับทฤษฎีเริ่มต้นฝึกฝน เป็นที่แน่นอนว่าเขาจะไม่เปิดเผยเหตุผลที่แท้จริงกับพวกเขา

เด็กที่อยู่ในถ้ำไม่ได้ออกไปตกปลาในวันนี้ ด้วยฉาวซวนที่ยังไม่ปรากฎ ซีซาร์ปฏิเสธที่จะทำงานและขุดหนอนหิน แม้ว่าพวกเขาจะมีเครื่องมือตกปลาแต่พวกเขาไม่สามารถจับปลาโดยไม่ต้องใช้เหยื่อ มีคนจำนวนมากเกินไปในลานกรวด ดังนั้นเด็กๆ ไม่สามารถขุดหนอนหินเพราะพวกเขาถูกเบียดเสียดกับคนอื่นๆ อยู่ตลอดเวลา

ซีซาร์ กลับตรงกันข้าม มันไม่เคยเคลื่อนย้ายก้นของมันจากทางเข้าถ้ำ มันเพียงแค่นั่งหมอบที่นี่ เมินเฉยต่อการชักชวนของเด็กทุกคน แม้ในขณะที่เด็กบางคนไม่เต็มใจให้ปลาดิบครึ่งหนึ่งกับมัน มันไม่มองไปที่ปลาและกลับกันมันยังคงจ้องมองไปที่ยอดเขา

เมื่อเห็นฉาวซวนกลับมา ทันใดนั้นซีซาร์มีความสุขทันทีและรีบวิ่งไปทางฉาวซวนตั้งแต่ที่มองเห็นเขา หากพลังสัญลักษณ์ของฉาวซวนไม่ตื่นขึ้นมาและกลายเป็นคนแข็งแรง เขาอาจจะถูกซีซาร์ล้มทับ

เด็กๆ ทุกคนในถ้ำกำลังนับเวลารอการกลับมาของเขา ดังนั้นฉาวซวนนำซีซาร์ไปยังลานกรวดและพวกเขาขุดหนอนหินออกมาจำนวนมาก หลังจากจำศีลในฤดูหนาว หนอนหินเกือบทั้งหมดกลับขึ้นไปยังพื้นผิวดิน มีผลผลิตให้เก็บเกี่ยวขนาดใหญ่

นับตั้งแต่ที่พลังสัญลักษณ์ของเขาได้ตื่นขึ้นมา ฉาวซวนจะไปปฏิบัติภารกิจการล่าสัตว์กับทีมใหม่ของเขา ทำให้มันเป็นไปไม่ได้สำหรับเขาที่จะอยู่ดูแลถ้ำเด็กกำพร้า หลังจากการพูดคุยกับยี ฉาวซวนปล่อยให้ ตูและบาดูแลจัดการภายในถ้ำร่วมกัน ตูสามารถนับเลขได้ดี และความสามารถในการจดจำของเขาก็ยังเป็นที่โดดเด่น เขาเป็นคนที่กล้าหาญมากขึ้นตอนนี้ และเขาสามารถพูดคุยได้อย่างคล่องแคล่ว ความอ่อนแอเพียงอย่างเดียวของเขา คือการที่เขายังดูเหมือนอ่อนแอและผอมบาง บากลับตรงกันข้ามไม่ได้โดดเด่นในด้านเหล่านั้น แต่ร่างของเขาแข็งแรงพอ ไม่มีใครจะเป็นคู่แข่งของเขา เมื่อเขาโกรธอย่างจริงจัง ดังนั้นมันจึงเหมาะสมที่จะให้ทั้งสองคนอยู่ดูแลร่วมกัน

หลังจากจัดการสิ่งต่างๆ ในถ้ำ ฉาวซวนเห็นแลงกาพร้อมกับรอยยิ้มที่สดใส

“เด็กดี! เจ้าได้สร้างความประทับใจให้แก่พวกเราทุกคน กับพลังที่ตื่นเร็วขึ้น! ข้าคิดว่าเจ้าจะต้องรออีกสองปีหรือมากกว่านี้!” แลงกาค่อนข้างตื่นเต้น ฉาวซวนเคยถามแลงกาว่า เขาสามารถเข้าร่วมทีมล่าสัตหลังจากพลังสัญลักษณ์ของเขาตื่นขึ้นมา ย้อนกลับไปเมื่อพวกเขาได้พูดคุยกัน เมยไม่ได้ปฏิเสธฉาวซวนตอนนั้น และในความเป็นจริง เมยได้ช่วยฉาวซวนหลังจากนั้น ดูเหมือนว่าเมยยังมองฉาวซวนในแง่ดี

ในตอนแรก เมื่อพวกเขาเข้าร่วมพิธีกรรม พวกเขารู้สึกว่ามันเป็นความอับอายที่ฉาวซวนยังเด็กเกินไป แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าฉาวซวนจะทำให้พวกเขาประหลาดใจอย่างมากในคืนที่ผ่านมา

กลายเป็นนักรบ หมายความว่าเขาสามารถเป็นเจ้าของบ้านที่เป็นของเขาเอง และแลงกาก็อยู่ที่นี่เพื่อช่วยเขาด้วย

แลงกาและนักรบไม่กี่คนจากทีมล่าสัตว์เดียวกันได้มีปาร์ตี้สังสรรค์กัน และกำลังคุยกันเรื่องภารกิจการล่าสัตว์ที่จะเกิดขึ้นครั้งแรกของปี เมื่อแลงกาได้ยินว่าฉาวซวนได้ออกจากสถานที่ของหมอผี แลงกาก็ไปหาฉาวซวนและลากเขาไปที่บ้านเพื่อพบกับเพื่อนร่วมทีมของเขาในอนาคต

มีหกคนในบ้านไม้ของแลงกา พวกเขาทั้งหมดอายุน้อยมากและหนึ่งในนั้นพลังพึ่งตื่นขึ้นมาเมื่อปีที่แล้ว แต่เขาอายุสิบสามปีแล้วเมื่อพลังของเขาได้ตื่นขึ้นมา และเขาได้เติบโตขึ้นมากในช่วงปีที่ผ่านมา ดังนั้นตอนนี้ดูเหมือนว่าเขาจะมีขนาดตัวที่ใหญ่กว่าฉาวซวน

เมื่อรู้ว่าคนเหล่านี้จะเป็นเพื่อนร่วมทีมในอนาคตของเขา ฉาวซวนทักทายพวกเขาอย่างอบอุ่นด้วยความกระตือรือร้นเช่นกัน

“ไม่ต้องกังวลเรื่องบ้าน พวกเราจะตัดไม้และช่วยเจ้าสร้างมันเป็นอันดับแรกในวันพรุ่งนี้.” ชายหนุ่มที่ชื่ออังค์บอกฉาวซวน

ตอนแรก ฉาวซวนสันนิษฐานว่าเขาอาจจะมีบ้านที่เป็นของตัวเองหลังจากนั้นสักสองหรือสามปี แต่เขาไม่คาดคิดว่าจะสามารถมีได้ในเวลาอันสั้น

โดยปกติ คนเช่นซาย ผู้ที่มีครอบครัวของตัวเอง พวกเขาจะอยู่กับครอบครัวของพวกเขาแม้กระทั่งหลังจากที่พลังของพวกเขาตื่นขึ้นมา แต่สำหรับคนอย่างฉาวซวนที่มาจากถ้ำเด็กกำพร้า พวกเขาโดยทั่วไปต้องขอแรงเพื่อนของพวกเขาช่วยสร้างบ้านให้

นับตั้งแต่ที่เขาอยู่ที่นี่แล้ว แลงกาไม่ได้วางแผนที่จะปล่อยตัวฉาวซวนจากไปเร็ว ๆ นี้ แต่กลับกัน เขาอยากให้ฉาวซวนอยู่ร่วมงานปาร์ตี้สังสรรค์กับพวกเขา เนื่องจากในช่วงฤดูหนาวที่ผ่านมา เนื้อสัตว์ที่พวกเขาเก็บรักษาไว้ไม่สดอีกต่อไป แม้ว่าแลงกาและเพื่อนของเขาต้องการเนื้อสด มันไม่สำคัญ เช่นที่พวกเขาจะมีการเดินทางไปล่าสัตว์เป็นครั้งแรกของปีในเร็ว ๆ นี้ ดังนั้นหลายคนนำเนื้อสัตว์ที่พวกเขายังคงมีอยู่ในบ้าน ด้วยความคิดที่ว่าพวกเขาจะได้รับเนื้อสดมากขึ้นหลังจากที่พวกเขาได้กินของเก่า

ขณะที่พวกเขากำลังกินอาหารและสนทนาพูดคุย อังค์จู่ ๆ ก็กล่าวถึงคำที่แพร่หลายในชนเผ่า - พ็อตแลตช์

นั่นเป็นเพียงตำนาน

มันบอกว่ามีใครบางคนในเผ่าที่เคยจัดพ็อตแลตช์ งานพ็อตแลตช์ เป็นงานเลี้ยงฉลองที่ถือว่าเป็นผู้ชนะเลิศในการแข่งขันระหว่างเจ้าของงานเพื่อดูว่าใครจะแจกจ่ายอาหารให้แขกรับเชิญของพวกเขามากที่สุด สำหรับคำนิยามของคำว่า “มากที่สุด” นั้น วางไว้ในส่วนที่น่าสนใจ พวกเขาจะต้องเลี้ยงอาหารแขกที่มาพักจนกว่าพวกเขาจะอิ่มจนล้นมีอาการโซเซมากกว่าหญ้าที่ลู่ไปตามลมและอาเจียนอยู่ที่ไหนสักแห่ง หลังจากที่พวกเขาอาเจียนอาหารทั้งหมดที่อยู่ในท้อง แขกรับเชิญจะกลับไปร่วมงานเลี้ยงและยังคงกินจนกว่าพวกเขาจะรู้สึกเหมือนพวกเขาจะอาเจียนออกมาอีกครั้งอย่างน้อย2-3ครั้ง เช่นนั้นแล้วงานเลี้ยงจึงจะถือได้ว่าเป็นงานที่ประสบความสำเร็จเท่านั้น

งานเลี้ยงเช่นนั่นเรียกว่า งานพ็อตแลตช์

ดังนั้นตามรายละเอียดของแลงกา ฉาวซวนรู้ว่า งานพ็อตแลตช์ มุ่งเป้าไปที่การแจกจ่ายอาหารหรือแม้กระทั่งผลาญอาหารและทรัพย์สินให้มากกว่าคู่แข่ง บางคนอาจจะทำลายอาหารและเสื้อผ้าของพวกเขาต่อหน้าฝูงชน และบางครั้งพวกเขาก็จะเผาบ้านของพวกเขาลงไปที่พื้นดิน เพื่อสร้างศักดิ์ศรีของพวกเขาขึ้นมาใหม่ในเผ่า และฉีกหน้าคู่แข่งของพวกเขา ผู้ที่ทำอย่างนั้นจะได้รับความชื่นชมระยะยาวจากผู้ติดตามของเขา

ใครก็ตามที่สามารถทำได้ก็จะเป็นคนที่มีอำนาจและสถานะ เป็นผู้ที่มีความทะเยอทะยานพยายามไขว่คว้าอำนาจให้มากยิ่งขึ้น

นั่นก็คือการหยิ่งยโส, ถือดีและโง่เขลาเบาปัญญา

จากนั้นฉาวซวนก็สังเกตเห็นแลงกาและการแสดงออกทางสีหน้าของเพื่อนๆในทีม เมื่อพวกเขาพูดคุยเกี่ยวกับพ็อตแลตช์ มีความชื่นชมยินดีอย่างออกนอกหน้า ราวกับว่าพวกเขาต้องการที่จะคุกเข่าลงก่อนที่จะเป็นเจ้าภาพงานพ็อตแลตช์ หากเขาเสนอหน้าของเขาที่นี่

เห็นความประหลาดใจของฉาวซวน แลงกาทำตัวเหมือนผู้มีประสบการ์ณมายาวนานและเอ่ยถามว่า “เจ้ายังไม่เข้าใจมัน.”

ใช่ ฉาวซวนไม่เข้าใจมัน ในสายตาของเขา มันปัญญาอ่อนที่จะทำเช่นนั้น และเขาจะแสดงความชื่นชมและเคารพนักรบเช่นแลงกาได้อย่างไร?

ไม่ มันควรจะกล่าวว่าทุกคนในชนเผ่าชื่นชมการกระทำเช่นนี้อย่างสุดซึ้ง!

กำลังคิดถึงช่วงชีวิตก่อนหน้านี้ของเขา คนจะรู้สึกเป็นเกียรติถ้ามีของเหลือเมื่อพวกเขาปฏิบัติต่อแขกของพวกเขา ฉาวซวนในที่สุดก็เริ่มเข้าใจเล็กน้อย มันกลับกลายเป็นประเพณีมาจากยุคแรกของมนุษย์ แต่ นั้นก็เป็นสิ่งที่เลวร้ายเช่นกัน!

เขาได้ประเมินความหลงใหลที่ผู้คนในที่นี้มีต่ออาหาร พวกเขามีการแสวงหาแนวคิดที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของอาหาร

ในอดีตที่ผ่านมา ฉาวซวนเคยได้ยินการถกเถียงระหว่างเด็กในถ้ำ เกี่ยวกับการที่นักรบที่ได้รับชัยชนะจากสัตว์ที่ดุร้าย วีรบุรุษเหล่านั้นได้รับการบูชาเป็นอย่างมากในอดีต  และการกระทำอันรุ่งโรจน์ของพวกเขาถูกจดจำไว้ และส่งต่อไปยังคนรุ่นหลัง

แต่ตอนนี้ฉาวซวนได้รับข้อมูลมาว่าเป็นการกระทำที่น่ายกย่องมากยิ่งขึ้นอีก

แต่เดิม เพื่อให้มีลูกน้องหรือผู้ติดตาม คนๆ นั้นไม่จำเป็นต้องเอาชนะ,ใช้กำลังแย่งชิง,ไม่จำเป็นต้องหลอกลวง,ไม่จำเป็นต้องตั้งกลุ่มผลประโยชน์ หรือชักชวน หรือเจรจาหว่านล้อม และแผนการที่จะชิงไหวชิงพริบกับบางคนนั้นมันไม่จำเป็น ทุกสิ่งที่จำเป็นต้องทำก็คือการเป็นเจ้าภาพงานพ็อตแลตช์ แล้วคนจำนวนมากก็ต้องการที่จะกลายเป็นผู้ติดตามของเจ้า

ฉาวซวนรู้สึกว่าค่านิยมของเขาถูกบิดเบือน

มองขึ้นไปที่จันทร์เสี้ยวทั้งสองดวงบนท้องฟ้า ฉาวซวนถอนหายใจ“ข้าจะเป็นคนปัญญาอ่อนสักวันหนึ่งในอนาคต!”

"เจ้าหมายความว่ายังไง.....!?....... แลงกาไม่เข้าใจความหมายของฉาวซวน

"ไม่มีอะไร ข้าบอกว่า หากเป็นไปได้ วันหนึ่งเราจะเป็นเจ้าภาพงานพ็อตแลตช์ของเราเอง!” ฉาวซวนกล่าวเช่นนั้น

แลงกาและสหายของเขาหัวเราะออกมา และแลงกา มีเสียงหัวเราะมากที่สุด พาดแขนบนไหล่ฉาวซวน หลังจากที่เขาหยุดหัวเราะ เขาก็ยกย่องฉาวซวน “นั่นคือจิตวิญญาณ!”

ในสายตาของแลงกาและเมย สิ่งที่ฉาวซวนพูดออกมาเป็นเพียงคำพูดหน่อมแน้มของเด็กหลังจากที่ได้ยินตำนาน และพวกเขาไม่คิดเรื่องนี้อย่างจริงจัง หลังจากพวกเขาไม่เคยเห็นงานพ็อตแลตช์ได้จัดขึ้นในช่วงชีวิตของพวกเขา รวมทั้ง พ่อ,แม่หรือปู่,ย่า,ตา,ยายของพวกเขา ไม่มีใครเคยได้เห็นมันสักครั้ง

เป็นตำนานจริงหรือไม่? แม้แต่หมอผีและหัวหน้าเผ่าก็ไม่สามารถบอกได้

บางทีแลงการู้สึกว่ามันไม่เหมาะสมที่จะนำงานพ็อตแลตช์มาเป็นหัวข้อพูดคุย และเขาเปลี่ยนเรื่อง เพราะเขาอยากจะอวดความสามารถต่อหน้าฉาวซวน

“เจ้ารู้ไหมว่า ... คู่หูที่รู้ใจใกล้ชิดที่สุดของเราตั้งแต่เราเกิดคืออะไร?” แลงกาเอ่ยถาม

ฉาวซวนยังคงนั่งนิ่ง ก้มหน้าและคิดเกี่ยวกับมันสักเล็กน้อย แล้วเขาก็เงยหน้าขึ้นและจ้องไปที่แลงกาอย่างมีความหมาย ในขณะที่เขากล่าวอย่างลังเล“มือซ้ายของเรา?”

แลงกาอึ้ง“...”

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด