ตอนที่แล้วบทที่ 71 เด็กสาวผู้มีความสามารถพิเศษ
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปบทที่ 73 เผยคุณค่าออกมาให้เห็น

บทที่ 72 รังซอมบี้


บทที่ 72 รังซอมบี้

 

ในโกดังสินค้ามีการจัดวางที่ไม่เลวเลย แม้จะมืดไปหน่อย แต่ก็ไม่ได้ชื้น

 

หลิงม่อให้เย่เลี่ยนปล่อยสื่อปิน ส่วนเขาก็นั่งลงบนเตียงใหญ่ในห้องที่มีเพียงหลังเดียวโดยไม่เกรงใจเลยสักนิด

 

ตอนนี้ตาของเขายังเคืองจนรู้สึกเจ็บนิดๆ หากไม่พักสักหน่อยก็คงจะต้องไม่สบายในเวลาสั้นๆ แน่ “ต้องขอบคุณผงพริกของเธอ ตอนนี้ฉันต้องพักที่นี่สักครู่ จะได้ดูด้วยว่าเธอจะเอาอะไรมาชดเชยให้ฉันดี”

 

“นายอัดสื่อปินไปแล้วไม่ใช่เหรอ? ดูเหมือนจะไม่ใช่แค่ยกเดียวด้วย แล้วยังคิดจะเอาค่าเสียหายอีก...” น้ำเสียงของเด็กสาวฟังดูจนใจนิดๆ แต่พวกหลิงม่อมีพลังแข็งแกร่งเหลือเกิน ในสถานการณ์ที่เธอไม่อาจต่อต้านแบบนี้ แม้เธอจะคัดค้านก็ย่อมไม่เป็นผลใดๆ

 

เธอพูดถูก สื่อปินไม่ได้โดนอัดครั้งเดียว หลังจากเขาเป็นอิสระแล้ว แขนทั้งสองข้างของเขาก็เคลื่อนไหวแปลกๆ อย่างเห็นได้ชัด ตอนเดินก็เดินกะโผลกกะเผลก

 

สื่อปินมองหลิงม่ออย่างระแวดระวัง จากนั้นก็เดินไปทางเด็กสาวช้าๆ แม้จะสวนกับเย่เลี่ยนและซย่าน่า แต่เขาเหมือนจะสูญเสียความมั่นใจที่จะขัดขืน เด็กสาวสองคนนี้ที่ดูเหมือนอ่อนแอล้วนเป็นคนที่เขาไม่มีทางจะต่อต้านได้

 

ยิ่งกว่านั้น ตอนนี้แท่งลับมีดของเขาอยู่ในมือหลิงม่อ เมื่อสูญเสียอาวุธไปแล้ว สำหรับคนธรรมดาอย่างเขา ก็เท่ากับไม่มีพลังการต่อสู้ใดๆ อีก

 

แต่ตอนที่สื่อปินคิดจะยื่นมือไปประคองเด็กสาว เด็กสาวกลับส่ายหน้าปฏิเสธ สื่อปินก็ไม่ได้ดึงดัน ดูท่าเขาจะเข้าใจนิสัยของเธอเป็นอย่างมาก

 

หลิงม่อสังเกตอยู่ข้างๆ อย่างเงียบๆ ก็เข้าใจได้รางๆ เด็กสาวคนนี้คงเป็นพวกที่ดื้อรั้นหัวแข็ง แต่เมื่อครู่ตอนที่เธอพูด น้ำเสียงอ่อนโยนมาก ให้ความรู้สึกที่ต่างจากเวลาที่เธอลงมือ พอเก็บความสามารถที่รุนแรงและรวดเร็วนั้นแล้ว ดูไม่ออกเลยว่าเธอจะเป็นผู้มีความสามารถพิเศษคนหนึ่ง

 

ที่หลิงม่อต้านทานการโจมตีครั้งแรกของเธอได้ตั้งแต่ต้น ก็เป็นเพราะปฏิกิริยาพิเศษของเย่เลี่ยน ทำให้เขาป้องกันตัวไว้ล่วงหน้า แม้จะเป็นเช่นนั้นแต่ก็ยังเกือบโดนเล่นงาน จากจุดนี้จะเห็นได้ว่าถ้าหากเด็กสาวมีสุขภาพแข็งแรง เขาไม่มีที่จะทางดูแคลนพลังของเธอได้แน่

 

เด็กสาวพยุงร่างกายตัวเองลุกขึ้นอย่างยากเย็น เธอไม่มีทีท่าจะหลบหนี ทว่ากลับเดินมาข้างๆ หลิงม่ออย่างช้าๆ และนั่งลงข้างเตียง “ไม่ถือใช่ไหม? นายก็เห็นแล้วนะว่าร่างกายฉันไม่ค่อยดี”

 

“ไม่ถือหรอก” หลิงม่อคิดในใจว่าเธอไม่ถือแล้วฉันจะถือทำไม ตอนนี้คนที่ไม่มีแรงจะต่อต้านคือเธอ ไม่ใช่ฉันสักหน่อย...

 

สื่อปินรีบตามมาอย่างเป็นกังวล เขาจ้องหลิงม่อเขม็ง แต่เมื่อได้เรียนรู้จากข้อผิดพลาดแล้ว เขาก็ไม่กล้าเข้าใกล้หลิงม่อมากเกินไป และไม่กล้าแสดงความเป็นปรปักษ์ชัดเจนเกินไป

 

พอเห็นอีกฝ่ายข่มกลั้นความเจ็บอย่างลำบาก หลิงม่อก็อดรู้สึกขำนิดๆ ไม่ได้

 

เมื่อครู่ตอนที่ต่อสู้กับสื่อปิน หลิงม่อพบว่าคนๆ นี้บุกโจมตีใช้ได้ และมีความระมัดระวังมาก แต่ถ้าจะให้เขาเดินไปเผชิญหน้ากับซอมบี้ที่ถนนใหญ่ก็คงจะลำบากมาก

 

เห็นของกินพวกนั้นที่เขาเก็บรวบรวมมา ก็รู้แล้วว่าความจริงเขาไม่ได้มีความสามารถที่จะทำแบบนั้น ร่างกายของเด็กสาวไม่เอื้อให้เธอออกไปข้างนอก และดูท่าว่าเธอจะฝืนสังขารมาจนถึงตอนนี้

 

การป่วยในช่วงวันสิ้นโลกคือเรื่องอันตราย เนื่องจากไม่มีทั้งหมอ และยากที่จะหาหยูกยาที่เหมาะสมได้ โดยเฉพาะตอนที่ออกไปหายาโดยไม่มีพลังความสามารถ สิ่งที่เหลืออยู่นั้นก็ได้แต่ต้องพึ่งชะตาฟ้าลิขิต แต่พอเห็นท่าทางของเด็กสาวแล้ว หากเธอจะพึ่งตัวเองก็คงไปต่อไม่ไหว

 

แต่หลิงม่อรู้สึกอยู่ตลอดว่า สื่อปินมีปฏิกิริยาตอบสนองที่รุนแรงเกินไป คงเป็นเพราะว่าเกี่ยวกับ ‘เรื่องคราวก่อน’ ที่เขาพูดถึงล่ะมั้ง

 

“ความจริงฉันคุ้นๆ กับพี่สาวคนนั้นนิดๆ” อยู่ๆ เด็กสาวก็บอกพร้อมกับชี้มือไปทางเย่เลี่ยน

 

หลิงม่อผงะ จากนั้นก็หันไปมองเด็กสาวอีกหลายครั้ง “เธอก็อยู่ที่มหาวิทยาลัยเมือง X เหรอ?”

 

“อื้ม ฉันจำได้ว่าเหมือนเธอจะเป็นดาวมหาวิทยาลัยนะ” เด็กสาวคลี่ยิ้มบอก “ฉันชื่อหลินล่วนชิว เป็นนักศึกษาปีหนึ่งคณะภาษาอังกฤษ สื่อปินเรียนคณะพลศึกษา นายอย่าตำหนิเขาเลย ความจริงเขาเป็นคนดีมาก แค่วิตกจริตไปหน่อย”

 

เมื่อหลินล่วนชิวพูดแบบนี้ สื่อปินก็ไม่ได้มีวี่แววว่าจะโมโหเลยสักนิด ทว่ากลับเอ่ยขึ้นอย่างจริงจัง “ฉันไม่ได้วิตกจริต แต่คราวก่อนคนพวกนั้น...”

 

ได้ยินสื่อปินพูดถึงซ้ำๆ หลิงม่อก็พอจะเดาออก เด็กสาวคนนี้คงเคยเจอคนอย่างพวกชายหัวล้านมาสินะ

 

ถ้าหากเป็นแบบนั้นจริงๆ ถ้าอย่างนั้นการที่สื่อปินมองผู้รอดชีวิตคนอื่นๆ เป็นเหมือนสัตว์ป่าที่โหดเหี้ยมโดยเฉพาะเพศชาย ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้

 

ต้องบอกว่าในช่วงวันโลกาวินาศ แทบจะทุกคนจะมีความตีงเครียดอยู่ในใจ โดยเฉพาะตอนที่วันโลกาวินาศเพิ่งจะมาถึง แม้หลิงม่อเองก็ยังรู้สึกสับสนไปหมด มึนๆ งงๆ ทุกวัน เหมือนหนูที่ตะเกียกตะกายอย่างยากลำบากเพื่อความอยู่รอด

 

ในโลกใบนี้อาจจะมีคนที่สภาพจิตใจดีมาก แต่ก็มีไม่มากแน่นอน เพราะหลิงม่อมีเย่เลี่ยนอยู่ในใจ จึงก้าวข้ามหลุมนี้มาได้ คนจำนวนหนึ่งที่ข้ามหลุมนี้ไม่ได้ จิตใจจึงกลายเป็นวิปริตบิดเบี้ยว

 

แต่คนส่วนใหญ่น่าจะยังคงดูเป็นปกติในระดับผิวเผิน แต่ในใจนั้นพอเส้นความตึงเครียดถูกสะกิด ก็จะตกสู่สภาพการเป็นโรคประสาทในทันที

 

สื่อปินน่าจะเป็นแบบนี้ แต่เห็นชัดว่าหลินล่วนชิวได้ก้าวผ่านหลุมนั้นมาแล้ว

 

“บอกแล้วไงว่าพวกเขาไม่ใช่คนแบบนั้น...ใช่แล้ว พวกนายมาที่นี่ได้ยังไง? หนีออกมาจากมหาวิทยาลัยเมือง X เหมือนกันเหรอ?” หลินล่วนชิวถามอีก น้ำเสียงสงบเรียบเหมือนไม่กังวลเลยสักนิดว่าหลิงม่อจะทำอะไร

 

หลิงม่อส่ายหน้า “เปล่าหรอก ฉันตั้งใจจะเข้าไปในมหาวิทยาลัยเมือง X ทำไมเหรอ เธอหนีออกมาจากในนั้นเหรอ?”

 

สื่อปินแค่นเสียงหึแล้วตอบ “ฉันกับหลินล่วนชิวเพิ่งจะหนีออกมาเมื่อไม่กี่วันก่อน”

 

“ฉันขอแนะนำว่าพวกนายอย่าเข้าไปเลย” สายตาของหลินล่วนชิวค่อนข้างสับสน “ด้วยพลังความสามารถของนาย พาพวกเธอหนีมาถึงชานเมืองได้ก็ไม่น่าจะยาก ถึงตอนนั้นหาที่ห่างไกลสักหน่อย เก็บสะสมอาหารจำนวนหนึ่ง อยู่ไปจนถึงตอนที่รัฐบาลส่งความช่วยเหลือมา แม้ตอนนี้ยังไม่มีทีมช่วยเหลืออะไรนั่น ทั้งถูกตัดขาดข่าวสารจากโลกภายนอก แต่ฉันรู้สึกว่าถึงที่สุดแล้วก็ต้องรวมกำลังได้ส่วนหนึ่ง”

 

หลินล่วนชิวเป็นเด็กสาวที่มีความคิดมาก แต่เธอรู้เสียที่ไหนว่า เย่เลี่ยนและซย่าน่าที่อยู่ข้างกายหลิงม่อต่างก็เป็นซอมบี้ เมื่อไม่มีก้อนเหนียวหนืด พวกเธอก็อยู่ไม่ได้

 

แม้เขตชนบทจะมีซอมบี้เหมือนกัน แต่กลับมีซอมบี้กลายพันธุ์น้อยมาก และก็แทบจะไม่มีซอมบี้ระดับสูงเลย

 

ดังนั้นเมื่อได้ยินหลินล่วนชิวแนะนำด้วยความหวังดี หลิงม่อก็ได้แต่ส่ายหน้าปฏิเสธ “ฉันมีธุระ จำเป็นต้องเข้าไป ในเมื่อพวกเธอเพิ่งจะหนีออกมาจากที่นั่น ถ้างั้นช่วยเล่าสถานการณ์ในนั้นให้ฟังหน่อยได้ไหม? หากเธอเล่าละเอียด ฉันจะถือเป็นค่าเสียหายที่เธอชดใช้”

 

“แค่กๆ...” หลินล่วนชิวกระแอมขึ้นมา สีหน้าปรากฎสีแดงเรื่ออีกครั้งอย่างคนป่วย หลิงม่อมองจนรู้สึกหัวใจบีบรัด เป็นห่วงจริงๆ ว่าเธอจะไอจนตายไปแบบนี้

 

เมื่อครู่เธอลงมืออย่างเฉียบขาดเพื่อช่วยสื่อปิน น่ากลัวว่าจะใช้พลังที่มีจนหมดแล้ว และอาจจะทำให้อาการป่วยรุนแรงขึ้นด้วย

 

ดังนั้นตอนที่หลินล่วนชิวไอ สื่อปินจึงถลึงตาจ้องหลิงม่ออย่างโกรธแค้น

 

หลิงม่อแอบกลอกตา พูดในใจว่าถ้าหากนายไม่ได้เล่นไม่ซื่อ ฉันก็ไม่สนใจจะลากนายเข้ามาแบบนี้ และไม่ทำให้หลินล่วนชิวต้องลงมือ...

 

หลินล่วนชิวไออยู่พักหนึ่งแล้วจึงได้สงบลง ก่อนจะค่อยๆ พูด “ก็ได้ เมื่อกี้สื่อปินทำไม่ถูก ฉันไม่ถามให้ชัดก็ลงมือ ฉันเองก็ทำไม่ถูกเหมือนกัน”

 

“นายโชคดีนะ ก่อนหน้านี้หลินล่วนชิวเป็นสมาชิกหลักของทีมช่วยเหลือของมหาวิทยาลัยเมือง X เธอเข้าใจสภาพในม.ดีที่สุดแล้ว” สื่อปินพูดแถมขึ้นมา ทำเอาหลินล่วนชิวถลึงตาใส่เขาอีกครั้ง

 

หลิงม่อแอบคิดในใจว่าสื่อปินคนนี้ความสามารถใช้ได้ แต่สมองไม่ค่อยปราดเปรื่อง ตอนนี้พวกเขาอยู่ในสภาพที่เสียเปรียบ เหมือนที่มาที่ไปของพวก ‘ทีมช่วยเหลือตัวเอง’ ที่ไม่มีได้มีความน่าเกรงขามอยู่แล้ว ตรงข้ามกลับเป็นการแบไพ่ในมือออกมาหมดเปลือก

 

ยิ่งกว่านั้นถ้าตอนนี้พวกเขายังติดต่อกับทีมช่วยเหลือตัวเองอยู่ หลินล่วนชิงก็คงไม่ตกอยู่ในสภาพนี้

 

“สื่อปินพูดถูก แต่ก่อนฉันอยู่ทีมช่วยเหลือตัวเอง แต่ทีมนี้ ก็คือทีมที่นักศึกษาและอาจารย์มรวมตัวกันชั่วคราวเท่านั้น หลังจากที่ฉันพบว่าตัวเองเป็นผู้มีความสามารถพิเศษ ก็ถูกพวกเขาลากเข้าไปในชั้นที่เรียกว่าระดับสูง แต่ฉันไม่ได้มีความคิดมากมายอย่างพวกเขา ฉันแค่คิดว่าฉันจะอยู่จนถึงได้รับความช่วยเหลือแค่นั้น” หลินล่วนชิวบอกเล่าพื้นหลังตัวเองอย่างคร่าวๆ ด้วยความจนใจ

 

มหาวิทยาลัยใหญ่โต มีการรวมตัวแบบทีมช่วยเหลือนี้คือเรื่องปกติ หลิงม่อพยักหน้าแล้วก็ถามอีก “มหาวิทยาลัยเมือง X น่าจะมีผู้รอดชีวิตอีกมากน้อยแค่ไหน มีซอมบี้มากน้อยแค่ไหน?”

 

หลินล่วนชิวใช้ความคิดเงียบๆ บอก “ก่อนหน้านี้นักศึกษาคณะสถิติของมหาวิทยาลัยเมือง X มีจำนวนประมาณ 5.5 หมื่น พอคิดว่าตอนนั้นมีนักศึกษาจำนวนหนึ่งไม่อยู่ในโรงเรียน และมีบางส่วนหนีออกไปข้างนอก ผู้รอดชีวิตที่เหลือมาจนสุดท้ายและซอมบี้ก็มีจำนวนทั้งหมดราวๆ สี่หมื่นล่ะมั้ง”

 

จำนวนนี้เป็นตัวเลขที่น่ากลัวมาก แต่หลิงม่อกลับพอใจกับมันมาก ยิ่งจำนวนซอมบี้ยิ่งมาก ความเป็นไปได้ที่จะเกิดซอมบี้กลายพันธุ์ไปจนกระทั่งซอมบี้ระดับสูงก็ยิ่งสูง

 

“จำนวนที่แน่นอนของซอมบี้มีมากน้อยแค่ไหนฉันไม่รู้ แต่ฉันประมาณเอาว่าสามหมื่นตัวขึ้นไป ส่วนผู้รอดชีวิตน่าจะมีสามพันกว่าคน” หลินล่วนชิวเงียบไปสักพักแล้วให้ตัวเลขที่ค่อนข้างแม่นยำ

 

สามหมื่น! คิดถูกแล้วจริงๆ ที่มามหาวิทยาลัยเมือง X ! ซอมบี้เยอะขนาดนี้ ในนั้นจะเกิดซอมบี้กลายพันธุ์มากมายขนาดไหน?

 

เข้ามหาวิทยาลัยเมือง X ก็หมายความว่าเข้าไปในรังซอมบี้ แม้อันตรายจะมาก แต่ก้อนไวรัสก็มีเยอะจนนับไม่หวาดไม่ไหวด้วยเหมือนกัน!

 

“แล้วทีมช่วยเหลือของพวกเธอล่ะ มีทั้งหมดสามพันคนเหรอ?” แม้รู้สึกว่าไม่น่าเป็นไปได้ แต่หลิงม่อก็ยังอดถามไม่ได้

 

หลินล่วนชิวหัวเราะแล้วส่ายหน้าบอก “จะเป็นไปได้ไง คนเยอะก็ยิ่งวุ่นวาย อีกอย่างไม่มีใครที่มีความสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ พวกเรากระจัดกระจายอยู่แต่ละที่ในมหาวิทยาลัย อย่างทีมช่วยเหลือที่ฉันอยู่ก็มีแค่สามสิบกว่าคนเท่านั้น แต่ทรัพยากรที่มหาวิทยาลัยหามาได้ยิ่งน้อยลงทุกที ดังนั้นฉันและคนจำนวนหนึ่งจึงหาทางออก ไม่คิดเลยว่าจะเจอเรื่องไม่คาดฝัน...”

 

พูดมาถึงตรงนี้ ในแววตาของเธอก็แวบความเจ็บปวดลึกๆ เหมือนไม่อยากจะเล่าต่อ

 

“พูดแบบนี้แสดงว่าเธอคุ้นเคยกับเส้นทางมากใช่ไหม?” หลิงม่อแววตาเป็นประกาย แต่จากนั้นก็ยิ้มเฝื่อนพร้อมส่ายหน้า ดูจากร่างกายของหลินล่วนชิว ถ้าจะให้เธอนำทางก็คงเป็นเรื่องที่ทำให้เธอลำบากเกินไปจริงๆ

 

ความจริงในใจของหลิงม่อก็อยากให้มีคนช่วยนำทาง แม้เขาจะสามารถควบคุมซอมบี้ให้นำทางได้ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็จะเป็นการค่อยๆ คลำทางไปเองช้าๆ ถึงอย่างไรก็เดินส่งเดชราวกับแมลงวันไร้หัวในมหาวิทยาลัยที่ใหญ่โตกว้างขวางก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยุ่งยากอยู่ดี

 

แต่ก่อนหน้านี้ไม่คิดว่าจะเจอผู้รอดชีวิตจากมหาวิทยาลัยเมือง X ได้เร็วขนาดนี้ ดังนั้นหลิงม่อจึงไม่ได้คิดถึงความเป็นไปได้นี้

 

และตอนนี้แม้จะเจอหลินล่วนชิวและสื่อปิน แต่คนหนึ่งนั้นเฉลียวฉลาดแต่ร่างกายไม่ไหว อีกคนสภาพร่างกายไม่เลวแต่สมองยังไม่เฉียบแหลมพอ...

 

สองคนนี้ว่ากันตามนัยยะบางอย่างแล้วก็เป็นการเสริมซึ่งกันและกันจริงๆ...หลิงม่อคิดอย่างมุ่งร้ายนิดๆ

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด