ตอนที่แล้วDK 24: ใครบอกว่าพวกเราไม่ใช่ครอบครัวกัน?
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปDK 26: ใครกำลังรั้งคุณไว้ ?

DK 25: วิหารลึกลับ Daoist

 

              ฉ่าวเหยียนจื่อรู้สึกตื่นเต้นอย่างมาก เธอเดินนำหน้าทุกคน วันนี้เธอเธอสวมกระโปรงขาสั้นที่เย็บด้วยผ้าฝ้ายและผ้าเดนิม เสื้อแขนกุดคอต่ำเผยให้เห็นแขนที่อวบทั้งสองข้างที่ค่อนข้างมีเสน่ห์ แต่สำหรับฮ่าวเหรินนั้นกลับคิดว่าการแต่งตัวของเธอออกจะมีความกล้ามากไปหน่อยเมื่อเทียบกับอายุของเธอ

 

              รวมถึงรองเท้าแตะสไตล์โรมันที่เสริมให้ชุดของเธอดูมีชีวิตชีวามากขึ้น

 

              โชคดีที่แม่ของเธอเป็นดีไซเนอร์ ด้วยการผสมผสานแบบสบายๆ ทำให้การแต่งตัวของฉ่าวเหยียนจื่อในวันนี้ดูไม่เกะกะแต่ก็ยังดูมีสไตล์อย่างชัดเจน

 

              ซึ่งหากจะเทียบกับการแต่งตัวของเธอกับฮ่าวเหรินแล้ว สามารถบอกได้เลยว่าแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว เนื่องจากเขาสวมเสื้อที่ไม่ได้ซักมาสามวัน กางเกงยีนส์ที่ไม่ได้รีดและรองเท้าที่ดูสกปรก

 

              สำหรับฮ่าวเหริน สิ่งเดียวที่ดูดีจากตัวเขาในตอนนี้คือกระเป๋าเป้ใบเล็กๆสีชมพูบนหลังของเขา ซึ่งเป็นกระเป๋าของฉ่าวเหยียนจื่อที่เขาต้องสะพายเอาไว้ให้เท่านั้น อย่างไรก็ตามการที่เขาสะพายกระเป๋าเป้ใบเล็กสีชมพูก็เป็นภาพที่ดูแปลกตามาก

 

              เมื่อฉ่าวเหยียนจื่อเดินนำหน้าไป ก็เหลือฉ่าวกวงและฉ่าวหงหยู่และฮ่าวเหรินที่เดินไปพร้อมกัน การแต่งกายของฉ่าวกวงนั้นเป็นชุดลำลองแบบนักธุรกิจ ส่วนการแต่งตัวของฉ่าวหงหยู่ก็เป็นแบบเรียบง่ายๆ สบายๆ ซึ่งให้ให้ความรู้สึกแบบวัยรุ่น ถ้าบอกว่าเธอมีลูกที่อยู่มัธยมต้นแล้วคงแทบจะไม่มีใครเชื่อ

 

              พวกเขาเดินขึ้นบันไดเพื่อไปยังจุดขายตั๋ว

 

              ฉ่าวเหยี่ยนจื่อยืนอยู่ตรงจุดขายตั๋วอยู่ก่อนแล้วเนื่องจากเธอรีบเดิน ตอนนี้เธอดูกระตือรือร้นอย่างมาก

 

              ฉ่าวกวงเดินไปยังจุดขายตั๋วอย่างใจเย็น เมื่อถึงจุดแล้วเขาก็ซื้อตัวทั้งหมดสี่ใบ

 

              ฮ่าวเหริยนรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อยเนื่องจากฉ่าวกวงออกค่าตั๋วให้เขาด้วย

 

              หลังจากนั้นพวกเขาก็เดินขึ้นบันไดต่อเพื่อไปยังทางเข้า

 

              เมื่อเข้ามาแล้ว รอบตัวของพวกเขาก็เต็มไปด้วยสีเขียวชอุ่ม แม้จะมีแสงแดดส่องลงมาถึงตัวของพวกเขาแต่ก็ยังรู้สึกถึงความเย็นจากธรรมชาติ

 

              บรรยากาศที่สวยงามพร้อมอากาศที่สดชื่น ฉ่าวเหยียนจื่อก็อดไม่ได้ที่จะอ้าปากค้างด้วยความตะลึง ก่อนจะสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าเต็มปวดเต็มฟอด ในขณะเดียวกัน เมื่อฮ่าวเหริยนเห็นท่าทางของเธอเขาก็อดไม่ได้ที่จะอมยิ้มกับความไร้เดียงสานั้น

 

              พวกเขารู้สึกผ่อนคลายอย่างเห็นได้ชัด สามารถพูดได้เลยว่าธรรมชาติมีประโยชน์มากกว่าที่เราคิด พวกเขาค่อยๆดื่มด่ำกับธรรมชาติรอบๆตัวหลังจากที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองมาเป็นเวลานาน

 

              ขณะเดียวกันทั้งฉ่าวหงหยู่และฉ่าวกวงก็ใช้เวลาชื่นชมทิวทัศน์และธรรมชาติรอบๆตัวอยู่ด้วยกัน ส่วนฮ่าวเหรินนั้นไม่ต้องการที่จะเดินข้างฉ่าวเหยียนจื่อเขาจึงเดินอยู่ข้างหลังคนเดียว ผิดกับฉ่าวเหยียนจื่อที่ตอนนี้กระตือรือร้นกระโดดโลดเต้นพร้อมกับวิ่งไปสำรวจสิ่งต่างๆโดยรอบอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย

               

              “จื่อ อย่ารีบนักสิ ช้าๆหน่อยก็ได้!” ฉ่าวหงหยู่พูดเตือน

 

              “แม่! ตรงนี้มีถ้ำด้วย!” ฉ่าวเหยียยนจื่อที่ยืนอยู่ด้านหน้าปากทางเข้าถ้ำได้ตะโกนกลับมาพูดกับแม่ของเธออย่างตื่นเต้น

 

              ฉ่าวหงหยู่หัวเราะก่อนจะหันไปโบกมือให้ฮ่าวเหริน ก่อนที่จะเดินไปข้างหน้าเพื่อเข้าไปหาฉ่าวเหยียนจื่อก่อนจะพูดว่า “ถ้ำแห่งนี้ถูกสร้างโดยธรรมชาตื มันเป็นผลจากการกัดเซาะของน้ำในชั้นใต้ดินจนก่อตัวเป็นทางลับภายในภูเขาแห่งนี้ เดิมทีตามชั้นหินและดินภายในถ้ำชั้นนอกค่อนข้างที่จะบอบบางอยู่แล้ว พวกเขาจึงใช้ระเบิดระเบิดส่วนนั้นออกเพื่อระบายน้ำออก เส้นทางจึงใหญ่ขึ้นกว่าตอนที่โดนน้ำกัดเซาะ”

 

              “แล้วทำไมตอนนี้ถึงไม่มีน้ำเลยหล่ะ?” ฉ่าวเหยียยนจื่อถามด้วยความสงสัย

 

              “ปริมาณของน้ำจะขึ้นกับฤดูกาล ถ้าเป็นฤดูร้อนก็อาจจะพอเห็นเส้นทางน้ำไหลบ้างหรืออาจจะไม่เห็นเลยก็ได้ แต่ถ้าเป็นฤดูฝนก็จะมีน้ำแน่นอน ซึ่งการที่บอกว่าอาจจะไม่เห็นนั้นก็เป็นเพราะมันมีโอกาสที่ดินหรือหินภายในถ้ำจะถล่ม ซึ่งอาจจะทำให้มันไปขวางเส้นทางน้ำ น้ำจึงอาจไหลไปทางอื่น” ฉ่าวหงหยู่อธิบาย

 

              ในขณะที่กำลังสำรวจไปรอบๆนั้น จู่ๆ ฉ่าวเหยียนจื่อก็ตาลุกวาวพร้อมกับชี้ไปข้างหน้าและพูดอย่างตื่นเต้นว่า “ดูสิ ตรงนั้นมีอะไรเขียนไว้ด้วย!”

 

              “มันคือ ‘Earthly Paradise’ มันถูกจารึกไว้โดยกวีที่ชื่อว่า ดูฟู๋ เขามีชื่อเสียงโด่งดังมากในสมัยราชวงศ์ถัง ” ฉ่าวหงหยู่ยังคงอธิบายอย่างต่อเนื่อง

 

              ขณะที่ฉ่าวหงหยู่กำลังอธิบายอยู่นั้น สายตาของฉ่าวเหยียนจื่อก็ดูมีประกายอย่างมาก มันแสดงออกอย่างชัดเจนว่าเธอกำลังตั้งใจฟังแม่ของเธออธิบายด้วยความสนใจและตื่นเต้น

 

              ฮ่าวเหรินที่ยืนอยู่ไม่ไกลจากพวกเขานั้นรู้สึกประหลาดใจอย่างมาก เนื่องจากเขาไม่รู้มาก่อนว่าฉ่าวหงหยู่จะมีความรู้รอบตัวมากขนาดนี้ เธอไม่เพียงแต่ประสบความสำเร็จในการเป็นดีไซเนอร์ด้านสถาปัตยกรรมเท่านั้น แต่เธอยังมีความรู้รอบตัวด้านภูมิศาสตร์และธรณีวิทยาอีกด้วย

 

              ขณะที่ฉ่าวหงหยู่กำลังอธิบายให้ลูกสาวของเธอฟังอยู่นั้น น้ำเสียงของเธอมึความอ่อนโยนและลื่นหูอย่างมาก แม้แต่ฮ่าวเหรินก็หลงเสน่ห์และได้เรียนรู้อะไรมากมายจากการฟังเธอพูด

 

              หลังจากเดินมาเป็นเวลาประมาณสองชั่วโมง พวกเขามาถึงจุดกึ่งกลางและตัดสินใจแวะพักพร้อมกับไปรับประทานอาหารที่ร้านเล็กๆบริเวณนั้น

 

                แม้ว่ามันจะเป็นส่วนที่ถูกต่อเติมให้ยื่นออกไป แต่พวกเขาก็ไม่ได้รู้สึกร้อนเนื่องจากทางร้านได้ติดกันสาดเสริมไว้ให้ พวกเขานั่งรับประทานอาหารพร้อมกับชื่นชมวิวทิวทัศน์ของภูเขา GreenStone ไปพร้อมๆกัน ไม่มีอะไรจะดีไปกว่านี้อีกแล้ว

 

              ฮ่าวเหรินที่ติดอยู่แต่ในมหาวิทยาลัยนานเกินไป ในวันนี้ที่เขาได้เดินทางไปกับครอบครัวฉ่าว แม้ว่าในตอนแรกเขาจะรู้สึกกังวลและอึดอัดอยู่บ้างที่ต้องอยู่ค้างคืน แต่ธรรมชาติที่สวยงามของที่นี่ก็ทำให้เขาลืมเรื่องนั้นไปเลย

 

              “ที่ตั้งของวิหาร Daoist ซึ่งอยู่บนยอดของเขานี้ มันมีชื่อว่า ‘Heavenly Oneness Temple’ กล่าวกันว่าครั้งหนึ่งปรมจารย์ฉางได้เรียนอยู่ที่นี่ในช่วงเวลาหนึ่ง ภายในวิหาร Daoist มีพระราชวังที่ใหญ่มากที่ชื่อว่า ‘Founder’s Palace’ แถมยังมีต้นสนที่มีอายุมากถึงสองพันปีด้วย นอกจากนี้ก็ยังมีอนุสาวรีย์ที่ปรมจารย์ฉางที่เขาสร้างขึ้นเองด้วยเช่นกัน”

 

              ในขณะที่พวกเขากำลังกินกันอยู่นั้นฉ่าวเหยียนจื่อก็หันไปเห็นอะไรบางอย่างเข้า

“ที่นั่นดูสวยและน่าสนใจนะ!” ฉ่าวเหยี่ยนจื่อพูดพร้อมกับชี้นิ้วออกไป ก่อนจะหันไปพูดกับผู้เป็นพ่ออย่างคาดหวังว่า “กินเสร็จแล้วเราไปดูกันนะ!”

 

              “คิดว่าน่าจะใช้เวลาอีกประมาณสามชั่วโมงในการขึ้นไปถึงที่นั่น แม่และพ่อวางแผนที่จะเดินต่ออีกหน่อยแล้วค่อยเดินลงเพื่อกลับโรงแรม ” ฉ่าวกวงตอบ

 

              “หืออ … ” ฉ่าวเหยียนจื่อพูด เธอแสดงสีหน้าผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด

 

              “ถ้าอยากไปจริงๆ ทำไมไม่ลองขอให้ฮ่าวเหรินไปเป็นเพื่อนหล่ะ?” ฉ่าวหงหยู่พูดแนะนำ

 

              “งั้นก็ไม่จำเป็น!” ฉ่างเหยียนจื่อกัดฟันพูด พร้อมกับพูดต่อว่า “ฉันไปคนเดียวก็ได้!”

 

              “ไม่มีทาง มันอันตรายเกินไปที่ลูกจะไปคนเดียว!” ฉ่าวหงหยู่ปฏิเสธทันที

 

              ฉ่าวเหยียนจื่อรู้ว่าตัวเองไม่สามารถขัดคำพูดของพ่อและแม่ได้ ดังนั้นเธอจึงถอนหายใจและนั่งเงียบๆอยู่คนเดียว

 

              หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ พวกเขาก็เดินขึ้นไปต่ออีกประมาณชั่วโมงเพื่อไปดู “Elder Lord Cave” ที่ซึ่งมีประวัติอันยาวนาน

 

              แต่ฉ่าวเหยียนจื่อก็ยังคงต้องการจะขึ้นไปที่จุดสูงสุดซึ่งเป็นที่ตั้งของวิหาร Daoist แต่ก็ไม่สามารถไปได้อยู่ดี เธอจึงรู้สึกไม่ค่อยพอใจเล็กน้อย

 

              เมื่อเห็นว่าฉ่าวเหยียนจื่อที่กำลังหน้ามุ่ยและหงุดหงิดฉ่าวหงหยู่จึงได้หันไปพูดกับเธอว่า “เอาหล่ะ … แม่มีเงื่อนไขหนึ่งเงื่อนไข ถ้าลูกตกลง แม่จะปล่อยให้ลูกไปเที่ยวต่อได้”

 

              ดวงตาของฉ่าวเหยียนจื่อเป็นประกายขึ้นมาทันที เธอยิ้มก่อนจะมองไปที่แม่ของเธออย่างคาดหวัง

 

              “เงื่อนไขก็คือลูกจะต้องไปพร้อมกับเหริน ไม่อย่างนั้นแม่ไม่ให้ไป ซึ่งท้ายที่สุดลูกก็ต้องกลับพร้อมพ่อและแม่” ฉ่าวหงหยู่พูดต่อ

 

              ฉ่าวเหยียนจื่อกัดริมฝีปากของเธออยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับไปว่า “ก็ได้!”

 

              ฉ่าวหงหยู่ยิ้มก่อนจะหันไปหาฮ่าวเหรินแล้วพูดว่า “เหรินขอช่วยไปเป็นเพื่อนจื่อหน่อยนะ เมื่อขึ้นไปถึงยอดเขาแล้วก็รีบกลับลงมา หากเกิดอะไรขึ้นก็โทรมาได้เลย จากระยะทางทั้งหมดแล้วคิดว่าน่าจะใช้เวลาประมาณสี่ชั่วโมงในการขึ้นไปบนยอดเขาและมาถึงที่นี่ และเส้นทางทางลงเดินง่ายจึงใช้เวลาลงจากที่นี่อีกประมาณสองชั่วโมง ดังนั้นจะใช้เวลาทั้งหมดประมาณหกชั่วโมงในการกลับลงไปถึงข้างล่าง แสดงว่าต้องกลับมาถึงโรงแรมในตอนหนึ่งทุ่ม”

 

              อันที่จริงฮ่าวเหรินเองก็ไม่ต้องการที่จะกลับโรงแรมในตอนนี้ เพราะนี่ถือเป็นโอกาสที่หายากสำหรับเขาที่จะได้ดื่มด่ำกับธรรมชาติแบบนี้ ดังนั้นเขาจึงพยักหน้าทันทีที่เธอขอช่วย  เขาตอบกลับไปว่า “ไม่ต้องเป็นห่วง ผมจะดูแลเธอให้เอง

 

              ฉ่าวกวงเองก็พยักหน้าให้กับฮ่าวเหรินก่อนจะเดินกลับพร้อมกับฉ่าวหงหยู่

 

              ฮ่าวเหรินรู้ดีว่าทั้งพ่อและแม่ของฉ่าวเหยียนจื่อกำลังพยายามสร้างโอกาสให้เขาและเธอทำปรับความรู้สึกและสนิทสนมกันมากกว่านี้ พวกเขาจึงให้เวลาอยู่ด้วยกันตามลำพัง แต่ฮ่าวเหรินก็ไม่ได้ต้องการแบบนั้น เขาเพียงต้องการดื่มด่ำกับธรรมชาติและขึ้นไปดูวิหาร Daoist ก็เท่านั้น

 

              เช่นเดียวกับฉ่าวเหยียนจื่อเธอเองก็คิดแบบเดียวกัน เมื่อเห็นว่าพ่อและแม่เดินไปไกลแล้ว เธอก็ตะโกนใส่ฮ่าวเหรินว่า “มาขึ้นมาเร็วๆเข้า! อย่าทำให้ฉันพลอยช้าไปด้วย!”

 

              จากนั้นทั้งคู่ก็เดินขึ้นเขาไปพร้อมกัน

 

โปรดติดตามตอนต่อไป………..

คะแนน 4.3
กรุณารอสักครู่...